ตอนที่19 ความดีที่เธอไม่เคยเห็น
เมื่อสิ้นเสียงเย้ยหยันและเห็นว่าคนที่เธอกำลังกอดอยู่ตรงหน้าเป็ใครนั้นปานรุ้งก็รีบผละออกมาแทบจะทันทีแถมยังผลักร่างหนาใหญ่ดุจศิลานั้นให้พ้นออกจากตัวอีกด้วย แต่ก็แทบไม่ขยับเลยแถมกลายเป็เธอเองต่างหากที่กระเด็นเสียเอง
“นายเองเหรอเนี่ย”สีหน้าผิดหวังฉายออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เธอต้องอยู่ที่นี่”
“แต่ฉันต้องไปทำงานนะ แล้วไหนนายว่าจัดการคนพวกนั้นไปแล้วนี่ หรือว่านายกับพวกมันรวมหัวกันแกล้งฉันใช่ไหม”ปานรุ้งยืนเท้าสะเอว ก่อนจะต่อว่าคนตรงหน้าแบบไม่หายใจ
สีหน้าเจษฎาเครียดขึ้น ก่อนจะย้อนไปบ้าง
“ฉันจะแกล้งคนอย่างเธอไปเพื่ออะไร ใช้สมองคิดนิดสิ”
“ก็ทีเื่คุณเรย์ นายยังโกหกฉันว่าเขากลับกรุงเทพฯไปแล้วเลยนี่ นายรู้ใช่ไหม ว่าคุณเรย์ยังไม่ได้กลับ แต่เพื่อจะแกล้งปั่นหัวฉัน ก็เลยโกหกแบบนี้”
เจษฎายืนกอดอกจ้องหน้าเธอนิ่ง
“แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือเธอต้องอยู่ที่นี่ และถ้าจะไปไหน ต้องให้ฉันหรือลูกน้องที่ฉันไว้ใจไปส่งเท่านั้นโปรดเข้าใจในสถานการณ์ของตัวเองตอนนี้ด้วย รู้ไหม”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ดูเหมือนจะสั่งกลายๆ แบบนั้น ร่างเล็กก็โวยในทันที
“เื่ล่ะ” แต่แล้วภาพที่ตนเองถูกลักพาตัวก็เข้ามาในหัวจากที่จะโวยวายต่อก็หุบปากลง “มันใช่ที่เกี่ยวกับมีคนลักพาตัวฉันใช่ไหม ก็ไหนนายว่าไล่มันไปแล้วไม่ใช่หรือ”
แต่มาคราวนี้ชายตรงหน้ากลับเงียบ พร้อมกับมองหน้าเธอกวน ๆ
“อ้าวเป็บ้าอะไร ทำไมไม่พูด”
“อ้าว ไม่กลัวโดนฉันปั่นหัวแล้วหรือไง”
“นี่นายย้อนหรือไอ้กุ๊ย กวนประสาท ไปให้พ้นไป๊จะไปทำงาน”หญิงสาวแทบจะอยากจับหัวคนตรงหน้าเขย่าไปมาให้หลุดเสียตอนนี้เลย
“ทำไม ไม่ได้ใส่ชุดล่อเสือล่อตะเข้สักนาทีนี่มันจะขาดใจตายเลยใช่ไหม”
“มันก็เื่ของฉันไหมล่ะ”
“ก็ไอ้เื่ของเธอนี่ล่ะ ที่มันกำลังทำเธอเดือดร้อน รู้ไว้ซะด้วย”
“งั้นนายโปรดช่วยอธิบายให้ฉันฟังทีเถอะนะ ฉันจะได้ตรัสรู้สักทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน นะขอร้องล่ะ” ที่ปลายเสียงนั้นดูจะออกประชดเล็กน้อย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรีบไปทำงานแล้วล่ะก็ให้ตายเธอก็ไม่ขอร้องตานี่หรอก
“งั้นไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย เดี๋ยวฉันไปรอที่หน้าบ้าน”
