ตอนที่ 2 ฮอร์วิทซ์ (4)
“คุณครับ” พนักงานร้านไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ มูนี่ย์ถึงนิ่งค้างอยู่หน้าประตู ใบหน้าก็ซีดเซียวทำท่าจะล้ม จึงรีบยื่นมือไปหมายจะประคองไว้ แต่เ้าตัวกลับใกลัวด้วยท่าทางกะทันหันนั้น เสียงฟ้าผ่าดังก้อง ดอกทิวลิปที่ห่อไว้อย่างดิบดีปลิวกระเด็นออกไป มูนี่ย์ปัดแขนของพนักงานร้านเสียงดัง ‘เพียะ’ เซออกไปข้างนอกกว่าครึ่งตัว คราวนี้เขาเปียกโชก ไม่หลงเหลือท่าทางสูงส่งเหมือนอย่างเคย
“ขอโทษครับ” มูนี่ย์ยืนย้อนแสง พนักงานร้านจึงเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัดเจน “เมื่อกี้ผมใไปหน่อย มือของคุณเป็อะไรรึเปล่า”
พนักงานร้านลูบมือที่ถูกปัดของตนพลางส่ายหน้าอย่างงุนงง มูนี่ย์เป็ลูกค้าประจำของทางร้าน พวกเขาเองก็ถือว่าเคยคุยกันหลายครั้งแล้ว ในความทรงจำของเขา เพราะว่าอีกฝ่ายเป็ชนชั้นสูง กิริยาท่าทางจึงแฝงความสง่าน่าเกรงขามยากจะเข้าใกล้ แต่โดยรวมแล้วมูนี่ย์เป็ลูกค้าที่มีมารยาทและจ่ายหนักคนหนึ่ง ต่อให้อยู่ต่อหน้าเบต้าอย่างเขาก็ไม่เคยวางท่ามาก่อน
ทว่าวันนี้ท่าทางแปลกๆ ของมูนี่ย์ทำเอาเขารู้สึกหวาดผวาขึ้นมา “ไม่...ไม่เป็ไรครับ แล้วคุณ...”
“ไม่เป็ไรครับ ยังไงก็เปียกไปหมดแล้ว ผมเดินกลับบ้านเลยก็แล้วกัน ส่วนดอกไม้ผมค่อยมาซื้อใหม่พรุ่งนี้ ขอโทษที่สร้างปัญหาให้นะครับ” มูนี่ย์พูดจบ ก็ก้มมองพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนและเศษดอกทิวลิปกระจัดกระจาย ไม่รอให้พนักงานรับคำ ชายหนุ่มเดินฝ่าสายฝนออกไปทั้งอย่างนั้น
ส่วนฮอร์วิทซ์กำลังเลี้ยวผ่านมาพอดี จึงเห็นแผ่นหลังเหยียดตรงของโอเมก้าที่กำลังเดินฝ่าสายฝน
“ทำอะไรน่ะ” ฮอร์วิทซ์ขมวดคิ้ว เขานึกว่าคนขับรถพามูนี่ย์กลับไปส่งที่บ้านแล้วเสียอีก พอหันไปมองก็เห็นพนักงานร้านขายดอกไม้กำลังยืนทำอะไรไม่ถูกอยู่หน้าร้าน พลันเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ชายหนุ่มจึงขับรถไปจอดขวางหน้ามูนี่ย์ที่กำลังจะข้ามถนนไว้
“ขึ้นรถ” ฮอร์วิทซ์ลดกระจกลง จ้องมองโอเมก้าผู้น่าสงสารที่อยู่ท่ามกลางสายฝนด้วยสีหน้าไม่เป็มิตร
มูนี่ย์คิดจะปฏิเสธ เขารู้สึกว่าตัวเองสกปรกไปทั้งตัว ทั้งร่างมีแต่น้ำโคลนเปื้อนเต็มไปหมด “ไม่ครับ ผมกลับบ้านเอง...”
