“ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้าล้มมวยต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้! ข้าเห็นว่าเจ้าฟ่งจื่อชิวอะไรนั่นสลายพลังปราณป้องกันตอนที่เจ้าแซ่หลิวออกกระบี่ไป”
“การที่สำนักที่มีชื่อเสียงด้านความดีงามมีศิษย์ที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าขายหน้าสิ้นดี พรรคคุ้มภัยตะวันออกด้วยเช่นเดียวกัน!”
“จะว่าฟ่งจื่อชิวมันก็ไม่ถูก มันคงรู้สึกอึดอัดเช่นกันที่ต้องทำแบบนี้..”
เสียงของผู้คนบนอัฒจันทร์มันยิ่งมากยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ และใช่..! ผมได้ยินมันทั้งหมด
คนพวกนั้นคราวนี้ไม่ได้พยายามจะกระซิบนินทาด้วยซ้ำ..!
แต่เป็นเสียงแข็งกร้าวที่ชี้เป้าไปยังพรรคและสำนักของคู่ประลอง เลี่ยงที่จะเอ่ยถึงคนตระกูลปีกมังกรอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคำพูดพุ่งตรงเข้าสู่โสตประสาทของผมอย่างจัง ราวกับพวกเขาไม่ได้พูดกับกันเอง แต่ตะโกนใส่หูผมอยู่ตรง ๆ
“หากมาลงแข่งแล้วใช้วิธีการเช่นนี้ อย่าได้ส่งคนมาลงแข่งขันเลยยังดีเสียกว่า”
“น่าอดสู..น่าอดสูแทนสำนักสี่ขุนเขายิ่งนักที่มีคนเช่นมันอยู่ในสำนัก”
“มันยังภูมิใจที่จะลงแข่งขันรอบต่อไปอีกหรือ! เป็นข้า..ข้าขอถอนตัวยังดีเสียกว่าเพื่อรักษาชื่อเสียงของสำนักสี่ขุนเขาเอาไว้!”
ผมจ้องฟ่งจื่อชิวที่เดินออกจากสนามไปด้วยแววตาแน่นิ่ง ก่อนจะสะบัดสายตามองไปยังอัฒจันทร์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ..
ที่ที่ผมรู้แน่ว่าต้นเรื่องของความสกปรกทั้งหมดมันนั่งอยู่
แสงสีทองลอยวูบผ่านตาผม คล้ายเนตรมังกรในตัวผมจะตอบสนองต่อความโกรธขึ้ง
ดวงตาผมสอดส่ายมองหาอย่างไม่ลังเล
และแน่นอน..
ผมก็เจอมันจนได้
ตงเสวี่ยซาน!
มันนั่งอยู่แถวที่สามนับจากด้านบนและมันกำลังยิ้ม.
ยิ้มด้วยมุมปากที่น่าตะบันให้หุบยิ้ม
แค่เห็นหน้ามัน มือขวาที่จับกระบี่ก็แน่นขึ้นทันตา นิ้วแทบจิกเข้าเนื้อ ส่วนมือซ้ายที่ว่างก็เผลอกำแน่นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นที่ปลายนิ้ว
ความรู้สึกเหมือนใครเอาถ่านไฟมาวางไว้บนอกแล้วบอกให้อยู่เฉย ๆ ไม่ให้ขยับ
มันคือความอัปยศ..
แบบนี้เขาเรียกว่าอัปยศโดยสมบูรณ์
ผมไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอหรือชนะอย่างสมศักดิ์ศรี
แต่เพราะถูกจัดฉากให้ดูเหมือนคนไร้เกียรติ!
ถ้าไม่ใช่ในสนาม ผมคงกระโจนเข้าไปหักคอมันเสียเดี๋ยวนั้น
แล้วด้วยความโกรธ!
ผมยกกระบี่ขึ้นชี้ไปยังมัน..!
ไม่ใช่เพื่อข่มขู่
แต่เพื่อบอกให้รู้ว่าผมเห็นมันชัดเจน และผมจะไม่ลืมเรื่องนี้แน่
แต่ก่อนที่คำพูดของผมจะพุ่งออกจากปาก ฮูจินก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เจ้าจงรีบลงจากสนามประลองไปได้แล้ว ข้าจะทำการจับชื่อผู้แข่งขันในรอบต่อไป!”
