ตอนที่ 9 เื่จริงเื้ัข่าว
กัวเทียนหรี่ตามองมู่เจ๋ออวี่ แต่อีกฝ่ายก็เอ่ยต่อ “ผมกับแฟนเป็เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย เพราะเหตุผลบางอย่างผมเลยถูกคนคนหนึ่งพาออกมาจากบ้านแล้วเข้าสู่เส้นทางนี้ แฟนของผมก็ตามมาเรียนที่เมือง A ด้วยกัน ตอนที่รู้ว่าเธอนอกใจ ผมไปหาเธอหลายครั้ง เพราะอยากถามให้แน่ใจว่าตกลงจะคบกันต่อหรือเลิกกัน เธอคงกลัวว่าผมจะรบเร้าจนต้องเสียหนุ่มหล่อทายาทเศรษฐีที่ตกได้ไปแล้วทำลายความฝันที่จะเป็คุณนายคนรวย เลยร่วมมือกับลูกเศรษฐีนั่นใส่ร้ายผม ทำให้ผมเสียชื่อเสียง แล้วก็ให้คนมาทำร้ายผม พอตื่นขึ้นมาผมก็มาอยู่กับคุณที่นี่แล้ว”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ มู่เจ๋ออวี่ก็หัวเราะเยาะตัวเอง “ที่จริงเธอไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้เลย แค่เลิกกันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ผมจะไปรบเร้าไม่ยอมปล่อยเธอไปเพื่ออะไรกัน”
อย่างไรก็ตาม เื่มันกลับไม่ได้ง่ายเหมือนที่มู่เจ๋ออวี่คิด ซึ่งภายหลังเขาถึงจะเข้าใจว่าความจริงเื้ันั้นเป็อย่างไร
“ในข่าวบอกว่าคุณชอบแต่งหญิง ใช่เื่จริงหรือเปล่า” กัวเทียนมองหน้าเขาแล้วถาม
เ้าหมอนี่แต่งหญิงแล้วสวยมาก จนเขานึกสงสัยขึ้นมาว่าอีกฝ่ายจะเป็ M
มู่เจ๋ออวี่ได้ยินที่เขาถาม จึงพูดขึ้นอย่างสงบ “ผมมักแต่งหญิงออกมาข้างนอกก็จริง แต่ไม่ได้ชอบหรอกนะ”
กัวเทียนมองเขาราวกับกำลังรอให้อธิบาย
มู่เจ๋ออวี่พูดต่อ “คุณไม่เคยเข้ามาในวงการนี้ คงไม่รู้ว่าในวงการบันเทิงมีกฎซ่อนอยู่มากมาย ผมเคยแสดงบทที่ต้องแต่งตัวเป็ผู้หญิง อาจเป็เพราะแต่งออกมาแล้วดูดี ตอนที่บริษัทต้องเจรจาธุรกิจก็มักมีนายทุนเจาะจงให้ผมไปด้วย ซึ่งก็ต้องแต่งหญิง ผมเป็แค่นักแสดงชั้นรองคนหนึ่งเท่านั้น เพื่อมีชีวิตรอดบางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่บริษัท้า ตอนที่แต่งหญิงออกมาข้างนอกดันถูกพวกปาปารัสซีถ่ายรูปได้ พวกนั้นเลยเขียนข่าวไปทั่ว บอกว่าผมเป็ผู้ชายที่ชอบแต่งหญิง ทั้งที่ความจริงเป็แค่เื่ไร้สาระทั้งนั้น”
กัวเทียนนึกย้อนไปถึงตอนที่เห็นมู่เจ๋ออวี่แต่งหญิงเมื่อเช้า กลับรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา สวยขนาดนั้นไม่แปลกเลยที่พวกนายทุนจะมีข้อเรียกร้องแบบนี้
“แล้วมีคนอยากนอนกับคุณบ้างไหม” กัวเทียนถามด้วยน้ำเสียงธรรมดา
มู่เจ๋ออวี่มองเขาแวบหนึ่ง แววตาแฝงความประหลาดใจ ราวกับไม่คิดว่าหนุ่มชาวไร่ชาวนาที่รู้จักแต่ดินโคลนจะพูดถึงเื่ไม่ธรรมดาออกมาอย่างเรียบง่ายแบบนี้ ทำให้เขาคิดถึงวันนี้ที่พวกเขาพบกันครั้งแรก ชายคนนี้มีน้ำเสียงและการกระทำไม่ค่อยเรียบร้อยนัก ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเพราะรู้สึกร้อนหรืออะไรกันแน่
แต่ไม่นานเขาก็ได้สติ คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบ “มีสิ แต่ผมปฏิเสธไป เลยผิดใจกับใครต่อใครไม่น้อย”
“วงการแบบนี้คุณยังอยากจะคลุกคลีอยู่อีกเหรอ” กัวเทียนถาม
มู่เจ๋ออวี่เงยหน้าขึ้นมองไปข้างนอก สายตาเผยให้เห็นความมุ่งมั่น “แน่นอนสิ ผมเชื่อว่าผมจะประสบความสำเร็จ”
คนที่พาเขาเข้าสู่เส้นทางนี้บอกว่าเขามีพร์ ไม่ต้องพึ่งหน้าตาเขาก็ประสบความสำเร็จในเส้นทางบันเทิงและเป็ที่รู้จักของทุกคนได้
กัวเทียนมองเขา จากนั้นก็พยักหน้าแล้วไม่พูดอะไรอีก
เพราะไม่อยากพูดถึงเื่นี้อีก มู่เจ๋ออวี่จึงมองกัวเทียนอีกครั้งแล้วเปลี่ยนเื่พูด “ผมได้ยินมาว่าคุณไม่ใช่คนพื้นที่ ดูแล้วคุณก็ยังวัยรุ่นอยู่ คงจะแก่กว่าผมไม่เท่าไร ปีนี้ผมอายุยี่สิบเอ็ด คุณล่ะ”
“ยี่สิบสาม”
“อายุแค่ยี่สิบสามแล้วทำไมถึงมาเป็เกษตรกรที่นี่ได้ คนหนุ่มอย่างคุณไม่อยากเที่ยวเล่นเพื่อเรียนรู้โลกกว้างเหรอ”
มู่เจ๋ออวี่ไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าทำไมกัวเทียนถึงเลือกเส้นทางนี้
“ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม[1] อาชีพเกษตรกรก็เป็ถนนเส้นหนึ่ง การสร้างโลกให้สงบสุขจะขาดชาวไร่ชาวนาได้ยังไง” กัวเทียนกล่าวแล้วนั่งลง หยิบถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดื่ม
มู่เจ๋ออวี่หัวเราะ ก่อนเอ่ย “หายากนะเนี่ย”
...
เชิงอรรถ
^ มาจากสำนวนภาษาอังกฤษที่โด่งดังว่า ‘All roads lead to Rome’ หมายถึง การใช้วิธีการที่หลากหลาย แต่ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน