เสียงสนั่นกึกก้องไปทั่วชั้นฟ้า พื้นแผ่นดินสั่นะเืทั่วทั้งผืนป่านรกดำ ตำหนักภูตทั้งห้าสั่นไหวไปมา คลื่นทะเลในรัศมีหนึ่งพันลี้สาดกระเซ็นอย่างคลุ้มคลั่ง ก้อนเมฆเหนือตำหนักภูตโอสถเกิดการเปลี่ยนแปลง เบื้องบนถูกกระแสปราณสีเขียวขนาดใหญ่เข้าแทนที่ ห้วงมิติกำลังพังทลายราวกับเทพ์กำลังใช้มือฉีกกระดาษที่เรียกว่าแผ่นฟ้าและเพียงระยะเวลาพริบตา ความเสียหายได้ส่งแรงกระเพื่อมเป็วงกว้างหลายร้อยหลายพันลี้
เสียงครวญครางของสัตว์อสูรดังก้องเป็ระงม บริเวณรัศมีสิบลี้ ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวโดยฉับพลัน ร่างของอสูรปีศาจหลายตัวล้มคว่ำและถูกกัดกินด้วยปราณสีเขียวอย่างหิวกระหาย ร่างกายขนาดมหึมาเหลือเพียงแอ่งน้ำพิษนับสิบนับร้อยกอง
บุรุษชุดขาวรีบวาดมือเป็เส้นโค้ง ปลดปล่อยกระแสปราณสีขาวกระจายตัวปกคลุมตำหนักภูตทั้งห้าเอาไว้ บนท้องฟ้าเกิดการต่อต้านระหว่างปราณสีเขียวและปราณสีขาว การปะทะเกิดขึ้นในอึดใจก่อนที่ลมปราณสีเขียวจะค่อยๆสงบลง
หนิงเทียนมองไปยังปรากฏการณ์บนท้องฟ้าด้วยแววตาตกตะลึงถึงขีดสุด หากเป็ชีวิตก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าเป็ฝีมือของเทพ์บนฟ้า
“ปราณพิษทะลวงขึ้นสู่ฟ้าแล้ว” เทียนไห่ชางเยว่กล่าวออกด้วยความยินดี
ใบหน้าของจูซ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “บรรลุเส้นทางแห่งการสังหาร พี่รองท่านนำหน้าข้าไปอีกขั้นแล้ว”
“พี่รองทำได้สำเร็จ ท่านทำสำเร็จแล้ว วะฮะฮาฮ่าๆ” หวงหลงแหงนหน้าพร้อมกับะเิเสียงหัวเราะ
“ฮาฮาฮ่าฮ่าๆ” บุรุษชุดขาวหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่บ่อยครั้งที่หนิงเทียนจะเห็นบิดามารดาทั้งสี่คนหัวเราะราวกับคนบ้าเช่นนี้
......
......
ณ อาณาจักรแดนเหนือของพื้นที่ราบภาคกลาง ห่างจากป่านรกดำไม่ไกลนัก บุรุษในอาภรณ์สีทองสลักใบหน้าของปีศาจ หรี่ดวงตามองไปยังลำแสงสีเขียวที่ทะยานสู่ฟ้าด้วยประกายอันแสนเ็า “ที่ป่านรกดำ...กลายเป็จักรพรรดิ”
ดินแดนทางตอนใต้ห่างออกไปหลายแสนลี้ บุรุษวัยกลางคน สวมเสื้อผ้า สีดำสนิท ดวงตาเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต มันจ้องมองไปที่ปราณสีเขียวบนฟ้า ใบหน้าแสดงออกด้วยเจตนาสังหารที่รุนแรง
ทางฝั่งประจิมทิศของดินแดนที่ราบภาคกลาง บุรุษวัยกลางคน สวมใส่อาภรณ์ตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดาทั่วทั้งตัว ดูสูงศักดิ์เหนือคนผู้คนทั้งปวง มันเปล่งเสียงออกมา“เฒ่าพิษรึ ให้ข้ารอเสียได้ตั้งนาน??”