ฮูจินพูดพลางมองมาทางผมด้วยสายตาที่ชัดเจนว่า 'พอได้แล้ว'
ผมสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง..
แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ สะบัดกระบี่ลงพื้นอย่างไม่เก็บอาการ ก่อนจะกระทืบเท้าลงบันไดเวทีด้วยแรงที่แทบกระแทกแผ่นดินให้สะเทือน
ความรู้สึกของผมในตอนนั้น.. เหมือนกำลังกลืนเข็มพันเล่มแล้วมันคาอยู่ในอก
จังหวะหายใจก็ไม่สุด เดินก็ไม่อยากเดินให้ถึง ปากอยากพูดอะไรมากกว่านั้น แต่ถ้าฝืนออกคำพูดตอนนี้ มีหวังผมได้ลั่นอะไรที่ไม่น่าให้อภัยแน่ ๆ
ผมไม่ได้หันกลับไปมองสนามอีกเลย ปล่อยให้หลังตัวเองเป็นกำแพงให้สายตาผู้คนจ้องซ้ำ
แล้วตัดไปที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้..
บริเวณที่พักของคนตระกูลซุน บนชั้นสูงสุดนั้น มีชายชราร่างผอมแต่สายตาคมกริบกำลังนั่งอยู่อย่างสงบ
เขาชื่อ 'ซุน ต้าหลี่' ผู้เฒ่าวานร หนึ่งในสภาห้าผู้เฒ่า เป็นท่านตาและท่านพ่อของซุนโหวหวังและท่านเจ้าเมืองซุน
“ลูกต้าชิง.. นั่นน่ะรึอ้ายเด็กคนนั้นที่ลูกเคยบอก?”
“ใช่แล้วขอรับเจ้าคุณพ่อ”
สายตาของท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงที่มองมาทางผม..
มันเป็นสายตาที่ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากเลย
สายตาแบบที่คนมองลูกหมาที่โดนเหยียบหางเข้าให้
เอาจริง ๆ นะ..
ผมไม่ค่อยชอบมองใครด้วยแววตาแบบนั้น และก็ไม่อยากให้ใครมองผมแบบนั้นเช่นกัน
แต่คราวนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน
คล้ายว่าความสงสารของเขา มันไม่ได้ลดทอนศักดิ์ศรีผม
แต่เหมือนเขากำลังรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่ผมกำลังแบกรับอยู่จริง ๆ
“ดูท่าคนสกุลนั้นจงใจที่จะทำให้หลานเจี้ยนเป็นที่ชิงชังของคนในงาน
ก่อนที่จะทำให้เขาอับอายจนถึงที่สุดในตอนที่พบกันในการประลอง”
“ไม่แปลก..”
ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางขวามือ..
ตรงที่เป็นอัฒจันทร์ของตระกูลตง
ตาเฒ่าวานรนั้นเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คมชัด ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่า นี่คือการตัดสินจากคนที่ผ่านอะไรมามากกว่าผมหลายเท่า
แล้วก็ใช่..
เขาเห็นทะลุ และเขาก็กำลังตัดสินใจว่าจะมองผมเป็น 'คนถูกกระทำ' หรือ 'เด็กที่ทำตัวเอง' กันแน่
“มันปฏิเสธการเชิญแต่งงานจากสกุลนั้นไม่พอ ยังพูดออกไปด้วยท่าทีหยามเหยียด..
มันก็ควรต้องรับผลจากการกระทำในครั้งนั้นของมันนั่นแล..”
ผมนั่งงอเข่าอยู่ตรงโถงทางเดินของผู้ลงประลอง ไม่ได้คิดจะทำอะไรทั้งนั้น นอกจากปล่อยให้ความเหนื่อยใจมันกองทับอยู่เงียบ ๆ อยู่ตรงนี้
ไม่รู้จะเรียกสีหน้าตัวเองว่ายังไงดี..
ย่ำแย่? อาจจะน้อยไป ผมรู้แค่ว่าถ้ามีใครมาทักตอนนี้ ผมคงทำได้แค่ยิ้มฝืน ๆ แบบคนที่ไม่อยากฝืนแล้วนั่นแหละ
แล้วโหวหวังก็โผล่มา..
