ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 64 จบการประลองในรอบคัดเลือก

            “ไม่คิดเลยว่ามันจะกล้าล้มมวยต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้! ข้าเห็นว่าเจ้าฟ่งจื่อชิวอะไรนั่นสลายพลังปราณป้องกันตอนที่เจ้าแซ่หลิวออกกระบี่ไป”

            “การที่สำนักที่มีชื่อเสียงด้านความดีงามมีศิษย์ที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้ ช่างเป็นอะไรที่น่าขายหน้าสิ้นดี พรรคคุ้มภัยตะวันออกด้วยเช่นเดียวกัน!”

            “จะว่าฟ่งจื่อชิวมันก็ไม่ถูก มันคงรู้สึกอึดอัดเช่นกันที่ต้องทำแบบนี้..”

             

            เสียงของผู้คนบนอัฒจันทร์มันยิ่งมากยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ และใช่..! ผมได้ยินมันทั้งหมด

            คนพวกนั้นคราวนี้ไม่ได้พยายามจะกระซิบนินทาด้วยซ้ำ..!

            แต่เป็นเสียงแข็งกร้าวที่ชี้เป้าไปยังพรรคและสำนักของคู่ประลอง เลี่ยงที่จะเอ่ยถึงคนตระกูลปีกมังกรอย่างเห็นได้ชัด

            ทุกคำพูดพุ่งตรงเข้าสู่โสตประสาทของผมอย่างจัง ราวกับพวกเขาไม่ได้พูดกับกันเอง แต่ตะโกนใส่หูผมอยู่ตรง ๆ

             

            “หากมาลงแข่งแล้วใช้วิธีการเช่นนี้ อย่าได้ส่งคนมาลงแข่งขันเลยยังดีเสียกว่า”

            “น่าอดสู..น่าอดสูแทนสำนักสี่ขุนเขายิ่งนักที่มีคนเช่นมันอยู่ในสำนัก”

            “มันยังภูมิใจที่จะลงแข่งขันรอบต่อไปอีกหรือ! เป็นข้า..ข้าขอถอนตัวยังดีเสียกว่าเพื่อรักษาชื่อเสียงของสำนักสี่ขุนเขาเอาไว้!”

             

            ผมจ้องฟ่งจื่อชิวที่เดินออกจากสนามไปด้วยแววตาแน่นิ่ง ก่อนจะสะบัดสายตามองไปยังอัฒจันทร์ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ..

            ที่ที่ผมรู้แน่ว่าต้นเรื่องของความสกปรกทั้งหมดมันนั่งอยู่

            แสงสีทองลอยวูบผ่านตาผม คล้ายเนตรมังกรในตัวผมจะตอบสนองต่อความโกรธขึ้ง

            ดวงตาผมสอดส่ายมองหาอย่างไม่ลังเล

            และแน่นอน..

            ผมก็เจอมันจนได้

            ตงเสวี่ยซาน!

            มันนั่งอยู่แถวที่สามนับจากด้านบนและมันกำลังยิ้ม.

            ยิ้มด้วยมุมปากที่น่าตะบันให้หุบยิ้ม

             

            แค่เห็นหน้ามัน มือขวาที่จับกระบี่ก็แน่นขึ้นทันตา นิ้วแทบจิกเข้าเนื้อ ส่วนมือซ้ายที่ว่างก็เผลอกำแน่นจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นที่ปลายนิ้ว

            ความรู้สึกเหมือนใครเอาถ่านไฟมาวางไว้บนอกแล้วบอกให้อยู่เฉย ๆ ไม่ให้ขยับ

            มันคือความอัปยศ..

            แบบนี้เขาเรียกว่าอัปยศโดยสมบูรณ์

            ผมไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอหรือชนะอย่างสมศักดิ์ศรี

            แต่เพราะถูกจัดฉากให้ดูเหมือนคนไร้เกียรติ!