บริเวณผืนป่ารกร้างหนาทึบด้วยใบไม้ใหญ่ ชายชราผมขาว หนวดเครายาว สวมหมวกงอบปิดบังใบหน้า หยุดมือจากการเก็บสมุนไพร พร้อมจ้องมองไปที่ลำแสงสีเขียวบนชั้นฟ้า มุมปากยกยิ้มขึ้นสูง “คนที่ควรมา ในที่สุดก็มาถึงแล้ว”
ทางตอนกลาง พระราชวังเหนือพื้นน้ำนับพันจั้ง เป็ที่ตั้งของสมาคมการค้าที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ราบภาคกลาง “ฮ่าฮ่า เ้ามาแล้วสินะเฒ่าพิษ”
ชายวัยกลางคนปรากฎรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนบนใบหน้า หัวเราะอย่างเริงร่าบนที่พำนักสูงใหญ่ “ไปนำสุรามา ข้าจะดื่มฉลองให้กับเพื่อนเก่าเสียหน่อย” หญิงรับใช้ข้างกายรีบโค้งตัวทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
ทางทิศตะวันออกของพื้นที่ราบภาคกลาง ณ อารามศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนเทวะ
นักพรตชราสองคน กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านในอาราม ทั้งคู่มองไปที่ลมปราณสีเขียวบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ศิษย์พี่ ลำแสงนั้นมาจากป่านรกดำ”
“อืม คงเป็ เกาฉางกงจากแดนภูต คราวนี้เส้นทางอยู่รอดก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเส้นทางแล้ว”
ใจกลางดินแดนทางทิศตะวันออก ภายในราชวังหลวง ชายชราใบหน้าซีดขาวอ่อนแรง แต่กลับมีรูปลักษณ์ยิ่งใหญ่ประดุจเทพเซียนเสมือนบุคคลที่ผ่านโลกมายาวเกินกว่าจะหยั่งถึงลุกขึ้นจากเตียงทอดสายตามองไปยังดินแดนทางตอนเหนือ “ดาวจักรพรรดิดวงที่12ได้ปรากฏขึ้นบนฟ้า มีเกิดย่อมมีดับ เวลาของข้าคงใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว”
บริเวณทางเข้าห้องโถงกลางตำหนักภูตกระบี่ ปรากฏร่างบุรุษในชุดเขียว ใบหน้าอ่อนวัยกว่าเดิม คิ้วโค้งยาวเรียวงามเป็รูปงู ดวงตาเปล่งประกายสีเขียวเจิดจ้า ย่างกรายเข้ามา
“คาราวะพี่ใหญ่” บุรุษชุดเขียวกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม
“ประเสริฐที่สุด น้องรองเ้าสามารถทะลวงเข้าสู่ดินแดนจักรพรรดิได้สำเร็จแล้ว”
“พี่รอง ข้ายินดีด้วย” หวงหลงและจูซ่งกล่าวขึ้นพร้อมกัน ใบหน้าของพวกมันยิ้มแย้มยินดีราวกับว่าเื่สำคัญนี้ได้บังเกิดขึ้นกับตัวเอง
“พี่รอง ท่านก้าวนำหน้าข้าไปอีกแล้ว หวังว่าท่านคงจะไม่รังแกน้องเล็กเช่นข้าหรอกนะ”
ได้ยินเช่นนั้นบุรุษชุดเขียวส่งยิ้มกลับไป “ใครกล้าที่จะรังแก ธิดาโลหิต มันผู้นั้นคงเบื่อหน่ายกับชีวิตเป็แน่” สิ้นเสียงฉางกงปรายตามองไปทางหนิงเทียนด้วยสีหน้าและแววตาคนึงถึง “เทียนเอ๋อ ไม่เจอเพียงแค่สี่ปี โตขึ้นขนาดนี้แล้วรึ”
“คาราวะท่านพ่อรอง” หนิงเทียนโค้งศีรษะลงก่อนจะแหงนหน้าขึ้นกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ห้าปีแล้วต่างหาก ตอนนี้ลูกอายุห้าปีแล้วขอรับ”
ราชันหมื่นพิษ เกาฉางกงผู้เป็บิดารอง เก็บตัวฝึกฝนบ่มเพาะลมปราณเป็เวลานานถึงห้าปี ทำให้นอกจากตำราหมื่นพิษที่ทิ้งเอาไว้ให้แล้ว หนิงเทียนแทบไม่ได้พบหน้าบิดารองของมันเลย
“เ้าท่องตำราหมื่นพิษของพ่อรองไปถึงไหนแล้ว??” น้ำเสียงและแววตาอ่อนโยนของคนผู้นี้ ราวกับไม่ใช่ผู้ที่สร้างปรากฏการณ์สั่นะเืชั้นฟ้าเมื่อครู่เลย
หนิงเทียนตอบ “ข้าท่องจำได้ทั้งหมดแล้วขอรับ”
“ดี...ดีมาก ั้แ่บัดนี้ไปพ่อรองจะสอนวิธีใช้พิษทั้งหมื่นชนิดให้แก่เ้า ไม่ขาดแม้แต่ชนิดเดียว”
“ขอบพระคุณท่านพ่อรอง” หนิงเทียนตอบรับด้วยรอยยิ้มกว้าง
บุรุษชุดเขียวพยักหน้าขึ้นลงให้กับบุตรชายและหันมองไปยังพี่ใหญ่ของมัน
“พี่ใหญ่ท่านนี่ใจร้ายจริงๆ ท่านหารือเื่สำคัญโดยที่ไม่รอข้าคนนี้ได้อย่างไร??”
