“นั่นไงตรงเวลาเป๊ะเลย” ธรณีเปรยพลางชี้หน้าจอแบนราบบนผนัง น้ำเสียงฟังดูสงบลงบ้างแล้ว
ผมเห็นแล้วต้องกลั้นขำ นักข่าวในทีวีก็คือคนเดียวกับที่นั่งถัดไปทางขวามือผมในตอนนี้
“ปัดโธ่ นึกว่าดารารูปหล่อที่ไหน”
SUM NEWS
ผมอ่านชื่อช่องมุมขวาบนซึ่งตรงกับคำที่เขียนบนเข็มกลัดบนเสื้อของหนุ่มนักข่าว เขากำลังยืนเล่าข่าวพลางผายมือไปที่ตึกที่เดาว่าเป็ทำเนียบรัฐบาล ภาพที่ถ่ายออกมามีการเปลี่ยนเป็มุมสูง มุมกล้องขยับไปได้เหมือนเป็โดรน ผมยืนยันกับธรณีภายหลังว่ามันคือเซลฟ์ฟลายอิงแคม[1] มีของแบบนี้เลยทำงานเป็นักข่าวภาคสนามคนเดียวได้ สั่งการควบคุมผ่านเอวีเอสอีหรือไม่ก็ใช้ท่าทางมือ
“นี่เหรอ ที่จะให้ดู” ผมเพิ่งหยอกล้อเพื่อนว่าหน้าตาหล่อเหลาอย่างกับดารา ไม่ได้เจตนาประชด ถ้ากินอาหารดี ๆ เสริมให้ผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ออกกำลังกายให้บึกบึน น่าจะเข้าวงการบันเทิงได้
“อันนี้ไม่ได้อวดนะ แต่อยากฟังคำวิจารณ์จุดบกพร่องตรงไหนจะไปปรับปรุง พูดได้เต็มที่เลยไม่ต้องเกรงใจ” กลายเป็ว่าจริงจังซีเรียสซะงั้น โดนจ้องเขม็งอยู่แบบนี้ใครจะกล้าพูด เมื่อกี้ก็เพิ่งงอนมาหมาด ๆ
ผมเลยเลี่ยงไปคุยอย่างอื่นแทน “แค่นี้ก็ดูดีแล้ว...ว่าแต่ที่ท่านทำคือข่าวทุติยภูมิรึเปล่า”
“ไม่ใช่สิ ที่เรารายงานคือ ส่วนของข่าวปฐมภูมิ”
ผมนิ่งไป เพื่อนคงเห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของอีกฝ่าย เขาจึงอธิบายขยายความ
“ข่าวทุติยภูมิ เป็การนำข้อเท็จจริงในส่วนของทุกสำนักข่าวมารวมกัน”
ธรณีสั่งให้ไอรินเปลี่ยนหน้าจอไปที่เว็บไซต์ของสำนักข่าวซัมนิวส์ แล้วเปิดเข้าไปดูข่าวของ บิล เกียร์ ที่ผมดูก่อนหน้านี้ มันเหมือนบทความปกติยกเว้นแต่ละประโยคจะใช้ตัวอักษรสีต่างกัน เพื่อนบอกว่าสีดำแสดงข้อมูลที่เป็ข้อเท็จจริง[2] ซึ่งสามารถกดลิงก์เล็กๆ ท้ายประโยคเพื่อดูแหล่งที่มา จะสั่งให้แสดงตารางเปรียบเทียบความเหมือนความต่างของสำนักข่าวปฐมภูมิแต่ละแหล่งก็ได้ เอไอจะช่วยวิเคราะห์เปอร์เซ็นต์ความน่าเชื่อถือให้อีกด้วย ผมใช้ ริโมตคอนโทรลลองกดลิงก์ตรงประโยค สาเหตุที่บิลออกจากโลกเสมือนยังไม่ได้ข้อสรุป มันเขียนด้วยอักษรสีแดงซึ่งหมายถึงข้อคิดเห็น[3] มีกล่องข้อความเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาด้านข้างซึ่งแสดงตัวเลขกำกับแต่ละสาเหตุ ทั้งสุขภาพ ธุรกิจ และเหตุผลส่วนตัว รวมทั้งแสดงเปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็ของแต่ละเหตุผลเฉลี่ยประมาณ 30% เมื่อคำนวณรวมกันไม่ถึงครึ่งเอไอจึงไม่กล้าสรุป ปุ่มที่ใช้ดูข้อสรุปของผู้เขียนบทความอยู่แยกไปต่างหาก ในหนึ่งย่อหน้าจึงมีประโยคหลากสีสันดูละลานตา
{ “เดี๋ยวนี้สำนักข่าวที่ทำงานเป็สื่อปฐมภูมิอย่างเดียวมีน้อยลง ส่วนใหญ่จะมีทุติยภูมิอยู่ด้วย เพราะแข่งขันสู้ไม่ได้ เ้าที่อยู่ได้ก็ต้องหาจุดขายที่เป็เอกลักษณ์ของตนเอง อย่างช่องดับเบิลกรีนเล่นเนื้อหาสิ่งแวดล้อมแบบเจาะลึก หรืออย่างสำนักข่าวกิริยา ก็จะนำเสนอโดยใช้กรรมขึ้นก่อนทุกประโยค” ธรณีเล่า พิสดารจนผมขมวดคิ้ว
“ทำเพื่ออะไร”
“เขาบอกว่าเพื่อป้องกันอคติ ถ้านำประธานขึ้นก่อนบางคนจะไม่ยอมอ่านเนื้อข่าว”
ผมรู้สึกถึงความไร้สาระจนไม่อยากถามต่อ เลยเบี่ยงประเด็น
“แบบนี้ข่าวทุติยภูมิก็ลอกเลียนเอาผลงานคนอื่นมาเป็ของตัวเองรึเปล่า แค่เขียนเพิ่มเติมหรือสรุปเพิ่มนิด ๆ หน่อย ๆ”
“ไม่หรอก เหมือนกับการแชร์มากกว่า ผลกำไรที่ได้จากข่าวนั้นจะถูกกระจายให้กับต้นทางที่ดึงข้อมูลมา คนที่เสพข่าวแยกแยะได้อยู่แล้ว ไม่ได้แย่งชื่อเสียงด้วย มีวิจัยพบว่าสำนักข่าวปฐมภูมิเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่ยินยอมให้นำข่าวตนไปอ้างอิง จะมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้น มีคนสมัครสมาชิกมากขึ้น หลายที่ก็เปลี่ยนใจไปลงทะเบียนใหม่เป็ ‘ยินยอม’ ในภายหลัง เพราะต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าประชาชนส่วนใหญ่เสพข่าวทุติยภูมิมากกว่า”
คิดตามแล้วก็ได้แต่กลอกตามองบนเป็เชิงไม่เห็นด้วย ดูไร้ศักดิ์ศรีชอบกล ธรณีขยายความวิธีการคิดค่าตอบแทนอันซับซ้อนเพื่อความยุติธรรมให้ฟัง หลัก ๆ ขึ้นกับอัตราส่วนของข้อมูลข้อเท็จจริงที่ดึงมาใช้ แต่ละข่าวมีส่วนแบ่งไม่เท่ากัน เนื้อหาบางตอนซ้ำกันหลายที่ก็แบ่งกันให้แหล่งข่าวทุกสำนัก บางตอนไม่มีใครซ้ำก็รับเละคนเดียว ส่วนที่สำนักข่าวทุติยภูมิเติมเนื้อหาเองก็ไม่นับ รายได้จากข่าวก็มีหลากหลายรูปแบบทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งไม่ต่างจากยุคผม ไม่ว่าจะเป็ค่าสมัครสมาชิก ยอดวิว โฆษณา โดยเอไอที่เป็มาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์และแรงงานจะช่วยคำนวณ จากนั้นจะเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบ
“ตอนสัมภาษณ์คนคนหนึ่งก็ไม่ต้องใช้ไมโครโฟนรุมจ่อปาก แถมไม่ต้องปิดกั้นทางเดิน”
แต่ผมกลับกังวลว่าสำนักข่าวที่สัมภาษณ์จะได้หน้าคนเดียว โชคดีที่ธรณีชิงพูดออกมาก่อนราวกับอ่านใจได้
“ทุกการสัมภาษณ์ต้องแจ้งผ่านสภานักข่าวก่อน เื่ที่หลายสื่อสนใจพร้อมกันจะสุ่มเลือกไปเป็ตัวแทนแค่สามสำนัก แล้วเอาข้อมูลที่ได้มาแบ่งกัน”
“แล้วมีสื่อตติยภูมิไหม” ผมแกล้งพูดติดตลก แต่เพื่อนดันตอบจริงจัง
“มีสิ ก็สื่อที่ทำเมตาอะนาไลซิส[4] ข่าวทุติยภูมิอีกที แต่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่ เพราะยิ่งสรุปผ่านมือคนมาก ยิ่งมีโอกาสผิดเพี้ยน ถ้าจะเข้าไปดูก็แค่ใช้ตรวจสอบสื่อทุติยภูมิคร่าว ๆ ว่าอันไหนเป็แกะดำก็พอ”
