บททดสอบที่สามนั้นแตกต่างจากสองบททดสอบแรกโดยสิ้นเชิง หากจะกล่าวแล้วทั้งสองบทแรกก็เป็เพียงบททดสอบที่ประเมินความเข้ากันของพลังปราณและวิถีฝึกตน หากมีผู้ฝึกตนหลงเข้ามายังที่แห่งนี้มันก็อาจจะผ่านเข้ามาด่านที่สองได้โดยง่าย หรือไม่ก็อาจจะตอบคำถามได้หลายร้อยข้อเพื่อให้สอบผ่าน
แต่ไม่ใช่กับด่านที่สามที่เป็ด่านทดสอบที่แท้จริง
ด่านที่สามนั้นเป็ทุ่งกว้างขนาดมหึมา ที่พื้นดินมีหญ้าสีเขียวขึ้นแซมอยู่ตลอดบริเวณ บางจุดก็มีเนินย่อมๆ แต่มันก็ไม่ได้สูงพอที่จะกลายเป็ูเาไปได้ เช่นเดียวกับต้นไม้ใบหญ้าซึ่งกระจายตัวเจริญเติบโตอยู่ทั่วทั้งทุ่ง แต่มันไม่ได้รวมกลุ่มกันจนกลายเป็ป่าแต่อย่างใด อย่างมากก็จะมีเพียงสองถึงสามต้นที่ขึ้นอยู่ใกล้ๆกันเท่านั้น
สูงขึ้นไปบนฟ้า หมู่เมฆที่กำลอยเอื่อยเฉื่อยค่อยๆบิดเบี้ยวจนกลายเป็กระแสน้ำวนจนในที่สุดมันก็เปลี่ยนเป็วงกลมสีดำ ไม่นานนักลำแสงสองสายก็พุ่งออกมาจากข้างในด้วยความเร็วสูง
ตูมมม!!
เสียงะเิดังก้องไปทั่วทั้งทุ่ง ฝุ่นควันกำลังตลบขึ้นมาจากหลุมที่ลำแสงนั้นกระทบลงไป
“แค่ก......ข้าออกมาได้แล้วใช่รึไม่” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ยิ่งอ้าปากมากเขาก็ยิ่งกลืนฝุ่นควันเข่าไปมากกว่าเดิมจนแทบจะสำลักตาย ก่อนหน้านี้เขาถูกผู้าุโผลักเข้ามาอีกมิติโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ทำให้ชายหนุ่มไหลไปตามกระแสมิติพร้อมกับเด็กสาวก่อนหน้าโดยไม่มีโอกาสได้เตรียมพร้อมแม้แต่น้อย
“ถ้าจำไม่ผิด ด่านที่สามน่าจะเป็การทดสอบพลัง....แล้วเ้าเด็กนั่นหายไปไหนกัน?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้น ด้วยทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันที่กำลังตลบขึ้นไปในอากาศทำให้ชายหนุ่มมองไม่ถนัดนัก เหยียนชิงพยายามดันตัวลุกขึ้นมา ในตอนนั้นเอง เขาก็รู้สึกว่าที่หน้าอกของเขานั้นดูจะหนักขึ้นมามากกว่าเดิมอย่างน่าแปลกใจ
“……นี่มัน...” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ บนอกของเขามีร่างเล็กๆของเด็กสาวกำลังขดตัวอยู่ ดวงตาของนางปิดแน่นราวกับว่ากำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง เรียวผมยาวปกคลุมร่างของนางเอาไว้ ใบหน้ารูปไข่ที่สมส่วนเข้ากับริมฝีปากเรียวเล็กสีแดงช่วยขับเสน่ห์ให้นางงดงามมากขึ้น ท่าทางเช่นนี้แทบจะทำให้เหล่าชายหนุ่มพุ่งเข้าไปปกป้องด้วยความทะนุถนอม
แน่นอนว่ากับเหยียนชิงก็ไม่มีข้อยกเว้น
