ตอนที่ 50
นครหลวง นภาทมิฬ
“ น นั่น!!! รูปพี่ใหญ่นิ…”
กลับเป็นเสียงเจื้อยแจ้วของซวงเอ๋อร์ที่ดังขึ้น ย้ำเตือนให้พวกมันตระหนักถึงสถานการณ์อันคับขันที่ตรงหน้า
“ เจ้าหนุ่ม เจ้าไปสร้างวีรกรรมอันใดไว้ จึงได้ถูกตั้งรางวัลนำจับเสียมากมายยิ่ง กระทั่งยังมากมายกว่าข้าอีก…”
หานเฟิงที่เห็นภาพหน้าของตนเองปรากฏบนประกาศจับก็อึงงัน “ คงเป็น ที่ข้าสังหารพวกกองโจรร้อยอสูรไป กระมัง…”
“ เจ้าสังหารไปเท่าใด ไฉนค่าหัวจึงมากมายนัก”
“ เอ่อ… น่าจะราวเจ็ดแปดสิบ”
จิ่วโม่ได้ยินคำก็ใบ้กินอยู่เป็นนาน ตั้งสติได้จึงค่อยกล่าวความขึ้นมาต่อ
“ เจ้าฆ่าพวกมันไปตั้งมากมาย ไฉนจึงฆ่าไม่หมด ปล่อยให้เล็ดลอดจนใบหน้าเจ้าไปปรากฏอยู่บนประกาศจับได้อย่างไร”
“ ข้าสังหารจนสิ้นแล้ว ไหนเลยมีเล็ดลอดหลบหนีไปได้”
“ หืมม!! นี่แปลกแล้ว… เดี๋ยวนะ เป็นเจ้าสังหารพวกมันที่ลำดับเลขต่ำสุดคือเท่าใด?”
“ เก้า…”
“ บัดซบ!!! เจ้านั่นมันอสูรเสือดำ เป็นระดับหัวหน้า บนร่างมันมีประทับวิญญาณ”
“ ……” หานเฟิงพูดไม่ออก ตอนนั้นเป็นมันกำลังมีโทสะ จึงไม่ใคร่คิดสนใจเรื่องในหนหลังอยู่แล้ว
“ เดี๋ยวนะ... แล้วเจ้าไปสังหารมันทำไม เจ้าอสูรเสือดำมันเพียงรับผิดชอบควบคุมการขุดเหมือง”
“ ข้าไปหายาถอนพิษ”
“ ……” จิ่วโม่พลันไร้คำพูด “ เจ้าคงไม่ได้ไปเอาของ ของพวกมัน มาด้วยหรอกกระมัง”
“ เอ่อ… ได้ทองคำมามากมายยิ่ง”
จิ่วโม่ “ .........”
“ กระบี่บนหลังเจ้านั่นก็ใช่”
จิ่วโม่ยังคง “ ……..”
“ นี่พวกท่าน อย่าเอาแต่สนทนากันเองจนลืมสถานการณ์ตรงหน้า” ซวงเอ๋อร์กล่าวย้ำเตือน
“ ข้าเห็นหรอกนังหนู”
จิ่วโม่กล่าวขณะที่กวาดสายตามองกลุ่มคนในเหลาสุรา ที่บัดนี้ต่างก็ถือเตรียมไว้ด้วยอาวุธครบมือ
“ ข้าคิดว่า…” หานเฟิงกำลังเสนอแผนการ หากกลับถูกการกระทำต่อมาของจิ่วโม่ทำลายสิ้น
“ คิดสู้ก็ดาหน้ากันเข้ามาเลย!!!!...”
จิ่วโม่ตวาดกร้าว ชักกระบี่หนักมากระชับไว้ในมือ ก่อนจะกระชากหมวกสานออก จนเผยให้เห็นใบหน้าที่ก่อนนี้ยังถูกปิดบัง
ฉับพลันนั้น ได้บังเกิดเป็นเสียงฮือฮาขึ้นมาหนึ่งระลอก
“ น นั่นมันจิ่วโม่!!!...”
