ตอนที่ 43 งานวิจัยกับตอนอกหักที่อาจจะไม่ใช่ตอนเศร้า
“ขอโทษนะที่ทำให้ผิดหวัง”
เสียงเรียบๆของชายหนุ่มดังผ่านประตูห้องพัก ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่ค่อนข้างทำให้ใจเต้นแรงในหลายๆความหมาย
“ไม่เป็นไร ค่อนข้างชินล่ะ”
“อยากจะแก้ตัวว่าไม่ได้แอบฟังอยู่หรอกนะ แต่ฉันได้ยินแทบจะทั้งหมด รู้สึกแย่นิดหน่อยที่เวลาที่แย่ของเธอน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับฉันที่จะโผล่มา”นายเอิร์ธกล่าวเหมือนต้องการให้บรรยากาศผ่อนคลายที่สุด นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกในตอนนี้จากการที่ได้ฟังประโยคของเขา
“ถูกเวลาสุดๆเลยล่ะ” ฉันตอบกลับแบบสบายๆเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศผ่อนคลายลง
“…. เข้าไปคุยข้างในได้มั้ย.. หรือจะตะโกนคุยกันต่อ.. ฉันรู้ว่าเธอต้องกักตัว.. แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่พอรับได้อยู่.. ” เสียงพูดผ่านประตูยังคงคุยกับฉัน.. การพูดคุยผ่านประตูและผนังกั้นเช่นนี้ทำให้พวกเราต้องพูดเสียงค่อนข้างดังและจะรบกวนผู้เช่าคนอื่นได้.. ฉันจึงคิดอยู่สักครู่ก่อนที่จะเปิดประตูให้ชายหนุ่มเข้ามาในห้อง
“ขอโทษที่แอบฟังเรื่องส่วนตัวของเธอแถมถือวิสาสะโผล่มาแบบนี้” หลังจากที่เข้ามาในห้องของฉันนายเอิร์ธก็เริ่มกล่าวขอโทษด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น
“ห้องฉันอยู่สุดทางเดิน นายจะแอบได้ยังไง… ไม่มีที่ตรงไหนให้แอบเหมือนห้องที่ติดบันไดหรอก” ฉันตอบพลางเดินไปเปิดไฟในห้อง จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงไฟห้องน้ำเท่านั้นที่ติดอยู่ ในตอนนี้ห้องทั้งห้องสว่างขึ้น และฉันเห็นสายตาของเขาที่จ้องมาที่ฉัน
“เธอไม่ได้ดูเสียใจเท่าไหร่?”
“... ก็อย่างที่เห็น มันเป็นเหตุการณ์ที่ฉันเดาไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น”
“แล้ว… ”
“แล้ว… ??”
“…..ฉัน… พอจะมีความหวังหรือเปล่า?” หลังจากที่อ้ำอึ้งสักพักในที่สุดเขาก็พูดสิ่งที่คิดออกมา
“……..”
“…………”
ฉันเงียบ เขาเองก็เงียบ… ฉันเป็นเด็กผู้หญิงบ้านนอก.. ไม่เคยจะหน้าตาดี.. ไม่เคยจะดึงดูดใคร ฉันอาจสามารถบอกได้เลยว่าฉันชอบใครเพราะฉันเองก็เคยเป็นเด็กผู้หญิง.. สาวน้อยที่เคยแอบชอบผู้ชายในวัยเด็ก แต่กระนั้นมันไม่เคยสมหวัง เป็นได้แค่การแอบชอบเท่านั้นเพราะฉันรู้ดีว่ามันจะจบลงอย่างไร ดังนั้นฉันจึงไม่เคยใส่ความพยายามลงไปกับมัน