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่คราหนึ่งก่อนจะยันตัวขึ้นอีกครั้ง มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปที่เอวของเด็กสาวช่วยให้นางสามารถพยุงตัวอยู่ได้ เขาเขย่านางเบาๆด้วยคิดว่านางเองก็ยังเป็เด็ก เขาไม่ควรที่จะทำร้ายนางมากจนเกินไป มิเช่นนั้นหากเื่ที่เขาข่มเหงผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบห้าไปหลุดออกไป เขาก็คงไม่มีที่ยืนในโลกยุทธภพอย่างแน่นอน
เหยียนชิงเขย่านางให้ตื่นอยู่ห้านาที แขนข้างเดิมยังคงพยุงแผ่นหลังนุ่นนิ่มของนางเอาไว้จนเขาชาไปทั้งแขน แต่จนแล้วจนรอดเด็กสาวก็ยังไม่ลืมตาขึ้นมาจนชายหนุ่มเริ่มจะหมดความอดทน เส้นเืที่ขมับกำลังเต้นตุบๆด้วยความหงุดหงิดจนสุดท้ายเขาก็งอนิ้วชี้ของมืออีกข้างก่อนจะดีดเข้าเต็มแรงใส่หน้าผากของนางด้วยความแม่นยำ
“โอ๊ยย!” เสียงใสร้องขึ้นมาด้วยความเ็ป เด็กสาวหยีตาลงพลางคลำหน้าผากของตนด้วยความเ็ปก่อนจะลูบไปมาเพื่อบรรเทาอาการ นางหันกลับมาจ้องชายหนุ่มอย่างเจ็บแค้น
“เ้าจะดีดหน้าผากข้าทำไมกัน ปลุกดีๆก็ได้!” นางเอ่ยขึ้นอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิกหน้าอกของเหยียนชิงเต็มแรง
“เมื่อครู่ข้าอุตส่าห์ปลุกเ้าเบาๆแล้ว เ้าก็ยังนอนี้เี...แล้วนี่เ้าคิดจะหยิกตรงไหนของเ้ากัน?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างขุ่นเคืองพลางคว้าขอมือเล็กของเด็กสาวไว้แน่น หลังจากที่นางหยิกหน้าอกเขาจนหนำใจแล้ว
“เ้ากล้าหยิกหน้าอกข้า อยากจะให้ข้าหยิกหน้าอกเ้าคืนบ้างรึไม่ โอ้ ไม่สิๆ ข้าหยิกไม่ได้ เพราะเ้าเป็สตรีไม่มีหน้าอก!” เหยียนชิงล้อเลียนนางพลางยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะร่วน ปล่อยให้เด็กสาวข้างหน้าเขาหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด
“เลิกเล่นกันได้แล้ว”
เสียงเก่าแก่ดังขึ้นจากบนฟ้า ไม่นานนักก็ปรากฏผู้าุโก่อนหน้าที่อยู่ในรูปร่างของเหยียนชิง ท่านกำลังมองลงมายังคนทั้งสองอย่างเ็า
“เอ๋? ทะ.....ทำไมถึงมีเ้าสองคนล่ะ?” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพลางมองชายหนุ่มด้านหน้านางกับ้าสลับกันไปมา โดยเฉพาะเมื่อนางมองผู้าุโที่อยู่้าเมื่อไรก็ยิ่งแสดงสีหน้าเคลิบเคลิ้มมากขึ้นเท่านั้น จนในที่สุดนางก็ถูกสันมือของเหยียนชิงฟาดเข้าที่หน้าผากอย่างจังอีกครา
“เ้ามองไปทางไหนกัน ข้ามีคนเดียวเท่านั้น อยากจะยืนยันรึไม่?” เหยียนชิงเอ่ยหน้าถมึงทึงพลางประคองใบหน้าเด็กสาวให้หันกลับมาทางเขาคราหนึ่งจนใบหน้าทั้งคู่แทบจะชิดติดกัน ราวกับว่าชายหนุ่มไม่้าใช้นางมองผู้าุโบนฟ้านานเกินไปนัก
“ทะลึ่ง!” เด็กสาวทุบตีหน้าอกเหยียนชิงอย่างไม่หยุด สีหน้าของนางยิ่งเห่อร้อนมากกว่าเดิม
“หยุดเล่นแล้วฟังที่ข้าพูดได้แล้ว!!”
