“ ถวายบังคม เสด็จแม่ เสด็จพ่อ” จักรพรรดินีเจินเหลียน คุกเข่าคำนับทันที
“ ลุกขึ้นเถอะ ที่ผ่านมาต้องลำบากเจ้าแล้ว” จักรพรรดิแพรไหมเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ ไม่เลย ลูกไม่ได้ลำบากเลย” จักรพรรดิเจินเหลียนกล่าวตอบทันที
“ เด็กน้อยนี่ใครกัน?” จักรพรรดิเจินอู่ มองหน้าเสี่ยวเทียนด้วยความสงสัย
“ เขาเป็นทายาทของ จักรพรรดินีหยูจี พลังฝีมือก็ไม่เลว แล้วยังมีพลังสุญญตากับพลังสัตตบงกช ในร่างของเขาอีก” จักรพรรดิแพรไหมเอ่ยตอบ
“ อืม เจ้ามีพลังสุญญตา โดยไม่ต้องฝึกตั้งแต่เริ่มต้น คงเป็นฟ้าลิขิตเอาไว้ ลูกพ่อ เจ้ารับเด็กคนนี้เอาไว้เป็นทายาทของเจ้า แล้วถ่ายทอดวิชาฝ่ามือสุญญตาให้เขา ต่อไป ดินแดนใต้พิภพของเรา ต้องยิ่งใหญ่กว่านี้แน่ๆ”
“ เพคะ เสด็จพ่อ ลูกจะแต่งตั้งให้เขาเป็นรัชทายาททันที”
เสี่ยวเทียนกำลังจะอ้าปากทักท้วงเรื่องนี้ ก็มีเสียงของ จักรพรรดินีแพรไหมเอ่ยค้านขึ้นมาก่อน
“ เขาเป็นทายาทของหยูจีแล้ว จะมาเป็นทายาทของลูกเราได้อย่างไร”
“ทำไมจะเป็นไม่ได้ ดินแดนของหยูจี เจ้าก็รู้ ว่ารัชทายาทดินแดนพิภพชั้นที่สี่ต้องมีดวงแก้วสัตตบงกช และต้องเป็นสตรีเท่านั้น เด็กน้อยนี่ เป็นบุรุษ จะไปเป็น รัชทายาทของนางได้อย่างไร” จักรพรรดิเจินอู่เอ่ยแย้งมา
“ เสด็จพ่อพูดถูกต้อง ลูกก็เห็นด้วย”
“ เอ่อ เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องนี้ กระหม่อมต้องเป็นคนตัดสินใจมิใช่รึ?” เสี่ยวเทียนเห็นตัวตนระดับจักรพรรดิทั้งสามคน คุยเหมือนกับว่า เสี่ยวเทียนไม่มีตัวตนอย่างนั้นแหละ
“ เสี่ยวเทียน เจ้ายังเด็กนัก เจ้าคิดว่า โลกเก้าพิภพของเจ้า ยิ่งใหญ่กว่า โลกใต้พิภพของข้า อย่างนั้นหรือ เจ้าคิดผิดแล้ว โลกของข้านี้เป็นโลกที่เป็นประตูไปสู่จักรวาลนับสิบจักรวาล ดวงดาวนับพันดวง ความจริงดวงดาวของเรามีชื่อว่า
อาณาจักรเทียนเหอ ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางช้างเผือกมากที่สุด หากเราเปิดประตูจักรวาลออกไป เจ้าสามารถไปที่ดาราจักรแห่งใดก็ได้ในจักรวาลแห่งนี้” จักรพรรดินีเจินเหลียนรีบเอ่ยออกมา ทำให้เสี่ยวเทียนรู้ว่า ยังมีดวงดาวแบบโลกอีกนับพัน ที่เรายังไม่เคยไป ทำให้จิตวิญญาณที่ชอบเดินทางของเสี่ยวเทียน เริ่มคิดอยากออกไปดวงดาวเหล่านั้นยิ่งนัก แต่คงต้องทำตามหาท่านพ่อให้เจอก่อน ค่อยว่ากันอีกที
“ ไม่ใช่เช่นนั้น กระหม่อมแค่จะบอกว่า กระหม่อมเป็นรัชทายาทของดินแดนมหาเทพเทวาสถิตย์แล้ว เลยไม่สามารถไปปกครองที่อื่นได้แล้ว”
เสี่ยวเทียนเอ่ยตามตรง
“ เอาล่ะ อย่าเพิ่งคิดอะไรเลย พวกเจ้าออกไปกันได้แล้ว เรื่องทายาทก็แล้วแต่โชคชะตาเถอะ” จักรพรรดิเจินอู่ตัดบท พร้อมกับให้เสี่ยวเทียนกับ จักรพรรดินีเจินเหลียนออกไปกันได้แล้ว พอทั้งสองออกไปแล้ว จักรพรรดินีแพรไหมก็เอ่ยกับจักรพรรดิเจินอู่ว่า
“ ท่านคิดจะทำอะไรกับเสี่ยวเทียน?”