พอรู้ว่ารอบนี้ยังไม่ใช่คิวของมัน มันก็เดินวนหาผมรอบสนามประลองอยู่พักใหญ่ และสุดท้ายก็หาผมเจอในสภาพ..
ที่ไม่อยากให้ใครมาเจอเท่าไหร่
พอเห็นหน้าผมเข้าจัง ๆ เจ้าเพื่อนหน้าขนก็รีบเดินดิ่งเข้ามาหาทันที
“เลิกแสดงได้แล้ว..
ในโถงทางเดินนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเอ็งและฉัน”
ผมเงยหน้ามองโหวหวังช้า ๆ แววตานิ่งเฉย ไม่ได้ร้อนรนอะไรนัก
แล้วก็ยิ้มให้มันนิดหน่อย..
ยิ้มแบบคนที่พอเดาได้ว่าคนตรงหน้านั้นรู้ทัน
ไม่รู้ว่าผมดูแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง ถึงขนาดมันต้องตามมาจิกเหมือนคนเห็นแมวตกน้ำยังไงยังงั้น
“รู้ด้วยรึว่าข้าแกล้งโมโหพวกมัน?”
“เหอะ..”
มันแสยะยิ้มใส่ผมด้วยสีหน้ากวนประสาทแบบที่ผมคุ้นชินเกินจะห้ามใจเตะ
“ถ้าไอ้เปรื่องอายุน้อยร้อยอาชีพอย่างเอ็งน่ะฤๅจะถูกแผนเด็ก ๆ ทำให้โมโหได้
เป็นแบบนั้น.. ป่านนี้เอ็งคงตายตั้งแต่อยู่ที่ป่านั่นแล้ว..
เอ็งน่ะสุขุมจะตายไป..”
“ก็นะ..
ฝ่ายนั้นเล่นขายขนาดนั้น ไม่อุดหนุนหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าแล้งน้ำใจ”
ผมพูดไปงั้นแหละ แล้วก็ยืดตัวลุกขึ้นช้า ๆ เหมือนคนที่ยังเมื่อยจากการแบกหน้าตัวเองมาทั้งวัน
ไม่มีท่าทางสง่างามอะไรหรอกนะ แค่พยายามไม่ให้ล้มหน้าคว่ำต่อหน้าเพื่อนก็พอแล้ว
“โอ้ว..
หางโผล่มาอีกแล้ว..
ไหนเล่าดู ว่าเอ็งมีแผนอะไร”
“ไม่ยาก..”
ผมยิ้มบาง ๆ แล้วเอนหลังพิงกำแพง มือข้างหนึ่งยกขึ้นก่ายไว้ราวกับอยากให้กำแพงช่วยพยุงน้ำหนักใจแทนร่างกายที่ยังตั้งตรงอยู่
ก็แค่พยายามไม่ให้ดูเหมือนตัวเองกำลังจะพังเท่านั้นเอง
“ทุกคนในสนามไม่รู้เรื่องที่ข้าทำตอนอยู่นครหลวง แถมพวกมันยังเห็นว่าข้ามีท่าทีโมโห แต่ยังไม่รู้ว่าข้าโมโหเรื่องอะไร
ข้าน่ะ.. ในตอนนี้...”
.
.
เวลาล่วงเลยมาจนถึงคู่ที่สิบเอ็ด..
รอบนี้ชื่อของโหวหวังก็ถูกหยิบขึ้นมาจากโถ
ผมรู้สึกถึงจังหวะหัวใจตัวเองที่เต้นแผ่วลงแวบนึง..
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอะไรหรอกนะ แต่เพราะรู้ว่าถึงคิวมันแสดงฝีมือแล้ว
ชื่อของคู่ประลองก็ตามมาติด ๆ
ชื่อ ฮั่ว หงอวิ๋น จากพรรคอัคคีปราบมาร ระดับพลังอยู่ที่สัมผัสสรรพวิถีขั้นต้น
ผมพอจะเคยได้ยินชื่อสำนักนี้อยู่บ้าง เป็นพวกใช้ปราณเพลิงสายลุยตรง ถ้าไม่ชนะเร็วก็จะค่อย ๆ ไหม้ตัวเองจากภายใน..