เสียงตวาดจากเบื้องบนดังก้องขึ้นไปทั่วทั้งท้องฟ้า ผู้าุโท่านเดิมกำลังรู้สึกเหลืออดกับการกระทำของทั้งคู่เต็มทน ยิ่งทั้งสองทำท่าราวกับกำลังพลอดรักกันท่ามกลางทุ่งกว้างอันยิ่งใหญ่โดยไม่เห็นท่านอยู่ในสายตา ยิ่งทำให้ผู้าุโรู้สึกเดือดดาลมากกว่าเดิม
ทั้งคู่หันกลับมามองผู้าุโอีกครั้ง เด็กสาวค่อยๆลุกออกจากร่างของเหยียนชิงพร้อมทั้งนั่งลงข้างๆเขาเพื่อรับฟังผู้าุโที่หน้าตา“คล้าย”กับชายหนุ่มพูดอย่างแปลกใจ
เมื่อเห็นว่าทั้งคู่กำลังตั้งใจฟัง ผู้าุโกระแอมไออกมาชั่วครู่ก่อนจะเริ่มอธิบายด่านที่สามให้ทั้งสองฟัง
“ด่านทดสอบก่อนหน้านี้เป็เพียงการทดสอบพื้นฐานของเ้าเท่านั้น ด่านที่สามและด่านที่สี่จึงถือว่าเป็การทดสอบที่แท้จริงของพวกเ้า”
ผู้าุโหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหยุดพูดไปชั่วครู่ พลางสายตากวาดผ่านคนทั้งสองที่ดูเต็มไปด้วยความสนอกสนใจอย่างเปี่ยมล้น ราวกับว่าเขาอยากจะรู้ว่าทั้งคู่ผ่านด่านนี้ไปอย่างไร แต่ก็ไม่อาจจะแสดงออกมาได้มากนัก
“ข้าใส่หุ่นเชิดเทียมไร้ชีวิตเอาไว้ที่ทุ่งร้างแห่งนี้ แต่ก่อนมันก็เคยเปิดใช้งานด้วยคนที่เข้ามาทดสอบเช่นเ้าอยู่เหมือนกัน มีคนไม่กี่คนที่สามารถฝ่าฝันมาจนถึงด่านที่สามได้ แน่นอนว่าจำนวนผู้ผ่านด่าน....เป็ศูนย์” ซุ่มเสียงโบราณเอ่ยขึ้นอย่างเ็า
“ไม่มีการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น ข้าให้โชควาสนาแก่เ้าไปตอนด่านทดสอบความรู้ก่อนหน้านี้แล้ว อีกอย่างจงอย่าลืมสิ่งที่ข้าบอก เงื่อนไขการผ่านด่านของเ้าคือทั้งเ้าและนางจะต้องรอดออกไปได้ หากตกตายไปแม้เพียงคนเดียว ก็เท่ากับสิ้นสุดการสอบ และข้าจะส่งคนที่รอดตามคนที่ตายไปอย่างแน่นอน โฮ่ โฮ่ โฮ่!” ผู้าุโเอ่ยอธิบายให้ทั้งคู่ได้ฟังพลางหัวเราะร่วนออกมา ก่อนจะสะบัดมือออกไปคราหนึ่ง มันปรากฏสัญลักษณ์เวทลึกลับขึ้นบนฝ่ามือของท่านก่อนจะตกลงมายังพื้นดิน
“เริ่มการทดสอบได้!!”
หลังจากที่ผู้าุโหยุดพูดลงไปไม่นาน เสียงร้องะโของสิ่งมีชีวิตบางอบ่างก็ดังเข้าโสตประสาทชายหนุ่มมาแต่ไกล
กรรรร!!