“ฮะฮาฮ่าๆ ไม่ใช่พี่ใหญ่ไม่รอเ้า พี่ใหญ่เพียงแค่ทำตามกำหนดเวลาที่เราตกลงกันไว้เท่านั้นเอง” บุรุษชุดขาวรีบหัวเราะกลบเกลื่อน เดิมทีมัน้าให้หนิงเทียนบ่มเพาะวิชาอัตถะวิสุทธิ์ แต่ไม่คาดคิดว่าน้องรองจะประสบความสำเร็จและออกมาในเวลาที่สำคัญเช่นนี้
จากนั้นบุรุษชุดขาวรีบเปลี่ยนเนื้อหาของการสนทนา “น้องรอง ในเมื่อเ้าออกมาแล้ว เ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับเื่นี้?”
อีกฝ่ายกล่าวตอบ“ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด พี่ใหญ่้าให้เทียนเอ๋อ ฝึกวิชากายาเทพอสูรใช่หรือไม่”
หาใช่เื่แปลกอันใด ที่เกาฉางกงจะสามารถคาดเดาได้ หากมองด้วยสายตาเป็กลางแล้ว ในบรรดาพี่น้องทั้งห้าคน วิชากายาเทพอสูรของน้องสามเป็กายาที่แข็งแกร่งที่สุด ถึงขนาดเป็คำพูดที่มันชอบเย้าแหย่น้องสามว่า ‘กระสอบทราย หวงหลง’ ก็เพราะว่าทักษะกายาที่แข็งแกร่งจนยากที่จะเอาชนะลงได้
“ไม่ผิดอย่างที่เ้าคาดเดา และในเวลานี้เรากำลังจะหารือกัน เกี่ยวกับทักษะบ่มเพาะของเทียนเอ๋อ”
ในบรรดาพวกมันห้าคนแล้ว หากเปรียบเป็ ‘ห้าที่สุด’ บุรุษชุดขาวก็คือตัวแทนของความรุนแรงที่สุด หวงหลงเป็ดั่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ชายชุดดำรวดเร็วที่สุดและเทียนไห่ชางเยว่โเี้ที่สุด ส่วนเกาฉางกงผู้นี้คงได้รับ คำว่า ฉลาดที่สุดไปโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
“ตามความเห็นของข้า ทักษะิญญาราชัน ทักษะเพลิงสุริยันและทักษะเหมันนิรันดร์ แม้สามทักษะบ่มเพาะนี้จะเป็ทักษะระดับสุดยอดในดินแดน์ แต่ด้วยเหตุผลในการฝึกและพร์แต่กำเนิดที่แตกต่างกันอย่างมากจึงไม่ใช่วิชาที่เหมาะสม
ถึงจะฝึกฝนได้ แต่ไม่เหมาะจะเป็ทักษะวิชาหลัก จะเหลือเพียงแต่วิชาอัตถะวิสุทธิ์และวิชาเทวะอุดร ที่เป็เคล็ดบ่มเพาะสายกลางเท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ว่าจะคู่ควรกับเทียนเอ๋อ”
แม้จะไม่ได้เน้นในคำพูด แต่คำว่า ‘ไม่แน่ว่าจะคู่ควร’ ที่กล่าวออกมา ก็ได้ยินกันไปอย่างทั่วถึง
“น้องรองเหตุใดเ้าถึงกล่าวออกเช่นนั้นเล่า” โดยส่วนตัวของบุรุษชุดขาวคิดว่าทักษะบ่มเพาะของมันหรือทักษะของน้องรองเป็ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
“ห้าสิบสี่จุด เก้าแก่นแท้พร์แต่กำเนิด คู่ควรที่จะทำในสิ่งที่์คาดไม่ถึง” เกาฉางกงยังกล่าวต่อ “พี่ใหญ่ ท่านจำเหตุการณ์ที่หลุมฝังศพของจักรพรรดิา หวงตี้ได้หรือไม่?”
