9 2-2
บทที่18 ชีวิตใหม่ที่ใฝ่ฝัน
จางอวิ๋นม่านใช้สายตาสอดส่องสำรวจบ้านหลังนี้หนึ่งรอบ เธอพยักหน้าด้วยความพึงพอใจทันที และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า สิ่งที่เธอชื่นชอบที่สุดในบ้านหลังนี้คงหนีไม่พ้นห้องน้ำ
เมื่อลูกสาวทั้งสามของเธอเริ่มโตขึ้น และภายในบ้านสกุลหลินก็มีคนอยู่มากจนเกินไป ส่งผลให้มีห้องน้ำไม่เพียงพอ พวกเธอสี่แม่ลูกจึงจำต้องใช้วิธีเช็ดตัวอยู่ในห้องนอนแทน ซึ่งเป็การกระทำที่ไม่สู้จะสะดวกนักและไม่ค่อยถูกสุขอนามัยเท่าที่ควร ตรงกันข้าม ที่บ้านหลังนี้มีห้องน้ำส่วนตัว ซึ่งทำให้พวกเธอแม่ลูกสามารถอาบน้ำได้อย่างสบายใจเสียที
เสี่ยวซวี่แอบเฝ้าสังเกตการณ์สองแม่ลูกที่กำลังเดินสำรวจภายในบ้านอย่างเงียบๆ แลเห็นทั้งคู่พยักหน้าแสดงความพึงพอใจออกมาเช่นนั้น นับเป็สัญญาณให้เขาต้องพูดออกมาว่า
“คุณครับ ดูแล้วเป็ยังไงบ้าง? ผมรับรองว่าเช่าบ้านหลังนี้ไม่มีขาดทุนแน่นอน ถ้าไม่ใช่เพราะผมต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวะแล้วล่ะก็ ผมเองก็ไม่คิดที่จะปล่อยบ้านหลังนี้ให้ใครเช่าเหมือนกัน”
จางอวิ๋นม่านตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผ่านน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟังว่า
“พี่ซวี่คะ ฉันแซ่จางค่ะ เรียกฉันว่าน้องจางก็ได้ ฉันกับลูกชอบบ้านหลังนี้มากเลย พวกเราสนใจค่ะ ว่าแต่ปล่อยให้เช่าเดือนละเท่าไหร่คะ?”
เสี่ยวซวี่ที่เห็นว่าจางอวิ๋นม่านเป็ผู้หญิงที่พูดจาฉะฉานตรงไปตรงมาดี ซึ่งในจุดนี้ได้สร้างความประทับใจให้แก่เขาไม่ใช่น้อย เพราะก่อนหน้าใช่ว่าจะไม่เคยมีคนเข้ามาดูบ้านเลย แต่แทบทั้งหมดล้วนพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยการติโน่นตินี่ หวังเพื่อให้เขาลดราคาค่าเช่าให้ ทำเอาเขาถึงกับหัวเสียหงุดหงิดมาจนถึงตอนนี้
“ดีครับ คุยกันง่ายๆตรงไปตรงมาแบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย ผมเองก็ไม่ชอบคนพูดเยิ่นเย้อ ผมคิดค่าเช่าเดือนละ 7 หยวน ต้องชำระล่วงหน้าก่อนสามเดือน แล้วอาทิตย์หน้าน้องจางก็แบกกระเป๋าย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”
เสี่ยวซวี่ไม่มีความคิดที่จะเอาเปรียบจางอวิ๋นม่านเพียงเพราะเห็นเธอเป็ผู้หญิงเช่นกัน และเขาก็บอกไว้แล้วว่า ไม่้ามานั่งต่อรองราคาให้เสียเวลาอะไร จึงเลือกที่จะเสนอราคากลางๆที่ไม่สูงและไม่ตำจนเกินไป แม้ค่าเช่า 7 หยวนต่อเดือนจะนับว่าไม่ถูก แต่สำหรับทำเลที่มีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ นับว่าเป็ราคาที่คุ้มค่าไม่น้อยทีเดียว
หลินเสี่ยวอวี่บีบมือส่งสัญญาณหาแม่เบาๆ เพื่อจะสื่อว่าเธอชื่นชอบบ้านหลังนี้มากแค่ไหน
เห็นว่าถูกใจลูกสาว จางอวิ๋นม่านจึงไม่คิดอะไรมากเช่นกัน เธอหันไปพยักหน้าให้เ้าตัวน้อยสื่อถึงการตกลงปลงใจ ก่อนจะควักเงินจำนวน 21 หยวนออกมาจากกระเป๋าพร้อมหนังสือรับรองที่กู่เฉินออกให้ แล้วยื่นส่งให้กับเสี่ยวซวี่ทันทีอย่างไม่ลังเล
“พี่ซวี่ นี่ค่ะ ค่าเช่าล่วงหน้าสามเดือนกับหนังสือรับรองค่ะ”
ต่างฝ่ายต่างไม่ใช่คนจุกจิกจู้จี้อะไร หลังพูดคุยตกลงกันได้ไม่นาน ต่างก็ลงนามในสัญญาเช่าบ้านต่อหน้าป้าหวังที่มาในฐานะพยานทันที กล่าวคือ ณ ปัจจุบัน บ้านหลังนี้ได้ตกเป็ทรัพย์สินชั่วคราวของจางอวิ๋นม่านเป็ที่เรียบร้อยแล้ว และอีกราวหนึ่งอาทิตย์ให้หลัง เธอและลูกๆก็พร้อมที่จะย้ายเข้ามาอยู่แล้ว