            ถ้าไม่ใช่ในสนาม ผมคงกระโจนเข้าไปหักคอมันเสียเดี๋ยวนั้น

             

            แล้วด้วยความโกรธ!

            ผมยกกระบี่ขึ้นชี้ไปยังมัน..!

            ไม่ใช่เพื่อข่มขู่

            แต่เพื่อบอกให้รู้ว่าผมเห็นมันชัดเจน และผมจะไม่ลืมเรื่องนี้แน่

            แต่ก่อนที่คำพูดของผมจะพุ่งออกจากปาก ฮูจินก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

             

            “เจ้าจงรีบลงจากสนามประลองไปได้แล้ว ข้าจะทำการจับชื่อผู้แข่งขันในรอบต่อไป!”

            ฮูจินพูดพลางมองมาทางผมด้วยสายตาที่ชัดเจนว่า 'พอได้แล้ว'

            ผมสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่ง..

            แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ สะบัดกระบี่ลงพื้นอย่างไม่เก็บอาการ ก่อนจะกระทืบเท้าลงบันไดเวทีด้วยแรงที่แทบกระแทกแผ่นดินให้สะเทือน

             

            ความรู้สึกของผมในตอนนั้น.. เหมือนกำลังกลืนเข็มพันเล่มแล้วมันคาอยู่ในอก

            จังหวะหายใจก็ไม่สุด เดินก็ไม่อยากเดินให้ถึง ปากอยากพูดอะไรมากกว่านั้น แต่ถ้าฝืนออกคำพูดตอนนี้ มีหวังผมได้ลั่นอะไรที่ไม่น่าให้อภัยแน่ ๆ

            ผมไม่ได้หันกลับไปมองสนามอีกเลย ปล่อยให้หลังตัวเองเป็นกำแพงให้สายตาผู้คนจ้องซ้ำ

             

            แล้วตัดไปที่อัฒจันทร์ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้..

            บริเวณที่พักของคนตระกูลซุน บนชั้นสูงสุดนั้น มีชายชราร่างผอมแต่สายตาคมกริบกำลังนั่งอยู่อย่างสงบ

            เขาชื่อ 'ซุน ต้าหลี่' ผู้เฒ่าวานร หนึ่งในสภาห้าผู้เฒ่า เป็นท่านตาและท่านพ่อของซุนโหวหวังและท่านเจ้าเมืองซุน

            “ลูกต้าชิง.. นั่นน่ะรึอ้ายเด็กคนนั้นที่ลูกเคยบอก?”

             

            “ใช่แล้วขอรับเจ้าคุณพ่อ”

            สายตาของท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงที่มองมาทางผม..

            มันเป็นสายตาที่ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยากเลย

            สายตาแบบที่คนมองลูกหมาที่โดนเหยียบหางเข้าให้

            เอาจริง ๆ นะ..

            ผมไม่ค่อยชอบมองใครด้วยแววตาแบบนั้น และก็ไม่อยากให้ใครมองผมแบบนั้นเช่นกัน

            แต่คราวนี้กลับรู้สึกแปลก ๆ เหมือนกัน

            คล้ายว่าความสงสารของเขา มันไม่ได้ลดทอนศักดิ์ศรีผม

            แต่เหมือนเขากำลังรับรู้ถึงอะไรบางอย่างที่ผมกำลังแบกรับอยู่จริง ๆ

            “ดูท่าคนสกุลนั้นจงใจที่จะทำให้หลานเจี้ยนเป็นที่ชิงชังของคนในงาน

            ก่อนที่จะทำให้เขาอับอายจนถึงที่สุดในตอนที่พบกันในการประลอง”

             

            “ไม่แปลก..”

            ท่านผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปทางขวามือ..

            ตรงที่เป็นอัฒจันทร์ของตระกูลตง

            ตาเฒ่าวานรนั้นเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่คมชัด ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่า นี่คือการตัดสินจากคนที่ผ่านอะไรมามากกว่าผมหลายเท่า

            แล้วก็ใช่..

