นำยันต์ที่ปรมาจารย์ด้านการใช้ยันต์ที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินเสวียนอู่สร้างขึ้นมาแลกเปลี่ยนกับสัญญาเดิมพันหนึ่ง?!
เหอะ ๆเสิ่นจื่อโยวผู้นี้ไม่ได้โง่เขลาแต่บ้าไปแล้ว
นางรู้หรือไม่ว่ายันต์ที่อยู่ในมือเ่าั้สามารถขายออกไปเป็เงินมูลค่าเท่าไร?! หากนำออกไปประมูลขายจำนวนเงินที่ได้รับสามารถซื้อคฤหาสน์ขนาดใหญ่ในเมืองหลวงได้ทั้งหลัง!
สายตาที่ทุกคนใช้มองเสิ่นจื่อโยวราวกับมองคนบ้าคนหนึ่งทว่ากลับไร้การแสดงออกอันใด
นางยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นยกกล่องในมือขึ้นสูง
ั์พระเนตรของฮ่องเต้ฉายประกายสั่นคลอนเพราะเงื่อนไขที่เสิ่นจื่อโยวเสนอออกมานี้สำหรับเขาแล้วถือว่าไร้การสูญเสียอันใดอีกทั้งเขายังได้ของรางวัลในมือเสิ่นจื่อโยวกลับคืนมา
ครั้นเห็นประกายคมกร้าวที่วาบผ่านพระเนตรของฝ่าาเสิ่นเชียนซีก็เริ่มตื่นตระหนก
นางจะปฏิบัติตามสัญญาเดิมพันไม่ได้หากนางต้องร้องเสียงสุนัขท่ามกลางสายตาของทุกคนในที่แห่งนี้ นางจะไม่มีวันได้เชิดหน้าชูตาในแวดวงขุนนางชนชั้นสูงศักดิ์ได้อีก
นางที่ั้แ่เล็กถูกผู้คนรายล้อมประหนึ่งเดือนในหมู่ดาราจะทนรับความอับอายเช่นนี้ได้อย่างไร!
ริมฝีปากของเสิ่นเชียนซีสั่นระริกหยาดน้ำตาเม็ดโตดุจไข่มุกกลิ้งหล่นอาบข้างแก้ม
รูปโฉมของเสิ่นเชียนซีเป็ส่วนผสมระหว่างจุดเด่นของเสิ่นอี้กวงกับพันไป๋เหอเดิมนางก็มีใบหน้างดงามอย่างยิ่งยวดยามนี้เมื่อร่ำไห้ผู้คนมากมายจึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสารต่อโฉมงาม
“เสิ่นจื่อโยว พอเถิดเพียงสัญญาเดิมพันเล็กน้อยสัญญาหนึ่งจำเป็จะต้องสืบสาวเอาเื่ถึงเพียงนี้เลยหรือ?” ขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงระคนติเตียน
“ถูกต้อง นั่นคือน้องสาวของเ้าจะอย่างไรก็ควรคำนึงถึงความรู้สึกของนางบ้าง”
“มีน้องสาวงดงามเพียงนี้จะประคองไว้กลางฝ่ามือเฝ้าทะนุถนอมยังแทบไม่ทันแล้วเ้าจะข่มใจให้นางแสดงเื่อับอายต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไร”
“มิน่าเล่าจึงกล่าวกันว่าเสิ่นจื่อโยวเป็หญิงอัปลักษณ์หากให้ข้ากล่าวรูปโฉมก็เหมือนจิตใจผู้ที่มีจิตใจคับแคบถึงเพียงนี้ย่อมไม่มีทางจะดูดีไปได้”
“กล่าวกันว่าแม่ของนางซูหวั่นเยว่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูในวัยเยาว์ก็เป็คนเหิมเกริมชอบวางอำนาจคนหนึ่งอุปนิสัยนี้ของนางน่ากลัวว่าต้องได้รับการสืบทอดจากแม่ของนางมาเป็แน่”
ผู้คนต่างพากันนินทาว่าร้ายเนื้อหายิ่งกล่าวก็ยิ่งเกินขอบเขต
เสิ่นจื่อโยวกัดปากแน่น เพลิงโทสะปะทุขึ้นในดวงตา
“พอเสียที!” นางหันหน้ากลับไปโดยพลัน“ฝ่าายังไม่ได้ตรัสสิ่งใดพวกท่านจะเปิดปากไปไย? หรือว่าพวกท่านคิดจะตัดสินใจแทนฝ่าา?!”