โดยไม่ทันสิ้นเสียงคำราม เหยียนชิงพุ่งทะยานออกไปจากจุดเดิมพร้อมทั้งแบกเด็กสาวเอาไว้บนหลังของชายหนุ่ม ก่อนจะเร่งฝีเท้าด้วยความเร็วสูงสุด
“จับข้าไว้ให้แน่นถ้าเ้ายังไม่อยากตาย!” เหยียนชิงะโบอกเด็กสาวบนหลังของนางอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งกระชากธนูออกมาจากบ่าเพื่อเตรียมโจมตี
เบื้องหน้าของทั้งคู่ปรากฏสิงโตเทียมตัวหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง ด้านหลังของมันเต็มไปด้วยฝุ่นควันจากการวิ่งด้วยความเร็วอันน่าใ
“กะ...เกิดอะไรขึ้น!?” เด็กสาวเอ่ยเสียงหลง นางแทบไม่เข้าใจในสถานการณ์ตรงหน้าว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ข้าอธิบายไม่เก่ง เ้าดูเอาแล้วกัน!” เมื่อพูดจบเหยียนชิงก็ง้างธนูขึ้นทันที ลูกศรปราณสีขาวแวววับทอประกายอยู่บนแล่งธนู ก่อนจะถูกปล่อยออกจากคันรั้งอย่างรวดเร็ว
ฟิ้ววววว!..........ฉึกก!
เสียงศรปราณแหวกอากาศเข้ากระทบกับเป้าหมายอย่างรวดเร็ว สิงโตเทียมที่กำลังจะพุ่งเข้างับคอชายหนุ่มถูกศรปราณทะลวงเข้าหน้าผากของมันอย่างแม่นยำ ทำให้มันร่วงลงในขณะที่กำลังกระโจนอยู่จนไถลไปกับพื้นด้านหน้าของชายหนุ่มด้วยเสียงอันดัง
ตง ตง ตง….
“……เสียงกลอง?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ เหตุใดจึงมีเสียงกลองดังขึ้นในยามนี้กัน?
“เหยียนชิง ดูนั่น!!” เสียงเด็กสาวด้านหลังเขาดังขึ้น นางชี้นิ้วไปยังต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปนับหลายร้อยลี้ บริเวณนั้นมีต้นไม้ขึ้นเพียงต้นเดียวอย่างโดดเดี่ยวบนเนินเขาที่สูงเหมือนกับูเาขนาดย่อมๆ เหยียนชิงมองไปตามทางนี่นางชี้ ชายหนุ่มเพ่งมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเห็นบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวมาทางเขา
“นั่นมัน.....”
ตง ตง ตง!!
ไกลจากชายหนุ่มไปหลายร้อยลี้ เขามองเห็นหุ่นทหารเชิดนับพันกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาเขาด้วยความเร็วด้วยรูปแบบพระจันทร์เสี้ยว รูปแบบทัพประกอบไปด้วยทหารราบอยู่ตรงกลางขบวน มีทหารม้าอีกหลายร้อยนายขนาบข้างอยู่ หุ่นทหารทั้งหลายสวมชุดเกราะสีดำที่ดูขาดรุ่งริ่ง บางตัวแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของชุดเกราะ มันขาดวิ่นจนเผยให้เห็นโครงกระดูกที่เหมือนกับถูกเฉือนออกไปด้วยของมีคน หุ่นทหารราบแต่ละนายถือทวนยาวครึ่งจั้งเศษ พู่ที่ห้อยติดกับปลายทวนดูแห้งดำจนเกรอะกรัง ราวกับว่ามันเปื้อนโลหิตมากมายจนเปลี่ยนสีไป ส่วนหุ่นทหารด้านหลังบางตัวกำลังถือกระบี่ยาวอยู่ในมือ ชุดเกราะดูงดงามมากกว่าหุ่นทหารราบทั่วไป ราวกับว่ามันเป็ผู้บัญชาการกรมกองของเหล่าทหารทวนด้านหน้า