ผมไม่รู้จะซักถามอะไรต่อจึงกดดูอีกหน้าของเว็บไซต์ซัมนิวส์ ซึ่งเห็นเป็เหมือนเว็บบอร์ดธรรมดา[5] ไม่ต่างจากเว็บไซต์ พันทิปในอดีต เพื่อนเสริมว่าปกติพรรคการเมืองต่าง ๆ ชอบเข้ามาเก็บเกี่ยวข้อมูลจากหน้าเว็บบอร์ดของแต่ละสื่อ เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้คนมารวมตัวกันประท้วงจริง เพราะเชื่อว่ายังไงก็ต้องมีการพูดคุยนัดหมายกันมาในอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดียมาก่อน
ผมพบว่าไม่สามารถกดหน้าออกจากข่าวได้ หน้าจอบังคับให้กรอกสิ่งที่ได้จากข่าว
“อันนี้ ต้องทำไง ไม่ตอบได้ไหม”
“ตอบไปเถอะเป็แค่ การเก็บข้อมูล เฉยๆ ไม่มีผลอะไร” ธรณีให้ข้อมูลเพิ่มว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมทักษะคิดวิเคราะห์ จึงบังคับให้ทุกการอ่านข่าวแล้วต้องสรุป ใครไม่สรุปก็โดนปิดกั้นการเข้าเว็บไซต์ ต่อมาเจอกระแสตีกลับ เลยยกเลิกไป ปัจจุบันจึงเหลือแค่บางสำนักข่าวที่ยืนกรานว่าจำเป็ เชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อประชาชนในระยะยาว นี่ก็เป็อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความฉงนสำหรับผมไม่น้อย คิดมาได้ไง นโยบายลิดรอนสิทธิเสรีภาพขนาดนี้
“วันนี้ท่านถามเยอะนะ ปกติไม่เห็นเคยสนใจเลย” ธรณีทัก ทำผมสะดุ้ง
“ไม่มีอะไร แค่ถามไปงั้น ๆ แหละ”
“นี่แค่ย่อ ๆ นะ อยากให้เราเล่าก็ได้” เขาเสนอ
”ไม่เป็ไร ขอบใจมาก” ผมรีบยกมือปฏิเสธ ขืนให้เขาปริปากพูดอีกก็คงถึงเวลานอนพอดี อย่าว่าแต่ธรณีเลย ผมก็ยังสับสนตัวเองเหมือนกัน ใจหนึ่งก็อยากฟัง แต่อีกใจหนึ่งคิดว่ารู้ไปก็เท่านั้น ไม่ใช่โลกของกูสักหน่อย }
ไอรินเปลี่ยนหน้าจอกลับมาที่การรายงานข่าวของเ้านาย ซึ่งเพิ่งพูดจบพอดิบพอดี ธรณีกดหรี่เสียงทีวีแล้วหันมาผมทั้งตัว จ้องมาด้วยสายตาเคร่งขรึม
“เป็ไงบ้าง อยากทำงานแบบนี้บ้างไหม เมื่อวานนิกรณ์บอกว่า ่นี้ในแผนกอยากได้ตำแหน่งผู้ช่วยทั่วไปสองคน ประกาศในไรต์จ็อบส์ (Right jobs) ไปแล้วสองวัน ยังไม่มีใครสมัคร”
ผมนิ่งไปพักหนึ่งขณะนึกถึงความหมายของคำว่าไรต์จ็อบส์ เหมือนเขาเคยเล่าให้ฟังว่าเป็ช่องทางของกรมการจัดหางาน ในนั้นจะบอกหมดเลยว่า กิจการไหนเปิดรับสมัครงานอะไรบ้าง ทั้งเอกชนและรัฐบาล
“งานที่ว่าทำอะไรบ้าง” ผมถามไปงั้น ๆ ใจจริงไม่ได้สนใจสักนิดเดียว งานจ้างเล่นเกมก็ดีอยู่แล้ว
“ทำอะไรก็ได้ตามที่สั่ง ส่วนใหญ่เป็งานบริการใช้แรงงาน อย่างส่งของ แบกของ สั่งอาหาร ง่าย ๆ คือ ทำทุกสิ่งที่หุ่นยนต์ทำลำบากนั่นแหละ คิดว่า ไม่น่าต้องใช้ความคิดมาก ท่านน่าจะชอบ”
ผมเม้มปากด้วยความเคืองตงิด ๆ เหมือนโดนดูถูกทางอ้อม ธรณีกำลังเสนองานประเภทคนใช้ “เบ๊ทั่วไป” มาให้ ช่างน่าสมเพชเสียจริง อุตส่าห์ลำบากตรากตรำเรียนหนังสือมาแทบตาย สุดท้ายก็มาจบที่งานไร้สมองเช่นนี้