คู่ต่อสู้แบบนี้ ถ้าไม่บ้าพลัง ก็ต้องดื้อด้าน
แต่ปัญหาก็คือ..
โหวหวังมันบ้าทั้งสองอย่าง
“ซุนโหวหวังแห่งสกุลพญาวานร”
ผมเห็นโหวหวังพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมไปทางฮั่วหงอวิ๋น ท่าทีแบบนั้นของมัน ไม่ใช่แค่ตามมารยาท แต่นั่นคือการยอมรับว่าอีกฝ่ายอาวุโสกว่า
“ฮั่วหงอวิ๋นจากพรรคอัคคีปราบมาร ขอได้โปรดนายน้อยซุนออมมือด้วย”
ผมมองฮั่วหงอวิ๋นแล้วอดคิดไม่ได้ว่านี่มันร่างเล็กในเวอร์ชันที่กล้ามเนื้อเบียดกันจนดูพองบวมไปทั้งตัว
ไม่ใช่อ้วน แต่ก็ไม่เรียว
คล้ายพวกที่ออกกำลังทุกวันแล้วก็อัดโปรตีนเวย์เต็มกระบอก
เผลอ ๆ อาจโรยผงโปรตีนลงบนข้าวด้วยมั้งนะ
“พร้อมแล้วเริ่มได้!!”
ฮูจินสั่งเริ่มประลอง และทันทีนั้นเพลิงก็ลุกพรึ่บจากดาบของฮั่วหงอวิ๋น
คนตัวตันพุ่งเข้าหาโหวหวังแบบไม่เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว
โหวหวังเองกลับไม่ได้ขยับ..
แค่ยืนอยู่กับที่ หมุนกระบองในมือเล่นคล้ายไม่ใส่ใจอะไร
ผมมองภาพนั้นแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า นี่มันแทบจะเป็นฉากที่ผมเคยซ้อมกับมันซ้ำไปซ้ำมานับร้อยครั้ง
ดาบกับกระบี่มีระยะพอ ๆ กัน การใช้ก็คล้ายกันอยู่บ้าง ต่างแค่กระบี่ที่ผมใช้เน้นแทง ส่วนดาบของอีกฝ่ายเน้นฟาดฟัน
แต่ก็นั่นล่ะ..
ทำให้โหวหวังที่ซ้อมกับผมมานาน มันเลยจับทางอาวุธแบบนี้ได้สบาย
โหวหวังเลยไม่ต้องวิ่งเข้าหาใคร เพราะอีกฝ่ายจะเข้ามาหามันเองอยู่แล้วเพื่อทำให้กระบองที่เป็นอาวุธระยะกลางเสียเปรียบ
พอฮั่วหงอวิ๋นเข้าเขตทำการของระยะกระบอง..!
โหวหวังก็พลิกข้อมือเปลี่ยนมุมจับกระบอง ก่อนจะใช้ความสามารถของกระบองปราบมังกรที่สามารถยืดขยายได้
รอบนี้มันคงคิดแค่ไม่ให้ศัตรูเข้าใกล้ ไม่ปล่อยให้โดนตัว เพราะปราณเพลิงจะร้ายกาจที่สุดตอนสัมผัสเนื้อโดยตรง
แบบนี้สินะ..
ถึงเรียกว่ากดดันจากระยะ
กระบองในมือโหวหวังหมุนควงวูบเดียวก่อนฟาดออกในแนวขวาง
เร็วและแรงแบบที่ผมเห็นยังต้องกลืนน้ำลาย!
ฮั่วหงอวิ๋นรีบยกดาบขึ้นตั้งรับได้พอดี แต่แค่หนึ่งจังหวะก็แทบล้มทั้งยืนในตอนที่กระบองกับดาบกระทบกัน
กระบองของโหวหวังมันไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว..
แต่มันแรง..!
แรงจนน่าหวั่นใจ แรงจนแขนขวาของฮั่วหงอวิ๋นที่ยกดาบรับไว้ถึงกับกระเทือน มือแทบปล่อยอาวุธหลุด
แล้วภาพที่เห็นต่อจากนั้นคือร่างของฮั่วหงอวิ๋นถูกแรงกระแทกกระเด็นถลา ครูดพื้นไปไม่ต่ำกว่าห้าเมตร เท้าขวาเขากดพื้นไว้แทบลากเป็นร่อง ส่วนเท้าซ้ายก็ช่วยต้านไว้สุดกำลัง
แต่ก็ไม่พอ..
เพราะตลอดทางที่ฮั่วหงอวิ๋นไถลผ่าน เกิดเป็นรอยปริแตกก็ลากยาวเหมือนเครื่องหมายคำถามว่า จะยังยืนไหวอยู่อีกไหม
แต่คำตอบนั้นก็ตอบกลับมาผ่านสายตา..
ฮั่วหงอวิ๋นสามารถหยุดทนและกลับมายืนนิ่งได้ แขนขวาของเขาก็เริ่มสั่นนิด ๆ เหมือนแค่รับไม้เดียวก็หมดแรงไปครึ่งตัว
ผมเดาไม่ผิดหรอก ถ้าอีกฝ่ายยังคิดจะพุ่งเข้าแลกระยะประชิดแบบนี้อีกสักสิบที
ไม่ต้องให้โหวหวังน็อคด้วยกระบอง..
เจ้าตัวคงแพ้ด้วยอาการกล้ามเนื้ออักเสบไปก่อนแน่
“คงมีดีแค่แรงแขนแหละวะ!”
ฮั่วหงอวิ๋นคำรามออกมาพร้อมเพ่งมองไปทางโหวหวัง
เจ้าตัวคงรู้แล้วว่าแรงแขนตัวเองไม่มีทางสู้แรงของโหวหวังได้แน่..
ทำให้เขายืนนิ่ง ปักหลักอยู่กับที่ แล้วค่อย ๆ เร่งพลังปราณในร่างขึ้นมาทีละชั้น
ก็แน่ล่ะ..
อยู่เฉย ๆ ให้โดนหวดอีกไม้คงได้แขนหักก่อนมีโอกาสทำอะไรแน่ ๆ
เขาไม่รอช้า ดาบในมือสะบัดออกอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงพุ่งพรวดเป็นเส้นตรงเข้าใส่โหวหวังทันที
ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ได้ถนัดวิธีนี้เท่าไหร่ เพราะการปล่อยพลังปราณแบบนี้มันเปลืองทั้งแรง ทั้งพลัง ทั้งโอกาส
แถมใช้ปราณธาตุที่ดูแล้วน่าจะยังไม่ถนัดมือเท่าไหร่อีก
แต่ในตอนนั้น..
ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือทางเลือกเดียวที่เขาพอจะทำได้
“แบบนี้ก็เบางานฉันได้มากเทียว..”
โหวหวังมันยิ้มแบบที่ผมไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายควรดีใจหรือเตรียมโดนยำ
ก่อนที่มันจะพุ่งตัวตรงเข้าหาฮั่วหงอวิ๋นด้วยความเร็วแบบที่เรียกว่า..
ถ้าพลาดก็มีหวังชนกันเข้ากับพลังเพลิงสายนั้นเข้าให้
แต่ไอ้หมอนี่ไม่ใช่พวกบ้าพลังแบบไม่มีแผน
มันกระโดดหมุนตัวหลบเปลวอัคคีที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะลงพื้นอย่างมั่นคงในระยะที่เหลือประมาณสองเมตร
ดูจากท่าทีของฮั่วหงอวิ๋นแล้ว เขาคงรู้ว่าโหวหวังไม่ได้จะเข้าไปเสี่ยงแลกแรงในระยะประชิดง่าย ๆ เพราะอย่างไรอาวุธของมันก็คือกระบอง
ฝ่ายนั้นเลยเริ่มถอยกรู สะบัดดาบอาบเปลวไฟออกไปสองครั้ง ซ้ายที ขวาที กลายเป็นเปลวอัคคีสองสายไขว้กันเป็นรูปกากบาท
เห็นวิชาปราณอัคคีของอีกฝ่าย..