เมื่อบุรุษชุดขาวได้ยินเช่นนั้น มันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังนึกทบทวนความทรงจำครั้งก่อนอยู่ภายในใจ
และเป็หวงหลงที่ได้กล่าวแทรกขึ้นว่า “ใครจะไปลืมเหตุการณ์นั้นได้ ถ้าพี่ใหญ่ไม่รั้งท้ายให้พวกเราทั้งหมดหลบหนี คงได้ทิ้งชีวิตไว้ที่นั้นกันหมดแน่ สุสานของผู้สร้างแผ่นดิน แค่คิดถึงมันก็ไม่อยากกลับไปอีกแล้ว”
“พี่รอง แล้วหลุมฝังศพจักรพรรดิามาเกี่ยวอะไรกับทักษะบ่มเพาะที่เรากำลังหารือกันอยู่” น้องสี่ของมันถามออกด้วยความสงสัย
เป็หญิงสาวที่ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ก่อน ดวงตาอันสดใสของนางต้องเบิกกว้าง “พี่รองหรือว่า...ท่านคิดจะใช้ ม้วนภาพโบราณ!!!”
“ถูกต้องแล้ว ม้วนภาพโบราณหรืออีกชื่อหนึ่ง ‘ม้วนภาพเทพยุทธ์’ จำได้หรือไม่ คำกล่าวที่สลักไว้บนแผ่นศิลา หากผู้ใดสามารถมองเห็นภาพได้ ผู้นั้นจะกลายเป็ราชันแห่งจักรพรรดิปราบศึกสามแผ่นดิน”
ได้ยินถึงชื่อของ “ม้วนภาพเทพยุทธ์” ทำให้ทั้งห้าคนตกอยู่ในความเงียบ
แม้หนิงเทียนจะสงสัยในสิ่งที่บิดามารดากำลังคุยกัน แต่มันก็ไม่กล้าพอที่จะเปล่งเสียงออกมาทำลายความเงียบครั้งนี้
จูซ่งจมอยู่ในห้วงความคิด มันนึกย้อนกลับไปเมื่อพันปีก่อน ในเวลานั้นไม่ใช่พวกมันเพียงกลุ่มเดียวที่ได้เข้าไปสำรวจหลุมฝังศพของจักรพรรดิผู้สร้างแผ่นดินหวงตี้ ยังมีขุมอำนาจอื่นในระดับจักรพรรดิที่หมายปองต่อสมบัติที่อยู่ภายใน การต่อสู้ชุลมุนแย่งชิงเกิดขึ้นอย่างดุเดือด จักรพรรดิเกือบทั้งหมดเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ และสุดท้ายเป็มันที่ได้หยิบฉวยม้วนภาพโบราณออกมา
พวกมันห้าคนยอมเป็ศัตรูกับคนทั่วทั้งพื้นที่ราบภาคกลางเพียงเพราะสมบัติชิ้นนี้ แต่สุดท้ายแล้วทั้งห้าก็ไม่สามารถที่จะไขความลับของม้วนภาพเทพยุทธ์ได้ กาลเวลาผ่านไปถึงพันปี ทักษะบ่มเพาะที่ไม่สามารถใช้การได้จึงกลายเป็เพียงของไร้ค่าที่พวกมันไม่ได้ให้ความสนใจอีกต่อไป
จูซ่งเปล่งเสียงออกมาทำลายความเงียบ “ครั้งหนึ่ง ข้าเคยพยายามส่งจิตััเข้าม้วนภาพเทพยุทธ์แต่กลับถูกพลังลึกลับด้านต่อต้านเอาไว้”
พี่ใหญ่ของพวกมันกล่าวเสริม “ม้วนภาพเทพยุทธ์ถูกสลักด้วยอาคมโบราณ หากใช้พลังที่แข็งแกร่งกว่าเพื่อจะเปิดมันออก ม้วนภาพจะสลายกลายเป็ฝุ่นผงทันที มีเพียงต้องทำให้มันยอมรับเท่านั้นจึงจะสามารถค้นหาความลับภายในได้”