ทันทีที่เสิ่นจื่อโยวครอบหมวกใบใหญ่ใบนี้ให้แก่พวกเขารอบข้างก็พลันเปลี่ยนเป็เงียบสงัด ไร้ซึ่งสรรพเสียงใด ๆ
พวกเขาย่อมไม่กล้าตัดสินใจแทนฝ่าา
เสิ่นจื่อโยวสูดลมหายใจลึกกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ยังมีอีกเื่ ไม่ว่าท่านแม่ของข้าจะเป็อย่างไรก็วนมาไม่ถึงคราวให้พวกท่านนินทาว่าร้ายนางได้”
ครั้นคิดถึงความสามารถของเสิ่นจื่อโยวในค่ำคืนนี้พวกเขาจึงไม่กล้าปริปากอีกผู้ใดจะรู้ว่านางยังมีไพ่ตายอีกมากเท่าไรที่ยังไม่ได้เผยออกมา ผู้ที่สามารถอำพรางซ่อนตนในวังหลวงและราชสำนักได้ล้วนเป็ผู้ที่มีความสามารถเป็เลิศ
ทว่าก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เคยวางเสิ่นจื่อโยวไว้ในสายตาเพราะตำแหน่งสถานะของพวกเขาสูงส่งกว่าเสิ่นจื่อโยวมาก
องค์ชายสามเซวียนหยวนช่างก็คือหนึ่งในนั้นเขาปริปากด้วยน้ำเสียงเหยียดหยัน “เสิ่นจื่อโยวเ้ากล่าวว่าเ้ากับเชียนซีมีสัญญาเดิมพันด้วยกัน เ้ามีหลักฐานหรือไม่”
แต่ไรมาเซวียนหยวนช่างก็พึงใจในตัวของเสิ่นเชียนซียิ่งไปกว่านั้น วันนี้เสิ่นจื่อโยวได้หักหน้าเขาคราแล้วคราเล่าทำให้เขาต้องอับอายดังนั้นครานี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำให้เสิ่นจื่อโยวยอมจำนน
เสิ่นจื่อโยวหรี่ตาทั้งคู่ลง“หลักฐาน?ในสถานที่แห่งนี้มีคนได้ยินมากมาย หรือนี่จะถือเป็หลักฐานไม่ได้?”
“อ่า เ้ากล่าวว่าผู้อื่นได้ยินก็นับว่าได้ยินอย่างนั้นหรือเ้าลองถามคนข้างกายเ้าเ่าั้สิว่ามีผู้ใดที่ได้ยินสัญญาเดิมพันของพวกเ้าบ้าง”เซวียนหยวนช่างกล่าวกลั้วเสียงหัวเราะหยัน
ในเมื่อองค์ชายสามทรงเอ่ยเช่นนี้แล้วย่อมไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาเป็พยาน
องค์ชายสามเป็หนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทจะล่วงเกินผู้ใดก็ได้แต่ห้ามล่วงเกินเขา
ที่สำคัญเดิมทีก็ไม่มีผู้ใดคิดอยากช่วยเหลือเสิ่นจื่อโยวอยู่แล้ว
มองคนในพระที่นั่งที่พากันสงบนิ่งดวงตาของเสิ่นเชียนซีก็ฉายประกายย่ามใจในขณะเดียวกันนางก็หันไปมองเซวียนหยวนช่างอย่างซาบซึ้ง
เมื่อประสบกับใบหน้าเล็กที่พร่างพราวด้วยหยาดน้ำตาดุจดอกสาลี่เปื้อนพิรุณของเสิ่นเชียนซีหัวใจของเซวียนหยวนช่างก็พลันอ่อนยวบ
เขาไม่ได้ทำผิดไปหญิงสาวเช่นเชียนซีควรได้รับการปกป้องคุ้มครองจากเขา
เสิ่นจื่อโยวกวาดตามองทั้งสองคนอย่างดูแคลน“ ข้าคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องมีคนคิดบิดพลิ้วบัญชีนี้ดังนั้นข้าจึงได้เตรียมการไว้แล้ว”
เสิ่นจื่อโยวกล่าวจบก็หยิบหินกลมเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติ
“ศิลาบันทึกเสียง?!”