โหวหวังมันกลับไม่หลบ
แต่ดันขว้างกระบองของตัวเองพุ่งดิ่งเข้าใส่ใจกลางเปลวนั้นเพลิงแทน
กระบองที่อัดพลังปราณไว้แน่นจนได้แรงอัดอากาศมหาศาล มันเจาะเพลิงที่รุนแรงนั้นจนเกิดเป็นช่องว่างกลางเปลวไฟ ก่อนที่โหวหวังมันจะอาศัยช่องโหว่ที่เกิดขึ้นบนวิชาเพลิงนั้นกระโดดมุดทะลุผ่านมาได้แบบเฉียดฉิวสุด ๆ
พูดง่าย ๆ คือ..
มันไม่ได้แค่ฝ่าไฟ แต่เปิดทางเองแล้วลุยเข้าไปเลย
สงสัยคงได้ประสบการณ์ทนความร้อนมาจากป่าที่เมืองมังกรธารา
ผมเห็นฮั่วหงอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบกระบองที่พุ่งเข้ามัน ทำให้กระบองนั่นโฉบเลยผ่านไปเหมือนลูกไฟหลุดเป้า
เท้าที่เคยถอยกรูหงอวิ๋นตอนแรกกลับเปลี่ยนทิศ กลายเป็นวิ่งพุ่งเข้าใส่ทันทีแบบไม่ลังเล
ใช่สิ..
โหวหวังในตอนนี้ไม่มีอาวุธในมือ จะไม่เรียกว่านาทีทองก็คงไม่ได้แล้ว เจ้าคนร่างตันนั่นคงมองเห็นโอกาสที่อาจไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง
ถ้าปล่อยให้มันใช้พลังจิตเรียกกระบองกลับมาได้ ทุกอย่างคงกลับมาเท่าเดิม
ซึ่งเป็นผมก็คงไม่ปล่อยโอกาสนี้เหมือนกัน
ดาบที่อาบปราณเพลิงของฮั่วหงอวิ๋นฟาดออกไปทันที รวดเร็วและเด็ดขาดแบบที่ผมเองยังต้องกลั้นลมหายใจเล็กน้อย
เพราะรู้ว่าถ้าโดนเข้าไปเต็ม ๆ แบบนี้ แม้แต่โหวหวังก็ใช่ว่าจะยืนรับได้ง่าย ๆ
โดยเฉพาะมือเปล่า ๆ แบบนี้
แต่เหมือนโหวหวังทันจะคิดคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว
พอเท้าแตะพื้นปุ๊บก็กลิ้งตัวต่อทันทีก่อนจะดีดปลายเท้าตรงเข้าหาฮั่วหงอวิ๋นราวกับจรวด ไม่มีจังหวะลังเล ไม่มีหยุดสูดลมหายใจใด ๆ ทั้งสิ้น
สายตาของมันเหลือบมองดาบในมืออีกฝ่ายเพียงแวบเดียว ก่อนจะสับมือซ้ายตบเข้าต้นแขนของฮั่วหงอวิ๋นอย่างเฉียบขาด แล้วมือขวาก็ตามติดแบบไม่ให้ทันตั้งตัว
ตบเปรี้ยงเข้าไปที่ข้อมือของอีกฝ่ายแบบพอดิบพอดี
จังหวะนั้นเอง ดาบในมือของฮั่วหงอวิ๋นหยุดชะงักไปในระดับที่เรียกว่า แทบจะแขวนไว้ข้างลำตัว ไม่อาจขยับไปทางไหนต่อได้อีก
พูดง่าย ๆ คือ โหวหวังมันตัดกำลังของดาบทั้งจากต้นและปลายในจังหวะเดียว ทำให้แรงที่มีสิบลดน้อยลงจนเหลือแค่หนึ่ง
สำหรับผมที่ฝึกกับโหวหวังมาครึ่งปีคงบอกได้เพียงว่านี่สิว ๆ สำหรับมัน
“วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว..
ขอจบการประลองเพียงเท่านี้ก็แล้วกันนะเกลอเอ๋ย..”