            เขาเห็นทะลุ และเขาก็กำลังตัดสินใจว่าจะมองผมเป็น 'คนถูกกระทำ' หรือ 'เด็กที่ทำตัวเอง' กันแน่

            “มันปฏิเสธการเชิญแต่งงานจากสกุลนั้นไม่พอ ยังพูดออกไปด้วยท่าทีหยามเหยียด..

            มันก็ควรต้องรับผลจากการกระทำในครั้งนั้นของมันนั่นแล..”

             

            ผมนั่งงอเข่าอยู่ตรงโถงทางเดินของผู้ลงประลอง ไม่ได้คิดจะทำอะไรทั้งนั้น นอกจากปล่อยให้ความเหนื่อยใจมันกองทับอยู่เงียบ ๆ อยู่ตรงนี้

            ไม่รู้จะเรียกสีหน้าตัวเองว่ายังไงดี..

            ย่ำแย่? อาจจะน้อยไป ผมรู้แค่ว่าถ้ามีใครมาทักตอนนี้ ผมคงทำได้แค่ยิ้มฝืน ๆ แบบคนที่ไม่อยากฝืนแล้วนั่นแหละ

            แล้วโหวหวังก็โผล่มา..

             

            พอรู้ว่ารอบนี้ยังไม่ใช่คิวของมัน มันก็เดินวนหาผมรอบสนามประลองอยู่พักใหญ่ และสุดท้ายก็หาผมเจอในสภาพ..

            ที่ไม่อยากให้ใครมาเจอเท่าไหร่

            พอเห็นหน้าผมเข้าจัง ๆ เจ้าเพื่อนหน้าขนก็รีบเดินดิ่งเข้ามาหาทันที

            “เลิกแสดงได้แล้ว..

            ในโถงทางเดินนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเอ็งและฉัน”

             

            ผมเงยหน้ามองโหวหวังช้า ๆ แววตานิ่งเฉย ไม่ได้ร้อนรนอะไรนัก

            แล้วก็ยิ้มให้มันนิดหน่อย..

            ยิ้มแบบคนที่พอเดาได้ว่าคนตรงหน้านั้นรู้ทัน

            ไม่รู้ว่าผมดูแย่ขนาดนั้นเลยหรือไง ถึงขนาดมันต้องตามมาจิกเหมือนคนเห็นแมวตกน้ำยังไงยังงั้น

            “รู้ด้วยรึว่าข้าแกล้งโมโหพวกมัน?”

             

            “เหอะ..”

            มันแสยะยิ้มใส่ผมด้วยสีหน้ากวนประสาทแบบที่ผมคุ้นชินเกินจะห้ามใจเตะ

            “ถ้าไอ้เปรื่องอายุน้อยร้อยอาชีพอย่างเอ็งน่ะฤๅจะถูกแผนเด็ก ๆ ทำให้โมโหได้

            เป็นแบบนั้น.. ป่านนี้เอ็งคงตายตั้งแต่อยู่ที่ป่านั่นแล้ว..

            เอ็งน่ะสุขุมจะตายไป..”

             

            “ก็นะ..

            ฝ่ายนั้นเล่นขายขนาดนั้น ไม่อุดหนุนหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าแล้งน้ำใจ”

            ผมพูดไปงั้นแหละ แล้วก็ยืดตัวลุกขึ้นช้า ๆ เหมือนคนที่ยังเมื่อยจากการแบกหน้าตัวเองมาทั้งวัน

            ไม่มีท่าทางสง่างามอะไรหรอกนะ แค่พยายามไม่ให้ล้มหน้าคว่ำต่อหน้าเพื่อนก็พอแล้ว

             

            “โอ้ว..

            หางโผล่มาอีกแล้ว..

            ไหนเล่าดู ว่าเอ็งมีแผนอะไร”

             

            “ไม่ยาก..”

            ผมยิ้มบาง ๆ แล้วเอนหลังพิงกำแพง มือข้างหนึ่งยกขึ้นก่ายไว้ราวกับอยากให้กำแพงช่วยพยุงน้ำหนักใจแทนร่างกายที่ยังตั้งตรงอยู่

            ก็แค่พยายามไม่ให้ดูเหมือนตัวเองกำลังจะพังเท่านั้นเอง

            “ทุกคนในสนามไม่รู้เรื่องที่ข้าทำตอนอยู่นครหลวง แถมพวกมันยังเห็นว่าข้ามีท่าทีโมโห แต่ยังไม่รู้ว่าข้าโมโหเรื่องอะไร

            ข้าน่ะ.. ในตอนนี้...”

            .

            .

            เวลาล่วงเลยมาจนถึงคู่ที่สิบเอ็ด..

            รอบนี้ชื่อของโหวหวังก็ถูกหยิบขึ้นมาจากโถ

            ผมรู้สึกถึงจังหวะหัวใจตัวเองที่เต้นแผ่วลงแวบนึง..

            ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอะไรหรอกนะ แต่เพราะรู้ว่าถึงคิวมันแสดงฝีมือแล้ว

            ชื่อของคู่ประลองก็ตามมาติด ๆ

            ชื่อ ฮั่ว หงอวิ๋น จากพรรคอัคคีปราบมาร ระดับพลังอยู่ที่สัมผัสสรรพวิถีขั้นต้น

            ผมพอจะเคยได้ยินชื่อสำนักนี้อยู่บ้าง เป็นพวกใช้ปราณเพลิงสายลุยตรง ถ้าไม่ชนะเร็วก็จะค่อย ๆ ไหม้ตัวเองจากภายใน..

            คู่ต่อสู้แบบนี้ ถ้าไม่บ้าพลัง ก็ต้องดื้อด้าน

            แต่ปัญหาก็คือ..

            โหวหวังมันบ้าทั้งสองอย่าง

             

            “ซุนโหวหวังแห่งสกุลพญาวานร”

            ผมเห็นโหวหวังพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมไปทางฮั่วหงอวิ๋น ท่าทีแบบนั้นของมัน ไม่ใช่แค่ตามมารยาท แต่นั่นคือการยอมรับว่าอีกฝ่ายอาวุโสกว่า

             

            “ฮั่วหงอวิ๋นจากพรรคอัคคีปราบมาร ขอได้โปรดนายน้อยซุนออมมือด้วย”

            ผมมองฮั่วหงอวิ๋นแล้วอดคิดไม่ได้ว่านี่มันร่างเล็กในเวอร์ชันที่กล้ามเนื้อเบียดกันจนดูพองบวมไปทั้งตัว

            ไม่ใช่อ้วน แต่ก็ไม่เรียว

            คล้ายพวกที่ออกกำลังทุกวันแล้วก็อัดโปรตีนเวย์เต็มกระบอก

            เผลอ ๆ อาจโรยผงโปรตีนลงบนข้าวด้วยมั้งนะ

             

            “พร้อมแล้วเริ่มได้!!”

            ฮูจินสั่งเริ่มประลอง และทันทีนั้นเพลิงก็ลุกพรึ่บจากดาบของฮั่วหงอวิ๋น

            คนตัวตันพุ่งเข้าหาโหวหวังแบบไม่เสียเวลาแม้แต่นิดเดียว

             

            โหวหวังเองกลับไม่ได้ขยับ..

            แค่ยืนอยู่กับที่ หมุนกระบองในมือเล่นคล้ายไม่ใส่ใจอะไร

            ผมมองภาพนั้นแล้วก็อดนึกไม่ได้ว่า นี่มันแทบจะเป็นฉากที่ผมเคยซ้อมกับมันซ้ำไปซ้ำมานับร้อยครั้ง

            ดาบกับกระบี่มีระยะพอ ๆ กัน การใช้ก็คล้ายกันอยู่บ้าง ต่างแค่กระบี่ที่ผมใช้เน้นแทง ส่วนดาบของอีกฝ่ายเน้นฟาดฟัน

            แต่ก็นั่นล่ะ..