หลังจากเจษฎาออกไปได้ไม่นาน แม่บ้านก็ขออนุญาตเข้าไป
“มีอะไรให้ช่วยไหมคะ”
“เอ่อไม่มีหรอกค่ะ คุณป้าขอบคุณนะคะที่ดูแลหนูตอนหลับไป”
หญิงสูงวัยมองมาที่เธอท่าทางดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง โดยหลังจากมองรอบด้านแล้วไม่เห็นใครมาเพิ่มอีกเธอจึงตัดสินใจพูดความในใจออกไป
“หนูรุ้งอย่าโกรธคุณเจษเลยนะคะ ถึงแกจะปากร้าย แต่แกก็ใจดีนะคะ”
แต่ปานรุ้งเพียงแค่แค่นยิ้มให้เท่านั้น
‘ก็ป้าไม่เจออย่างหนูนี่คะ’
โดยเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่พูดอะไร เธอจึงว่าต่อ
“ถึงจะเป็นักเลง แต่คุณเขาก็เป็ลูกผู้ชายพอ ไม่เคยรังแกใครถ้าไม่มีใครมารังแกก่อน และไร่พวกเราก็ได้แกนี่ล่ะค่ะ คอยปกป้อง”
‘ถ้าใจดีก็ใจดีกับป้ากับคนอื่น ๆ น่ะแหละ ยกเว้นหนู’
“เหมือนที่พาหนูรุ้งหลบมาอยู่ที่นี่เพื่อหนีเสี่ยเฉลิมศักดิ์นั่นยังไงล่ะคะ”
ปานรุ้งที่กำลังซับหน้าที่เพิ่งล้างมาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับนิ่งไป เพราะนั่นก็เป็ความจริงเช่นกัน
“แล้วที่คุณเจษช่วย ก็เพราะคุณเจษน่ะ...”
แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค เด็กสาวอีกคนก็วิ่งเข้ามาพร้อมกับะโลั่น
“ป้า มดขึ้นแกงเทโพทั้งแกงเล้ย”
“บ้าจริง ตาอ่ำมันไปทิ้งแกงที่โต๊ะเดิมอีกล่ะสิเนี่ย หนูรุ้ง ป้าขอตัวก่อนนะ” ว่าจบเธอก็ขอตัว ก่อนจะรีบวิ่งออกไปขณะที่ปานรุ้งได้แต่ยืนคิด
‘นายมันเป็คนยังไงกันแน่นะ เจษ ถึงพูดจาดี ๆกับฉันบ้างไม่ได้’
หลังจากใส่บาตรเสร็จ รินนรีก็ได้เล่าให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับปานรุ้งให้กับผู้เป็แม่ฟัง โดยหลังจากได้ฟัง คุณนายก็ใเป็อย่างมาก
“แม่จะพูดยังไงให้รุ้งเขามาอยู่กับเรานะ ลูกพี่เขาทิฐิสูงเหลือเกิน” คุณนายกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม
“แต่หนูเชื่อนะคะ ว่าสักวันพี่รุ้งจะต้องเป็เหมือนเดิม ความสัมพันธ์ของพวกเราจะต้องเป็เหมือนเมื่อก่อนแน่นอนค่ะ”
“นั่นสินะ เฮ้อนี่ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของลูกล่ะก็”
“อย่าไปพูดถึงอดีตเลยค่ะแม่ ย้อนไปก็เท่านั้น”
ในตอนนั้นเอง เรวัตรก็ได้เดินเข้ามาในบ้านโดยการนำของป้าแจ๋ว
“นายเรย์มาแล้วครับ”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดยืนที่ปลายโต๊ะห่างจากคู่แม่ลูกไปหลาย่แขน กุมมือประสานข้างหน้านึกแปลกใจไม่น้อยที่วันนี้ได้เข้ามาคุยถึงในตัวบ้านเลย