“ไม่มีงานแบบนั้นบ้างเหรอ” ผมชี้ไปที่ผู้ประกาศข่าวสาวสวยที่ทำปากขมุบขมิบในจอทีวี “ตำแหน่งอะไรที่ดูเป็การงานกว่านี้เหรอ อย่างผู้ประกาศข่าว หรือนักข่าวแบบธรก็ได้”
“นั่นมันเอไอนะ”
ผมอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง การแสดงออกทั้งสีหน้า ท่าทาง แววตา รอยยิ้ม ดูยังไงก็คนชัด ๆ ผมคงแยกแยะระหว่างมนุษย์กับภาพจำลองที่สร้างจากเอไอไม่ได้จริง ๆ
“ตัวละครที่สร้างจากเอไอในสื่อต่าง ๆ ต้องมีการระบุตัวตนเพื่อไม่ให้มีคนเข้าใจผิด ใช้กฎหมายเดียวกับความจริงปรุงแต่ง” ชายหนุ่มอธิบาย เพิ่งสังเกตว่าลำคอของหญิงสาวคนนั้นติดแถบสีเขียวเล็ก ๆ เรืองแสงเป็สัญลักษณ์ตามกฎหมาย อาชีพผู้ประกาศข่าวที่เป็มนุษย์จะเหลือแค่รูปแบบการจัดรายการนั่งคุยวิเคราะห์ข่าว แบบรายงานทื่อ ๆ ถูกแทนที่ด้วยเอไอหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
เพื่อนวกกลับมาประเด็นสำคัญ “พวกรายการนั่งคุยวิเคราะห์ข่าวท่านก็คงทำไม่ไหว ส่วนผู้สื่อข่าวแบบเราก็ยังไม่มีตำแหน่งว่าง ตอนนี้มีแค่สองตำแหน่งนี้...จะเอาหรือไม่เอา“ เสียงธรณีขึ้นสูงเหมือน้าคำชี้ขาด รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก ที่เพื่อนวิเคราะห์มาตรงเผง ผมไม่มีทางปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนให้คนเอาไปนินทาเด็ดขาด แต่งานที่เสนอมาก็ยังไม่โดนใจ
“ขอคิดดูก่อนละกัน” ผมบอกในที่สุด
ธรณีตบเข่าฉาด “กะแล้วเชียวว่าต้องไม่เอา เราจะได้บอกนิกรณ์”
“เออ...” ผมจะขัดแต่ก็เปลี่ยนใจ ยังไงก็นึกภาพตัวเองที่วิ่งไปเสิร์ฟกาแฟร้อน ๆ ให้เ้านายไม่ออก สักพักหัวหน้าอีกคนเรียกไปนวดเท้าให้ ราวกับว่ารื้อฟื้นระบบไพร่ทาสขึ้นมาอีกครั้ง
ชายที่นั่งข้างผมเอื้อมมือไปหยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะมาเปิดดู “ท่านได้อ่านบ้างรึเปล่าเนี่ย”
“อ่านสิ...วันนี้ก็อ่าน”
“ข่าวกีฬาที่พาดหัวตัวโตสุดในหน้าสี่เป็ข่าวอะไร” จู่ ๆ เขาก็ยิงคำถามโดยไม่ให้ตั้งตัว เหมือนตั้งใจลองเชิง เสียหน้าไม่ได้เป็อันขาด
“ทีมโปรตุเกสชนะฟุตบอลชิงแชมป์โลกรอบรองชนะเลิศ” ผมยืดอกตอบอย่างมั่นใจ จำได้ว่าตัวอักษรใหญ่โตเกือบหนึ่งในสี่ของหน้ากระดาษ
“ผิด” ธรณีเน้นเสียง เป็ไปได้ยังไง ความจำผมไม่ได้เลอะเลือน ถึงจะหัวจะโดนกระแทกก่อนมาโลกนี้ก็ตาม เขาพูดเฉลยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คำตอบคือ ไม่มี เพราะหน้าสี่เป็ข่าววิทยาศาสตร์ไม่ใช่ข่าวกีฬา”
“ขี้โกงนี่น่า” ผมโวยวาย
“อ่านมาเป็ยี่สิบฉบับ จะอ้างว่าไม่รู้อีกเหรอ”
ผมเถียงไม่ออก หน้าแตกเป็เสี่ยง ๆ เสียรู้เล่ห์กลเพื่อนร่วมห้องเสียแล้ว
