พอตกเย็นจิวฟงและผองเพื่อนก็ไปยังทางสามแพร่งเพื่ออาบแดดอ่อนๆในยามสายัณห์พวกเขาพากันเปลือยท่อนบนแล้วหลับตานั่งสมาธิโดยไม่สนใจคนที่ผ่านไปมาผู้คนเห็นกิริยาอาการของเด็กทั้งสี่ก็คิดว่าหากพวกเขาไม่เป็บ้าก็คงสติไม่ค่อยสมประกอบความจริงจิวฟงก็ไม่ค่อยอยากออกมาฝึกเดินลมปราณในที่ที่คนมักสัญจรผ่านเท่าไรนักแต่ที่เขาต้องถ่อมาอาบแดดถึงทางสามแพร่งเป็เพราะเหตุผลบางประการ
ที่พักของศิษย์บ้านประกายหมอกอยู่ใกล้กับป่าทางด้านทิศตะวันตกด้วยเหตุนี้เด็กทั้งสี่จึงไม่อาจรับแสงแดดยามเย็นได้อย่างเต็มที่ยิ่งบริเวณบ้านของจิวฟงยิ่งแล้วใหญ่ด้วยป่าที่รกทึบและต้นไม้ที่สูงใหญ่ซึ่งแทบจะติดกับตัวบ้านทำให้เขาไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ตกดินเลยสักครั้ง
ยังดีว่า่นี้ไม่ค่อยมีคนออกมายังเขตกลางของสำนักมากนักทั้งศิษย์รุ่นเก่าและศิษย์ใหม่ต่างก็เก็บตัวฝึกตนเนื่องจากผู้าุโหญิงหยินยู่หานได้ประกาศว่าดาวเคราะห์สิบแปดดวงกำลังเรียงกันเป็เส้นตรงโดยที่มีโลกเป็ศูนย์กลางทำให้ไอปราณบนโลกใบนี้โดยเฉพาะที่สำนักวายุจำรัสเข้มข้นกว่าปกติ เหตุนี้เองบรรดาเหล่าผู้ฝึกตนจึงเก็บตัวบำเพ็ญเพียรโดยที่ไม่ออกไปไหน
“เ้าเปี๊ยก พวกเราไม่ต้องมานั่งตากแดดไม่ได้หรือ”ต้าไคลืมตาแล้วมองพุงของตนที่กองเป็ชั้นๆจากนั้นก็หันไปมองรอบๆตัวว่ามีใครมองเขาอยู่หรือไม่
“คนเรามีธาตุไฟอยู่ในตัวอยู่แล้วซึ่งธาตุไฟนี้ก็สามารถหลอมยาที่อยู่ในท้องของพวกเราได้แต่ถ้าได้ไอแดดจากดวงตะวันยามเช้าและยามเย็นจะทำให้ยาสูตรของข้าออกฤทธิ์ซึมซาบเข้าไปในร่างกายได้เร็วขึ้น”
ต้าไคจ้องหน้าชายคนหนึ่งซึ่งกำลังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เมื่อเห็นว่าเ้าอ้วนมองมาชายคนดังกล่าวก็รีบก้มหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการประสานสายตาเขาเ้าอ้วนแยกเขี้ยวขู่ชายผู้นั้นหนึ่งที เมื่อคนคนนั้นจากไปแล้วเขาก็ถอนหายใจยาวๆ
จิวฟง ชูฉงต้าไคและหลางชี่เชี่ยตากแดดยามเช้าและยามเย็นทุกๆวันแม้จะมีคนจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเหยียดหยันอยู่เนืองนิจแต่เด็กชายทั้งสี่ก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนักเนื่องด้วยพวกเขาเริ่มรู้สึกชินกับแววตาเช่นนั้น อีกอย่างเด็กทั้งสี่รู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้เป็เื่ที่ไร้สาระพวกเขาต่างรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายของพวกตน
สามสหายของจิวฟงรู้สึกว่าสายปราณที่ไหลผ่านจากจมูกไปยังตันเถียนมีขนาดใหญ่ขึ้นและหนาขึ้นหนาจนขนาดที่มองไปแล้วให้ความรู้สึกว่ากำลังมองเสาบ้าน แต่ละคนรู้ว่าปราณของพวกเขาใกล้จะมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงแม้แต่เ้าอ้วนที่ไม่เคยหยิบตำราปราณขึ้นมาอ่านยังรู้ได้ว่าพลังปราณของเขาใกล้จะบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเต็มทน
จิวฟงกินยาสีเขียวอมม่วงไม่ต่ำกว่าพันเม็ดในแต่ละวันผ่านมาสองสัปดาห์จิวฟงก็กินยาชนิดนี้ไปแล้วกว่าหมื่นเม็ด สายปราณย้อนกลับของเขาปะปนอยู่ในสายปราณปกติและเกือบจะมีขนาดเท่ากันแล้ว
สายปราณของจิวฟงก็หนาแน่นคล้ายกับเสาเช่นกันเขาตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตัวเองใกล้จะบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งแต่คิดๆไปเด็กชายก็รู้สึกกลัวจับจิตจับใจยาที่มีสรรพคุณเทียบเท่าโอสถสีเทากว่าหมื่นเม็ดที่เขากินเข้าไปยังไม่สามารถทำให้เขาบรรลุถึงขั้นแรกของการฝึกตนได้จิวฟงคิดว่าตันเถียนซึ่งบัดนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือช่างตะกละเสียจริง หากเขาไม่สามารถผสมยาจากพืชหาง่ายเป็พิเศษได้อีกยี่สิบปีเขาก็ไม่มีทางได้ลมปราณขั้นที่หนึ่งมา
หลังจากที่ผู้าุโหยินยู่หานพยากรณ์ว่าไอปราณในเขตสำนักวายุจำรัสจะหนาแน่นขึ้นได้สองสัปดาห์บรรดาผู้ฝึกตนหน้าใหม่ก็เริ่มออกมาเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายจากการบำเพ็ญเพียรอันยาวนานส่วนศิษย์รุ่นก่อนที่เคยชินกับการเก็บตัวฝึกฝนเป็เดือนๆอีกทั้งยังพอมีทรัพยากรเหลือก็หลีกเร้นเพื่อฝึกลมปราณกันต่อไป
เย็นวันหนึ่งขณะที่สี่สหายกำลังเปลือยอกอาบแดดอย่างที่ทำมาตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนพวกเขาก็เห็นชุนจางมินเดินผ่านมายังทางสามแพร่งจิวฟงเห็นว่าชุนจางมินกำลังมองพวกเขาสายตาของนางสะท้อนให้เห็นถึงความอับอาย...อายที่พวกจิวฟงซึ่งอยู่บ้านเดียวกับนางมานั่งเปลือยอกและบำเพ็ญเพียรในที่สาธารณะเช่นนี้
“นั่นคือจิวฟงกับเพื่อนกลุ่มบ๊วยเพื่อนของเขาอีกสามคนช่างไร้พร์ ทุกคนผ่านการทดสอบมาได้อย่างฉิวเฉียดข้าคิดว่าถ้าจิวฟงได้ลองปักหอกเวท เขาต้องไม่ผ่านการทดสอบเป็แน่”เด็กชายคนหนึ่งกล่าว
“ให้พวกเขารวมกลุ่มกันเช่นนี้แหละดีแล้วเ้ารู้หรือไม่ว่าไม่เพียงแค่จิวฟงเท่านั้นที่แปลกๆคนที่เหลือก็มีนิสัยประหลาดเช่นกัน”
“สามปีที่แล้วตัวแทนจากบ้านประกายหมอกได้เป็ประธานรุ่นแต่ปีนี้บ้านนั้นตกต่ำลงไปมาก ถ้าไม่นับชุนจางมินแล้วคนอื่นๆก็ไม่มีใครโดดเด่นเห็นทีว่ามู่ฉีเชิ่งจากบ้านของพวกเราคงคว้าตำแหน่งประธานรุ่นมาครองได้อย่างไร้คู่แข่ง”
....
