“ประโยคพวกนั้นคนที่ต้องพูดคือผมต่างหากมีแต่คุณนั่นแหละที่ชอบหาเื่ทะเลาะกับผมเพราะเื่ไม่เป็เื่ เอาล่ะ ผมอิ่มแล้วผมจะกลับไปนอนที่ทำงาน” พูดจบหลี่เหวินไคก็เตรียมตัวเก็บจานอาหารที่กินเสร็จ
ไช่ซุนหลันเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยปากห้าม“เื่จานชามเดี๋ยวฉันจะจัดการเองคุณไปได้เลยค่ะ”
“อืม”หลี่เหวินไคพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องนอน
เมื่อเข้ามาถึงในห้องก็ต้องแปลกใจพูดตามตรงว่าตอนเข้ามาในบ้านนั้นไม่ได้ทันสังเกตว่าวันนี้บ้านดูสะอาดสะอ้านกว่าเดิมด้วยการทำงานหนักมาตลอดระยะเวลาั้แ่ได้เลื่อนยศและย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพัก ทำให้ความสะอาดของบ้านถูกละเลยไปโดยปริยายแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดไช่ซุนหลันถึงลุกขึ้นมาทำตัวดีเช่นนี้ แต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านและไม่สนใจเพราะอีกไม่นานผู้หญิงคนนั้นก็คงทนทำเื่แบบนี้ต่อไปได้ไม่นานหรอก เื่แบบนี้มันก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง
แต่แล้วหลี่เหวินไคก็ต้องเปลี่ยนใจนอนที่บ้านเพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาต้องไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ การนอนในที่ทำงานทำให้ตัวเขานั้นพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วหลี่เหวินไคก็รีบอาบน้ำและล้มตัวนอนแล้วหลับไปทั้งๆ ที่ไม่ได้บอกกล่าวเื่นี้ให้ไช่ซุนหลันรับรู้เลย
ไช่ซุนหลันเห็นว่าหลี่เหวินไคไม่ยอมออกมาจากห้องนอนเสียทีตอนนี้เธอเริ่มง่วงนอนแล้วด้วย และแล้วเธอก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหมายจะเรียกให้หลี่เหวินไคออกมาแต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็คือคนตัวโตนอนหลับอย่างสบายใจบนเตียงนอน
“ฮึ่ม!ผู้ชายคนนี้มันอะไรกัน ปากบอกจะไปนอนที่อื่น แต่ดูตัวสิเนี่ย แอบหลับไปั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้”ไช่ซุนหลันบ่นอย่างไม่จริงจังเท่าไรนัก ก่อนจะข้ามตัวของหลี่เหวินไคเพื่อไปนอนติดผนัง
การนอนกับชายแปลกหน้าสร้างความตื่นเต้นให้กับไช่ซุนหลันเล็กน้อยแต่ด้วยความที่เหนื่อยล้าและเมื่อยไปทั้งตัวจากการทำงานบ้านและฤทธิ์ยาที่เธอกินก่อนนอนทำให้ไช่ซุนหลันผล็อยหลับไปในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น
หลี่เหวินไคตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นที่ได้นอนเต็มอิ่มเขาลุกขึ้นเปลี่ยนชุดอย่างเคยชินด้วยความรวดเร็ว ส่วนทางด้านของไช่ซุนหลันนั้นก็ได้ตื่นก่อนหน้านั้นเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้สามีโดยอาหารเช้านี้คือโจ๊กหมูที่ทำจากข้าวขาวเนื้อเนียนละเอียดและหมั่นโถวร้อนๆ
เมื่อไช่ซุนหลันเห็นหลี่เหวินไคเดินออกมาจากห้องนอนเธอจึงเอ่ยทักทายอย่างเป็มิตร
“คุณแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเหรอคะนี่ฉันโจ๊กเคี่ยวเสร็จพอดีเลย มาค่ะ รอฉันสักเดี๋ยว ฉันจะตักโจ๊กให้คุณเอง”
‘ที่ผู้หญิงคนนี้บอกว่าจะทำมื้อเช้าให้ถ้านอนค้างที่บ้านเป็เื่จริงอย่างนั้นหรือนี่?’