“ไม่อ่านก็ยกเลิกก็ได้ ไม่เห็นต้องฝืนเลย ท่านอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไรก็แค่บอกมาตรง ๆ ดีซะอีก จะได้ประหยัดกระดาษ อันนี้ไม่ได้ต่อว่านะ ส่วนใหญ่เขาไม่ใช้กระดาษกันแล้ว ฟังข่าวทุติยภูมิทีเดียวจบ เขาไม่อยากเสียเวลาเสพข่าวจากหลาย ๆ ที่เพราะบางทีข้อมูล ไม่ตรงกันแถมซ้ำกัน”
“เออ ยกเลิกไปก็ได้” ผมพูดกึ่ง ๆ ประชด พยายามสะกดจิตตัวเองให้ปล่อยวางจากการเมือง ทั้งที่่วัยรุ่นคลั่งไคล้อย่างหนัก าแจากเหตุการณ์นั้นของแม่หนักหนาสาหัสเกินไปที่จะกลับไปเหมือนเดิม เพิ่งนึกเื่หนึ่งออก
“ถ้าถามว่าฉันสนใจอะไร...นี่ไง” ผมยื่นข้อมือขวาไปอยู่ต่อหน้าสายตาเขา “เมื่อไหร่จะถอดไอ้นี่สักที”
แม้ไม่ได้คล้องรอบข้อเท้าผมก็รู้สึกเหมือนเป็นักโทษอยู่ดี ธรณีมองเหมือนเหยียด ๆ
“ช่วยไม่ได้ ท่านยินยอมทำข้อแลกเปลี่ยนนี้เอง เรายอมให้ท่านอยู่อาศัยที่นี่ แลกกับการใส่กำไลนี่ไว้เพื่อให้เราสบายใจ ว่าท่านจะไม่ขโมยของหรือพังคอมพิวเตอร์เรา...ไม่ต้องกังวลหรอก รุ่นนี้ทำได้แค่เป็จีพีเอสติดตามตำแหน่งและแจ้งเตือนเฉย ๆ”
“เดือนหนึ่งยังไม่พออีกเหรอ”
“ยัง! ความไว้ใจไม่ได้ขึ้นกับเวลา แต่ขึ้นกับกิจกรรมที่ทำต่างหาก ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้วมีอะไรเปลี่ยนไปบ้างล่ะ... “ ธรณียิ้มมุมปาก ดูเืเย็น “...ท่านเล่นเกมต่อเถอะ”
สิ้นคำพูดนั้น ธรณีก็ผุดลุกขึ้น ตรงไปยังห้องตัวเองโดยไม่เอ่ยคำอำลา เสียงบานประตูที่กระแทกปิดอย่างแรงคือคำตอบที่ผมได้รับกลับมา
[1]โดรนถ่ายภาพที่บินเองได้ (Self flying camera drone) คือ โดรนขนาดเล็กที่สามารถบินติดตามและบันทึกภาพหรือวิดีโอของผู้ใช้งานได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้รีโมทคอนโทรลหรือผู้ควบคุม
[2] Fact (ข้อเท็จจริง) คือ ข้อความแห่งเหตุการณ์ที่เป็มาหรือเป็อยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรือจริง เช่น สมปองเชื่อข่าวนี้
[3] Opinion (ข้อคิดเห็น) คือ ความเห็น ความรู้สึกนึกคิดของผู้ส่งสารที่แทรกอยู่ในเนื้อหา เช่น เพื่อนของสมปองไม่ควรเชื่อข่าวนี้
[4] Meta-analysis วิธีวิจัยที่สังเคราะห์ผลลัพธ์จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาในหัวข้อเดียวกัน ใช้สถิติวิเคราะห์รวมกันอย่างเป็ระบบ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นิยมใช้ในงานวิจัยสาขาวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จิตวิทยา และสังคมศาสตร์
[5] Web Board กระดานสนทนา คือ ส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ที่ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความแจ้งข่าวสาร ข้อมูล หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ที่เข้าใช้เว็บ เช่น เว็บไซต์ Pantip.com ซึ่งก่อตั้งขึ้นั้แ่ 7 ต.ค. พ.ศ.2539