“พวกเราไม่รู้เลยว่า ทักษะม้วนภาพเทพยุทธ์ มีความสามารถเช่นไร เรารู้จักมันแค่เพียงผ่านข้อความที่สลักเอาไว้บนป้ายหลุมศพเท่านั้น บางทีมันอาจเป็เพียงวิชาทั่วๆไป หรืออาจจะพิเศษกว่าทักษะอื่นๆนิดหน่อย แต่ก็มิได้แข็งแกร่งไปกว่าทักษะบ่มเพาะของพวกเราห้าคน” หวงหลงกล่าว
“น้องสามกล่าวเช่นนั้นไม่ถูกเสียทีเดียว ทักษะวิชาที่มีจิติญญาเป็ของตัวเองและมีอาคมโบราณคอยปกป้อง ไม่อาจเห็นเป็วิชาธรรมดาสามัญได้”
“ก็อย่างที่น้องรองกล่าวมา ตอนที่พี่ใหญ่ยังเยาว์วัย อาจารย์ปู่ได้เล่าให้ฟังว่าพื้นที่ราบภาคกลาง เดิมเป็พื้นที่รกร้างทั้งหมดและเป็ที่อยู่อาศัยของเผ่าพันธุ์ต่างๆมากมาย หาได้รวมเป็แผ่นดินใหญ่เช่นทุกวันนี้ จนวันหนึ่งมีบุรุษที่สามารถขับไล่ปีศาจร้ายให้ออกไปจากแผ่นดินและกำราบทุกเผ่าพันธุ์ลงได้ มันผู้นั้นได้ตัดแผ่นดิน ยกแดนฟ้าและขีดเส้นกั้นมิให้เผ่าพันธุ์อื่นๆสามารถรุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์ ด้วยเหตุนี้ พื้นที่ราบภาคกลางจึงถูกเรียกแทนชื่อของจักรพรรดิผู้นั้นว่า แดน์หวงตี้”
“หวังว่าทักษะบ่มเพาะของมันจะยิ่งใหญ่เหมือนกับเื่ราวเล่าขาน ไม่เช่นนั้นแล้วบุตรชายของหวงหลงคงต้องพบกับความอาภัพที่ได้ฝึกฝนวิชาลึกลับไร้ประโยชน์”
เทียนไห่ชางเยว่มิได้สนใจในคำพูดของหวงหลง นางรีบดึงสติของคนอื่นๆกลับมาด้วยคำถาม “พี่รองหรือว่าท่านมีวิธีคลายอาคมผนึกโบราณ อย่าลืมสิว่า พวกเราใช้เวลาถึงพันปีก็ยังไม่สามารถคลี่คลายได้สำเร็จ??”
ตอนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อพันปีก่อน ทั้งห้าคนยังไม่สามารถไขความลับของม้วนภาพเทพยุทธ์ได้อยู่ดี
เกาฉางกงไม่ได้ตอบคำถามนี้ มันเพียงหยุดนิ่งด้วยแววตาครุ่นคิดเป็อย่างหนักก่อนจะกล่าวออกมา “ทุกคนยังจำข้อความที่สลักไว้บนสุสานจักรพรรดิได้หรือไม่??” จูซ่งตอบกลับ “หากผู้ใดสามารถมองเห็นภาพได้ ผู้นั้นจะกลายเป็ราชันแห่งจักรพรรดิปราบศึกสามแผ่นดิน”
บุรุษชุดเขียวส่ายหน้า “ไม่ใช่ ยังมีอีกหนึ่งประโยค”
ทั้งสี่ได้ยินเช่นนั้น แววตาของพวกมันทั้งหมดเปล่งประกายออกมาราวกับบรรลุถึงความรู้แจ้ง
“น้องรองหากเ้าไม่พูดถึง พี่ใหญ่ก็เกือบจะลืมไปแล้ว!!!”