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมแปลกๆของเด็กทั้งสี่ชุนจางมินได้ยินคำพูดเ่าั้ก็ทนไม่ได้ในที่สุดนางก็เดินตรงมาหาเพื่อนร่วมบ้านแล้วกล่าวกับจิวฟงที่ยังคงยืนกางแขนกางขาว่า
“อาจารย์เหลียงอันบอกว่าทุกคนควรจะฝึกปราณในที่ลับตาข้าว่าเ้ากลับไปบำเพ็ญเพียรที่บ้านของเ้าต่อเถอะ”ตอนแรกชุนจางมินคิดจะหลีกเลี่ยงการพูดจากับจิวฟงแต่เมื่อได้ยินคำพูดสบประมาทบ้านประกายหมอก นางจึงตัดสินใจเข้ามาตักเตือนคนทั้งสี่
จิวฟงมองพระอาทิตย์แล้วคำนวณองศาพร้อมกับทำความรู้สึกที่ผิวกายไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าไอแดดเริ่มจะอ่อนลง เขาก็เอ่ยกับนางว่า
“ข้าจะฝึกตนอยู่ที่นี่อีกแค่ครึ่งก้านธูปจากนั้นจึงค่อยกลับไปฝึกต่อที่บ้าน”พูดจบจิวฟงก็หลับตาแล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเองเ้าเปี๊ยกก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขายิ้มกรุ้มกริ่มแล้วลืมตามองชุนจางมินที่กำลังมองเขาอย่างอกอ่อนใจ
“ขอบใจที่เป็ห่วงข้ามาโดยตลอด”จิวฟงพยายามดัดเสียงให้ฟังดูนุ่มนวล
“...”
ชุนจางมินงงกับคำพูดของเขาไม่น้อยนางจำไม่ได้ว่าเคยแสดงความเป็ห่วงเขาั้แ่เมื่อไร แต่ทั้งสีหน้าและรอยยิ้มของจิวฟงในขณะนี้ดูเหมือนว่าเขามั่นใจมากว่าเป็เช่นนั้นชุนจางมินมองหน้าจิวฟงที่กำลังยิ้มหวานแล้วรีบถอยห่าง
“ข้าว่าเ้าต้องเข้าใจอะไรผิดเป็แน่...”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องพูดเช่นนี้ เ้าเป็ผู้หญิง การที่พูดอะไรออกมาตรงๆนั้นเป็เื่ที่ไม่งามเอาเป็ว่าข้ารู้ดีว่าเ้าคิดยังไงกับข้า แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังเด็กอยู่ข้าคงไม่สนใจเื่ความรักระหว่างหญิงชายในเวลานี้หรอก”
เ้าอ้วนเ้าหนอนหนังสือและเ้าเฉื่อยได้ยินคำพูดของจิวฟงก็ถึงกับหูผึ่งพวกเขาเลิกฝึกลมปราณแล้วหันมามองชุนจางมินที่ยืนอยู่ด้านหลังในทันใด
“ไม่ใช่นะ...ไม่ใช่อย่างนั้น” ชุนจางมินรีบปฏิเสธพอเห็นคนจำนวนมากจ้องมองนางพร้อมกับป้องปากซุบซิบเด็กหญิงแซ่ชุนก็วิ่งไปหาคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วแก้ข่าวเป็พัลวัน
“พวกเ้าอย่ามองชุนจางมินด้วยสายตาเช่นนั้นเลยเื่ความรักระหว่างหญิงชายไม่ใช่เื่ผิด หากวันใดพวกเ้ามีความรักขึ้นมาพวกเ้าจะเข้าใจเอง”จิวฟงดัดเสียงเข้มแล้วบอกกับคนทั้งหลาย
“จิวฟง หุบปาก!” นางร้องดังอกของนางกระเพื่อมแรงด้วยความโมโห
“เ้าไม่ต้องเขิน...”
“ข้าบอกให้หุบปาก!” ชุนจางมินะโลั่นยิ่งจิวฟงพูดมากขึ้นเท่าไรคนก็ยิ่งจะเข้าใจผิดมากขึ้นเท่านั้น นางรีบวิ่งไปหาเด็กชายตัวน้อยแล้วใช้มือปิดปากเขาไว้
จิวฟงส่งเสียงอู้อี้ชุนจางมินทั้งถลึงตาทั้งขู่ให้เด็กชายผู้หลงตัวเองหยุดพูดขณะที่นางกำลังตวาดจิวฟงอยู่นั่นเองมู่ฉีเชิ่งและกลุ่มลูกน้องก็เดินผ่านมายังทางสามแพร่งนายน้อยแห่งตระกูลมู่ใช้หางตามองจิวฟงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
“อย่ามานั่งขวางทางคนเดิน จะไปไหนก็ไปซะ”
“ทางเดินมีออกตั้งกว้าง เ้าจะเดินไปไหนก็ไปซะอย่ามารบกวนการฝึกตนของข้า” จิวฟงดึงมือของชุนจางมินลงแล้วบอกกับคนแซ่มู่