“ครับ คุณนาย มีอะไรให้ผมรับใช้ไหมครับ”
“ขอบใจนะที่ช่วยหลานสาวฉัน”
สีหน้าของชายหนุ่มฉายแววประหลาดใจไม่น้อยนี่คุณปานรุ้งเป็หลานสาวของคุณนายสร้อยระย้าอย่างงั้นหรืองั้นที่คุณหนูเรียกเธอว่าพี่ ก็เพราะเป็ลูกพี่ลูกน้องกันอย่างนั้นสินะ
‘ว่าแต่ทำไมเธอถึงปล่อยให้หลานสาวไปทำงานแบบนั้นกันนะ’
ส่วนรินนรีก็นึกชื่นชม ประทับใจชายตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ ในสิ่งที่เขาทำ
“ไม่เป็ไรเลยครับ ผมยินดี”
ส่วนคุณนายก็นึกพอใจในท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนั้น
“งั้นไปทำงานไป”และเมื่อลับร่างของเรวัตรแล้วนั้นสร้อยระย้าก็หันมาคุยกับรินนรี“ส่วนลูกก็เตรียมตัวไปเรียนได้แล้วไป”
รินนรีเผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเรวัตร จนกระทั่งฤดีต้องเรียกให้เธอขึ้นรถไปวิทยาลัย
“คุณหนูคะขึ้นรถกันค่ะ”
แต่เมื่อไปถึง หญิงสาวกลับพบว่าเมื่อเข้าคาบแรก เธอดันลืมสมุดการบ้านที่จะส่งครูเช้านี้ และเนื่องจากลุงยงค์ยังป่วย แถมสาว ๆ ที่บ้านก็ไม่มีใครขับรถเป็เลยนอกจากคุณนายที่เข้าออฟฟิศไปแล้ว
“นายเรย์ ฝากเธอเอาสมุดไปให้คุณหนูทีสิ ได้ไหม” หลังจากวางหูโทรศัพท์ฤดีก็ได้เดินเข้าไปในสวน ก่อนจะกวาดสายตาเจอว่านายเรย์กำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่
“ได้สิครับ” มือหนาของเขารับสมุดการบ้านนั้นมาวางกรรไกรตัดหญ้าลง ก่อนจะขับรถออกไป
ส่วนรินนรีนั้นก็ได้ออกมายืนรอสมุดอยู่ที่ริมรั้วจนเมื่อเห็นรถยนต์ที่บ้านขับมา ใบหน้าของเธอก็จึงค่อยดูผ่อนคลายลงจากความเครียด
“โอ๊ย โล่งอก”
เมื่อประตูรถเปิดออกมาชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินซีด กางเกงขายาวที่ดูสุภาพที่สุดสำหรับฐานะคนสวนก็ได้ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับสมุดการบ้านของเธอในมือ
‘อืม ก็ดูรู้มารยาทบ้างล่ะนะรู้ว่าต้องออกมาข้างนอก’
“ขอบคุณนะ”มือบางเอื้อมมาหยิบสมุดที่เรวัตรยื่นมาให้
“ครับ”
แต่ในขณะที่เรวัตรกำลังจะหันหลังกลับนั้นเองรินนรีก็ได้เรียกเขาไว้เสียก่อน
“นี่นายเรย์ แผลนายเป็ไงบ้าง ดีขึ้นไหม”
“ไกลหัวใจครับคุณหนู”
“ฉันถามว่าดีขึ้นไหมแหม ตอบมาสำบัดสำนวนเชียว”
“ก็ดีขึ้นเยอะเลยครับว่านหางจระเข้จากสวนคุณหนูกับยาที่หล่นมาจากฟ้ารักษาได้ดีมากเลยครับ” ชายหนุ่มว่าพลางแอบชำเลืองมองดอกฟ้าตรงหน้า
รินนรีเมื่อได้ยินแบบนั้นก็นึกเขิน
