ตอนที่ 42 หลังร้าน
เป็นเพราะการต่อสู้เมื่อครู่นี้เอง จึงทำให้ลูกค้าในร้านต่างวิ่งหนีหายกันไปหมดเกลี้ยง
แต่เรื่องนี้หาต้องสนใจไม่ ถึงเยี่ยงไรคนพวกนั้นก็ต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย ชุ่ยฮวาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก นางเพียงแค่ยืนดูอยู่ที่ประตูเพื่ออยากเห็นความสามารถของซิ่วอีคนใหม่นี้
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งที่เห็นจะเป็นภาพที่ซิ่วอีของนางอุ้มสตรีโฉมงามกลับมา !
ยามนี้ จงหลีรั่วสุ่ยที่ถูกอุ้มท่าเจ้าหญิงอยู่ในอ้อมแขนของหลี่เฉินอัน ก็ได้รู้สึกเขินอายจนหน้าแดงยิ่งกว่าดอกท้อแก่เสียอีก
คุณหนูสามแห่งจวนจงหลีเคยแนบชิดกับบุรุษขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?
แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไม่ดิ้นรน แม้ว่าหัวใจของนางจะเต้นแรงมาก แม้ว่านางจะรู้สึกเหมือนถูกไฟไหม้ไปทั้งตัว แต่นางก็ยังไม่ขยับ
ทันใดนั้น นางก็รู้สึกว่านางชอบความรู้สึกแบบนี้จริง ๆ เหมือนกับว่านางกำลังเดินอยู่บนก้อนเมฆ โดยมีแสงแดดอันอบอุ่นอยู่เหนือปุยเมฆเหล่านั้น
ราวกับแสงแดดนั้นอาบร่างกายของนาง ทำให้ทั้งร่างกายรู้สึกสบายและอบอุ่นมาก
ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะรู้สึกกระจ่างขึ้นจากการกอดนี้ แม้ว่านางจะยังไม่รู้อะไรอยู่บ้าง แต่นางก็คาดหวังความรู้สึกนี้โดยไม่รู้ตัว
แต่หลี่เฉินอันจะมีอารมณ์มาคิดเรื่องพวกนี้ได้เยี่ยงไร !
ด้วยความที่แนวคิดของโลกอนาคตยังคงฝังอยู่ในหัวของเขา จนเขาลืมไปเสียแล้วว่าในยุคสมัยนี้เน้นย้ำไม่ให้ชายหญิงใกล้ชิดกัน
เขาคิดเพียงว่าแค่อยากจะส่งแม่นางผู้นี้เข้าไปในร้านสุราให้เร็วที่สุด จากนั้นเขาจะได้ไปช่วยหลี่เสี่ยวฮวาออกมาจากสถานการณ์นั้น
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าจงหลีรั่วสุ่ยในอ้อมแขนของเขากำลังมองเขาด้วยความรักใคร่
เขาอุ้มจงหลีรั่วสุ่ยมาที่สวนหลังร้าน จากนั้นก็วางจงหลีรั่วสุ่ยลงบนม้านั่งหินอ่อนท่ามกลางสายตาตกตะลึงของหลี่เฉียวซี อีกทั้งยังไม่วายหันไปกำชับหลี่เฉียวซีอย่างจริงจังอีกด้วย
“ตอนพี่ออกไปให้ปิดประตู แล้วเรียกชุ่ยฮวากับซานเหนียงเข้ามา”
“……ท่านพี่”
หลี่เฉินอันหันหลังเดินออกไปทันที แต่แล้วเขาก็เห็นบุรุษแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตูร้าน
บุรุษแปลกหน้าผู้นี้มีบุคลิกสง่างามและหน้าตาหล่อเหลา ทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน แต่บุรุษผู้นี้กลับมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ร้านปิดแล้ว หากลูกค้าอยากดื่มค่อยมาใหม่วันพรุ่งนี้ ! ”
“ข้าไม่ได้มาดื่มสุรา ! ”
“……เช่นนี้หมายความว่าคุณชายมาเพื่อหาเรื่องข้าอย่างนั้นหรือ ? ”
จงหลีชิวหยางเงยหน้าขึ้นมอง ซึ่งเป็นจังหวะที่จงหลีรั่วสุ่ยพยายามขยิบตาให้เขาเช่นกัน นางชูกำปั้นขึ้นมาราวกับเริ่มโกรธเขาแล้วด้วย !
