กาลครั้งหนึ่ง ก่อนจะมีคำว่าอาณาจักรหรือประเทศ ก่อนจะมีกำแพงหิน หรือมงกุฎใดๆ บนผืนแผ่นดิน มีเพียงมือของ "พระแม่ไมอาร์" เท่านั้นที่ปั้นแต่งโลกเอเซอร์เชี่ยนขึ้นจากความว่างเปล่า

นางสร้างูเา สร้างมหาสมุทร สร้างสายลม และไฟ จากนั้นจึงเป่าลมหายใจแห่งชีวิตลงไปในผืนดินนั้น จนบังเกิดเป็เผ่าพันธุ์นับไม่ถ้วน — มนุษย์ผู้เปราะบางแต่ไม่ย่อท้อ ออร์คผู้แข็งแกร่งดุดัน เอลฟ์ผู้สงบนิ่งอ่อนโยน ลิซาร์ดแมนแห่งหนองน้ำ บีสต์แมนแห่งป่าลึก และการ์เดี้ยนผู้เฝ้าดูแลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกเผ่าพันธุ์ต่างอยู่ร่วมกันภายใต้ร่มเงาความรักของพระแม่ผู้สร้าง
และเพื่อรักษาสมดุลของโลกใบนี้ไว้ชั่วนิรันดร์ ไมอาร์ได้สร้างสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดขึ้นมาสี่ตน — ัธาตุในตำนาน ตัวแทนจิติญญาแห่งธรรมชาติทั้งสี่
เบเซลลิส ัแห่งผืนธรณี ผู้แบกรับทุกทวีปไว้บนหลังอันหนักแน่นราวขุนเขา
เบลโซไดร ัแห่งท้องทะเล ผู้ควบคุมกระแสน้ำทุกสายให้ไหลเวียนอย่างสงบ
อาร์เบดอร์ส ัแห่งสายลม ผู้พัดพาฤดูกาลให้หมุนเวียนไม่รู้จบ
และหนึ่งในนั้น — ัผู้งดงามและสมบูรณ์แบบที่สุดในบรรดาัธาตุทั้งปวง ผู้ถือครองเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราดที่สุดในโลกเอเซอร์เชี่ยน นามของมันคือ โซเบล
หลายพันล้านปีที่ผ่านมา โซเบลทำหน้าที่ของตนอย่างไร้ที่ติร่วมกับพวกพ้องัธาตุตนอื่นๆ เป็เสาหลักแห่งความสมดุล เป็เปลวไฟที่ให้ทั้งความอบอุ่นและแสงสว่างแก่สรรพชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่ง — ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใด ไม่มีแม้แต่พระแม่ไมอาร์ผู้สร้างมันขึ้นมาเอง — โซเบลก็หันหลังให้กับทุกสิ่งที่ตนเคยปกป้อง
มันเริ่มตั้งตนเป็ปฏิปักษ์ต่อพระแม่ไมอาร์ พ่นไฟเผาผลาญบ้านเรือน เมืองหลวง อาณาจักรน้อยใหญ่ทั่วเอเซอร์เชี่ยน จนราบเป็หน้ากลอง อารยธรรมที่เคยรุ่งเรืองเกรียงไกรกลายเป็เถ้าถ่านภายในชั่วข้ามคืน แผ่นดินทั้งทวีปลุกเป็ไฟไม่มีวันดับ และดวงตาสีแดงฉานของมันเพียงแค่จ้องมอง ก็เพียงพอจะทำให้สิ่งมีชีวิตใดก็ตามสั่นสะท้านจนแทบขาดใจ
โลกเอเซอร์เชี่ยนเข้าสู่ ยุคาแห่งไฟ — ยุคที่ทุกอาณาจักรที่ยังเหลือรอดต้องรวมพลังกันต่อสู้กับัเพลิงปีศาจตนนี้ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ตนเอง านั้นกินเวลานานนับร้อยปี ผู้คนต่างสิ้นหวัง ได้แต่ก้มกราบภาวนาต่อพระแม่ไมอาร์ ขอให้พระองค์ประทานใครสักคนลงมากำราบปีศาจร้ายตนนี้ให้สิ้นซาก
แล้ววันนั้นก็มาถึง…
หนึ่งพันปีก่อน มีชายผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพัง สวมชุดเกราะสีเงินที่สลักลวดลายเกล็ดัไว้ทั่วทั้งตัว ในมือถือดาบสองคมขนาดยาวถึง 2.40 เมตร หัวดาบสลักเป็รูปหัวัคำราม ผู้คนพากันเรียกขานเขาว่า ลูซิส ดราก้อน สเลเยอร์ — ผู้ถือครองเกราะที่ป้องกันได้ทุกสิ่ง และดาบที่ฟันได้ทุกอย่างแม้แต่เทพเ้า
