ภายในท้องพระโรงยามนี้แน่นขนัดไปด้วยขุนนางข้าราชบริพาร ฮ่องเต้เฉินิหยางมีใบหน้ามืดครึ้มขึ้นหลายส่วน เมื่อมีผู้ตั้งใจขัดพระประสงค์ของพระองค์
“ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว พวกเ้ายังกล้าที่จะคัดค้าน เช่นนั้นไม่ขึ้นเป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นเองเลยเล่า” พระสุรเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด ทว่าไม่ได้ส่งผลต่อขุนนางผู้ริเริ่มเลยแม้แต่น้อย
“ขอพระองค์โปรดระงับโทสะด้วย กระหม่อมไม่ได้ตั้งใจมาคัดค้านเสียทีเดียว เพียงแต่อยากให้พระองค์ไตร่ตรองมากกว่านี้ อีกทั้งองค์ชายสี่ที่เป็เ้าบ่าวในพิธีและองค์ไทเฮา ก็ยังไม่ได้กลับจากอารามประจำราชวงศ์ เื่นี้เป็เื่ใหญ่ กระหม่อมเพียงชี้แนะให้หาทางออกร่วมกัน อย่างมากก็เลื่อนเวลาออกไปเพียงสองวัน กระหม่อมไม่เห็นว่ามีเื่เสียหายแต่ประการใดพ่ะย่ะค่ะ” เยี่ยนจื่อฉีผู้ดำรงตำแหน่งเ้ากรมอาญา เอ่ยแนะนำด้วยท่าทางสบาย เหล่าขุนนางบางส่วนจึงเริ่มให้การสนับสนุนคำพูดของเขาโดยเอ่ยประสานเสียงอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ขอพระองค์ทรงพิจารณาด้วย”
เมื่อมีผู้คัดค้านย่อมต้องมีผู้ที่เห็นด้วย สายตาเยือกเย็นทว่าสงบจนผู้คนคาดเดาสิ่งใดจากสายตาคู่นั้นไม่ได้ ปรายตามองเยี่ยนจื่อฉีด้วยความว่างเปล่าราวเขาไม่ได้มีสิ่งใดให้ต้องกังวล ก่อนจะหันไปทางผู้เป็นายเหนือหัวพลางเอ่ย “ขอประทานอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมขอทูลกล่าวสักเล็กน้อย” น้ำเสียงของจางเหว่ยฉีราบเรียบ ทว่าไม่ได้มีร่องรอยแห่งความถือดีเฉกเช่นเ้ากรมอาญาเยี่ยนผู้นั้น
เฉินิหยางฮ่องเต้มีประกายโทสะลดลงเล็กน้อย เมื่อผู้ที่เอ่ยขึ้นดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีที่เขาไว้วางใจ และที่สำคัญคือบิดาผู้ให้กำเนิดฮองเฮาที่เขาเลือกมาด้วยตนเองท่ามกลางเสียงคัดค้าน
เมื่อเสนาบดีจางเห็นว่าผู้ที่อยู่บนบัลลังก์ัพยักหน้าเป็เชิงอนุญาต เขาจึงเริ่มพูดขึ้นทันที “พระองค์คือฮ่องเต้แห่งแคว้น การตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ย่อมคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วทั้งสิ้น ในครั้งนี้เกิดเื่ะเืฟ้าดิน ความวิปริตแปรปรวนเช่นคืนนั้น แม้ไม่ต้องให้ท่านนักพรตมาบอกกล่าว ผู้คนย่อมรู้ได้ด้วยตนเองว่าเป็ลางร้าย อีกอย่างเื่เช่นนี้ ท่านเ้ากรมอาญาเยี่ยนที่มีตำแหน่งเป็เ้ากรมอาญาควบคุมกรมการตรวจตรามีหน้าที่จับผู้กระทำผิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มิทราบว่า ท่านเกี่ยวข้องกับเื่นี้แต่ประการใด หรือการยกเลิกพิธีมงคลสมรส มีผู้ที่เสียผลประโยชน์กัน”
