คืนแล้วคืนเล่าผ่านพ้นไป ในที่สุดย่ำราตรีที่สาม หยวนอิงซึ่งหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดก่อนหน้านี้ก็เริ่มได้สติกลับคืนมา หยวนอิงค่อยๆ เปิดเปลือกตาอันแสนหนักอึ้ง เมื่อแสงจากภายนอกกระทบดวงตาคู่งามส่งผลให้เขาต้องกะพริบถี่ๆ เพื่อปรับสภาพสายตา ก่อนจะค่อยๆ กวาดมองไปรอบๆ แต่แล้วก็ต้องชะงักกึก เมื่อมองเห็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง ซึ่งมักจะโผล่เข้ามาในห้วงความฝันอยู่บ่อยครั้ง ยามนี้ชายคนนั้นกำลังนอนหลับใหลอยู่ข้างกาย ดวงตาทั้งคู่ปิดสนิทลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าเขากำลังนอนหลับสนิท
หยวนอิงเฝ้ามองสำรวจคนตรงหน้าพลางครุ่นคิด ‘ทำไมทุกครั้งที่ข้าพบท่าน มักรู้สึกอุ่นใจ พึงพอใจยิ่งนัก นับั้แ่ครั้งวัยเยาว์ที่เราพบกัน ท่านมักจะเข้ามาอยู่ในห้วงความฝันของข้านับครั้งไม่ถ้วน ทำไมกันนะ อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมข้าถึงได้มีความฝันเช่นนั้นต่อท่านได้’ หยวนอิงครุ่นคิด หัวคิ้วขมวดมุ่น
‘เห็นทียามน้องเล็กกลับมาข้าอาจจะต้องลองพูดคุยปรึกษากับน้องเล็กดู’ เวลานี้สิ่งที่ข้าควรทำคือปฏิบัติต่อพี่หลี่ให้เป็ดั่งเช่นที่ผ่านมา เพราะหากพี่หลี่ล่วงรู้ความฝันของข้า อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสองเรา หยวนอิงถอนหายใจออกมาเมื่อตกลงกับตัวเองเสร็จสรรพ
‘ว่าแต่ว่าทำไมพี่หลี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อีกทั้งยังมานอนอยู่ข้างกายข้า พี่ใหญ่หายไปไหนกัน’ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยสอบถามพี่หลี่ดูแล้วกัน คืนนี้เขาขอหลับอยู่ท่ามกลางความรู้สึกอบอุ่นเช่นนี้อีกสักหน่อย คิดได้ดังนั้นหยวนอิงก็ค่อยๆ หลับตาลงจมเข้าสู่ห้วงฝันอีกครั้ง
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างอบอุ่น ท่ามกลางลมหายใจเข้าออกของคนทั้งคู่ โดยมีแสงบุหลันเคล้าดวงดาราเปล่งแสงระยิบระยับทอประกายท่ามกลางความมืด เสมือนอำนวยอวยพรให้แด่คนทั้งสอง
ยามเมื่อทินกรประดับนภาสาดประกายความอบอุ่นมาเยือนผืนดิน บ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง หยวนอิงซึ่งหลับสนิทมาตลอดทั้งคืนเริ่มขยับกายและเปิดเปลือกตาขึ้น สิ่งแรกที่เขามองหา คือคนข้างกายที่นอนหลับอยู่ใกล้ๆ เมื่อคืนนี้ แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เพราะสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความอบอุ่นที่เขาผู้นั้นทิ้งไว้ในใจของหยวนอิงเท่านั้น
‘หรือว่าข้าจะคิดไปเองอีกแล้ว’ ใน่จังหวะที่หยวนอิงคิดว่าตัวเองเพียงแค่ฝันไปเท่านั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก ปรากฏภาพชายหนุ่มในชุดสีขาวถือพัดเดินเข้ามา
คนที่เดินเข้ามาชะงักกายครู่หนึ่งเมื่อสายตาสบกับคนบนฟูกที่ยามนี้ประสานสายตากลับมาเช่นกัน
“ในที่สุดเ้าก็ยอมตื่นขึ้นมา เ้ารู้หรือไม่ ทำให้ข้าเป็ห่วงแค่ไหน” ถังหลี่เอ่ยออกมาด้วยความเป็ห่วง ก่อนจะเย้าแหย่อีกฝ่าย
“……”
“หลังจากเ้าหายดีข้าควรจะลงโทษเ้าอย่างไรดี หืม…” ถังหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ประกายในตาระยิบระยับแพรวพราว ในที่สุดความห่วงกังวลที่สะสมอยู่ในใจตลอดระยะเวลาที่หยวนอิงสลบไสลอยู่ ค่อยๆ คลายลง
คราวแรกหยวนอิงใชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อมองสำรวจคนตรงหน้าอย่างถี่ถ้วนก็ถอนหายใจออกมาได้ ‘ข้าไม่ได้ฝันไปนี่นา’ จึงรีบกล่าวตอบถังหลี่ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“พี่หลี่ ท่านมาได้อย่างไร”
นี่มันคำถามอะไรของเ้า ถังหลี่คิดแต่ก็ยังคงตอบคำถามนั้นกลับไป
“เ้าาเ็ถึงเพียงนี้ จะให้ข้าทนรอฟังข่าวคราวอยู่ที่เมืองหลวงได้เช่นไร”
“ข้า เช่นนั้นข้าต้องขอขอบคุณท่านมาก ข้าช่างโชคดี ที่มีสหายเช่นท่าน” หยวนอิงกล่าวตอบ แววตาแสดงความซาบซึ้ง
“สหายรึ” ถังหลี่เริ่มจับได้ถึงความผิดปกติจากคำพูดของหยวนอิง
หยวนอิงพยักหน้ารับหงึกหงัก
“เช้านั้น ข้ามีนัดกับเสด็จพี่ ไม่อาจไม่ไปได้ เ้าขุ่นเคืองหรือไม่” ถังหลี่เอ่ยถามคิ้วขมวดมุ่น
‘อย่าได้เป็สิ่งที่ข้าคิดเลย’ ถังหลี่จ้องมองคนตรงหน้าขณะรอคอยคำตอบ ด้วยใจสั่นระรัว
“ไยข้าต้องโกรธเคือง หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากท่านข้าคงหลงกลแผนการของพวกเขาแล้ว อีกทั้งยังต้องลำบากท่านมาดูแลคนเมามายเช่นข้าอีก สร้างความยุ่งยากให้แก่ท่านแล้ว พี่หลี่” หยวนอิงกล่าวตอบอย่างจริงจัง
หลังได้ฟังคำตอบของหยวนอิง ถังหลี่รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง แต่เขาก็ไม่อาจทำอันใดได้ ใครใช้ให้หลงรักคนผู้นี้กันเล่า
‘เ้าหลงลืมค่ำคืนอันเร่าร้อน ระหว่างเ้ากับข้าจนสิ้นแล้วจริงๆ’ ถังหลี่คิดก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
‘ช่างเถอะ ไว้ข้าค่อยรื้อฟื้นความทรงจำของเ้ากลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งหน้าข้าจะทบต้นทบดอก เอาให้เ้าไม่มีวันลืมอีกเลยตลอดชีวิตนี้’