มู่ฉีเชิ่งไม่ได้รู้สึกโมโห เขาแค่รำคาญใจ การกระทำของจิวฟงนั้นไม่ต่างจากแมลงวันที่ได้แต่สร้างความรำคาญหากเป็สมุนของเขาที่รู้สึกโกรธแค้นและตรงเข้าไปหาจิวฟงเพื่อจะเอาเื่
นายน้อยแห่งสกุลมู่ยกมือขึ้นขวางเด็กชายหกเจ็ดคนที่กำลังเดินดุ่มๆไปหาจิวฟงเขาล้วงเข้าไปในถุงวิเศษแล้วหยิบโอสถสีเทามาหนึ่งกำมือจากนั้นก็ปาไปยังที่ที่จิวฟงและสหายยืนอยู่
“ข้าเห็นหน้าเ้าแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างไรชอบกลถือว่ายาเม็ดพวกนั้นเป็ค่าจ้างจงไปบำเพ็ญเพียรให้ไกลหูไกลตาข้าและอย่าได้มาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
คนทั้งหลายเห็นโอสถสีเทาหล่นเกลื่อนพื้นก็ตาลุกวาวพวกเขาอยากวิ่งเข้าไปเก็บยาเพิ่มปราณใจจะขาดถ้าไม่ติดว่ายาเหล่านี้เป็ยาที่มู่ฉีเชิ่งให้กับพวกจิวฟง พวกเขาก็คงกรูกันเข้ามาแย่งทรัพยากรแล้ว
หลางชี่เชี่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ชูฉงและต้าไคเหลือบมองโอสถสีเทาจากนั้นพวกเขาก็มองหน้ากันพร้อมกับยิ้มออกมา ยาปริมาณเล็กน้อยเพียงเท่านี้เทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวของตัวยาที่พวกเขากินเข้าไปเลยด้วยซ้ำจิวฟงเมินเฉยกับโอสถพื้นฐานของสำนักวายุจำรัสเขายักไหล่แล้วบอกกับนายน้อยแห่งตระกูลมู่ว่า
“ยาเพียงแค่นี้ข้าหาเองได้โดยที่ไม่ต้องเดินตามตูดใคร”พูดจบจิวฟงก็มองไปยังคนติดตามของมู่ฉีเชิ่ง
คนเ่าั้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมกับมองเด็กชายตัวจ้อยอย่างโกรธแค้นสมุนของมู่ฉีเชิ่งรู้ดีว่าจิวฟงกำลังพูดจากระทบกระเทียบพวกเขาถ้าไม่ติดว่ามู่ฉีเชิ่งสั่งห้ามไว้พวกเขาคงจะสั่งสอนเด็กชายตัวเปี๊ยกสักตุ๊บสองตุ๊บพอให้สาแก่ใจ
ชุนจางมินเห็นว่าแววตาของมู่ฉีเชิ่งเริ่มมีประกายเพลิงแห่งโทสะนางเกรงกลัวนายน้อยแห่งตระกูลมู่ไม่น้อยนางรีบห้ามปรามจิวฟงแล้วให้เด็กหญิงอีกสามคนช่วยกันพาเขาและเพื่อนๆออกไปจากทางสามแพร่ง
เด็กบ้านประกายหมอกทั้งแปดคนเดินเลี่ยงผู้คนไปยังทิศตะวันตกเพื่อกลับไปยังบ้านพักของพวกเขาเมื่อเดินลับสายตาคนมาได้สักพัก จิวฟงก็ยิ้มแฉ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เ้าอ้วน เ้าเฉื่อยเ้าหนอน...ชุนจางมินถึงขนาดประคองข้าออกมาจากทางสามแพร่งก็เพราะเกรงว่าข้าจะได้รับอันตรายพวกเ้าดูเองละกันว่านางเป็ห่วงข้ามากแค่ไหน”
“จริงด้วย!” เด็กชายทั้งสามพูดออกมาพร้อมๆกัน
“ข้าลากเ้าออกมาจากที่นั่นเพราะกลัวว่าเ้าจะก่อเื่ต่างหาก!”ชุนจางมินร้องดัง ขณะที่เพื่อนๆของชุนจางมินได้ยินคำพูดของจิวฟงบ่อยเข้าพวกนางก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าความจริงคืออะไร
เที่ยงวันของวันรุ่งขึ้นจิวฟงไปนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่บ้านของต้าไคโดยมีชูฉงและหลางชี่เชี่ยอยู่ที่นั่นด้วยเด็กชายตัวเปี๊ยกรู้สึกเบื่อๆเนื่องจากไม่มีอะไรทำเขาจึงหยิบยามากินอีกเจ็ดร้อยเม็ดในทีเดียวแล้วจิวฟงก็นั่งขัดสมาธิและเริ่มเดินลมปราณด้วยวิธีปกติ