“ เจ้าก็รู้ว่า เด็กน้อยคนนี้มีร่างกายาอมตะ แถมยังมีพลังเทพเจ้ามากมายคุ้มครองร่างอีก หากว่าเขาให้กำเนิดทายาทให้ กับ ราชวงศ์ของเรา ทายาทที่กำเนิดมาต้องยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ข้าเลยส่งจิตไปบอกลูกของเรา ให้หาวิธีจัดการให้เขากำเนิดทายาทให้กับ คนของเราให้ได้ เท่านั้นเอง” จักรพรรดิเจินอู่ต้องการให้เสี่ยวเทียนกำเนิด บุตรให้ทายาทของเขานี่เอง
“ แต่เขายังเด็กแค่ สิบขวบเท่านั้นเองนะ”
“ นั่นก็ต้องแล้วแต่ความสามารถของลูกเราแล้ว !”
จักรพรรดิเจินเหลียนออกมาที่ตำหนัก ก็เรียกสาวสวยคนหนึ่งวัย 14 ปีออกมาคนหนึ่งมาพบ
“ นี่คือธิดาเทพ ทายาทของข้า เจินเจิน แล้วนี่ เฉินเสี่ยวเทียน”
เจินเจินมองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาแปลกประหลาด จนเสี่ยวเทียนรู้สึกหนาวใจพิกล
แต่ไม่เข้าใจว่าเรื่องอะไร ถึงแม้เจินเจิน หน้าตาจะสวยงาม แต่ยิ่งมองไปยังไงก็ไม่อาจสู้ความงามของ วาวาได้เลย ทำให้เสี่ยวเทียนรู้สึกภูมิใจ ที่วาวานั้นดูสวยกว่าทำให้เขาอยากลับไปนอนกับวาวา โดยเร็ว
“ ต่อไปเจ้าสองคนก็สนิทกันเข้าไว้ เจินเจินพาเสี่ยวเทียนไปที่พักก่อน แล้วพรุ่งนี้เจ้าค่อยสอน เคล็ดวิชาฝ่ามือสุญญตาให้เขา”
“ สอนฝ่ามือสุญญตาให้เขา ! เสด็จแม่แต่ว่าเขาเป็นคนนอกทำไม...”
“ เขาก็เป็นทายาทของแม่คนหนึ่ง เจ้าทำตามคำสั่งของแม่เถอะ”
หลังจากที่จักรพรรดินีจากไป เจินเจินก็หันมามาองเสี่ยวเทียนด้วยสายตาขุ่นมัว
“ ตามข้ามาเด็กน้อย” เจินเจินเอ่ยเสียงแข็ง
“ พี่สาวเหตุใดต้องโกรธด้วย ข้าเพียงผ่านมา แล้วก็จะผ่านไป ฝ่ามืออะไรนั่นไม่ต้องสอนข้าหรอก พรุ่งนี้ ข้าจะทูลลาจักรพรรดินี ออกไปจากแดนใต้พิภพแล้ว”
“ อะไรนะ นี่เจ้าพูดอะไร นึกว่าดินแดนใต้พิภพเข้าออกไปอย่างใจนึกอย่างนั้นหรือ
เอ๊ะ ! เจ้าพูดนี่หมายความว่า เจ้าไม่เป็นคนในดินแดนใต้พิภพหรือ?”