“นายจะขึ้นเดี๋ยวนี้ นี่เป็คำสั่งของอัลฟ่า จะทำตัวน่าสงสารให้ใครดูฮะ” ฮอร์วิทซ์ออกคำสั่งอย่างหงุดหงิด ต้นคอของมูนี่ย์ร้อนวูบวาบ โอเมก้าไม่สามารถขัดคำสั่งของอัลฟ่าที่แข็งแกร่งได้ โดยเฉพาะอัลฟ่าที่เป็คู่สมรสของตัวเอง เขาควบคุมสัญชาตญาณที่อยากศิโรราบของตัวเองไม่ได้ หลังยืนลังเลอยู่ข้างนอกได้สักพักก็ได้แต่เอื้อมมือสั่นเทาไปเปิดประตู ขึ้นนั่งตรงเบาะหลัง
ฮอร์วิทซ์มองโอเมก้าที่ตัวเปียกโชกไม่พูดไม่จาผ่านกระจกมองหลัง พลันปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อุ่นขึ้น ก่อนจะหยิบเสื้อโค้ตตรงเบาะข้างคนขับโยนไปข้างหลังเป็เชิงบอกให้อีกฝ่ายเอาไปสวม มูนี่ย์ต้านทานเสื้อโค้ตที่เต็มไปด้วยกลิ่นฟีโรโมนนั่นไม่ไหว จึงคว้าเสื้อที่ใหญ่กว่าตัวเองมากมาห่อตัวจนมิดชิด โผล่ออกมาแค่ศีรษะ
ตลอดทางฮอร์วิทซ์ไม่แม้แต่จะถามว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาทั้งสองยังคงรักษาท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนเช่นเคย ฮอร์วิทซ์ยังไม่ลืมหรอกนะว่าก่อนหน้านี้ตอนเขาถามมูนี่ย์เื่แผลที่คอ อีกฝ่ายตอบเขากลับมาอย่างไร หลังจากนั้นเขาก็ ‘รู้ตัว’ ไม่อยากรู้อยากเห็นอะไรอีก
ไม่นานก็มาถึงที่หมาย ที่จริงขับรถจากร้านดอกไม้ถึงบ้านของพวกเขาใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น
ก่อนลงจากรถ มูนี่ย์ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “เสื้อโค้ตตัวนี้...มันสกปรกแล้ว ผมขอได้ไหมครับ”
มือของฮอร์วิทซ์ที่กำลังเปิดประตูพลันชะงัก เขาไม่เข้าใจว่ามูนี่ย์ขอเสื้อโค้ตเขาไปทำไม แต่มันเป็ของที่กระทรวงกลาโหมแจกจ่ายให้ เขามีแบบเดียวกันอีกหลายตัว หายไปตัวหนึ่งก็ไม่เป็ไร จึงตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “เอาไปสิ”
ฮอร์วิทซ์กระแทกประตูปิดเสียงดัง เพียงกำชับพ่อบ้านให้จับตาดูมูนี่ย์ก่อนจะเดินเข้าบ้านไปก่อน
ไม่นานอากาศก็เริ่มเย็นลง เข้าสู่่ท้ายของฤดูใบไม้ร่วง ด้านนอกมีฝนโปรยปรายไม่หยุด มูนี่ย์มองออกไปนอกหน้าต่างห้องทดลองก็สามารถมองเห็นหอพักตั้งอยู่ด้านหลังของสถาบัน ซึ่งเป็หอพักที่โทมัสดัดแปลงไว้เป็ที่อยู่ของโอเมก้าที่ถูกเก็บมา ปกติเวลาแบบนี้จะมีเสียงของเด็กๆ เล่นกันสนุกสนาน แต่ตอนนี้อากาศหนาวเย็นจึงไม่เห็นแม้แต่เงาคน อาจเป็เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรืออาจเป็เพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นระยะนี้