“อืมดีแล้ว ไปได้แล้วไป”
เรวัตรแอบมองร่างเล็กที่รีบเดินออกไปจากตรงนั้นจนกระทั่งเมื่อลับร่างของเธอไปแล้ว เขาก็ได้แต่ยืนยิ้มอยู่คนเดียว
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กว่าจะซ้อมรำเสร็จก็มืดค่ำ รินนรีเดินลงมาจากอาคารพร้อมกับเพื่อน ๆ นางรำด้วยกันโดยทั้งนี้ที่ตรงขวามือของอาคารเธอก็เห็นรถยนต์ที่บ้านมาจอดรับ โดยคนขับคือเรวัตร มีคุณนายและฤดีนั่งมาด้วย
“ข้างหลังมีของที่คุณนายซื้อมาเยอะเลยเดี๋ยวคุณหนูวางกระเป๋าตรงที่นั่งด้านคนขับดีกว่าค่ะ” ฤดีรีบเปิดกระจกรถออกมาบอกส่วนมือก็ขยับของไปตามนิ้วที่คุณนายชี้
เมื่อเห็นดังนั้นหญิงสาวจึงเปิดประตูข้างคนขับเพื่อวางกระเป๋า
“เดี๋ยวผมช่วยครับ”
แต่ในจังหวะที่เ้าหล่อนวางกระเป๋าลงนั้นเองก็ได้มีกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก ๆ ลายการ์ตูนตกลงมาด้วย
“อันนี้กระเป๋าคุณหนูนี่ครับ”
“ตายจริง ฉันนี่สุดจะซุ่มซ่าม อุ๊ย ไม่ต้องน่า”
แต่แล้วมือบางของหญิงสาวก็จับหมับเข้าเต็มๆ บนมือหนาที่วางอยู่บนกระเป๋าสตางค์ของเธอรินนรีรีบชักออกราวกับต้องของร้อนที่ตอนนี้ลามมาถึงใบหน้านวลแล้ว
“ขอโทษครับ”ชายคนสวนรีบเอ่ยขอโทษก่อนจะกลับมานั่งที่ แล้วในตอนนั้นเองคุณนายกระแอมไอออกมา
“เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรค่ะแม่ หนูซุ่มซ่ามทำกระเป๋าเล็กตกนิดหน่อย แล้วนายเรย์จะเก็บให้น่ะค่ะ”
แม้จะเพียงแวบเดียวแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็หาได้พ้นจากสายตาของผู้เป็แม่แต่อย่างใดไม่ และเมื่อเห็นแบบนั้นในใจเธอก็ได้แต่ภาวนาว่าอย่าได้เป็อย่างที่เธอคิดเลย
‘ขอให้เราคิดมากไปเองเถอะ’
เมื่อกลับถึงบ้านหลังจากหยิบกระเป๋ามาแล้วนั้น รินนรีก็หันไปมองข้างหลังที่พี่เลี้ยงสาวกับผู้เป็แม่กำลังถือของลงมาโดยมีนายเรย์ช่วยถือตามลงมาด้วยจนหมด
“นี่ให้ฉันถือเถอะ มันของในบ้านฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย”
“จะไม่เกี่ยวได้ยังไงล่ะครับผมเองก็อาศัยอยู่ในเขตบ้านคุณหนูข้าวปลาอาหารที่อยู่ก็ได้จากที่นี่มาหล่อเลี้ยงชีวิต จะพูดว่าไม่เกี่ยวคงไม่ได้หรอกครับ”
“ขอบใจนายมากนะ”
“ไม่เป็ไรครับคุณหนู ผมยินดี”
ไม่รู้ทำไมเธอจึงรู้สึกว่า คำพูดที่เขาพูดออกมานั้นไม่ได้เสแสร้งเลยสักนิด ในทางกลับกันเธอกลับััได้ถึงความจริงใจทั้งน้ำเสียงและสายตา
“แล้วนี่ยังทายาอยู่ไหม”