“ ใช่แล้ว ข้ามาจากดินแดนพิภพชั้นที่ สี่”
“ เจ้าบอกข้าได้ไหม ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร แล้วเจ้าเข้าและออกได้อย่างไร ข้าเองก็อยากไปดินแดนพิภพชั้นที่สี่เหมือนกัน” เจินเจิน ถึงแม้จะอิจฉา แต่พอรู้ว่าเสี่ยวเทียนอยู่ดินแดนพิภพชั้นที่สี่ ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที
“ โลกภายนอกก็จะสว่างกว่านี้ เพราะว่ามีดวงอาฑิตย์ส่องแสงสว่างออกมา มีกลางวัน มีกลางคืน มีคนมากมายกว่าที่นี่ ไม่มีค้างคาวอเวจี อาหารการกินเยอะแยะ เครื่องประดับสวย งาม มากมาย เสื้อผ้าหลากสีสวยงาม วิว ทิวทัศน์งดงาม มากกว่า ดินแดนใต้พิภพเยอะ”
“ โอ้โห เจ้าพูดเสียทำให้ข้าอยากไปดูเลย เจ้าพาข้าออกไปได้ไหม?”
“ คงไม่ได้ ยกเว้นแต่ว่า เจ้าสามารถเปลี่ยนร่างกายให้เป็นสายลมเหมือนเช่นข้าได้”
“ พูดเป็นเล่น ใครมันจะเปลี่ยนร่างเป็นสายลมได้” พอนางพูดจบ ร่างของเสี่ยวเทียนก็กลายเป็นสายลม เข้ามาวนอยู่รอบ ๆของเจินเจิน แล้วมีเสียงพูดออกมาว่า
“ ก็ข้านี่ไง”
“ เจ้า ..เจ้าเป็นราชันจอมเวทย์ด้วยหรือนี่?”
เสี่ยวเทียนกลับสู่ร่างเดิม แล้วก็ทำหน้าสงสัย
“ ราชันจอมเวทย์คืออะไร?”
“ ท่านจอมเวทย์สือชิง เป็นคนบอกว่า คนที่ฝึกเวทย์วายุจนสามารถกลายร่างเป็นลมได้นั้น ต้องเป็นจอมเวทย์ระดับราชันเท่านั้น”
“ ข้ามิใช่จอมเวทย์หรอก เพียงแต่ข้าฝึกวิชาปัญจมหาธาตุมาเท่านั้น” เสี่ยวเทียนเอ่ยตามตรง แล้วทั้งสองก็มาถึงตำหนักขนาดเล็กแต่น่าอยู่แห่งหนึ่ง
“ นั่นคงเป็นวิชาของจอมเวทย์ เอาไว้เจ้าสอนให้ข้าได้ไหม?”
“ ข้าคงต้องขออนุญาตอาจารย์ก่อน”
“ ไม่เป็นไร เจ้าพักผ่อนที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ข้ามาสอนวิชาฝ่ามือสุญญตาให้เจ้า”
พอเจินเจินเอ่ยจบ ก็เดินจากไปในทันที
“ อาจารย์ วิชาปัจจมหาธาตุนี่คือ วิชาของพวกจอมเวทย์ใช่หรือเปล่า”
“ วิชาในไต้หล้า มีอยู่หลากหลาย แล้วแต่ว่าจะเรียกกันไปแบบไหน วิชาของพวกจอมเวทย์นั้น ส่วนใหญ่เป็นวิชาที่เกิดจากการเล่นแร่ แปรธาตุ และกำกับด้วยวิชาเวทย์มนต์ มันก็มีส่วนคล้ายกับ วิชาของฝ่ายเต๋า กับ ฝ่ายสถาบันสงฆ์ หลายวิชา แต่พวกจอมเวทย์ ก็พยายามเรียกเหมารวม ว่าเป็นของเหล่าจอมเวทย์ การฝึกตนของพวกจอมเวทย์ จะไม่มีขั้นลมปราณเทพ ขั้นลมปราณเซียน ขั้นเทียนจุน