ในครั้งนี้ที่ฉันเทความพยายามลงไปเพราะเชื่อว่าตัวเองเปลี่ยนไป กระนั้นผลลัพธ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่คิดไว้ ฉันจึงยังคงพอรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะอย่างน้อยนั่นคือผลลัพธ์แบบที่ฉันคิดมาตลอด แต่เรื่องของนายเอิร์ธเป็นสิ่งที่ฉันไม่คุ้นเคย
ฉันอาจจะเคยชอบคนอื่นแต่ไม่ใช่ในทางกลับกัน.. ฉันไม่เคยถูกชอบ.. ดังนั้นมันจึงยากสำหรับฉันที่จะรับมือกับเรื่องนี้
เชื้อของพวกขี้แพ้ถูกกระตุ้นอีกครั้งในตัวฉัน ฉันหลุดเข้าไปในห้วงลึกของความคิดความคิดตัวเองเพื่อคิดหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้
‘เขาเคยบอกชอบฉันก่อนหน้านี้.. ทำไมตอนนั้นฉันรับมือได้ดีและทำไมตอนนี้มันถึงได้ยาก’ นั่นเป็นคำถามแรกเมื่อฉันหลุดไปอยู่ในความคิดของตัวเอง
‘สิ่งที่ตอนนั้นต่างกับตอนนี้คืออะไร.. ฉันเปลี่ยนหรือเปล่า?? ’ นั่นคือคำถามจริงๆที่ฉันควรตอบ
‘และคำตอบที่ฉันได้คือ ไม่.. ฉันไม่ได้เปลี่ยน สิ่งที่เปลี่ยนคือเงื่อนไขอื่น ตอนนั้นนายเอิร์ธชอบฉันก็ไม่ต่างจากตอนนี้ ตอนนั้นฉันไม่ได้ชอบนายเอิร์ธแบบคู่รัก.. นั่นก็ไม่ต่างจากตอนนี้.. สิ่งที่ต่างคือตอนนั้นฉันมีคนที่ฉันชอบซึ่งเขาอาจจะชอบฉัน ทำให้ฉันปฎิเสธเขาแบบไม่ยากเย็นอะไร แต่ตอนนี้คนที่ฉันชอบไม่ได้คิดอะไรกับฉันมากเท่าที่ฉันคิด และนายเอิร์ธก็มาเพราะรู้ว่าเงื่อนไขพวกนี้เปลี่ยนไป’
‘ฉันเป็นคนหลายใจหรือเปล่าถ้าฉันไม่ปฎิเสธนายเอิร์ธอีกครั้ง?? ’
‘ก็คงจะอย่างงั้น.. แต่ฉันก็ไม่ใช่คนดี.. ไม่ใช่นางเอกโง่ๆในละครที่ต้องผูกชีวิตไว้กับคนหนึ่งคนแม้ไม่สมหวัง.. ฉันไม่ต้องใส่ใจว่าจะถูกคนอื่นมองอย่างไร.. นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นมาตลอด..และ ฉันได้คำตอบของฉัน’
หลังจากหลุดจากห้วงความคิดของตัวเองสักพัก ฉันเดินไปที่ตู้เย็น รินน้ำดื่มลงในแก้วสองใบและส่งหนึ่งในนั้นให้นายเอิร์ธที่นังอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือในขณะที่ฉันนั่งลงบนที่นอนที่อยู่อีกฝั่ง
“ในตอนนั้นฉันปฎิเสธนายเพราะฉันไม่ได้ชอบนายในแง่นั้นและฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว อย่างที่นายรู้ ตอนนี้ความรู้สึกฉันก็ไม่ต่างจากเดิมแค่คนที่ฉันชอบตอนนั้นปฏิเสธฉันไปแล้ว ถ้าความหวังที่นายพูดถึงคือเริ่มต้นจากศูนย์นายเปิดใจให้ตัวเองได้ลองอีกครั้ง… ฉันเปิดใจให้ตัวเองได้ชอบคนอื่นๆ ถ้านั่นคือความหวังที่ว่า.. ก็คงยังพอมีหวังอยู่…… แต่”
รอยยิ้มเริ่มแย้มที่มุมปากของนายเอิร์ธแม้หลังจากคำว่าแต่ที่ฟังดูไม่รื่นหูเท่าใดนักยิ้มที่ดูซื่อๆนั่นยังเผยออกพร้อมกับทวนคำว่า ‘แต่’ ของฉันให้ยาวขึ้น
“แต่….????”