เยี่ยนจื่อฉีมีใบหน้ามืดคล้ำเมื่อโดนจี้ถูกจุด การแต่งงานในครั้งนี้จะมีประโยชน์จริงดังอีกฝ่ายว่า ในชั่วขณะที่เขาอับจนหนทาง กลับมีน้ำเสียงใสก้องจากทางเข้าท้องพระโรงดังเข้ามา
“เสียประโยชน์อันใดกันท่านเสนาบดีจาง ข้าเพียงเอ็นดูหรงเอ๋อร์อยากได้นางมาเป็สะใภ้เร็วๆ ก็เท่านั้น” สตรีในอาภรณ์ชั้นสูงก้าวเข้ามาด้านในผ่านเหล่าขุนนางทั้งซ้ายและขวาด้วยท่าทีเรียบร้อยอ่อนหวาน ใบหน้ามักประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยอย่างน่ามองแม้จะล่วงเข้าสู่วัยเลขสี่แล้วก็ตาม
“หวงกุ้ยเฟย” เหล่าขุนนางต่างย่อกายทำความเคารพสตรีในฮ่องเต้ด้วยท่าทีอ่อนน้อม
“ขอประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันอดรู้สึกสงสารหรงเอ๋อร์มิได้ เลยกำลังให้คนไปตามนางมา ในเมื่อบุตรชายของหม่อมฉันไม่อาจอยู่ร่วมตัดสินใจใดๆ ได้ ดังนั้นถามความคิดเห็นของว่าที่พระชายาเสียหน่อยคงไม่เสียหาย” หวงกุ้ยเฟยเอ่ยพลางยิ้มละไม ช้อนตามองผู้ที่อยู่บนบัลลังก์อย่างมีจริต ทว่าสีพระพักตร์ของฮ่องเต้แห่งแคว้นไม่ได้คล้อยตามแม้แต่น้อย
“นี่ไม่ใช่เื่ที่ต้องให้เ้าเข้ามายุ่ง”
“หม่อมฉันทราบเพคะ เพียงแต่นักพรตผู้นั้นเป็ใครมาจากที่ใดไม่มีใครทราบ หากเป็ผู้ไม่ประสงค์ดี เกรงว่า...” นางเว้น่ในประโยคสุดท้าย ราวกับไม่กล้าที่จะเอ่ยคำที่ตนคิดออกมา
ในขณะเดียวกัน หนิงฟางหรงก็ได้ก้าวเข้ามาโดยมีนางกำนัลคนสนิทของหวงกุ้ยเฟยตามหลัง ใบหน้างามล่มเมืองมีดวงตาแห่งความเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด นางย่อกายทำความเคารพได้ไม่ค่อยอ่อนช้อยนัก ติดจะดูเก้ๆ กังๆ ชอบกล ทว่าผู้คนรอบกายไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
“หม่อมฉันถวายพระพรเพคะ” กิริยาเ่าั้ย่อมอยู่ในสายพระเนตรของผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ั รวมไปถึงเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่
แม้แต่หวงกุ้ยเฟยยังมีอาการหัวคิ้วกระตุกเล็กน้อย สตรีผู้นี้แม้งดงาม ทว่าศาสตร์ทั้งสี่ล้วนไม่แตกฉาน กิริยาก็มิได้น่ามองเฉกเช่นสตรีในวังหลวงคนอื่นๆ กล่าวว่ากระทั่งสนมขั้นต่ำยังมีกิริยาดูดีกว่านางเสียด้วยซ้ำ
หารู้ไม่ว่า...หนิงฟางหรงในยามนี้กำลังแสดงเป็ตัวเองในวัยที่ยังไม่ประสีประสา ทว่าเนื้อแท้กลับเจนโลกเสียจนไม่มีผู้ใดคาดถึง
แม้จะพบเจอศัตรูมากมายอยู่ตรงหน้า นางก็ไม่หวั่นอีกต่อไป มีเพียงต้องกดเก็บความแค้นฝังลึกเอาไว้ในใจมิให้เล็ดลอดออกมาแม้เพียงเสี้ยว เพราะหากพวกมันรู้ตัว นั่นไม่เป็ผลดีกับนางอย่างแน่นอน...