ส่วนหุ่นทหารม้าที่ขนาบด้านข้างทั้งสองกองกำลังขี่อาชาที่เหลือแต่โครงกระดูก บางตัวก็เหลือเพียงกระดูกดังเช่นม้าที่มันขี่ ในมือพวกมันกำง้าวยาวหนึ่งจั้งเอาไว้ทุกตัว มีเพียงทหารม้าสองนายเท่านั้นที่ถือกระบี่ยาวดังเช่นนายกองของทหารราบ ชุดเกราะสลักลวดลายัเอาไว้ ดังกับว่ามันเป็ผู้ยิ่งใหญ่บนหลังอาชาอย่างแท้จริง
“หุ่นเชิดไม่ได้มีเพียงสัตว์อสูร.....ยังมีทหารศึกอยู่ด้วย?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นอยากตกตะลึง กองทัพที่เขาเห็นตรงหน้ากำลังปล่อยกลิ่นอายอันเก่าแก่อันแข็งแกร่งออกมา ราวกับว่ามันสามารถบดขยี้อาณาจักรทุกอาณาจักรได้ราวกับเป็แค่มดปลวก
เหยียนชิงมองกองทัพด้านหน้าของเขาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างที่ดูแปลกไป
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง.......พวกทหารราบมีพลังยุทธ์อยู่ระดับปราณรวมจิตขั้นที่ห้าเท่านั้น ส่วนพวกนายกองน่าจะอยู่ในระดับปราณก่อร่างขั้นที่สาม เหตุใดพวกมันสามารถกระจายกลิ่นอายน่ากลัวเช่นนี้ออกมาได้กัน?” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นมาพลางมองไปยังพวกมันอย่างไม่วางตา เหล่าหุ่นทหารเ่าั้ดูเคลื่อนไหวเป็ธรรมชาติอย่างยิ่ง ราวกับว่าพวกมันไม่ได้เป็หุ่น แต่เป็สิ่งมีชีวิตจริงๆ
“เป็ไปได้ว่าระดับพลังของพวกมันจะถูกสะกดข่มเอาไว้เพื่อให้ข้าสามารถต่อกรได้อย่างสูสี......ผู้าุโช่างมีเมตตาจริงๆ!” เหยียนชิงพูดพลางประสานมือคำนับท้องฟ้าอันกว้างใหญ่หนึ่งทีก่อนจะกลับมาสนใจหุ่นเชิดทหารตรงหน้าอีกครา
“พวกมันยังอยู่ไกลเกินกว่าจะทำร้ายข้าได้....แต่ข้าพอจะจัดการพวกมันได้!” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมทั้งรั้งคันศรขึ้นอีกครา ทันใดนั้นศรปราณสีขาวสว่างสามลูกก็ปรากฏขึ้นที่แล่งธนู เด็กสาวที่กำลังขี่คอเขามองไปที่มันอยากสนอกสนใจ
“ศรนี่.....ใช้ที่เ้ายิงข้าก่อนหน้านี้หรือไม่?” เด็กสาวเอ่ยถามชายหนุ่มอย่างแปลกใจ
“ถูกต้อง.....ทำไม? รึเ้าอยากโดนอีกซักดอก?” เหยียนชิงตอบกลับคำถามนางพลางหยอกล้อไปด้วย
“มันเจ็บน่ะสิเ้าโง่! ถ้าเ้ากล้ายิงข้าอีกข้าจะขย้ำคอเ้าเสียซะตอนนี้เลย!” นางเอ่ยขึ้นอยากไม่สบอารมณ์พลางลูบสีข้างนางราวกับว่าาแที่ได้รับยังไม่หายดี
เหยียนชิงรู้สึกเสียววาบขึ้นที่ลำคออย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าเด็กสาวที่กำลังเกาะคอเขาอยู่ดูเหมือนว่าอยากจะกัดคอเขาจริงๆ ทำให้เหยียนชิงไม่อาจทำอะไรได้นอกจากพยักหน้าให้สัญญานางเท่านั้น พร้อมทั้งปล่อยลูกศรปราณสามดอกออกจากแล่งธนูอย่างรวดเร็ว
ลูกศรปราณทั้งสามดอกพุ่งออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว กลับกันมันไม่ส่งเสียงแหวกอากาศออกมาแม้แต่น้อยราวกับว่ามันกำลังเดินทางผ่านมิติอันเงียบงัน
ตูมม ตูมม ตูมมม!!
เสียงะเิดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ลูกศรปราณก่อนหน้าที่ยิงออกไปสามดอกตกกระทบเข้ากับทหารราบสามนายที่อยู่แตกต่างกันไปคนละที่จนะเิออกเป็วงกว้าง ควันไฟพวกพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมทั้งกลุ่มควันสีดำที่กำลังเผาผลาญหุ่นทหารเชิดนับสิบนายที่ถูกลูกหลงไปกับรัศมีะเิไปด้วย
“นั่น......ใช่ที่เ้ายิงข้าก่อนหน้านี้จริงๆหรือ?” เด็กสาวอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นด้วยความตกตะลึง นางจำได้ว่าลูกศรที่นางโดนยิงก่อนหน้านี้เพียงแค่สร้างความเ็ปเพียงชั่วครู่ให้กับร่างกายนางเท่านั้น เหตุใดมันสามารถะเิออกอย่างรุนแรงเช่นนี้ได้กัน?
“ลูกศรที่ข้ายิงไปเมื่อครู่ข้าเพิ่งจะคิดออกใน่ด่านที่สอง ข้าลองบีบอัดพลังปราณให้แ่าแล้วลองตั้งเวลาให้มันะเิดู ไม่คิดว่ามันจะได้ผลถึงขนาดนี้ ฮ่าฮ่า!” เหยียนชิงหัวเราะร่วนพร้อมทั้งง้างคันศรขึ้นอีกครา ในคราวนี้เขาสร้างศรปราณขึ้นมาถึงห้าลูกด้วยกันก่อนจะปล่อยลูกศรออกไปอีกคราอย่างแม่นยำ
ตูม ตูม ตูมม ตูมม ตูมม!!
เสียงะเิดังขึ้นห้าครั้งโดยไม่ขาดไม่เกิน กองทัพนับพันอันเกรียงไกรก่อนหน้าดูร่อยหรอลงอย่างเห็นได้ชัด ศรปราณพุ่งเข้าใส่ทั้งทหารราบและทหารม้าอย่างแม่นยำ เมื่อมันะเิออกก็กลายเป็เปลวเพลิงขนาดใหญ่กลืนกินเหล่าทหารผู้โชคร้ายทั้งหลายจนเหลือแต่ผุยผง
สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไร้เมฆหมอก ร่างของผู้าุโค่อยๆปรากฏขึ้นเลือนราง ท่านกำลังจับจ้องการกระทำของชายหนุ่มอย่างไม่วางตา
“ช่างเ้าเล่ห์นัก!” โดยที่เหยียนชิงไม่ได้สังเกตเห็น ผู้าุโในร่างของเขากำลังมองเหล่าหุ่นเชิดทหารทั้งหลายกำลังถูกย่ำยีจนแทบจะหมดลง ท่านยกมือขึ้นก่ายหน้าผากคราหนึ่งราวกับรู้สึกทึ่งและเหนื่อยหน่ายการกระทำของเหยียนชิงเป็อย่างยิ่ง
“ข้าดูถูกมันเกินไป ไม่คิดเลยว่ามันจะใช้ธนูเป็อาวุธหลักไปเสียได้” ท่านเอ่ยขึ้นลังจากมองชายหนุ่มใช้ศรปราณะเิใส่กองทัพหุ่นเชิดที่เคยยิ่งใหญ่จนลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“ซากทัพของข้า....กลายเป็ของเล่นให้เ้าเด็กนี่ไปซะแล้ว.....เฮ้อ” ท่านถอนหายใจออกมาคราหนึ่งก่อนจะนิ่งเงียบไป ไม่นานนักประกายเจิดจ้าก็ปรากฏขึ้นมาในดวงตาของท่านราวกับดวงตะวันที่กำลังสาดแสงออกมา