“เหมือนที่ฉันเปิดใจกับนาย.. ฉันก็จะเปิดใจกับคนอื่นๆที่อาจจะเข้ามาเช่นกัน ถือซะว่าเราเริ่มใหม่กันทั้งคู่”
“แน่นอน.. ยังไงก็ได้แค่ฉันมีโอกาสอีกครั้ง”
นั่นเป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ.. ฉันหมายถึง.. สิ่งที่ฉันพูดออกไปนั่น ‘เปิดใจให้กับคนอื่นที่อาจจะเข้ามาเช่นกัน’ ฉันฟังสิ่งที่ตัวพูดก็ยังรู้สึกขนลุก อย่างที่เห็นผ่านห้วงลีกความคิดของฉัน ฉันเกิดมายี่สิบกว่าปีและนี่คือครั้งแรกที่มีคนสนใจฉันในแบบคู่รัก ครั้งแรก!!!! เอาจริงๆถึงจะพูดไปแบบนั้นฉันก็ยังมีจินตนาการไม่สูงพอให้คิดว่าจะมีครั้งที่สอง ฉันค่อนข้างมั่นใจ เพราะแม้แต่ไอ้หลอดบ้านตรงข้ามซึ่งเป็นเพื่อนในวัยเดียวกัน ในตอนเราอายุสองขวบยังไม่มีความคิดทำนองนี้กับฉัน ฉันรู้ด้วยซ้ำว่ามันแอบชอบลูกสาวของน้าตัวเองตอนสองขวบ
ฉันยกน้ำเปล่าขึ้นมากระดกแก้เขินกับคำพูดตัวเองเล็กน้อยก่อนทำทีท่าเดินไปเติมน้ำดื่มเพื่อให้เนียนขึ้น พร้อมกับชวนคุยเรื่อยสัพเพเหระอื่นๆ
“อากาศแจ่มใสเนอะ”
“อ่า.. อืมม”
ใช่.. ฉันเพิ่งกล่าวว่าอากาศแจ่มใสในเวลากลางคืน.. ด้วยสิ่งที่พูดไปก่อนหน้านี้ ค่อนข้างชัดเจนว่ามันส่งผลให้หัวสมองรอมต่ำแรมน้อยของฉันรวน
“ทานอะไรมารึยัง??”
“…”
“งั้นเดี๋ยวฉันเริ่มทำอาหารแล้วเราทานด้วยกัน”
“อื้ม.. ฉันช่วยอะไรได้บ้างมั้ย.”
“งั้น.. นายไปหุงข้าวละกันหม้อหุงข้าวอยู่ที่ระเบียง ข้าวสารอยู่ในกล่องใต้เตียง”
หลังจากนั้นฉันเปิดหน้าต่างและประตูตรงระเบียงเพื่อไม่ให้กลิ่นอาหารคละคลุ้งในห้อง และเริ่มละเลงวัตถุดิบที่ฝากเติมซื้อมาปรุงเป็นอาหารจนเสร็จ
“อิตาดากิมาส!!!”
“ฉันต้องพูดด้วยมั้ย” นายเอิร์ธหันมาถามฉันหลังจากที่เห็นฉันกล่าวแบบญี่ปุ่นก่อนทานอาหารสไตล์ญี่ปุ่นที่ฉันทำ
“การเรียนรู้วิธีการ พิธีการ หรือมารยาทบนโต๊ะอาหารคือสิ่งหนึ่งที่เราควรทำนะ เมื่อก่อนที่ได้ดูคลิปนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นทานอาหารไทยฉันยังอดสงสัยไม่ได้เลยว่าทำไมเขาถึงถามว่าอันนี้.. อันนั้นทานยังไง สำหรับฉันตอนนั้นมันก็แค่เอาเข้าปาก เคี้ยวและกลืน ทำไมต้องถามสิ่งที่เรียบง่ายแบบนั้น”
“แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเหรอ?? ”
“ในญี่ปุ่นมีพิธีชงชาเรื่องนั้นคงรู้ใช่มั้ย.. แต่สิ่งที่นายอาจไม่รู้ก็คือการดื่มชานั้นก็มีพิธีการต่างๆด้วย เริ่มตั้งแต่ยกถ้วยด้วยมือไหน จิบแล้วต้องหมุนถ้วยในทิศทางใดต่างก็ถูกกำหนดเพื่อความเหมาะสมไว้แล้ว
สำหรับฉัน การทำอาหารก็เหมือนฉันเป็นคนชงชาในพิธีนั้น แม้จะไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร เพียงแค่การปรุงรสชาติฉันก็ตั้งใจและใส่ใจที่จะทำมันโดยคาดหวัง ว่าคนที่ทานอาหารของเราจะได้ทานมันในแบบที่เราอยากส่งไปให้พวกเขาอย่างเอร็ดอร่อย.. การที่อีกฝ่ายทานแบบส่งๆกับอาหารที่ฉันใส่ใจทำ ฉันคงรู้สึกแย่กับมัน”
“แล้วฉันต้องทานแบบไหน.. ถึงจะได้ใจเธอที่ใส่ลงไปล่ะ”
“อ่อ.. ฉันบดเป็นผงแล้วโรยลงไปน่ะ ตักตรงไหนยังไงก็คงจะได้เศษๆแหละ”