พวกเขามีเพียงขั้น นักศึกษาเวทย์ จอมเวทย์ ราชันจอมเวทย์ จักรพรรดิจอมเวทย์และขั้นเซียนจอมเวทย์ โดยที่เวลาปล่อยพลังเวทย์ออกมาจะมีวงแหวนสีต่างๆปรากฏขึ้นที่บนหัวของ แต่ละคน ครั้งที่แล้ว นายน้อยของสำนักสุขสำราญ
มันเพิ่งเป็นนักศึกษาเวทย์เบื้องต้น เวลามันร่ายเวทย์ วงแหวนจะปรากฏสีเหลืองออกมาโดย 6 วงแหวน แสดงว่ามันอยู่ระดับ 6 ซึ่งแตละขั้นพลังมีทั้งหมด 20 ระดับ ”
“ พอเข้าใจแล้ว แต่ว่าทำไมเกราะเทพเจ้าทำไมไม่สามารถป้องกัน วงแหวนเวทย์ได้เลยล่ะ”
“ ไม่มีวิชาใดในโลกนี้จะเป็นหนึ่งได้ตลอด บางครั้งอาจมีวิชาที่สามารถสยบกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์ แต่เจ้าไม่ต้องกลัว ยันต์กราะเพชรสามารถช่วยป้องกันเวทย์มนต์ของพวกจอมเวทย์ได้ ระดับหนึ่ง” อาจารย์ลู่เอินกล่าวเพื่อให้เสี่ยวเทียนสบายใจ
คืนนั้นเสี่ยวเทียนเข้าห้องนอนโดยที่ ไม่ลืมที่จะฝังเข็มให้กับ วาวาเช่นเดิม แต่วันนี้เขารู้สึกว่า วาวานั้นสวยงามเป็นพิเศษ
“ สามี ท่านมองข้านานกว่าทุกวันนะ”
“ วันนี้ข้าเพิ่งรู้ว่า ภรรยาข้านั้นงดงามเหนือใครจริงๆ” เสี่ยวเทียนนำวาวาไปเปรียบเทียบกับ เจินเจิน ถึงได้เห็นความแตกต่าอย่างชัดเจน
“ สามีพูดเช่นนี้ ท่านมองหญิงอื่นมาใช่ไหม?”
“ ก็แค่มอง ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย พวกเรานอนกันเถอะ นอนกับภรรยาแล้วข้ารู้สึกฝันดีมากๆเลย” คืนนั้นเสี่ยวเทียนก็ได้แต่นอนกอด วาวา เช่นเดิม !
รุ่งเช้าวันนี้เจินเจิน แต่งตัวในชุดนักบู้สีขาว แล้วพาเสี่ยวเทียนมาสนามฝึกฝนส่วนตัวที่อยู่นอกพระราชวัง ด้านหน้ามีกำแพงที่ทำขึ้นเพื่อฝึกฝน
“ ฝ่ามือสุญญตา เป็นพลังฝ่ามือ ที่สามารถทำลายล้างภายใน แล้วค่อยออกมาระเบิดทำลายผิวกายภายนอกอีกที ดังนั้น ความรุนแรงของพลังจะขึ้นอยู่กับการฝึกฝนบ่มเพาะของแต่ละคน เจ้าคอยดู” เจินเจิน ปล่อยฝ่ามือ ออกไปช้าๆ พลังฝ่ามือก็กระแทกเข้ากับ กำแพงศิลา10 ชั้นทำให้ มันค่อยๆ ร้าวออกมาจากภายในแล้วก็ระเบิดแตกออกมา
“ เจ้าท่องเคล็ดลับจนขึ้นใจแล้ว คราวนี้ ลองปล่อยพลังตามที่ข้าสอนซิ”
เสี่ยวเทียนดงพลังสุญญตาออกมาไว้ในฝ่ามือ แล้วจึงนำรวมกับเคล็ดวิชาที่ได้เรียนรู้มา จนเกิดพลังมหาศาลล้นทะลัก แล้วปล่อยฝ่ามือออกไป ผลปรากฏว่ากำแพงอิฐ 10 ชั้นกลับไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น