“ หืม!! จิ่วโม่…”
“ เจ้าจิ่วโม่ผู้นั้นก็อยู่ด้วย…”
“ โอ้ งานนี้รวยเละ…”
“ ฮา ๆ ๆ โชคช่างเข้าข้างข้าจริงๆ…”
ถ้อยคำกล่าวต่างๆนานาผุดดังขึ้นมาในทันทีที่ใบหน้าของจิ่วโม่เปิดเผย เรียกให้หานเฟิงตกยกมือกุมศีรษะส่ายหน้าอย่างเสียอารมณ์
“ เจ้านะ... จะรีบเผยตัวออกมาตอนนี้ทำไม…”
หานเฟิงกล่าวพร้อมกับยกแบกซวงเอ๋อร์ขึ้นหลัง
“ เพ่ย จะตอนไหนก็เหมือนกันแหละน่า…”
กล่าวจบก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกกระบี่หนักโถมเข้าใส่ฝูงชน พาให้หานเฟิงที่เอื้อมมือออกไป คว้าไว้ได้เพียงแค่ลมหอบหนึ่ง
“ ตูมมมม…”
เสียงระเบิดดังกึกก้องฝุ่นควันฟุ้งตลบ เรียกเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังระงม
“ ฮา ๆ ๆ ๆ…” เสียงหัวร่อที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานของจิ่วโม่ดังกังวานออกมาจากกลุ่มควัน
“ อยากตายก็ดาหน้าเข้ามากันเลย…”
แล้วจากนั้นก็เป็นเสียงระเบิด “ ตูมม…” ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเหลาสุราสั่นไปทั้งหลัง ก่อนที่จะพังครืนลงมาในท้ายที่สุด
“ ครืนนนนน… ตูมมม…”
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับฝุ่นควันฟุ้งตลบ
ประกายแสงวาบขึ้นที่ด้านนอกของเหลาสุรา เป็นหานเฟิงร่ายใช้ดาราวาบวับหลบรอดออกมาได้อย่างทันท่วงที
ก่อนที่เสียง “ ตูมมม…” จะดังขึ้นอีกครา เศษซากอาคารปลิวว่อน ก่อนจะปรากฏเป็นร่างของจิ่วโม่ ที่พุ่งทะยานออกมา หากเท้ายังไม่ทันแตะสัมผัสพื้น ก็แผดเสียงกล่าวดังลั่น
“ ใครอยากตายอีกก็ดาหน้ากันเข้ามาเลย!!!...”
หานเฟิงที่ชมดูพลันต้องส่ายหน้าอย่างเอือมระอา คิดทิ้งจิ่วโม่ผู้นี้ไป ก็ทำไม่ได้ เพราะกว่าหลายวันที่เดินทางร่วมกันมา หานเฟิงก็มองว่าจิ่วโม่ผู้นี้เป็นสหายผู้หนึ่ง จึงได้ถ่ายทอดเสียงผ่านลมปราณไปถึงจิ่วโม่ในทันที
“ จิ่วโม่ รีบไป อย่าได้เสียเวลาโดยใช้เหตุ”
“ เช่นนั้นก็ไปเจอกันที่ประตูตะวันออก”
จิ่วโม่กล่าวตอบกลับมา หากมิใช่เสียงผ่านลมปราณ แต่เป็นเสียงผ่านลมปากที่ดังกังวานลั่น ทั้งสายตายังจับจ้องมองมาที่มัน พลันเป็นเรียกหาสายตาของฝูงชนให้หันมอง
ซึ่งฝูงชนที่ว่าก็มิใช่ใดอื่น หากเป็นบรรดายอดยุทธ์ ที่มารวมตัวกันเตรียมจับกุมหานเฟิง เพื่อทองคำหนักสิบชั่ง ดังนั้นแล้ว ทันทีที่พวกมันพบเห็นหานเฟิง เสียงกล่าวที่เต็มไปด้วยความยินดีจึงกังวานขึ้นมา
“ เจ้าทองสิบชั่งอยู่ตรงนี้…”
“ เจ้าทองสิบชั่งอยู่ตรงนี้…”
หานเฟิงที่ได้ยินคำก็งงงันไปครู่ แต่พอเห็นสายตาของผู้กล่าวที่จับจ้องมองมา ก็พลันเข้าใจในบัดดล
“ บัดซบ!!! เจ้าจิ่วโม่…”
หานเฟิงสบถคำ ก่อนจะร่ายใช้ดาราวาบวับแบกซวงเอ๋อร์หนีไปทางตะวันออก
พาให้เหล่ายอดยุทธ์ ที่อยู่ก็เห็นว่าทองสิบชั่งของตนหายไป ก็พากันแตกตื่นร้อนรน
“ บัดซบ!!! ทองคำข้าแวบหายไปแล้ว…”
หากไม่เพียงแค่ฝูงชนที่แตกตื่นตกใจ เพราะกระทั่งจิ่วโม่ ที่บัดนี้ก็เบิกตากว้างชมมองหานเฟิงแวบหายไป
“ เฮ้ย!!! ไอ้เด็กบ้าไปไม่รอข้าเลย…”
กล่าวจบก็ทะยานไปทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว
ฝูงชนที่เห็นการกระทำของจิ่วโม่ก็คล้ายจะจับความนัยบางอย่างขึ้นมาได้
“ เมื่อกี้เจ้าจิ่วโม่พูดว่า ไปเจอกันที่ประตูตะวันออก ข้าว่า มันต้องเป็นพวกเดียวกันอย่างแน่นอน”
“ ใช่แล้ว ตามมันไป…”
จากนั้นจึงเป็นภาพที่ฝูงชนวิ่งทะยานไล่หลังจิ่วโม่ไป
“ หืม!! คิดไล่ตามข้าจิ่วโม่ผู้นี้?...”