            ทำให้โหวหวังที่ซ้อมกับผมมานาน มันเลยจับทางอาวุธแบบนี้ได้สบาย

            โหวหวังเลยไม่ต้องวิ่งเข้าหาใคร เพราะอีกฝ่ายจะเข้ามาหามันเองอยู่แล้วเพื่อทำให้กระบองที่เป็นอาวุธระยะกลางเสียเปรียบ

             

            พอฮั่วหงอวิ๋นเข้าเขตทำการของระยะกระบอง..!

            โหวหวังก็พลิกข้อมือเปลี่ยนมุมจับกระบอง ก่อนจะใช้ความสามารถของกระบองปราบมังกรที่สามารถยืดขยายได้

            รอบนี้มันคงคิดแค่ไม่ให้ศัตรูเข้าใกล้ ไม่ปล่อยให้โดนตัว เพราะปราณเพลิงจะร้ายกาจที่สุดตอนสัมผัสเนื้อโดยตรง

            แบบนี้สินะ..

            ถึงเรียกว่ากดดันจากระยะ

             

            กระบองในมือโหวหวังหมุนควงวูบเดียวก่อนฟาดออกในแนวขวาง

            เร็วและแรงแบบที่ผมเห็นยังต้องกลืนน้ำลาย!

            ฮั่วหงอวิ๋นรีบยกดาบขึ้นตั้งรับได้พอดี แต่แค่หนึ่งจังหวะก็แทบล้มทั้งยืนในตอนที่กระบองกับดาบกระทบกัน

            กระบองของโหวหวังมันไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว..

            แต่มันแรง..!

            แรงจนน่าหวั่นใจ แรงจนแขนขวาของฮั่วหงอวิ๋นที่ยกดาบรับไว้ถึงกับกระเทือน มือแทบปล่อยอาวุธหลุด

            แล้วภาพที่เห็นต่อจากนั้นคือร่างของฮั่วหงอวิ๋นถูกแรงกระแทกกระเด็นถลา ครูดพื้นไปไม่ต่ำกว่าห้าเมตร เท้าขวาเขากดพื้นไว้แทบลากเป็นร่อง ส่วนเท้าซ้ายก็ช่วยต้านไว้สุดกำลัง

            แต่ก็ไม่พอ..

            เพราะตลอดทางที่ฮั่วหงอวิ๋นไถลผ่าน เกิดเป็นรอยปริแตกก็ลากยาวเหมือนเครื่องหมายคำถามว่า จะยังยืนไหวอยู่อีกไหม

            แต่คำตอบนั้นก็ตอบกลับมาผ่านสายตา..

            ฮั่วหงอวิ๋นสามารถหยุดทนและกลับมายืนนิ่งได้ แขนขวาของเขาก็เริ่มสั่นนิด ๆ เหมือนแค่รับไม้เดียวก็หมดแรงไปครึ่งตัว

            ผมเดาไม่ผิดหรอก ถ้าอีกฝ่ายยังคิดจะพุ่งเข้าแลกระยะประชิดแบบนี้อีกสักสิบที

            ไม่ต้องให้โหวหวังน็อคด้วยกระบอง..

            เจ้าตัวคงแพ้ด้วยอาการกล้ามเนื้ออักเสบไปก่อนแน่

             

            “คงมีดีแค่แรงแขนแหละวะ!”

            ฮั่วหงอวิ๋นคำรามออกมาพร้อมเพ่งมองไปทางโหวหวัง

            เจ้าตัวคงรู้แล้วว่าแรงแขนตัวเองไม่มีทางสู้แรงของโหวหวังได้แน่..