โทมัสเป็คนที่น่าพิศวงมาก ราวกับว่าไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้ เขาช่วยโอเมก้าไว้มากมาย และยังทำให้พวกนั้นมีชีวิตที่เหลืออยู่โดยไม่ต้องกังวลใดๆ อีก แถมทั่วทั้งจักรวรรดิก็ดูเหมือนจะไม่มีใครมาหาเื่ก่อกวนโทมัสเพราะเื่นี้เลยด้วย มูนี่ย์เองก็เคยตั้งข้อสงสัยอยู่เหมือนกัน แต่หาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ โทมัสไม่มีคู่สมรส ดูเหมือนจะไม่มีครอบครัวด้วย ถึงขั้นที่หลังจากมูนี่ย์เข้ามาทำงานที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้แล้ว อีกฝ่ายที่เดิมทีไปมาไร้ร่องรอยอยู่แล้วยิ่งหายตัวเป็ว่าเล่น มีแค่ตอนที่เก็บคนได้เพิ่มถึงค่อยปรากฏตัวออกมา
ทันใดนั้นก็มีเสียงโหวกเหวก คนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหน้ามูนี่ย์ไป ชูป้ายสโลแกนขนาดใหญ่พลางเรียกร้องสิทธิ์ของโอเมก้าด้วยความเดือดดาล ทุกที่ที่เดินผ่านล้วนมีคนพยายามเข้ามาดึงป้ายนั้นลง ก่อนที่ความขัดแย้งจะเลื่อนระดับเป็การตะลุมบอน รปภ.ของสถาบันก็ปรากฏตัวออกมารักษาความสงบอย่างถูกจังหวะก่อนจะสลายฝูงชน ่นี้มีเหตุการณ์แบบนี้ฉายซ้ำอยู่ทุกวัน
“เฮ้อ ตอนนี้แม้แต่สถาบันก็เอากับเขาด้วยเหรอเนี่ย” อยู่ๆ แอรอนก็โผล่มาจากด้านหลัง ในมือกำลังเช็ดทำความสะอาดแก้วบีกเกอร์ น้ำหยดเล็กหยดน้อยร่วงลงบนโต๊ะหินขัดสีดำ ไม่นานก็ระเหยหายไป “ั้แ่ที่มีแถลงการณ์ร่วมบ้าบอนั่นออกมา ความขัดแย้งในสังคมก็ยิ่งหนักขึ้นกว่าเดิม เมืองหลวงยังเน่าเฟะไม่พออีกหรือไง เพราะปัญหากับเมืองต่างๆ ถึงได้ถูกคว่ำบาตร ปีที่ผ่านมาก็มีเผ่าเซิร์กผุดมาไม่ขาด ตอนนี้ผู้คนยังไม่สามัคคีกันอีก” แอรอนพูดพลางส่ายหน้า
แถลงการณ์ร่วมที่แอรอนพูดถึง ก็คือเื่ใหญ่ที่จุดชนวนความวุ่นวายในสังคมระยะนี้ เพราะมีอัลฟ่ารวมกลุ่มกันดักซุ่มโจมตีโอเมก้าตอนกลางคืน ทำให้โอเมก้าจำนวนมากถูกทำสัญลักษณ์โดยไม่สมยอมหรือถูกบังคับลบรอยสัญลักษณ์ เป็เหตุให้คู่สมรสทอดทิ้ง ซึ่งสุดท้ายอัลฟ่าที่ประพฤติตัวชั่วช้าเหล่านี้กลับไม่ได้รับบทลงโทษใดๆ เลย ถึงขั้นที่จักรพรรดิร่วมกับชนชั้นสูงยังออกแถลงการณ์ว่าการเอาชนะโอเมก้าเป็สัญชาตญาณของอัลฟ่า สาเหตุของเื่ราวทั้งหมดเป็ความผิดของโอเมก้า เดิมทีคำพิพากษาก็ทำให้สังคมลุกฮือมากพออยู่แล้ว พอจักรพรรดิกับชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งออกมาพูดทำนองว่า ‘อัลฟ่าคือจุดสูงสุดที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง’ ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ ความขัดแย้งเื่เพศในสังคมจึงรุนแรงขึ้นอีก