“ถ้าเช่นนั้น ยากขึ้นกว่าเดิมซักหน่อยจะเป็ไรไป!” ผู้าุโตวัดมือขึ้นอีกครา สัญลักษณ์เวทสีดำสนิทปรากฏขึ้นอีกครั้งบนผืนดิน ก่อเกิดเป็กลุ่มก้อนสีดำอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เหยียนชิงที่กำลังเมามันกับการสังหารหมู่เหล่าทหารผู้เคราะห์ร้าย หยุดยิงลงทันใดพร้อมทั้งจ้องมองก้อนสีดำตรงหน้าที่อยู่ด้านหลังของกองทัพหุ่นเชิดไม่ไกลนัก ก้อนสีดำเ่าั้กำลังขยับไปมาราวกับว่ามันมีชีวิตและกำลังพยายามดิ้นรนออกมาภายนอกให้ได้
“นั่นมันก้อนอะไรกัน?” เสียงใสด้านหลังชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแทนเหยียนชิง เขาไม่ได้ตอบนางแต่อย่างใด กลับกันชายหนุ่มก็กำลังจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่วางตา
ตง ตง ตง!!
เสียงกลองศึกดังขึ้นมาอีกครา เพียงแต่ครานี้กลับดูดุดันกว่าก่อนหน้านับเท่าตัว หลักจากนั้นไม่นานกลุ่มก้อนสีดำก็แตกออกจากกัน เศษของมันกระจายไปทั่วราวกับน้ำหมึกที่หยดลงจากที่สูงลงบนกระดาษขาว เมื่อมันเปื้อนพื้นดินที่ใด ของเหลวสีดำเ่าั้ก็ค่อยๆลุกขึ้นมากลายเป็หุ่นเชิดสีดำสนิทจนไม่อาจแยกแยะระหว่างเกราะกับเนื้อหนังของมันได้ ราวกับว่าทั้งเกราะและร่างกายนั้นรวมเป็หนึ่งจนไม่อาจแยกออกจากกัน ยิ่งมองเข้าไปบนใบหน้าที่ดำมืด เหยียนชิงก็รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังจ้องมองไปยังราตรีอันมืดมิดและเหน็บหนาวจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็ภาษามนุษย์ได้
ในที่สุดก้อนสีดำก็หยุดกระจายตัวลงเผยให้เห็นกองทหารดำมืดยืนเรียกแถวอยู่นับพัน!
กองทัพใหม่นี้มีจำนวนเพียงแค่สามพันนายเท่านั้นซึ่งน้อยกว่ากองทัพแรกที่ถูกทำลายไปย่างง่ายดายโดยชายหนุ่ม เพียงแต่กองกำลังใหม่นั้นกำลังกระจายพลังปราณอันเข้มข้นออกมาอย่างหน้าใ เมื่อพิจารณาดูแล้วจะพบว่ามีทหารราบถือทวนอยู่หนึ่งพันนาย ทหารม้าห้าร้อยนาย ทหารกระบี่ยาวอีกหนึ่งพันนายนาย นายกองกระบี่หนักอีกสามร้อยนาย และพลธนูอีกสองร้อยนาย
ทหารอ่อนแอที่สุดกระจายพลังปราณก่อร่างขั้นห้าออกมา ส่วนตัวที่แข็งแกร่งที่สุดคือแม่ทัพเกราะดำที่อยู่บนหลังอาชาตัวใหญ่ มันกระจายพลังปราณนภาระดับหนึ่งออกมาอย่างรุนแรง
พลังปราณของแม่ทัพหุ่นเชิดเทียบเท่าได้กับผู้าุโของสำนักกระบี่ขาวที่ไล่ตามชายหนุ่มก่อนหน้านี้เลยทีเดียว!