มีคนจำหินก้อนเล็กนี้ได้ในบัดดล
เสิ่นจื่อโยวปล่อยปราณิญญาสายหนึ่งเข้าไปในหินก้อนเล็กนี้ไม่นานก็มีเสียงของเสิ่นเชียนซีดังมาจากหินก้อนเล็ก
“หากข้าแพ้ข้าจะกลิ้งตัวบนพื้นสองรอบร้องเสียงสุนัขสักสองสามเสียง ทั้งยังจะะโลงไปในสระน้ำที่อยู่ด้านข้าง”
เสียงของเสิ่นเชียนซีหยุดลงเพียงตรงนี้เสิ่นจื่อโยวเลือกส่วนที่เป็ ‘สาระสำคัญที่สุด’ออกมา
มุมปากที่เพิ่งยกหยักของเสิ่นเซียนซีพลันนิ่งค้าง
เสิ่นจื่อโยวบันทึกไว้ั้แ่เมื่อไรกัน?! เหตุใดนางจึงไม่รู้?!!!
“ว่าอย่างไรเล่า เชียนซีเ้ายังมีเหตุผลอันใดจะใช้บิดพลิ้วบัญชีนี้อีก” เสิ่นจื่อโยวเอ่ยถามด้วยเสียงไร้อารมณ์
ขอบตาของเสิ่นเชียนซีพลันแดงเรื่อมุมปากเหยเก ใบหน้าราวกับได้รับความอยุติธรรมยากทานทน น้ำตาร่วงรินไม่ขาดสาย
นางมองไปยังที่ประทับของเหล่าองค์ชายหวังว่าจะมีใครสักคนสามารถช่วยเหลือนางได้
เซวียนหยวนช่างรู้สึกปวดใจทว่าในระยะเวลาอันสั้นเขาเองก็คิดหนทางอื่นใดไม่ออกจริงๆ
ในขณะนี้เององค์ชายหกเซวียนหยวนฉีก็ตรัสขึ้นเขาปรายรายตามมองเซวียนหยวนช่างอย่างดูแคลนก่อนจะกล่าวกับเสิ่นเชียนซีด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม“เชียนซีวางใจเถิด เสิ่นจื่อโยวไม่สามารถทำอะไรเ้าได้”
“คำตรัสขององค์ชายหกนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะหรือพระองค์ก็คิดจะปกป้องคุ้มครองเสิ่นเชียนซี?” น้ำเสียงของเสิ่นจื่อโยวเ็าเล็กน้อย
“เหอะนั่นมิใช่เื่ที่ว่าข้า้าปกป้องหรือไม่ปกป้องแต่ปัญหาอยู่ที่ชีวิตนี้ของเ้ามีความสามารถบีบบังคับให้เชียนซีต้องอับอายได้หรือไม่เ้ารู้หรือไม่ว่าท่านอาจารย์ของเชียนซีคือผู้ใด เขาก็คือโอวหยางสวินปรมาจารย์ด้านการปรุงยาอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเสวียนอู่!”