“ พวกเจ้าลืมฉายาข้าไปกันแล้วหรือ?…”
“ ข้า จิ่วโม่เท้าสุนัข วิ่งไวดุจสายลม หากแน่จริงก็ตามมาให้ทัน”
แล้วก็เป็นภาพที่จิ่วโม่พุ่งทะยานแล่นฉิวไป โดยไร้ผู้คนให้ตามติด กระทั่งถึงประตูตะวันออก ก็มองเห็นหานเฟิงที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ บ๊ะ!! ไอ้เจ้าเด็กนี่ ไวดีเหมือนกันแฮะ สงสัยฉายาเท้าสุนัขข้าคงต้องยกให้แก่เจ้าแล้ว…”
“ อย่าได้กล่าวคำเหลวไหล รีบไป…”
กล่าวจบหานเฟิงก็ถีบเท้าพุ่งทะยานออกไป จิ่วโม่พุ่งตามไปติดๆ ทั้งสองใช้เส้นทางภายในป่า ด้วยฝีเท้าอันรวดเร็วของจิ่วโม่ กับดาราวาบวับของหานเฟิง จึงทำให้พวกมันสามารถทิ้งห่างกลุ่มคนที่ไล่ล่าไปในทันที...
กระทั่งที่เวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนาน จิ่วโม่ที่วิ่งทะยานคู่ไปกับหานเฟิงก็กล่าวขึ้น
“ นี่เจ้าหนุ่ม ไฉนเจ้าไม่คิดสู้ กลุ่มคนเหล่านั้น แม้มีจำนวนมาก หากระดับความสำเร็จ กลับเทียบไม่ได้แม้แต่เจ้า ใคร่คิดสับสังหารพวกมัน กลับง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ…”
“ ข้าทราบ หากเป็นข้าสังหรใจไม่ดี เพียงรู้สึกว่า ต้องรีบออกมาโดยไว…”
ย้อนกลับไปยังใจกลางเมืองที่หานเฟิงและจิ่วโม่ได้พากันฝ่าออกมา ที่บนฟากฟ้า ปรากฏเงาร่างหนึ่งลอยนิ่ง เป็นเงาร่างของมนุษย์ที่เส้นขนเป็นสีน้ำตาลยาว ทั้งยังเห็นหางยาวของมันแกว่งไกวไปมา และที่ใบหน้าซีกขวาคือเลขหนึ่ง
เป็นอสูรวานร
อสูรวานรทอดสายตามองเศษซากอาคารที่เบื้องล่าง เป็นเศษซากของเหล่าสุราที่พังถล่มลงมาเพราะน้ำมือของจิ่วโม่ ก่อนที่มันจะหันมองไปทางทิศตะวันออก แล้วจึงเหินทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว...