            ทำให้เขายืนนิ่ง ปักหลักอยู่กับที่ แล้วค่อย ๆ เร่งพลังปราณในร่างขึ้นมาทีละชั้น

            ก็แน่ล่ะ..

            อยู่เฉย ๆ ให้โดนหวดอีกไม้คงได้แขนหักก่อนมีโอกาสทำอะไรแน่ ๆ

            เขาไม่รอช้า ดาบในมือสะบัดออกอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงพุ่งพรวดเป็นเส้นตรงเข้าใส่โหวหวังทันที

            ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ได้ถนัดวิธีนี้เท่าไหร่ เพราะการปล่อยพลังปราณแบบนี้มันเปลืองทั้งแรง ทั้งพลัง ทั้งโอกาส

            แถมใช้ปราณธาตุที่ดูแล้วน่าจะยังไม่ถนัดมือเท่าไหร่อีก

            แต่ในตอนนั้น..

            ผมก็เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือทางเลือกเดียวที่เขาพอจะทำได้

             

            “แบบนี้ก็เบางานฉันได้มากเทียว..”

            โหวหวังมันยิ้มแบบที่ผมไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายควรดีใจหรือเตรียมโดนยำ

            ก่อนที่มันจะพุ่งตัวตรงเข้าหาฮั่วหงอวิ๋นด้วยความเร็วแบบที่เรียกว่า..

            ถ้าพลาดก็มีหวังชนกันเข้ากับพลังเพลิงสายนั้นเข้าให้

            แต่ไอ้หมอนี่ไม่ใช่พวกบ้าพลังแบบไม่มีแผน

            มันกระโดดหมุนตัวหลบเปลวอัคคีที่อีกฝ่ายปล่อยออกมาได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะลงพื้นอย่างมั่นคงในระยะที่เหลือประมาณสองเมตร

            ดูจากท่าทีของฮั่วหงอวิ๋นแล้ว เขาคงรู้ว่าโหวหวังไม่ได้จะเข้าไปเสี่ยงแลกแรงในระยะประชิดง่าย ๆ เพราะอย่างไรอาวุธของมันก็คือกระบอง

            ฝ่ายนั้นเลยเริ่มถอยกรู สะบัดดาบอาบเปลวไฟออกไปสองครั้ง ซ้ายที ขวาที กลายเป็นเปลวอัคคีสองสายไขว้กันเป็นรูปกากบาท

             

            เห็นวิชาปราณอัคคีของอีกฝ่าย..

            โหวหวังมันกลับไม่หลบ

            แต่ดันขว้างกระบองของตัวเองพุ่งดิ่งเข้าใส่ใจกลางเปลวนั้นเพลิงแทน

            กระบองที่อัดพลังปราณไว้แน่นจนได้แรงอัดอากาศมหาศาล มันเจาะเพลิงที่รุนแรงนั้นจนเกิดเป็นช่องว่างกลางเปลวไฟ ก่อนที่โหวหวังมันจะอาศัยช่องโหว่ที่เกิดขึ้นบนวิชาเพลิงนั้นกระโดดมุดทะลุผ่านมาได้แบบเฉียดฉิวสุด ๆ

            พูดง่าย ๆ คือ..

            มันไม่ได้แค่ฝ่าไฟ แต่เปิดทางเองแล้วลุยเข้าไปเลย

            สงสัยคงได้ประสบการณ์ทนความร้อนมาจากป่าที่เมืองมังกรธารา

             

            ผมเห็นฮั่วหงอวิ๋นเบี่ยงตัวหลบกระบองที่พุ่งเข้ามัน ทำให้กระบองนั่นโฉบเลยผ่านไปเหมือนลูกไฟหลุดเป้า

            เท้าที่เคยถอยกรูหงอวิ๋นตอนแรกกลับเปลี่ยนทิศ กลายเป็นวิ่งพุ่งเข้าใส่ทันทีแบบไม่ลังเล

            ใช่สิ..