“ ไม่เป็นไร นี่คือการฝึกครั้งแรก มีเวลาค่อยหมั่นฝึกฝนต่อไป วันนี้พอแค่นี้ ข้าจะพาเจ้าไปหาของกินอร่อยๆ ในเมือง” แล้วทั้งสองคนก็นั่งเรือเหาะจากไปแล้ว กำแพงศิลา 10 ชั้นที่ตั้งอยู่ ห้ากำแพง อยู่ดี ๆก็ระเบิดออกมากลายเป็นฝุ่นสลายหายไปพร้อมกัน ทั้งห้ากำแพง ที่แท้เป็นเพราะพลังของเสี่ยวเทียนที่ปล่อยออกมานั่นเอง
เจินเจิน พาเสี่ยวเทียนมากินอาหารที่ ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่อยู่ริมน้ำ มีผู้คนมากินอาหารมากมาย ส่วนใหญ่มากินปลาแม่น้ำที่นี่ ซึ่งตัวใหญ่พอเหมาะ ไม่มีกลิ่นคาวทั้งสองกินปลาเผา กับ ปลานึ่งกันอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งมีชายหนุ่มเดินมากับคนรับใช้อีกหลายสิบคนเข้ามาทักทาย
“ คารวะเทพธิดาเจินเจิน ไม่ทราบท่านแวะมา ข้าน้อยไม่ได้ให้การต้อนรับโปรดอภัย” ชายหนุ่มจ้องมองเจินเจินด้วยสายตาที่หื่อกระหายพิกล เสี่ยวเทียนสัมผัสได้
“ องค์ชายฟู่เหิง ท่านเกรงใจไปแล้ว ข้าแค่มากินอาหารสักครู่แล้วก็จะไป เชิญพวกท่านตามสบายเถอะ”
“ หากธิดาเทพต้องการสิ่งใดเพิ่ม โปรดสั่งได้เลย ข้าจะขอเป็นเจ้าภาพเอง”
องค์ชายฟู่เหิงกล่าวจบก็เดินจากไป
“ ไอ้หมอนี่ ดูถ้าทางไม่น่าไว้ใจเลย” เสี่ยวเทียนจิบน้ำชาที่รสชาติแปลกๆ เข้าปากแล้วเอ่ยออกมา
“ องค์ชายฟู่เหิง จากเมือง เจียงหนาน เป็นเมืองบริวาร ของอาณาจักรเทียนเหอของเรา พวกมันคิดจะแข็งข้อ กับเสด็จแม่มานานแล้ว แต่ไม่มีปัญญา ได้แต่ก้มหัวยอมรับ ไม่กล้าทำอะไร”
“ แต่ดูหน้ามันเหมือน วางแผนร้ายเอาไว้นะ!” เสี่ยวเทียนมองหน้าแล้วรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ
“ พวกเราอิ่มกันแล้ว ไปกันต่อเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปที่ ผาเหยียบดาว ที่นั่นเป็นจุดที่สูงที่สุดของอาณาจักรเรา บนผาเหยียบดาว มีหอดูดาว ที่เสด็จแม่สร้างเอาไว้เป็นที่ประทับ ข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยมชมความงดงามของมัน” ทั้งคู่ก็ออกจากร้านอาหารมุ่งหน้าสู่ผาเหยียบดาวต่อทันที
“ ท่านจอมเวทย์ซาติน น้ำพรากวิญญาณ ของท่านได้ผลแน่นะ?”