ความสงสัยในใจของหลี่เหวินไคกลับมาอีกครั้งแต่ก็เช่นเดิมเขาไม่คิดจะถามออกไปให้มากความ เสี้ยวความคิดหนึ่งของเขาคิดว่าหากไช่ซุนหลันเป็แบบนี้ทุกวันก็คงจะดี
ระหว่างที่ต่างคนต่างกินอาหารหลี่เหวินไคก็แจ้งข่าวแก่ไช่ซุนหลันว่า “มะรืนผมต้องไปปฏิบัติภารกิจพิเศษมันเสี่ยงและอันตรายมาก และไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไรอาจจะเป็เดือนหรือหลายเดือน เพราะครั้งนี้ต้องไปที่ฮาร์บิน”
ไช่ซุนหลันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ค่ะไปที่นู่นก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ฉันก็กำลังคิดว่าจะกลับหมู่บ้านใน่นี้เหมือนกัน ในเมื่อคุณจะไปปฏิบัติภารกิจวันพรุ่งนี้ถ้าอย่างนั้นวันพรุ่งนี้ฉันกลับเลยจะดีกว่า บางที่พวกเด็กๆ อาจจะกำลังคิดถึงฉันอยู่ก็ได้”
“คุณคิดได้แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะการที่คุณมาอยู่ที่นี่ผมไม่เคยคิดจะห้าม เพราะผมเคยคิดว่าอยากจะพาคุณและลูกมาอยู่ในค่ายมันจะปลอดภัยมากกว่าแต่นี่ครั้งนี้คุณกลับมาคนเดียว”
“เอ่อ..ก็ตอนนั้นฉันร้อนใจนี่คะ พอเห็นข้อความของพี่สาวซูเจี๋ยฉันก็เลยรีบมา”ไช่ซุนหลันได้แต่ก้มหน้ามองโจ๊กในชาม
“เื่ไร้สาระพวกนี้เป็ซูเจี๋ยที่ส่งโทรเลขหาคุณเองเหรอฮึ่ม! เหลวไหลสิ้นดีเลย ถึงกับยอมเสียเงินเพื่อบอกข่าวให้คุณรับรู้เนี่ยนะ”หลี่เหวินไคแค่นเสียงแล้วส่ายหน้าอย่างระอาใจให้กับความสนใจแต่เื่ชาวบ้านของซูเจี๋ย
“คราวหน้าคราวหลังฉันจะไม่เชื่อใครง่ายๆ อีกแล้วล่ะค่ะ” ไช่ซุนหลันเอ่ย ในขณะที่กินอาหารไปหัวของไช่ซุนหลันก็เริ่มนึกคิดถึงพฤติกรรมของซูเจี๋ย ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะหวังดีกับครอบครัวของเธอเกินไปหรือเปล่าอย่างที่หลี่เหวินไคพูดไม่ผิดเลย การส่งโทรเลขนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปใช้กันหากไม่จำเป็เพราะการส่งแต่ละครั้งนั้นต้องใช้เงิน แล้วยิ่งการส่งโทรเลขเป็ข้อความยาวขนาดนั้นไม่รู้ว่าซูเจี๋ยต้องใช้เงินมากขนาดไหนหากนี่เป็เื่หวังดีมันก็ควรจะซาบซึ้งในน้ำใจ แต่ถ้าเื่นี้ไม่ใช่ล่ะ..