            โหวหวังในตอนนี้ไม่มีอาวุธในมือ จะไม่เรียกว่านาทีทองก็คงไม่ได้แล้ว เจ้าคนร่างตันนั่นคงมองเห็นโอกาสที่อาจไม่มีอีกเป็นครั้งที่สอง

            ถ้าปล่อยให้มันใช้พลังจิตเรียกกระบองกลับมาได้ ทุกอย่างคงกลับมาเท่าเดิม

            ซึ่งเป็นผมก็คงไม่ปล่อยโอกาสนี้เหมือนกัน

            ดาบที่อาบปราณเพลิงของฮั่วหงอวิ๋นฟาดออกไปทันที รวดเร็วและเด็ดขาดแบบที่ผมเองยังต้องกลั้นลมหายใจเล็กน้อย

            เพราะรู้ว่าถ้าโดนเข้าไปเต็ม ๆ แบบนี้ แม้แต่โหวหวังก็ใช่ว่าจะยืนรับได้ง่าย ๆ

            โดยเฉพาะมือเปล่า ๆ แบบนี้

             

            แต่เหมือนโหวหวังทันจะคิดคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้ว

            พอเท้าแตะพื้นปุ๊บก็กลิ้งตัวต่อทันทีก่อนจะดีดปลายเท้าตรงเข้าหาฮั่วหงอวิ๋นราวกับจรวด ไม่มีจังหวะลังเล ไม่มีหยุดสูดลมหายใจใด ๆ ทั้งสิ้น

            สายตาของมันเหลือบมองดาบในมืออีกฝ่ายเพียงแวบเดียว ก่อนจะสับมือซ้ายตบเข้าต้นแขนของฮั่วหงอวิ๋นอย่างเฉียบขาด แล้วมือขวาก็ตามติดแบบไม่ให้ทันตั้งตัว

            ตบเปรี้ยงเข้าไปที่ข้อมือของอีกฝ่ายแบบพอดิบพอดี

            จังหวะนั้นเอง ดาบในมือของฮั่วหงอวิ๋นหยุดชะงักไปในระดับที่เรียกว่า แทบจะแขวนไว้ข้างลำตัว ไม่อาจขยับไปทางไหนต่อได้อีก

            พูดง่าย ๆ คือ โหวหวังมันตัดกำลังของดาบทั้งจากต้นและปลายในจังหวะเดียว ทำให้แรงที่มีสิบลดน้อยลงจนเหลือแค่หนึ่ง

            สำหรับผมที่ฝึกกับโหวหวังมาครึ่งปีคงบอกได้เพียงว่านี่สิว ๆ สำหรับมัน

             

            “วันนี้ฉันเหนื่อยแล้ว..

            ขอจบการประลองเพียงเท่านี้ก็แล้วกันนะเกลอเอ๋ย..”

             

            โพล๊ะ!! เสียงดังสนั่นทำเอาคนบนอัฒจันทร์เงียบกริบ

            กระบองของโหวหวังที่มันขว้างออกไปก่อนหน้านั้นจู่ ๆ ก็พุ่งมุดจากใต้ดินขึ้นมาตรงเท้าที่ทั้งสองคนกำลังยืนประจันหน้าอยู่พอดิบพอดี

            ปลายกระบอกเหล็กดำพุ่งอัดเข้าเต็ม ๆ ตรงขากรรไกรของฮั่วหงอวิ๋นเข้าอย่างจัง

            เสียงกระแทกกับกระดูกมันชัดเจนขนาดที่ผมนั่งอยู่ไกลยังรู้สึกสะเทือนกรามแทน

            ร่างฮั่วหงอวิ๋นหงายหลังลอยขึ้นสูงเกินสองเมตร เหมือนกับถูกหมัดฮุกที่ทำให้มึนงงไปชั่วขณะ

             

            แต่โหวหวังมันไม่ปล่อยให้จบแค่นั้น!