เซวียนหยวนฉีปรายตามองเสิ่นจื่อโยวอย่างไม่ยี่หระน้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้น “ส่วนเ้า...เป็เพียงคนไร้ค่าที่ถูกตระกูลเสิ่นทอดทิ้งมีสถานะอันใดมาเทียบเทียมเชียนซี หากเื่นี้ถูกทำให้เป็เื่เอิกเกริกใหญ่โตยังไม่ต้องกล่าวว่าพวกเราจะจัดการเ้าอย่างไร แต่โอวหยางสวินท่านอาจารย์ของเชียนซีต้องไม่มีวันปล่อยเ้าไปเป็แน่หากเ้ารู้สำนึกก็จงเก็บของรางวัลของเ้าให้ดี อย่าได้สร้างความวุ่นวายอีก”
เซวียนหยวนฉีเป็โอรสของฮองเฮาในเมื่อบุตรชายเอ่ยปากแล้วนางผู้เป็แม่ย่อมมีใจเอนเอียงคิดเข้าข้างเสิ่นเชียนซี
ที่สำคัญนางยังพึงใจในตัวเสิ่นเชียนซีไม่น้อยหวังจะให้อีกฝ่ายมาเป็ลูกสะใภ้ของตน
“ฝ่าาหม่อมฉันคิดว่าฉีเอ๋อร์กล่าวได้ถูกต้อง ท่านอาจารย์ของเชียนซีคือโอวหยางสวินไม่มีความจำเป็ต้องสร้างความอับอายให้กับเชียนซีเพียงเพราะเดิมพันเล็ก ๆ น้อย ๆอย่างไรเสียพวกเราก็ต้องไว้หน้าท่านอาจารย์โอวหยาง”
ฮ่องเต้ทรงรู้สึกว่าฮองเฮากล่าวได้มีเหตุผลดังนั้นเขาจึงโบกมือแล้วกล่าว “เื่นี้ก็ให้ยุติเพียงเท่านี้เถิด แม่นางน้อยตระกูลเสิ่นเ้าอย่าได้ฝืนกำลังอีกเลยถอยกลับไปพร้อมของรางวัลของเ้าเสียของรางวัลนี้มีมูลค่ายิ่งกว่าเดิมพันของเ้านัก”
เสิ่นจื่อโยวกัดริมฝีปากล่างของนางแน่นโพรงปากอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืคลุ้งเข้ม
หากมีใครสักคนยืนอยู่ข้างนางในยามนี้ย่อมสังเกตเห็นคลื่นอำมหิตอันน่าสะพรึงที่ปะทุอยู่ในดวงตาของนางเป็แน่
“เพคะ ฝ่าา”
เสิ่นจื่อโยวยอบกายก้มศีรษะก่อนถอยออกไป
มีเพียงมือสองข้างของนางที่กำแน่นเป็สิ่งที่แสดงถึงความโกรธและอารมณ์ในหัวใจที่พลุ่งพล่าน
ในขณะที่นางเคลื่อนตัวผ่านเสิ่นเชียนซีเสิ่นเชียนซีก็แค่นเสียงหัวเราะแ่เบาออกมาเสียงหนึ่งถึงแม้ข้างแก้มจะยังคงอาบไปด้วยคราบน้ำตาทว่ามุมปากกลับปรากฏเป็รอยยิ้มลำพองใจ
“เ้าคนอัปลักษณ์ ดูสิอย่างไรเ้าก็ไม่มีวันชนะข้าได้”
เสิ่นเชียนซีกล่าวเสียงกระซิบปรายตามองเสิ่นจื่อโยวที่มีสภาพน่าเวทนาด้วยสายตาของผู้ที่เหนือกว่า
เสิ่นจื่อโยวจ้องนางกลับไปรังสีอำมหิตที่พวยพุ่งในดวงตาทำให้หัวใจของเสิ่นเชียนซีพลันกระตุก
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยัก“เสิ่นเชียนซี เ้าเคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่ ผู้ที่หัวเราะได้ถึง่สุดท้ายผู้นั้นจึงจะเป็ผู้ชนะ”
หัวใจของเสิ่นเชียนซีกระตุกไปสองจังหวะไม่รู้ว่าประโยคที่เสิ่นจื่อโยวกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไร
แต่เมื่อคิดว่าเื้ัตนมีหลักเขาให้พึ่งพิงมากมายคิดถึงสถานการณ์โดดเดี่ยวไร้คนสนับสนุนของเสิ่นจื่อโยว ความมั่นใจของนางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