“คุณหนูรู้สึกผิดหรือครับ คุณหนูไม่ได้ทำอะไรผิดเลยมันเป็อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกันได้ครับ”
“ก็ถ้าไม่ใช่เพราะฉันทำให้นายเจ็บ ฉันคงไม่ถามบ่อย ๆ หรอกยังไงก็อย่าลืมทายาให้เรียบร้อยล่ะ จะได้ไม่เป็แผลเป็”หญิงสาวกำชับด้วยความเป็ห่วงโดยไม่รู้ตัวจนชายหนุ่มต้องนิ่งมองเพราะมีคำพูดบางอย่างที่สะดุดหูเข้า
“ครีมทาแก้แผลเป็หรือครับคุณหนูรู้ได้ยังไงน่ะครับว่าผมมียาทาแก้แผลเป็”
รินนรีรีบปกปิดอาการเลิ่กลั่ก เพราะแม่และพี่เลี้ยงเธอหันมามองจากในบ้านพอดี
“คือฉันหมายถึงว่านหางจระเข้น่ะ โปะมันบ่อย ๆ จะได้ดีขึ้น ไม่เป็แผลเป็นั่นก็ยารักษาแผลเป็เหมือนกัน”
“หรือครับ ผมก็นึกว่ารักษาแต่แผลไฟไหม้”เขาว่าพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ฉันไปล่ะ” ร่างบางรีบรุดออกจากตรงนั้นในทันทีที่ว่าจบในขณะที่คนสวนหนุ่มได้แต่มองตามหลังอย่างนึกขัน
“ขอบคุณนะครับ น้องวิวคนสวย”เขาพึมพำราวกับละเมออยู่ตรงนั้น
ที่บ้านพักส่วนตัวของเจษฎาในยามนี้ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะจัดการเื่ของปานรุ้งอย่างไรดีเพื่อไม่ให้เสี่ยคนนั้นมายุ่งกับเธอแบบถาวรและก็มาได้สติเมื่อเสียงประตูหน้าบ้านดังขึ้น
“นายครับ นี่ผมเองครับ”
เมื่อเปิดประตูออกมา ภาพตรงหน้าก็คือกลุ่มลูกน้องหน่วยกล้าตายของเขา5-6 คนได้กำลังยืนออกันอยู่
“นี่พวกนายมาทำอะไรกันค่ำ ๆ มืด ๆ หรือในไร่เราจะมีเื่”
“อ๋อ คืองี้ครับ นาย” นายยอดที่เป็หัวหน้าเป็คนกล่าวเริ่ม“พอดีพวกเราเห็นว่าั้แ่เย็นนายยังไม่ได้กินอะไรเลยน่ะครับ ก็เลยว่าจะชวนไปกินข้าวต้มร้านประจำด้วยกันสนใจไหมครับนาย”
ดวงตาคมมองลูกน้องแต่ละคนเดินเข้ามาหาพร้อมกับพ่อของเขาที่เดินเข้ามาสมทบั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ลูกไปหาอะไรกินหน่อยเถอะไป เ้านายไม่กิน ลูกน้องเลยพาลไม่กินไปด้วยเลยนี่”
“ป่ะจัดมาชุดใหญ่เลย เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง พ่อไปด้วยกันไหมครับ” เมื่อเห็นว่าเครียดไปก็ไม่ได้อะไรแถมไหน ๆ ยังมีคนมาชวนไปหาอะไรกินกันหลายคนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เผื่อสมองจะได้โล่งๆ คิดหาทางช่วยรุ้งออก
“ไม่ล่ะลูกไปเถอะ แล้วนี่ดูแลตัวเองกันดี ๆ ด้วย อย่าไปมีเื่กับใครเข้าล่ะ”
