พินอาภารีบวิ่งออกมาเมื่อพบว่าเพื่อนสาวและครอบครัวกลับมาถึงแล้ว ปรางค์ปรียายิ้มให้เพื่อนก่อนพากันเดินเข้าไปด้านในโดยปล่อยให้เขาพาลูกชายไปที่ห้องนั่งเล่น
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหมปรางค์!” พินอาภาถามเสียงสั่น
“ไม่มีเลยพิน ชายคนนั้นเขายอมรับเราเป็นลูกสะใภ้แล้วล่ะ”
“โอ้ย! เราก็ลุ้นแทบแย่ ดีใจด้วยนะแบบนี้ก็จัดงานแต่งงานได้แล้วน่ะสิ”
หญิงสาวนิ่งอึ้งเมื่อนึกถึงงานแต่งงานเด็กกำพร้าเช่นเธอมีโอกาสเช่นนั้นด้วยหรือมีโอกาสที่จะได้แต่งงานกับเขาด้วยอย่างนั้นหรือ?
“เราเคยปฏิเสธเขาไปแล้วครั้งหนึ่งไม่รู้ว่าเขาจะยอมแต่งกับเราอีกหรือเปล่าพิน...”
“ยอมสิปรางค์...หากคุณต้องการ”เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา
พินอาภายิ้มแก้มปริแล้วรีบถอยฉากออกไปเพื่อให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันปรางค์ปรียาหันมามองเขาด้วยความงุนงงที่จู่ๆ เขาก็โผล่มาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียงร่างสูงใหญ่เดินเข้าหาแล้วนั่งลงข้าง มือบางถูกกุมไว้แล้วสบตานิ่งอยู่เช่นนั้น
“เราแต่งงานกันเถอะนะปรางค์ ผมไม่อยากรออีกต่อไปแล้ว...”
เธอยิ้มกว้างออกมาเมื่อได้ยินสิ่งที่เขาพูดเธอเองยังนึกว่าเขาอาจจะไม่ยอมขอเธอแต่งงานอีก เพราะการที่เธอปฏิเสธเขาไปในคราวนั้นลุคส์คงเสียใจมาก
“ค่ะ ฉันจะแต่งงานกับคุณ”
ชายหนุ่มรีบรั้งร่างบางมากอดไว้แนบกาย จะได้มีความครัวเสียที เรื่องทุกอย่างก็คลี่คลายไปหมดแล้วเขาดีใจที่ทุกอย่างจบลงโดยไม่ติดค้างอะไรอีก และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อเองก็ดีขึ้นมาก
“ขอบคุณมากที่คุณยอมอยู่เคียงข้างผม”
พินอาภารีบเดินออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มหลังจากที่แอบฟังเรื่องเพื่อนมาแล้วแต่กลับชนเข้ากับร่างสูงกำยำของใครบางคน
“อุ้ย!”
“แอบฟังเจ้านายผมคุยกันได้เรื่องว่าไงละครับ?”เขาแหย่
“มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่คะนี่”เธอมองหน้าแฟนหนุ่มตนเองด้วยสีหน้างุนงง
“นานแล้วล่ะครับ นานพอที่จะเห็นใครบางคนยืนแนบหูกับประตูห้องนั้นล่ะ”
หญิงสาวหน้าแดงขึ้นมาทันที ดันทำอะไรน่าอายให้เขาเห็นซะแล้ว
“ฉันก็แค่อยากรู้...บางเรื่องก็แค่นั้น”เธอพยายามแก้ตัว
“เหรอครับ”
“ฉันไม่พูดกับคุณแล้ว!”
ร่างบางรีบเดินเลี่ยงแต่กลับถูกเขาฉุดข้อมือบางไว้ชายหนุ่มมองหน้าเธอแล้วยิ้มออกมาด้วยความขบขันกับปฏิกิริยาของเธอที่มีต่อเขา
“ไว้เราจัดบ้างนะครับ งานแต่งงานน่ะ รับดอกไม้ให้ได้ด้วยนะครับไม่อย่างนั้นจะขึ้นคานเอานะ”เขาเย้า
“ใครจะขึ้นคานกันต่อให้คุณไม่ขอฉันแต่งงานยังไงก็คงต้องมีคนอื่นที่มาขอแทนบ้างล่ะ”
“คุณกล้าไปแต่งกันคนอื่นที่ไม่ใช่ผมเหรอคอยดูเถอะไอ้ตัวไหนมันบังอาจมาขอคุณแต่งงานผมจะซัดให้หมอบเลย!”