สตรีเมื่อถึงวัยเติบใหญ่ต้องแต่งงานออกเรือนไปจากอ้อมอกบิดาและพี่ชายจริง ๆ สินะ ?
แต่นี่มันไม่น่าเชื่อถือเลยจริง ๆ !
แต่น้องหญิงของเขาได้รับความรักและความเอ็นดูจากท่านย่า ท่านย่าเคยเอ่ยปากตั้งนานแล้วว่าให้น้องหญิงเป็นคนตัดสินใจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังไม่อาจเข้ามาก้าวก่ายได้ !
ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านย่ากำลังคิดอะไรอยู่ หรือท่านย่าไม่อยากให้น้องหญิงของเขาแต่งงานเข้าตระกูลชนชั้นสูงผู้มั่งคั่ง ?
จะให้แต่งงานเข้าจวนผุพังแบบนี้น่ะหรือ !
ไอ้สารเลวคนนี้ !
เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้วางยาอะไรน้องหญิงกันแน่ เหตุใดนางถึงได้หลงเขาหัวปักหัวปำเช่นนี้ ?
จงหลีชิวหยางกลืนน้ำลายลงคอแล้วหันไปจ้องหลี่เฉินอันเขม็ง แล้วหันหลังเดินออกไป
“ยังมีสุราอีกไหม ? ”
“ตอนนี้ยังไม่ว่าง ! ”
“แต่ตอนนี้เจ้าต้องว่าง ! ”
“คนคุ้มกันของข้ายังอยู่ด้านนอกนั้น เขากำลังตกอยู่ในอันตราย ! ”
“วางใจได้ ทุกคนถูกข้าจับกุมตัวไปหมดแล้ว หนีไปได้แค่คนเดียว ! ”
“……เจ้าเป็นใคร ? ”
จงหลีชิวหยางถือวิสาสะไปนั่งที่โต๊ะ “อย่าถามว่าข้าเป็นใคร ถ้าอยากได้คนของเจ้าคืนก็ยกสุรามาให้ข้าสิ ! ”
“ดูเหมือนคุณชายจะเป็นคนจากจวนขุนนาง ข้าและใต้เท้าหลิวแห่งกวงหลิงพอมีมิตรไมตรีกันอยู่บ้าง……”
“อ้างชื่อใครก็ไม่เป็นผลหรอก ! ”
หลี่เฉินอันชะงักไปเล็กน้อย บุรุษผู้นี้น่าจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดา !
ขนาดเขาอ้างชื่อใต้เท้าหลิวยังช่วยอะไรไม่ได้ บุรุษผู้นี้เป็นเทพยดามาจากที่ไหนกัน ?
“ดื่มได้แค่หนึ่งเหลียง นี่คือกฎ ข้าเลี้ยงเอง แต่ก็ต้องรบกวนให้ท่านปล่อยตัวคนของข้าด้วย”
“หนึ่งเหลียงมันน้อยไป ”
หลี่เฉินอันอยากนำป้ายเงินนั้นออกมาใช้ แต่เขายังไม่รู้ตัวตนของบุรุษผู้นี้ เขาจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะหากนั่นเป็นการดึงให้นักฆ่าของหน่วยปลามังกรมาไล่ฆ่าเขาขึ้นมา เขาก็คงอยู่ที่เมืองกวงหลิงนี้ไม่ได้แล้ว
“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น”
หลี่เฉินอันเดินเข้าไปตักสุราสองเหลียงด้วยตนเอง แล้วนำไปวางตรงหน้าจงหลีชิวหยาง
“หลังจากเจ้าดื่มเสร็จแล้วก็เชิญออกไปจากร้านของข้าด้วย และหวังว่าเจ้าจะเป็นคนรักษาคำพูด คนของข้ามีชื่อว่าหลี่เสี่ยวฮวา”
จงหลีชิวหยางคาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่เขาพยายามปั้นหน้าข่มขู่เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ แต่เจ้าเด็กพวกนี้กลับตักสุรามาให้เขาแค่สองเหลียงเท่านั้น !