ยิ่งเมื่อเข้าใกล้ร้านข้าวต้มมากเท่าไหร่ท้องของเขาก็เริ่มประท้วงออกมาเสียงดังมากขึ้นเท่านั้นใจอยากจะเสกให้เท้าของลูกน้องเหยียบคันเร่งให้เร็วกว่านี้แต่เนื่องจากบนถนนใหญ่ในยามนี้มีรถวิ่งค่อนข้างเยอะจึงไม่สามารถทำตามอำเภอใจแบบนั้นได้
จนเมื่อเห็นป้ายไฟที่แปะชื่อร้านอีกไม่กี่เมตรเขาก็แทบอยากจะเปิดประตูออกออกไปในทันทีจะว่าไปก็นึกถึงอาหารฝีมือปานรุ้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกไม่อยากเชื่อว่ายัยปากจัดคนนั้นจะทำอาหารได้อร่อยมากแบบนั้น
ทั้งหมดต่างสั่งมากินกันอย่างเต็มที่พร้อมกับเหล้าเล็กๆ น้อย ๆ เหล้านี่จะเต็มที่มากไม่ได้เพราะเจษฎาผู้เป็นายไม่ปลื้มเท่าไหร่กับการที่ลูกน้องไปดื่มน้ำเมามากๆ แบบนั้น จนเมื่อเวลาผ่านไป กินกันเกือบจะอิ่มแล้วนั่นเอง โต๊ะข้างหลังก็เริ่มออกอาการร้องรำทำเพลงสนุกสนานเป็่ๆ ด้วยฤทธิ์น้ำเมา
“เนี่ย อุตส่าห์เงียบ ๆไปให้พวกมันตายใจ ว่าเสี่ยไม่สนใจแล้วแต่ก็พลาดอีก คุณปานรุ้งนี่เป็ผู้หญิงที่ดวงแข็งชะมัด จับกี่รอบนะ ชวดแม่งทุกรอบ”
ประโยคนั้นทำให้เจษฎาที่กำลังจะคีบกระเพาะหมูมากินต้องหยุดชะงักในทันทีพร้อมกับเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“ไม่ใช่อะไรก็ไอ้เจษฎามันเล่นเอาพวกมาเฝ้าเกือบจะ 24 ชั่วโมงแบบนั้น จะไม่รอดได้ยังไงไหววะ”
“แต่ที่สำคัญคือพวกมันเป็ปีศาจเรี่ยวแรงยังกับควาย แต่สมแล้วล่ะ หญ้าที่ไร่คงเยอะ ฮ่า ๆ”
นี่ถ้าเป็เวลาปกติไอ้พวกนี้ไม่ได้นั่งหัวเราะอยู่แบบนี้แน่ ๆ
“ไม่ต้อง” มือหนาของเจษฎายั้งไหล่ของลูกน้องตนไว้ “นิ่ง ๆ”
ส่วนลูกน้องอีกสองคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็ชนแก้วเฮเสียงลั่น
“แกว่าคุณปานรุ้งจะยังซิงไหมวะ”
“ฉันว่าไม่สำคัญหรอก เอาเป็ว่าแค่ยังไม่มีผัวเป็ตัวเป็ตนจะผ่านศึกมากี่สมรภูมิรบ เสี่ยก็ไม่เกี่ยงเว้ย ขอแค่ไม่มีพันธะกับใครก็พอ”
“แต่ถ้าเป็ฉันนะ สวย ๆ แบบนั้น ถึงมีผัวเป็ตัวเป็ตน ฉันก็จะเอามาทำเมียให้ได้ว่ะ”อีกคนว่าขึ้นอย่างคะนองด้วยฤทธิ์น้ำเมา
“เสี่ยแกเป็คนดีนะ ไม่ผิดศีลข้อสามไม่ยุ่งกับลูกเมียใครไง”
“ถ้าไม่รู้อ่ะนะ”
แล้วเสียงหัวเราะลั่นก็ดังไปทั่วโต๊ะในขณะที่โต๊ะที่อยู่ติดกันนั้น ชายหนุ่มก็กำมือแน่น ในใจแทบอยากจะไปต่อยไอ้พวกนั้นเรียงตัวเสียในตอนนี้แต่จะว่าไปมันก็คุ้มค่าที่ได้แหล่งข้อมูลชั้นดีจากพวกนี้มาด้วย
เพราะมันจะทำให้แผนการของเขาง่ายขึ้นอีกหลายเท่า
-------------------------------------------------------------------------------