โพล๊ะ!! เสียงดังสนั่นทำเอาคนบนอัฒจันทร์เงียบกริบ
กระบองของโหวหวังที่มันขว้างออกไปก่อนหน้านั้นจู่ ๆ ก็พุ่งมุดจากใต้ดินขึ้นมาตรงเท้าที่ทั้งสองคนกำลังยืนประจันหน้าอยู่พอดิบพอดี
ปลายกระบอกเหล็กดำพุ่งอัดเข้าเต็ม ๆ ตรงขากรรไกรของฮั่วหงอวิ๋นเข้าอย่างจัง
เสียงกระแทกกับกระดูกมันชัดเจนขนาดที่ผมนั่งอยู่ไกลยังรู้สึกสะเทือนกรามแทน
ร่างฮั่วหงอวิ๋นหงายหลังลอยขึ้นสูงเกินสองเมตร เหมือนกับถูกหมัดฮุกที่ทำให้มึนงงไปชั่วขณะ
แต่โหวหวังมันไม่ปล่อยให้จบแค่นั้น!
พอกระบองกำลังจะพุ่งเกือบเลยผ่านเจ้าตัว มันก็ยื่นมือคว้าไว้ได้แบบเฉียดฉิว ราวกับวางจังหวะไว้เป๊ะ แล้วดีดตัวพุ่งตามไปทันทีโดยไม่ต้องให้ใครนับสาม
“ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 2 ก้องปฐพี!!”
กระบองในมือนั่นฟาดอัดเต็มแรงเข้าใส่แผ่นหลังของฮั่วหงอวิ๋น..
เสียงมันดังแน่นจนผมนึกว่าได้ยินเสียงกระดูกสั่นสะเทือนอยู่ในหูตัวเอง
แต่โหวหวังเหมือนมันยั้งมือไว้นิดหน่อย..
ไม่งั้นร่างของฮั่วหงอวิ๋นคงไม่แค่กระเด็นตกเวทีแบบนั้นแน่
มีหวังได้นอนกายภาพบำบัดอยู่สองเดือนถึงจะเดินได้เหมือนเดิม
ก็แบบนั้นล่ะ..
กฎการประลองก็มีบอกว่าไว้ แค่พอรู้แพ้ชนะไม่ใช่ฆ่า
“ผู้ชนะในคู่ที่สิบเอ็ดได้แก่ ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!”
ฮูจินประกาศชื่อผู้ชนะทันทีที่ร่างของฮั่วหงอวิ๋นหล่นจากเวทีลงไปด้านล่าง
ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม เฝ้ามองภาพที่ฮั่วหงอวิ๋นพยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยสภาพบอบช้ำ ดวงตาเขาฉายแววสับสนอย่างเห็นได้ชัด
เขาคงเชื่อเต็มอกว่าตัวเองเลือกจังหวะโจมตีได้ดีแล้ว และมันก็ดีจริง ๆ ถ้ามองจากภายนอก
แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือกระบองที่พุ่งขึ้นจากพื้นในตอนนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียกอาวุธกลับมาด้วยพลังจิตแน่ ๆ
ใช่.. มันไม่ใช่แค่การเรียกกลับ แต่มันซ่อนอะไรบางอย่างไว้อย่างแนบเนียน
สีหน้าของฮั่วหงอวิ๋นในตอนนั้นชัดเจนมาก เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงพลาดได้ทั้งที่วางแผนมาดี
และผมเข้าใจเขานะ..
เพราะถ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ผมก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน
ฮั่วหงอวิ๋นอาจจะยังงงว่าโดนอะไรฟาดหน้าไปบ้าง แต่คนทั้งสนามรวมถึงผม เห็นกันชัดเจน
กระบองของโหวหวังที่มันขว้างไปก่อนหน้านั้น ไม่ได้หายไปไหน มันพุ่งเลยผ่านร่างฮั่วหงอวิ๋นก่อนจะมุดลงไปในพื้นสนามราวกับงูมุดรู แล้วก็กลับขึ้นมาในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันระวัง ฟาดเข้าเต็มขากรรไกรเสียงดังสนั่น
แน่นอน..
นั่นไม่ใช่แค่การขว้างกระบองมั่ว ๆ แต่เป็นหนึ่งในกระบวนท่า..วิชาของตระกูลซุน
กระบวนท่าที่สี่ ที่มีชื่อว่า อัฐนิยาม
ชื่อฟังดูเหมือนปรัชญา แต่ผลลัพธ์คือฟันกรามแทบหลุด