แต่ถึงกระนั้นก็นับว่าเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ยอมถอยให้เขาหนึ่งก้าวแล้ว
เขาจะได้ไม่ต้องไล่บีบคั้นกดดันอย่างหนัก เพราะหากเขาบีบจนน้องหญิงต้องออกโรงปกป้องคงจะไม่ได้การเป็นแน่
“สตรีที่เจ้าพาเข้าไปในร้านคือใคร ? ” จงหลีชิวหยางยกถ้วยสุราขึ้นมาแล้วถามด้วยท่าทีราวกับกับไม่ได้จงใจ
“ไม่ทราบ แต่เคยพบหน้ากันอยู่หลายหนเหมือนกัน”
นี่เขาไม่รู้จักน้องหญิงงั้นหรือ……นั่นหมายความว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นน้องหญิงของเขาที่มีใจรักมั่นอยู่ฝ่ายเดียวใช่ไหม ?
จงหลีชิวหยางยกถ้วยสุราขึ้นจิบ ลิ้มรสมันสักพักแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลี่เฉินอัน “สุราของเจ้ารสชาติไม่เลวจริงด้วย แต่ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักชื่อแซ่ของแม่นางผู้นั้น แล้วเหตุใดถึงต้องอุ้มนางกลับเข้าไปในร้านด้วย ? ”
เขาจงใจเน้นลงเสียงหนักที่คำว่า ‘อุ้ม’ ขนาดนี้ หลี่เฉินอันถึงได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการบอกความนัยอะไร
“มีคนชั่วไล่ฆ่านางมา ดูเหมือนนางจะหวาดกลัวไม่น้อย ข้ารีบร้อนช่วยชีวิตนาง จึงไม่ได้พิจารณาให้ดีเอง”
เหตุผลนี้ฟังขึ้น มันทำให้จงหลีชิวหยางอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
จงหลีชิวหยางยกสุราขึ้นดื่มจนหมดในรวดเดียว แต่กลับยกถ้วยสุราอีกถ้วยขึ้นมาแล้วเดินออกไปด้านนอกร้าน
“จำไว้ว่า ในภายหน้าก็อย่า……ไปมาหาสู่กับนางเลย ! ”
“เฮ้ สุราของร้านข้าไม่ขายออกไปด้านนอก ! ”
“แต่ข้าซื้อจากในร้าน ! ”
“……”
ดูเหมือนคำพูดของเขาจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน หลี่เฉินอันจึงไม่อาจหาคำใดมาคัดค้านได้
จงหลีชิวหยางกลับไปแล้ว การต่อสู้ในตรอกเอ้อร์จิ่งโกวสิ้นสุดลงไปนานแล้ว หลี่เฉินอันที่ยืนอยู่กลางตรอกคอยเหลียวซ้ายแลขวา ดูเหมือนผู้คนในตรอกจะมีเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย แต่กลับไม่มีวี่แววของหลี่เสี่ยวฮวา และไม่เห็นเงาของนักเลงพวกนั้นด้วย
นี่เขาจับนักเลงกลุ่มนั้นไปด้วยจริง ๆ หรือ ?