เมื่อโซเบลและลูซิสมาเผชิญหน้ากันกลางซากเมืองที่ไหม้เกรียม ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนฟ้าดินสั่นะเื พลังของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับสูสีกับัเพลิงในตำนานอย่างไม่น่าเชื่อ จนโซเบลเองก็อดหัวเราะไม่ได้ด้วยความบันเทิงใจ
แต่เสียงหัวเราะนั้นหยุดชะงักลง เมื่อโซเบลประมาทประเมินมนุษย์ต่ำเกินไป จนพลาดท่าให้ลูซิสร่ายเวทย์ไพ่ตายที่ซ่อนไว้ — เวทย์กำราบั เวทมนตร์โบราณที่สามารถกำราบัทุกตัวในโลกให้สยบลงได้ ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งเพียงใด
ปลายดาบล่าัทะลุเกล็ดที่ไม่เคยมีสิ่งใดเจาะทะลุได้ ตรงกลางหัวใจของมัน
โซเบลร่วงลงจากท้องฟ้าเป็ดาวตกดวงสุดท้ายที่คนทั้งเอเซอร์เชี่ยนได้เห็นด้วยตาตนเอง ัเพลิงในตำนานผู้เคยเผาผลาญทุกสิ่งจึงสิ้นชีพลงด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่มันเคยดูถูกดูแคลนที่สุด
นับแต่นั้น ลูซิสได้รับสมญานามใหม่ว่า "ผู้พิชิตัเพลิง" และนำพาโลกเอเซอร์เชี่ยนกลับคืนสู่สันติสุขอีกครั้ง — อย่างน้อยก็ในสายตาของผู้ที่ไม่รู้ว่าเื้ัม่านแห่งฟ้า พระแม่ไมอาร์กำลังมองลงมายังร่างไร้ิญญาของบุตรที่ตนสร้างขึ้นด้วยความรู้สึกใดสักอย่างที่ไม่ใช่ความเศร้าโศก
"เ้าจะไม่มีวันตายง่ายๆ เช่นนี้หรอก โซเบล" เสียงของนางกังวานไปทั่วมิติ ไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงความเหนื่อยหน่ายของผู้เป็แม่ที่ทนดูลูกทำลายทุกสิ่งมานานเกินไป "เ้าจะเกิดใหม่ ไร้เขี้ยว ไร้เกล็ด ไร้ไฟ เป็สิ่งที่เ้าเคยดูถูกที่สุด — มนุษย์คนหนึ่งผู้อ่อนแอ ผู้เ็ป ผู้ต้องเรียนรู้จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากพลังจะทำลายสิ่งใดที่ขวางหน้าอีกต่อไป"
"และความทรงจำ...ข้าจะคืนให้เ้าทั้งหมด เพราะบทลงทัณฑ์ที่แท้จริง ไม่ใช่การให้เ้าลืมว่าเ้าเคยเป็ใคร หากแต่คือการให้เ้าจดจำทุกสิ่งที่เ้าเคยทำลายไป ในขณะที่เ้าไม่มีแม้แต่พลังจะปกป้องตนเองจากโลกใบที่เ้าเคยเผามาก่อน"
เถ้าธุลีสุดท้ายของัเพลิงในตำนานล่องลอยจางหายไปกับสายลม
หลังยุคาแห่งไฟสิ้นสุดลง โลกเอเซอร์เชี่ยนก็มิได้พบเจอสันติสุขอย่างแท้จริงดังที่ทุกคนหวัง เพราะทรัพยากรต่างๆ ขาดแคลนอย่างหนักจากภัยา อาณาจักรน้อยใหญ่ที่เหลือรอดจึงหันมาทำาแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรกันเอง โลกเอเซอร์เชี่ยนจึงเคลื่อนเข้าสู่ ยุคมืด อีกครั้งอย่างเงียบเชียบ
และหนึ่งพันปีให้หลัง เถ้าธุลีที่เคยล่องลอยในสายลมนั้น จะกลับมาก่อร่างขึ้นใหม่ในร่างของทารกที่ร้องไห้อยู่ในหมู่บ้านชายแดนเล็กๆ แห่งหนึ่ง — ที่ที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เด็กน้อยคนนี้ เคยเป็สิ่งที่ทั้งโลกใบนี้เคยหวาดกลัวมาก่อน