“ เรียนองค์ชาย น้ำพรากวิญญาณของกระหม่อม ข้าเป็นคน ลนไฟเอาน้ำมันจากนางกระทิงป่าแม่ลูกอ่อน มากับมือเอง แล้วร่ายเวทย์บุชาท่านเทพคิวปิด อยู่สามวันสามคืนจนได้ที่ ข้าทดสอบกับ ชายหญิงมาแล้วหลายสิบคู่ ไม่มีพลาดเลยสักราย หากองค์ชาย รีบตาม ธิดาเทพไป แล้วจัดการกับไอ้เด็กน้อยนั่นซะ แล้วต่อจากนั้น เหอ เหอ เหอ เหอ ความสุขสมหวังของท่านที่รอมานาน จะได้รับการตอบสนองอย่างที่ท่านไม่คาดคิดเลยเชียว”
“ ท่านแน่ใจนะว่า ผสมกับน้ำชาไปแล้ว ตัวยาปลุกสวาทนี้ ทั้งสองคนนั่นจะไม่รู้ตัว”
“ แน่นอน ข้าได้ทำการสะกัดสี และกลิ่นออกไปจนหมด พอผสมกันน้ำชา ยิ่งไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน” ทันใดนั้น องค์ชายฟู่เหิง ก็เห็นธิดาเทพกับเสี่ยวเทียนนั่งเรือเหาะออกไป ก็รีบนั่งเรือเหาะตามกันไป อย่างห่างๆ
เสี่ยวเทียน กับ เจินเจินทั้งสองไม่ได้รู้อะไรเลย ว่าขณะที่ถูกพิษยาปลุกสวาทเข้าให้แล้วทั้งสองคน ยังยืนมองชื่มชมทิวทัศน์ บนผาเหยียบดาวกันอย่างมีความสุข
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากทางด้านหลัง มีพวกของ องค์ชายฟู่เหิงและจอมเวทย์ กับลูกน้องอีก สามสิบคน ตามมายืนขวางทางหลบหนีจนหมด
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเราเจอกันอีกแล้วนะ ธิดาเทพ”
“ เจ้าคิดจะทำอะไร?” ธิดาเทพเกร็งพลังไว้ที่ฝ่ามือ เตรียมปล่อยออกมาเต็มที
“ คิดสู้หรือ อย่าดีกว่า” แล้วทหารทั้งสามสิบคน ก็ล้วนแต่ถือ อาวุธหน้าไม้กลเตรียมยิงใส่ทันที ที่ได้รับสัญญาณ
“นี่เจ้าจะกบฏหรือ?”
“เปล่าเลย ข้าเพียงจะให้ท่านมาเป็นภรรยาของข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตอนนี้ท่านรู้สึกหน้าแดง เห็นข้าเป็นเทพบุตรสุดหล่อแล้วหรือยัง” องค์ชายฟู่เหิงเริ่มเห็นหน้าของธิดาเทพเริ่มแดงกล่ำไปทั่วใบหน้า เสี่ยวเทียนได้ยินเช่นนั้น ก็ปล่อยทัณฑ์อัสนีเข้าใส องค์ชายฟู่เหิงทันที เปรี้ยง ! โดนไปทีเดียว ร่างกายไหม้เกรียม ตายคาที่ไปเป็นคนแรก
คนอื่นๆ อยู่ๆ เห็นองค์ชายกลายเป็นไก่ย่างไปแล้ว ก็ตกใจ ระดมยิงหน้าไม้กลเข้าใส่เสียวเทียนทันที เสี่ยวเทียนดึงร่างของ ธิดาเทพเข้ามากอดไว้ แล้วปล่อยให้พลังเทพเจ้ากระแทก ลูกดอกออกไปจนหมด แล้วก็เหวี่ยงเข็มพิษใส่ทั้งสามสิบคน จนทะลุหน้าผาก ตายสนิทไปทุกคน หันมาอีกที เจ้าจอมเวทย์พาร่างของ องค์ชายฟู่เหิง หายวับไปแล้ว
เสี่ยวเทียนเห็น ธิดาเทพถูกพิษก็อุ้มเข้าไปพักที่ ประทับด้านในก่อน พอไปถึงเตียงนอน ธิดาเทพเจินเจิน ก็สลัดผ้าของตนเองจนหลุดออกหมด ไม่มีเหลือสักชิ้น
เสี่ยวเทียนตกใจแทบสิ้นสติ แล้วเสี่ยวเทียนก็เกิดความรู้สึกแปลกๆเช่นกัน ภาพธิดาเทพเจินเจิน กลับเป็น ภาพของวาวาก็ปรากฏขึ้นมาแทน แล้วพายุสวาทก็โหมพัดเข้ากระหน่ำภายในห้องอย่างรุนแรงตลอดสองชั่วยาม จนพิษ จากน้ำพรากวิญญาณหายไปจากร่างของทั้งสองคนจนหมด จนแสงดาวเริ่มส่องเข้ามากระทบใส่ร่างของทั้งสองคนที่กอดกันกลม โดยปราศจากเสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ ติดกายแม้แต่น้อย
“ ว้าย !! เฮ้ย !! ” ทั้งสองอุทานออกมาพร้อมๆ กัน....