เจ็ดวันต่อมา จิ่วโม่ หานเฟิง และซวงเอ๋อร์ ต่างก็รอนแรมเดินทางท่ามกลางป่าเขา โดยไม่แม้แต่จะหยุดพัก ทั้งไม่เฉียดกรายเข้าใกล้หมู่บ้าน แน่นอน ความคิดที่แลดูระแวดระวังจนเกินเหตุนี้เป็นของหานเฟิง มันที่สังหรได้ถึงอันตรายแค่เพียงครั้ง ก็ไม่กล้าประมาทเลิ่นเล่อ เร่งเท้าเดินทางเจ็ดวันต่อเนื่อง จนร่างกายอ่อนล้าทรุดโทรม
ซวงเอ๋อร์นั้นยังดีหน่อย เพราะตลอดเจ็ดวันกินนอนอยู่แต่บนหลังของหานเฟิง บาดแผลของนางก็คล้ายว่าจะสมานจนดีแล้ว หากติดก็ตรงที่ระดับความสำเร็จของนางต้อยต่ำ จึงจำต้องให้หานเฟิงแบกพาไป
“ พี่ใหญ่ พวกท่านหยุดพักกันบ้างเถอะ นี่เราก็เร่งเท้ากันมาตลอดเจ็ดวันแล้ว หากมีอันตรายอย่างที่ท่านกังวลจริง ป่านนี้คงถูกทิ้งไปจนไกลโข”
ซวงเอ๋อร์กล่าวขึ้น หากหานเฟิงทำทีคล้ายไม่ได้ยินคำกล่าวของนาง นางจึงได้กล่าวขึ้นต่อ
“ พี่ใหญ่ ตัวท่านอาจจะไหว แต่ท่านดูเจ้าหมาดำนั่น มันคงวิ่งต่อไปเช่นนี้ได้อีกไม่เกินสองชั่วยามแล้ว”
“ นังเด็กปากเสีย สองชั่วยามบ้านเจ้าสิ ต่อให้สิบวัน ข้า... ก็... ยัง... ไหว…”
จิ่วโม้แย้งคำโดยพลัน หากคำกล่าวของมันยังแลคล้ายจะหมดลมแล้ว หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็ครุ่นคิด แม้ตัวเองจะยังคงบอกว่าไหว หากความจริง ก็แทบจะมิต่างจากจิ่วโม่เท่าใดนัก
“ จิ่วโม่ ใกล้สุดมีเมืองหรือหมู่บ้านหรือไม่?”
“ เจ้า จะเข้าเมือง ไม่กลัวแล้ว?...”
“ ยังคงต้องพักผ่อน วิ่งต่อไปเช่นนี้ท้ายสุดคงได้หมดแรง”
“ ไฉนไม่พัก ในป่า เข้าเมือง ยังต้องปลอมแปลงโฉม ทั้งยังไม่แน่ ว่าจะปกปิดได้สำเร็จไปตลอด”
“ ข้าเพียงรู้สึกว่าในป่าไม่ปลอดภัย หลบพักในเมืองที่ผู้คนมากมาย อาจพอแฝงตัวได้อยู่บ้าง ส่วนเรื่องปลอมแปลงโฉม นั่นคงไม่ยากเท่าใดนัก”
“ ที่แท้เป็นเจ้าหวาดกลัวสิ่งใด?” จิ่วโม่กล่าวอย่างสงสัย
หานเฟิงส่ายหน้ากล่าวว่า “ ข้าไม่ทราบ...”
ยามเย็นที่ฟากฟ้าตะวันตกทอประกายเป็นแสงสีเหลืองส้ม ซุ้มประตูขนาดใหญ่ทางตะวันตก มองเห็นแถวผู้คนรถม้ายาวเหยียด เป็นผู้คนต้องการผ่านเข้าไปด้านใน จึงจำต้องเข้าแถวรอตรวจสอบ
ที่ปลายแถว มองเห็นสามเงาร่างในชุดคลุมสีดำปิดมิดใบหน้า ยืนต่อท้ายรถม้าคันใหญ่ สองในสามรูปร่างสูงผอม ส่วนอีกหนึ่งแลคล้ายจะเป็นเพียงเด็กน้อยที่ยังไม่เติบโต แน่นอน ว่าสามคนนี้ย่อมมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากกลุ่มของหานเฟิง
“ หืม!!! นี่มัน นครหลวงมิใช่รึ?...”
ผู้กล่าวเป็นหานเฟิง เป็นมันถามหาเมืองในระแวก จิ่วโม่ก็บอกมันว่ามีเมืองดีๆเหมาะสำหรับซ่อนตัว
“ ใช่ นครหลวง เจ้าก็เคยมา?”
“ บัดซบ แล้วไฉนเจ้าจึงพามานครหลวง” แน่นอนว่าหานเฟิงย่อมรู้จักนครหลวงจากความทรงจำในอดีตชาติ ถึงแม้ว่า นครหลวงนภาทมิฬที่หมื่นปีให้หลัง จะแตกต่างไปจากที่เห็นอยู่นี้อย่างลิบลับ หากยังพอมีเค้ารางให้มันบอกได้ ว่าที่แห่งนี้คือนครหลวง
“ บัดซบ เป็นเจ้าบอกเอง ว่าหลบพักในเมืองที่ผู้คนมากมาย ยังพอแฝงตัวอยู่ได้ นี่ข้าก็เลือกเมืองที่ผู้คนมากมายให้เจ้าแล้ว ยังจะไม่พอใจ…”
“ …....” หานเฟิงพูดไม่ออก มันเพียงต้องการหาเมืองสักแห่งหลบซ่อนพักผ่อน มิได้ต้องการท่องเที่ยวในนครหลวง ไหนจะต้องต่อแถวรอยาวเหยียดนี่ก็อีก แล้วไอ้ที่อุตส่าห์วิ่งกันมาเจ็ดวันไม่หยุดพัก จะไม่สูญเปล่าเอาหรือ? แต่ช่างเถอะ มาแล้วก็ได้แต่ต้องเข้าไป...
“ นครหลวง มิใช่คิดเข้า ก็จะเข้าไปโดยง่าย”
จิ่วโม่ได้ยินคำของหานเฟิงก็ยกยิ้มกล่าวว่า “ เจ้าช่างอ่อนประสบการณ์ยิ่งนัก…”
คำนี้ถึงกับทำให้หานเฟิงคิ้วกระตุก ลอบขบคิดในใจว่า ‘ เจ้าสิอ่อนประสบการณ์ อยู่มาแค่สองพันกว่าปี ริอาจมาว่าข้าอ่อนประสบการณ์’
“ เช่นนั้นเจ้าบอกข้า พวกเราสามคนแต่งตัวเช่นนี้ จักผ่านทหารยามเหล่านั้นไปได้อย่างไร?”
“ เพ่ย เจ้าจะกลัวอะไร ทหารยามนั่นก็คน แล้วคนนั้นชื่นชอบสิ่งใด? ย่อมเป็นสินบนใต้โต๊ะ เจ้าจ่ายให้มันหนักหน่อย กระทั่งหน้าเจ้า มันก็คร้านจะเปิดออกดู”
“ ข้าหาได้มีเงินมากมายปานนั้น”
“ ข้าจำได้ว่าเจ้ามีทองคำมากมายยิ่ง”
“ นั่นใช้ได้หรือ?”
“ เพ่ย หน้าตาเจ้าก็ดูออกฉลาด แต่เอาเข้าจริง ไฉนจึงโง่งมยิ่งนัก…”
หานเฟิงได้ยินคำถึงกับคิ้วกระตุกเป็นคำรบสอง มันถูกผู้คนรวมหัวกันด่าว่าเป็นตัวโง่งม ยังไม่เคืองเท่าถูกจิ่วโม่เพียงผู้เดียวผู้นี้ ด่าเป็นตัวโง่งม ก็มิรู้ว่าเพราะอะไร เวลาที่เจ้าจิ่วโม่ผู้นี้เอ่ยคำก่นด่าถากถาง ก็เป็นอันต้องพาให้ต่อมสะกดอดกลั้นของมันต้องเปิดออกมาเสียทุกที
“ เจ้าสิโง่งม ที่ข้าถามว่า ใช้ได้หรือ? คือทองคำพวกนี้ ล้วนเป็นข้าโขมยมา พวกมันเห็นทองที่ยังไม่แปรรูปเช่นนี้ ใยมิไพล่นึกไปถึงเหมืองทองที่ถูกข้าปล้นชิงมาแล้ว”
“ เจ้ามันโง่งมจริงๆนั่นแหละ เรื่องราวที่พาให้เสียหน้าเช่นนั้น ทางราชวงศ์ที่อย่างไรก็ไม่ยอมป่าวประกาศออกมาแน่ เชื่อเถอะ คนที่ทราบรู้เหตุการณ์ที่เจ้าก่อไว้ย่อมมีเพียงนับนิ้วได้”
“ ข้าเพียงคิดเผื่อในทางที่เลวร้าย…”
“ ยังคงเป็นเจ้า…”
หากคำ “ คิดมากจนเกินไป” ยังมิทันได้ออกจากปาก เสียง “ ชู่วววว…” จากหานเฟิง ก็พาให้จิ่วโม่ต้องหุบปากลง