เฉินิหยางยังคงจ้องไปที่หนิงฟางหรง หวงกุ้ยเฟยถึงขั้นพาสตรีผู้นี้มากดดันให้เขายกเลิกคำสั่ง แน่นอนว่าก่อนหน้ามีความลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อโอกาสอันดีมาถึงเช่นนี้ เขาจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร
“บุตรสาวคนโตแห่งจวนแม่ทัพ เ้ามีความคิดเห็นอย่างไร” พระสุรเสียงเอ่ยดังก้อง ส่วนสตรีผู้ที่ถูกถามเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากมีรอยยิ้มประดับเสมอ ทว่าผู้คนกลับมองว่านางกำลังฝืนยิ้มเสียมากกว่า เพราะดวงตาแดงฉานบ่งบอกว่าผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก อีกทั้งแววตายังคลอไปด้วยหยาดน้ำ
“แน่นอนว่าหม่อมฉันรู้สึกเสียใจเพคะ” น้ำเสียงในขณะพูดยังสั่นเครือเล็กน้อย มือทั้งสองบีบเข้าหากันแน่นราววิตกกังวลอย่างหนัก
หวงกุ้ยเฟยแย้มยิ้มในใจ นางกำชับให้คนของตนบอกกับหนิงฟางหรงเอาไว้แล้ว ว่าให้เอ่ยสิ่งที่้าได้เลย นางจะช่วยเหลือสนับสนุนความ้านั้นเอง แผนการต่อไปจึงรอเพียงสตรีผู้นี้เอ่ยออกมาก่อนเท่านั้น ทว่าทุกสิ่งกลับต้องพังทลายลงเมื่อหนิงฟางหรงไม่ได้้าแย้งราชโองการ
“หากหม่อมฉันและองค์ชายสี่ไม่มีดวงสมพงษ์กันจริง คงต้องยอมจำนนเพคะ เพราะถ้าเกิดเื่เลวร้ายขึ้นมา เกรงว่าหม่อมฉันและครอบครัวคงทนรับความอัปยศเอาไว้ไม่ไหว ดังนั้น...ดังนั้นแล้ว การยกเลิกพิธีเป็หนทางที่หม่อมฉันเห็นด้วยเพคะ” ระหว่างที่เอ่ยออกมานั้น น้ำตาที่ราวกับกลั้นเอาไว้ไม่ไหวก็ได้หลั่งรินลงมา ก่อนที่ร่างบอบบางจะทรุดตัวลงบนพื้นอย่างยืนไม่อยู่ เรียกความสงสารจากผู้คนเป็อย่างดี
เพื่อบ้านเมืองแล้ว...สตรีผู้นี้ถึงขั้นยอมเสียสละความสุขส่วนตน
หวงกุ้ยเฟยพูดไม่ออก ยามนี้องค์ไทเฮาและบุตรชายคนเดียวของนางกำลังจะกลับมาแล้ว หากสตรีนางนี้หนักแน่นสักหน่อยคงพอยื้อเวลาออกไปได้ทันท่วงที มองสีพระพักตร์ของผู้เป็สวามีที่มีแววพอใจก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมา
เขา้าปิดกั้นบุตรชายของนางจากตำแหน่งองค์รัชทายาท ทั้งที่ผู้เป็องค์รัชทายาทได้ตกตายไปสองปีแล้ว ทว่าเมื่อไม่พบศพ เขาจึงยังไม่ยอมเชื่อและหวงแหนตำแหน่งนั้นไว้ให้โอรสคนโปรดของตนโดยไม่ยอมปล่อยวาง
อีกนิดเดียวเท่านั้น...
“ดี ข้าขอประกาศยกเลิกพิธีอภิเษกสมรสระหว่างบุตรสาวคนโตจวนแม่ทัพหนิงฟางหรง และบุตรชายของข้า อย่างเป็ทางการ...” เมื่อกล่าวจบ ผู้เป็ฮ่องเต้ก็ลุกขึ้นจากบัลลังก์ัและจากไปอย่างรวดเร็ว แม้จะมีเสียงค้านไล่หลังก็ไม่สนใจอีกต่อไป
เหล่าขุนนางที่ไม่เห็นด้วยต่างพากันหน้าถอดสี โดยเฉพาะเยี่ยนจื่อฉีที่สบสายตากับผู้เป็บุตรสาวอย่างหวงกุ้ยเฟยด้วยความไม่พอใจ
เสี่ยวถิงและเสี่ยวเถาเมื่อเห็นผู้เป็นายของตนคุกเข่าร้องไห้ด้วยท่าทีน่าสงสาร จึงเข้ามาประคอง ก่อนคนทั้งสามจะทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ที่เหลือ จากนั้นจึงรีบออกไป ทว่าเมื่อลับตาจากผู้คน หนิงฟางหรงกลับหยัดยืดหลังตรงสง่า มือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนจะยิ้มร้ายออกมาจนน่าขนลุก จนสาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เสี่ยวถิง เสี่ยวเถา” เสียงเรียบเรื่อยเอื้อนเอ่ยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เ้าคะ” สองสาวใช้ขานรับพร้อมเพรียง ยังคงไม่ชินท่าทีของผู้เป็นายอยู่ดี
“เก็บของ กลับจวนแม่ทัพ”
********************
น้องหรงจบเอกการแสดงมานะเธอ...
วันนี้และพรุ่งนี้ก็ยังแถมให้เหมือนเดิม เจอกันอีกที 1 ทุ่ม เวลาเดิมนะคะ
ฝากกดใจ กดติดตาม หรือคอมเมนท์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรต์ด้วยน้าาาา
…เพิ่มเติม…
ไรต์บุหลันรังรอง มีเพจ Facebook และ Tiktok แล้วน้า สามารถไปติดตามพูดคุยกันได้นะคะ☺❤
https://www.facebook.com/profile.php? id=100088829591788&mibextid=ZbWKwL
Tiktok
https://www.tiktok.com/@pom_wps.3001? _t=8cmBVnjG2Es&_r=1