“กรอด....จะข้ามขั้นเกินไปแล้ว! พลังปราณของข้าแค่อยู่ระดับเก้าปราณรวมจิตเท่านั้น ข้าจะเอาอะไรไปสู้กับไอ้แม่ทัพซากศพนี่ได้!” เหยียนชิงกัดฟัน เมื่อเขาเห็นกองทัพใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมก็ทำให้ขนตามตัวของชายหนุ่มชี้ชัดอย่างช่วยไม่ได้
แกว๊กกก!!
เสียงแหลมเล็กร้องแหวกอากาศมาทางด้านหลังของเขาอีกครั้ง เหยียนชิงหันหลังกลับไปมองด้วยความรวดเร็วก่อนจะเห็นกลุ่มก้อนจางๆสามกลุ่มกำลังพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความรวดเร็ว ในที่สุดเมื่อมันเข้าสู่ระยะสายตาของชายหนุ่ม เขาก็สามารถมองเห็นรูปร่างของมันได้ชัดขึ้นจนทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“อินทรีย์ภูผาสามปีก!” เหยียนชิงเอ่ยชื่อของมันอย่างตื่นตะลึง ยามนี้เหล่าหุ่นเชิดทั้งหลายกำลังห้อมล้อมเขาอยู่จนดูคล้ายว่าชายหนุ่มกำลังจนมุม
“ปลดผนึกข้า! ให้ข้ารับมือกับพวกนกนั่นเร็ว!” เสียงของหญิงสาวบนหลังของเขาดังขึ้นมาอย่างเร่งรีบนางเห็นว่าชายหนุ่มต้องรับมือถึงสองด้านจึงหาทางผ่อนแรงเขาลงไปบ้างก็ยังดี
เหยียนชิงมองไปที่นางอย่างชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะยื่นมือไปััตรงหน้าอกนางพลางปล่อยพลังปราณเข้าไปทำลายชีพจรที่ตีบตันจากการสกัดจุดไว้ ไม่นานนักเด็กสาวก็รับรู้ได้ว่าพลังปราณของนางกำลังกลับมาเช่นเดิม แถมยังดูจะมากยิ่งขึ้นด้วย!
ตูมมม!!
เสียงะเิดังก้องขึ้นอีกครา เด็กสาวแปลงกายกลับไปเป็พยัคฆ์เช่นเดิม เพียงแต่ครานี้กลับเป็พยัคฆ์ที่เต็มไปด้วยเปลวไฟล้อมรอบ เมื่อแปลงกายเสร็จนางก็พุ่งเข้าหาเหล่าอินทรีภูผาสามปีกด้วยความรวดเร็ว
“นางไม่ใช่พยัคฆ์เหล็กสังหาร? เหตุใดนางจึงกลายเป็พยัคฆ์กอบเพลิงไปได้?” เหยียนชิงสูดหายใจลึกพลางมองพยัคฆ์กอบเพลิงที่กำลังเข้าห้ำหั่นกับเหล่านกอินทรีย์ตรงหน้าก่อนจะหันกลับมาเตรียมตั้งรับการโจมตีจากกองทัพหุ่นเชิดอีกครา
ที่้าของท้องฟ้า ผู้าุโก่อนหน้ายังคงจ้องมองทั้งคู่อย่างไม่วางตา เพียงแต่ครานี้ท่านมองไปยังเด็กสาวมากกว่าเหยียนชิง แววตาของท่านดูราวกับกำลังสงสัยและสับสนในเวลาเดียวกัน
“ไม่ใช่ว่าเ้าเด็กคนนั้นเป็พยัคฆ์เหล็กสังหาร เหตุใดนางจึงกลายเป็พยัคฆ์กอบเพลิงไปได้กัน?” ท่านเอ่ยขึ้นมาในใจพลางจ้องมองเด็กสาวไปในคราวเดียวกัน ในที่สุดท่านก็มองเห็นภาพบางอย่างซ้อนทับกับรูปลักษณ์ของนางราวกับว่าทั้งสองภาพนั้นเป็ภาพเดียวกัน
“นั่นมัน....ภูติวิฬาร์จิต์!”