ก่อนร่ำลาจากกันไป ป้าหวังยังส่งยิ้มต้อนรับให้กันอย่างอบอุ่น
“จากนี้ต่อไป พวกเราก็ถือว่าเป็เพื่อนบ้านกันแล้วนะ มีอะไรก็ค่อยช่วยเหลือกัน ฉันอยู่บ้านตรงข้ามเธอนี่เอง มีอะไรก็เรียกป้าได้ตลอดเลยนะจ๊ะ”
“ส่วนข้างบ้านเธอก็เป็คู่แม่ลูกเหมือนกัน พวกเธอสองครอบครัวควรทำความรู้จักกันเอาไว้บ้างก็ดีนะ เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้”
เนื่องจากป้าหวังรับหน้าที่เป็ตัวกลางในการหาบ้านเช่าให้ ย่อมต้องกระตือรือร้นให้คำแนะนำสองแม่ลูกเป็อย่างดี
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ข้างบ้าน’ สีหน้าของจางอวิ๋นม่านก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาเย็นะเืดุจอสรพิษฉายวูบปรากฏให้เห็นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเป็ยิ้มแย้มดังเดิม เธอพยักหน้าขานตอบรับป้าหวังไปว่า
“โอ้? จริงเหรอคะเนี่ย? โชคดีจริงๆที่มีเพื่อนบ้านเป็คุณแม่เหมือนกัน ไว้ว่างเมื่อไหร่ฉันคงต้องไปทำความรู้จักแน่ๆค่ะ!”
จ้องมองเอกสารสัญญาเช่าที่จัดการทุกอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยดีแล้ว หลินเสี่ยวอวี่ก็ตื่นเต้นดีใจจนเนื้อตัวสั่นเทา ภายในใจรู้สึกลิงโลดอย่างบอกไม่ถูก เธอไม่มีวันลืมเลือนชีวิตอันแสนโหดร้ายของครอบครัวเธอในชาติก่อนหน้าได้แม้สักวินาทีเดียว และความใฝ่ฝันตลอดมาของเธอก็คือ การนำพาครอบครัวอันเป็ที่รักออกมาจากสถานที่ซึ่งเปรียบดั่งขุมนรกนั่น แต่กลับคิดไม่ถึงว่า วันนั้นจะมาถึงรวดเร็วขนาดนี้!
ใบหน้าของหลินเสวี่ยอวี่ตอนนี้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“แม่คะ หนูดีใจมากเลยค่ะ! ต่อไปพวกเราจะมีบ้านเป็ของตัวเองแล้ว!”
หลินเสี่ยวอวี่กุมมือผู้เป็แม่ะโโลดเต้นไปมา
“แม่เองก็ดีใจเหมือนกันจ้ะ”
จางอวิ๋นม่านทอดสายตามองลูกสาวคนเล็ก ที่ตอนนี้กำลังะโโลดเต้นอยู่ตรงหน้าด้วยความร่าเริง แววตามีแต่ความสุขล้นอัดแน่นอยู่ กระทั่งมองด้วยตาเปล่า ยังสามารถเห็นรัศมีแห่งความสุขเปล่งออกมาจากสีหน้าท่าทางของหลินเสี่ยวอวี่ได้อย่างชัดเจน
การพาลูกๆทั้งสามออกจากบ้านสกุลหลินมาได้ในครั้งนี้ ยังนับเป็เพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่เพียงแค่ความสำเร็จเล็กๆน้อยๆนี้ก็ทำให้จางอวิ๋นม่านรู้สึกเบาใจได้เปาะหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด นี่ก็เป็การพิสูจน์แล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
“เสี่ยวอวี่กลับกันเถอะจ้ะ เื่ดีๆแบบนี้ต้องฉลองกันหน่อย เดี๋ยวแม่จะพาลูกไปกินอะไรอร่อยๆที่ร้านรัฐกันนะ”
จางอวิ๋นม่านอุ้มแบกหลินเสี่ยวอวี่ขึ้นหลัง น้ำหนักตัวที่เบาโหยงของคนเป็ลูก ทำเอาแม่อย่างเธอรู้สึกปวดร้าวจิตใจอย่างบอกไม่ถูก นี่เธอเคยยอมให้ลูกๆต้องทนทุกข์ทรมานขนาดนี้ เพียงเพราะความรักโง่ๆได้ยังไงกัน? แต่เธอจะไม่ยอมให้เื่พรรค์นี้เกิดขึ้นอีกเป็ครั้งที่สองอย่างแน่นอน!
“แม่ขา~ หนูรักแม่ที่สุดเลยค่ะ!”
หลินเสี่ยวอวี่ซุกไซร้ศีรษะน้อยๆลงไปบนแผ่นหลังของผู้เป็แม่ สูดดมกลิ่นสบู่ซักผ้าหอมฉุยที่ตลบอบอวลออกมาจากร่างกายของผู้เป็แม่ ทุกครั้งที่มีแม่อยู่ข้างๆ มักทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจและปลอดภัยอย่างหาอะไรเปรียบไม่ได้จริงๆ
การมีแม่อยู่ด้วยมันช่างดีมากจริงๆ!
มีโอกาสกลับมาสร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง...ช่างวิเศษสุดๆไปเลย!!