“คุณ!นี่คุณ ผมไปก่อนนะ” หลี่เหวินไคบอกภรรยาที่กำลังเหม่อด้วยความโล่งใจที่อาหารมือนี้ผ่านไปได้ด้วยดีโดยที่ไม่มีการทะเลาะกัน
“หืมอะไรนะคะ?” เมื่อเห็นมือของหลี่เหวินไคโบกไปมาตรงหน้า ไช่ซุนหลันก็หลุดจากภวังค์
“ผมบอกว่าผมต้องไปแล้วนะผมมีฝึกแต่เช้าน่ะ” หลี่เหวินไคเอ่ยทวนให้ไช่ซุนหลันฟังอีกรอบ
“อ้อค่ะ” ไช่ซุนหลันพยักหน้าน้อยๆ
เมื่อหลี่เหวินไคออกไปฝึกแล้วไช่ซุนหลันก็เริ่มล้างจานและทำความสะอาดครัว เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เธอก็มีความคิดที่ว่าจะออกไปสำรวจบริเวณค่ายทหารเสียหน่อย
เมื่อไช่ซุนหลันล็อคประตูบ้านพักแล้วเธอก็เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย แม้ไช่ซุนหลันจะมาที่นี่เพียงไม่กี่ครั้งแต่ชื่อเสียงของเธอก็เป็ที่กระฉ่อนไปทั่วค่ายในเื่ของการหาเื่ชวนทะเลาะสามีและไม่ทำงานทำการซึ่งเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความี้เีของเ้าของร่างเดิมนั้น เหตุใดคนในค่ายทหารแห่งนี้จึงล่วงรู้ได้หากแค่เื่การทะเลาะกันระหว่างเ้าของร่างเดิมกับหลี่เหวินไค เธอยังพอเข้าใจได้เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นที่ค่ายทหารแห่งนี้แต่หลี่เหวินไคเองก็ดูไม่ใช่คนปากพล่อยนำเื่ภายในครอบครัวออกมาเล่าให้คนอื่นฟังแต่หากไม่ใช่หลี่เหวินไคแล้วจะเป็ใครไปได้?
เ้าของร่างเดิม?
ไม่..ไม่ใช่ ในความทรงจำนั้น เ้าของร่างเดิมไม่ได้มีการพูดคุยหรือสนทนนากับใครในที่แห่งนี้เลยนอกเสียจาก..
ซูเจี๋ย!
“ต้องเป็ผู้หญิงคนนั้นแน่ๆร้ายนักนะ หากไม่ได้คนสวยและฉลาดอย่างฉันมาเข้าร่าง มีหวังครอบครัวนี้ได้บ้านแตกสาแหรกขาด!”
“ยัยซูเจี๋ยอะไรนี่ดูท่าจะร้ายไม่เบาแฮะแต่ขอโทษทีนะ จะมาร้ายแข่งกับฉันมันยังเร็วไปสิบปีย่ะ! ทั้งร้ายทั้งโง่ก็ฉันนี่แหละโฮะๆ” ไช่ซุนหลันหัวเราะอย่างมีแผน
ไช่ซุนหลันนั้นค่อนข้างเข้าใจและเห็นใจเ้าของร่างเดิมที่ต้องผูกมิตรกับซูเจี๋ยการที่มีคนรู้จักในค่ายทหารแห่งนี้ไว้ซักถามข้อมูลสักคนสองคนมันคงจะดีมิใช่น้อย น่าเสียดายที่เ้าของร่างเดิมนั้นผูกมิตรผิดคน
เธอเดินไม่นานก็มาถึงบริเวณเพาะปลูกของค่ายหากเธอจำไม่ผิดในยุคนี้ภายในค่ายทหารบางแห่งเช่นที่นี่ พวกครอบครัวของทหารบางส่วนเมื่อมาอาศัยอยู่ภายในค่ายทหารแล้วจะต้องใช้แรงงานเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไปเพื่อรับแต้มค่าแรงแม้จะไม่ได้กินอาหารฟรีทุกมื้ออย่างนายทหาร แต่คนงานฝ่ายผลิตนี้จะได้รับอาหารในเวลาเที่ยงหนึ่งมื้อซึ่งถือว่าเป็สวัสดิการที่เยี่ยมยอดมาก
บริเวณเพาะปลูกของค่ายทหารแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างมากแต่ดูเหมือนว่าวันนี้ชาวบ้านจะทำการเก็บผักกาดและทำผักดองกัน ไช่ซุนหลันเห็นดังนั้นจึงเดินตรงไปเพื่อจะร่วมทำงานด้วย
“นั่นไม่ใช่ภรรยาของร้อยหลี่หรอกหรือ?ทำไมถึงมาเก็บผักกับพวกเราได้ล่ะ” เสียงซุบซิบดังขึ้นไม่ไกลจากที่ไช่ซุนหลันยืนอยู่