ลมหายใจเข้าออกชักนำปราณในอากาศอีกทั้งทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาของยาเม็ดยาเม็ดเทาถูกทั้งความร้อนในร่างกายและไอปราณในอากาศคลุกเคล้า ไม่ช้าตัวยาทั้งเจ็ดร้อยเม็ดเริ่มส่องแสงและแผ่พลังปราณออกมาอย่างรุนแรงพลังปราณจากเม็ดยาสีเขียวอมม่วงแผ่เข้าไปยังฐานปราณที่จุดตันเถียนฐานปราณขนาดเท่าฝ่ามือส่องแสงสว่างอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ฐานปราณสั่นไหวน้อยๆแล้วตันเถียนก็สูบเอาพลังปราณด้วยความเร็วอย่างที่จิวฟงไม่เคยเห็น
“จวนแล้ว” จิวฟงพึมพำ เขานำยาออกจากถุงวิเศษแล้วเร่งกลืนยาเม็ดเล็กๆเข้าไปอีกห้าร้อยเม็ดเมื่ออยาออกฤทธิ์ ฐานปราณก็ยิ่งส่องแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆจิวฟงรู้สึกได้ว่าฐานปราณใกล้จะหยุดสั่นเต็มที
จิวฟงผ่อนลมให้ละเอียดเพื่อให้ยาเม็ดออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจากนั้นเขาก็กลั้นลมหายใจไว้ ผ่านไปอึดใจเดียวฐานปราณก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ตันเถียนของจิวฟงะเิขึ้นจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพลันบังเกิดแสงสว่างจ้าออกมาจากฐานปราณจนเขารู้สึกแสบตาขณะนั้นเองก็มีแสงลำหนึ่งพุ่งย้อนขึ้นมาที่เสาปราณมันไหลวนรอบฐานของเสาปราณตามเข็มนาฬิกาอยู่สามรอบ แล้วลำแสงนั้นก็ประทับเข้าที่โคนเสาจากนั้นมันก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่าง
ลำแสงสายยาวค่อยๆหดตัวลง บางส่วนก็นูนหนาขึ้นบางส่วนก็โค้งเว้า ชั่วระยะเวลาเพียงพริบตาเดียวลำแสงที่เปรียบเสมือนแก้วใสได้กลายมาเป็ดอกบัวแก้วสิบหกกลีบที่ส่องประกายระยิบระยับและรองรับเสาปราณไว้และทันใดนั้นเองเสาปราณของจิวฟงก็เปลี่ยนมาเป็แก้วใสทั้งแท่งอันเป็สัญลักษณ์ว่าจิวฟงได้บรรลุถึงขั้นที่หนึ่งของการฝึกตนแล้ว
นั่นเป็ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของจิวฟงแต่ปรากฏการณ์ภายนอกที่สหายทั้งสามสังเกตเห็นก็คือร่างของจิวฟงคล้ายจะโปร่งใสชั่วขณะหลังจากนั้นก็สายลมที่บางเบาแต่แฝงไปด้วยความรุนแรงก็หมุนวนรอบร่างน้อยๆสายลมนั้นเชือดเฉือนเสื้อผ้าที่เด็กชายตัวจ้อยสวมใส่จนขาดเป็ริ้วและสลายไปในชั่วพริบตาดีว่าถุงวิเศษประจำสำนักมีอักขระเวทเขียนกำกับไว้ไม่เช่นนั้นมันก็คงจะละลายหายไปเช่นกัน
และทันใดนั้นเองก็เกิดแสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากทั่วร่างของจิวฟงแสงนั้นสว่างจ้ากว่าแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันลำแสงที่ก่อกำเนิดจากร่างของเด็กชายตัวจ้อยพุ่งลอดออกไปทางช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้แสงสว่างยังให้บ้านของต้าไคคล้ายกับมีรัศมีแผ่ออกมาชั่วขณะโชคดีว่าขณะนี้ผู้คนไม่ได้มองมาทางบ้านของเ้าอ้วนไม่เช่นนั้นพวกเขาต้องรู้ว่าคนที่อยู่ด้านในบรรลุผ่านขั้นแรกแล้ว
สามสหายมองดูปรากฏการณ์เบื้องหน้าด้วยตาค้างเมื่อรู้สึกตัวพวกเขาก็อุทานขึ้นพร้อมๆกัน
“เ้าเปี๊ยกบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งแล้ว!”