“ก็คนใกล้ตัวไม่ยอมขอนี่”เธอยังคงยั่วเขาต่อ
“ก็ขออยู่นี่ไงครับ แล้วคนถูกขอจะยอมตกลงไหมล่ะครับ?”
พินอาภาถึงกับชะงักกับคำพูด นึกว่าเขากำลังล้อเล่นแล้วตอนนี้คำขอแต่งงานของเขามันเป็นเรื่องล้อเล่นอีกหรือเปล่านะ
“คุณกำลังล้อเล่นกับฉันอยู่ใช่ไหม?”หญิงสาวถามคำเสียงเบา
“เปล่า ผมพูดจริงจากใจเลยล่ะครับ”
“ถ้าคุณขอฉันก็ยินดีค่ะ”
มาติชคลี่ยิ้มในขณะที่หญิงสาวกระโจนเข้ากอดเขาแน่นจนร่างสูงกำยำแทบรับไม่ทันปรางค์ปรียายืนมองเพื่อนกับบอดี้การ์ดหนุ่มด้วยความรู้สึกยินดีเช่นกัน
ปรางค์ปรียายืนมองตัวเองในกระจก แล้วเผลอยิ้มออกมา เพราะไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสสวมชุดเจ้าสาวแสนสวยขนาดนี้ เมแกนเดินมารับเธอเข้าในงาน ทันทีที่เธอเข้าไปในโบสถ์ผู้มาร่วมงานต่างหันมาแล้วยิ้มให้อย่างจริงใจตรงจุดหมายเธอเห็นชายคนหนึ่งยืนสวมชุดทักซิโด้สีขาวแล้วสบตามีรอยยิ้มจางๆจากใบหน้า
มือถูกยื่นมาตรงหน้าทันทีที่เธอเดินไปถึง จับมือเขาแล้วก้าวขึ้นไปเพื่อทำพิธีสัตย์สาบานต่อกันพิธีการเริ่มขึ้นและจบลงในตอนที่เธอและเขาหันมาสบตากันรอยยิ้มทั้งสองมอบให้กันและกัน มันเป็นรอยยิ้มแห่งความสุข ใบหน้าคมจึงโน้มลงมาจุมพิตลงบนริมฝีปากด้วยความรัก
เขารักเธอ... และรู้ว่าเธอก็รักเขาเช่นกัน
จูงมือเจ้าสาวเดินออกมาด้านนอกโบสถ์ บรรดาสาวๆ ต่างมายื่นออกันเต็มด้านหน้า ปรางค์ปรียาหันหลัง ตั้งใจอยากให้เพื่อนได้รับเธอโยนช่อดอกไม้ในมือออกไป หวังว่ามันจะทำให้หญิงสาวคนอื่นโชคดีเหมือนเธอ
พินอาภายื่นมือสุดเอื้อม และมันสัมฤทธิ์ผล ดอกไม้ตกสู่มือเธอคนได้รับดอกไม้จับไว้แน่นแล้วกระโดดโลดเต้นด้วยความยินดี ในขณะที่มาติชเอาแต่หัวเราะกับท่าทางของแฟนสาวเพราะวันนั้นเขาดันแสร้งขู่ว่าเธอคงขึ้นคานหากไม่ได้ดอกไม้
“ดีใจด้วยนะคุณ ไม่ขึ้นคานแล้ว” มาติชเริ่มแซว
“บ้าหรือไงคุณ!” หญิงสาวเอ็ดเขา
ลุคส์จูงมือภรรยาเดินมาถึงรถ เธอไม่รู้หรอกว่าเขาจะพาไปที่ไหน แต่ทุกที่ที่เขากำลังพาไปเธอยินดี แค่มีเขาอยู่เคียงข้างเท่านั้น ชานหนุ่มหันมาสบตาภรรยาแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ผมรักคุณนะปรางค์...”
“ฉันก็รักคุณค่ะ”
เวลานี้ทั้งเธอและเขาไม่ขออะไรอีกต่อไปแล้ว ขอแค่เพียงมีรักที่พร้อมจะยืนเคียงข้างกันเข้าใจกันไปตลอดชีวิต แค่เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
จบบริบูรณ์...