นางรู้สึกว่าเสิ่นจื่อโยวในยามนี้เพียงแสร้งทำเป็สร้างสถานการณ์ข่มขวัญหลอกตาไปเท่านั้น
“ชิ เสิ่นจื่อโยวข้าขอแนะนำให้เ้าอย่าได้คิดเพ้อเจ้อจนเกินไปเก็บตัวอยู่ในจวนเสนาบดีทำตัวเป็คนสติวิปลาสต่อไปเถิดเช่นนี้แล้วอย่างน้อยเ้าก็ยังจะมีข้าวกิน”
เสิ่นจื่อโยวไม่ได้ตอบกลับนางเพียงปรายตามองนางอย่างไร้ความรู้สึกก่อนจะกลับไปยังที่นั่งของตน
ครั้นกลับมาถึงที่นั่ง บรรดาสตรีที่นั่งอยู่ข้างกายเสิ่นจื่อโยวเ่าั้ก็ทำท่าราวกับเห็นสิ่งสกปรกอย่างไรอย่างนั้นเขยิบเว้นระยะห่างจากนางอย่างระมัดระวัง
หลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวายนี้เสิ่นจื่อโยวไม่เพียงแต่ถูกตระกูลเสิ่นทอดทิ้งรังเกียจนางยังถูกองค์ชายหลายพระองค์ในราชวงศ์ฝากความแค้นไว้ด้วยพวกนางจึง้าขีดเส้นแบ่งแยกความสัมพันธ์ให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความเดือดร้อนมาสู่ตน
ผู้คนที่ประกาศว่าตนเป็ ‘คนชาญฉลาด’ เหล่านี้ต่างพากันขบคิดอย่างเงียบ ๆ
เสิ่นจื่อโยวเพียงนั่งลงด้วยความสงบนิ่งไร้ซึ่งสีหน้าใด ๆ
“หึ ๆ เสี่ยวโยวเอ๋อร์ยามนี้เ้าช่างน่าสงสารยิ่งนัก...”เสียงหยอกเย้าเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเสิ่นจื่อโยว มันทั้งทุ้มต่ำและเสนาะหู
ดวงตาของเสิ่นจื่อโยวเบิกกว้างขึ้นหลายส่วนนางเกือบคิดว่าตนหูฝาดไปแล้ว
“ท่านอยู่ข้างกายข้าหรือ ท่านเข้ามาได้อย่างไร”
“เ้าลองเดาดูสิ?”
เสียงนี้ยังคงปั่นป่วนประสาท
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักนางกล่าวตอบว่า “ข้าไม่เดา ไร้อารมณ์”
“เอาเถิดเห็นแก่ที่ผู้อื่นรังแกเสี่ยวโยวเอ๋อร์ผู้น่าสงสารของข้าข้าเองยังเริ่มมีอารมณ์คุกรุ่นแล้ว เ้า้าให้ข้าลงมือสั่งสอนพวกนั้นหรือไม่” น้ำเสียงหยอกเย้านี้ฟังดูอันธพาลทว่าเสิ่นจื่อโยวฟังออกถึงความจริงจังที่อยู่ภายใน
หากนางกล่าวว่า ‘้า’ บุรุษผู้นี้ก็อาจลงมือจริงๆ
ท่ามกลางความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างที่สุดในหมู่ผู้คนก็ยังมีเสียงที่คอยสนับสนุนตนความอบอุ่นพลันวาบผ่านขึ้นในใจของเสิ่นจื่อโยว
“ขอบคุณทว่ายามนี้ยังไม่้าชั่วคราว” เสิ่นจื่อโยวกล่าวกลั้วรอยยิ้ม
รอยยิ้มนี้เป็รอยยิ้มจากใจจริงปราศจากกลิ่นอายชั่วร้ายใด ๆ ลมหายใจอบอุ่นรินรดบางเบา
บุรุษผู้นั้นยิ้มแล้วครานี้เป็รอยยิ้มที่มีความสุขระคนด้วยความชื่นชมหลายส่วน
“เห็นทีเสี่ยวโยวเอ๋อร์คงคิดอยากแก้แค้นด้วยตนเอง เช่นนั้นก็ดี ข้าจะรอชมการแสดงอันยอดเยี่ยมของเสี่ยวโยวเอ๋อร์”
ั์ตาของเสิ่นจื่อโยวค่อย ๆ เปลี่ยนเป็หนักแน่นมุมปากยกหยักเป็รอยยิ้มงดงามเย็นเยียบ
“วางใจเถิด ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”