แต่เขาบอกว่าหนีไปได้คนหนึ่ง……อีกเดี๋ยวคงต้องบอกให้แม่นางผู้นั้นระมัดระวังตัวเวลาไปไหนมาไหนแล้ว
หลี่เฉินอันเดินกลับเข้าไปที่สวนหลังร้าน แต่แล้วเขาก็ต้องตกตะลึง
เพราะหลี่เฉียวซี น้องสาวของเขากำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่นางผู้นั้น ทั้งสองดูเหมือนกำลังกระซิบกระซาบพูดคุยอะไรกันบางอย่าง
ตอนนี้เขายืนอยู่ด้านหลังจงหลีรั่วสุ่ย ฉะนั้นสิ่งที่เขาเห็นก็คือใบหน้ายิ้มแย้มของน้องสาวเขานั่นเอง
“พี่หญิง ท่านคงยังไม่รู้จักท่านพี่ของข้าเป็นอย่างดีแน่นอน ! ”
“เขาน่ะ ที่ผ่านมาล้วนแกล้งทำทั้งนั้น ! ”
“จริงหรือ ? ”
“ข้าจะโกหกพี่หญิงได้เยี่ยงไร ? ที่จริงน่ะ……”
หลี่เฉียวซีคิดว่าหญิงสาวที่พี่ชายอุ้มเข้ามาในสวนหลังร้านนั้นจะต้องเป็นพี่สะใภ้ของนาง
เพียงแต่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เหตุใดท่านพี่ของนางถึงไม่กลับไปบอกกล่าวท่านแม่ที่จวนหลี่เสียหน่อย ทว่าคงเป็นเพราะท่านพี่ไม่อยากกลับไปที่จวนอีกกระมัง
พี่สะใภ้คนนี้งดงามกว่าเสิ่นเฉียวเตี๋ยมาก
โดยเฉพาะนิสัยของพี่สะใภ้คนนี้ หลี่เฉียวซีชอบนางมาก เพราะเสิ่นเฉียวเตี๋ยไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับหลี่เฉียวซีมาก่อน ขนาดตอนพบเจอกันอยู่สองสามครั้ง เสิ่นเฉียวเตี๋ยก็มักจะมีท่าทีว่าตนเองสูงส่งอยู่เสมอ
ไม่เหมือนกับพี่สะใภ้คนนี้ที่นั่งอยู่ตรงหน้านาง เพราะพี่สะใภ้ทั้งมีรูปโฉมงดงาม อีกทั้งยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เนื้อดี ดูก็รู้ว่ามาจากตระกูลผู้มั่งคั่ง แต่พี่สะใภ้กลับเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นกันเองกับนางมาก
แววตาของพี่สะใภ้ไม่มีแววของการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งยังพูดจาอ่อนโยนและสุภาพอีกด้วย
พี่ชายของนางช่างตาถึงเสียจริง ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดตอนนั้นเขาถึงยอมคืนหนังสือหมั้นหมายโดยไม่ลังเล
แน่นอนว่าตอนนี้เราต้องพูดสิ่งดี ๆ เกี่ยวกับพี่ชายให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้พวกเขาแต่งงานกันโดยเร็วที่สุด
“ท่านพี่ของข้าทั้งรูปงามและรูปร่างดี นอกจากนี้ยังมีการศึกษาและร่ำรวยด้วย ! ”
“ฮัวม่านถิง ท่านอาวุโสฮัว พี่หญิงคงรู้จักใช่ไหม ? เขาผู้นั้นเป็นถึงนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหนิง ! แต่กลับผูกมิตรไมตรีเป็นสหายต่างวัยกับท่านพี่ของข้า”
“ท่านพี่ของข้าไม่เพียงแต่มีการศึกษาเท่านั้น แต่เขายังรอบรู้สิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย ก็เหมือนกับสุรานี้……จริงสิ ตอนนี้เขาสามารถทำเงินได้เกือบวันละ 20 ตำลึงเชียวนะ ! ”
“ในอนาคตจะซื้อเรือนหลังใหญ่สักหลังในเมืองกวงหลิงคงไม่ใช่ปัญหาอะไร ท่านเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่มด้วย”
“ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่านพี่ของข้าเป็นผู้ที่ใส่ใจคนอื่นยิ่งนัก……”