            พอกระบองกำลังจะพุ่งเกือบเลยผ่านเจ้าตัว มันก็ยื่นมือคว้าไว้ได้แบบเฉียดฉิว ราวกับวางจังหวะไว้เป๊ะ แล้วดีดตัวพุ่งตามไปทันทีโดยไม่ต้องให้ใครนับสาม

            “ฤทธิ์กระบองบ้านสกุลซุน กระบวนที่ 2 ก้องปฐพี!!”

            กระบองในมือนั่นฟาดอัดเต็มแรงเข้าใส่แผ่นหลังของฮั่วหงอวิ๋น..

            เสียงมันดังแน่นจนผมนึกว่าได้ยินเสียงกระดูกสั่นสะเทือนอยู่ในหูตัวเอง

            แต่โหวหวังเหมือนมันยั้งมือไว้นิดหน่อย..

            ไม่งั้นร่างของฮั่วหงอวิ๋นคงไม่แค่กระเด็นตกเวทีแบบนั้นแน่

            มีหวังได้นอนกายภาพบำบัดอยู่สองเดือนถึงจะเดินได้เหมือนเดิม

            ก็แบบนั้นล่ะ..

            กฎการประลองก็มีบอกว่าไว้ แค่พอรู้แพ้ชนะไม่ใช่ฆ่า

             

            “ผู้ชนะในคู่ที่สิบเอ็ดได้แก่ ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!”

            ฮูจินประกาศชื่อผู้ชนะทันทีที่ร่างของฮั่วหงอวิ๋นหล่นจากเวทีลงไปด้านล่าง

             

            ผมยังนั่งอยู่ที่เดิม เฝ้ามองภาพที่ฮั่วหงอวิ๋นพยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยสภาพบอบช้ำ ดวงตาเขาฉายแววสับสนอย่างเห็นได้ชัด

            เขาคงเชื่อเต็มอกว่าตัวเองเลือกจังหวะโจมตีได้ดีแล้ว และมันก็ดีจริง ๆ ถ้ามองจากภายนอก

            แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือกระบองที่พุ่งขึ้นจากพื้นในตอนนั้น มันไม่ใช่แค่การเรียกอาวุธกลับมาด้วยพลังจิตแน่ ๆ

            ใช่.. มันไม่ใช่แค่การเรียกกลับ แต่มันซ่อนอะไรบางอย่างไว้อย่างแนบเนียน

            สีหน้าของฮั่วหงอวิ๋นในตอนนั้นชัดเจนมาก เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงพลาดได้ทั้งที่วางแผนมาดี

            และผมเข้าใจเขานะ..

            เพราะถ้าไม่เคยเห็นมาก่อน ผมก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน

             

            ฮั่วหงอวิ๋นอาจจะยังงงว่าโดนอะไรฟาดหน้าไปบ้าง แต่คนทั้งสนามรวมถึงผม เห็นกันชัดเจน

            กระบองของโหวหวังที่มันขว้างไปก่อนหน้านั้น ไม่ได้หายไปไหน มันพุ่งเลยผ่านร่างฮั่วหงอวิ๋นก่อนจะมุดลงไปในพื้นสนามราวกับงูมุดรู แล้วก็กลับขึ้นมาในจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันระวัง ฟาดเข้าเต็มขากรรไกรเสียงดังสนั่น

            แน่นอน..

            นั่นไม่ใช่แค่การขว้างกระบองมั่ว ๆ แต่เป็นหนึ่งในกระบวนท่า..วิชาของตระกูลซุน

            กระบวนท่าที่สี่ ที่มีชื่อว่า อัฐนิยาม

            ชื่อฟังดูเหมือนปรัชญา แต่ผลลัพธ์คือฟันกรามแทบหลุด