เกาฉางกงพยักหน้าพร้อมกับทวนคำพูดเ่าั้ออกมาอีกครั้ง “วิชาของข้าไร้ผู้สืบทอด เบื้องบนไร้ตา ดับสิ้น์เทวะ ม้วนภาพเทพยุทธ์สาบสูญชั่วนิรันดร์”
“เมื่อพิจารณาถึงข้อความที่จักรพรรดิหวงตี้ทิ้งเอาไว้ เหตุใดวิชาที่สุดยอดจึงไร้ผู้สืบทอดและคำว่าดับสิ้น์เทวะในข้อความหมายถึงสิ่งใด?? ตอนที่ข้าได้พบกับเทียนเอ๋อ ข้าก็เริ่มที่จะสงสัย ร่างกายเทวะ์ที่มีเพียงแต่ในตำนานกับคำว่า ดับสิ้น์เทวะที่สลักไว้บนสุสานจักรพรรดิหวงตี้มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่”
“พี่รองท่าน หมายถึงผู้ที่จะปลดผนึกอาคมโบราณได้ ต้องเป็ผู้ที่เปิดเส้นลมปราณทั้งหมดห้าสิบสี่จุดและมีพร์เก้าแก่นแท้แต่กำเนิดงั้นรึ??” ประกายความหวังเกิดขึ้นในดวงตาของจูซ่ง
“ข้ามั่นใจเพียงแค่เจ็ดในสิบส่วนเท่านั้น ที่เหลือก็ต้องลองดู”
บุรุษชุดขาวกล่าวเสริม “เหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ นอกจากจะต้องมีร่างกายเทวะ์ในตำนานแล้ว ยังต้องเป็ผู้ฝึกตนในดินแดนมนุษย์ เนื่องจากอาคมผนึกโบราณไม่สามารถรับพลังที่เกินกว่าดินแดนมนุษย์ได้ ไม่เช่นนั้นม้วนภาพเทพยุทธ์ก็จะสลายหายไป”
หวงหลงกล่าวออกเสียงดัง “น่าขัน วิชาแปลกประหลาดเช่นนี้ใครจะไปฝึกฝนได้
ต่อให้ในหนึ่งแสนปีจะพบเจอร่างกายเทวะ์สักหนึ่งคน แต่ถ้ามันผู้นั้นบ่มเพาะลมปราณไปถึงดินแดนนักรบแล้ว ก็ไม่สามารถปลดผนึกม้วนภาพเทพยุทธ์ได้อยู่ดี ข้าคิดว่าหวงตี้อะไรนั้น คงจะงกวิชาไม่อยากให้ใครฝึกเสียมากกว่า ถึงได้สร้างข้อกำหนดสุดแปลกพิสดารเช่นนี้ขึ้นมา”
เกาฉางกงหันมองไปยังพี่ใหญ่ของมัน “เอาอย่างไรต่อไป ให้พี่ใหญ่เป็คนตัดสินใจเถิด”
ได้ยินเช่นนั้นบุรุษชุดขาวพิจารณาอยู่ชั่วครู่ “น้องรองที่เ้าพูดมามีความเป็ไปได้ไม่น้อย เช่นนั้นพวกเรามาลองดูกันสักตั้ง”
“พี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่อย่างที่พี่รองคาดเดา ข้าเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเทียนเอ๋อ” น้ำเสียงเป็ห่วงของชางเยว่ดังขึ้น
“น้องห้าเ้าวางใจได้ มีพวกเราห้าคนอยู่ที่นี้จะต้องไม่มีปัญหา” บุรุษชุดขาวกล่าวตอบ
“ในสถานะการณ์ที่เลวร้ายที่สุดพวกเราก็แค่ทำลายม้วนภาพเทพยุทธ์ทิ้งไปอย่างไม่เสียดาย” จูซ่งกล่าวออกโดยมิแยแสใดๆ แม้จะเป็ของวิเศษที่เหนือกว่าของวิเศษ หากแต่มาทำร้ายบุตรชายเพียงคนเดียวละก็ มันจะทำลายของวิเศษนั้นทิ้งโดยไม่มีความลังเลใดๆ
“เป็ตามที่น้องสี่กล่าวมา หากเกิดเหตุร้ายขึ้น พวกเราจะทำลายม้วนภาพเทพยุทธ์ทันที” เกาฉางกงกล่าวต่อเพื่อคลายความกังวลใจให้แก่น้องห้า
“ในเมื่อพวกเ้าทุกคนเห็นตรงกัน เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ” พี่ใหญ่ของพวกมันกล่าวปิดท้าย
เพียงเวลาชั่วอึดใจ บุรุษชุดขาวหยิบก้อนศิลาสีทองออกมา มันมีขนาดประมาณก้อนมุกทั่วไป มีแสงทองสว่างออกมาจากก้อนศิลาราวกับว่า ถ้าทั้งโลกตกอยู่ในความมืดแสงทองนี้จะไม่มีวันจางหายไป
หนิงเทียนมองไปยังก้อนศิลาสีทองด้วยความฉงน ม้วนภาพโบราณเหตุใดถึงกลายเป็ศิลาสีทองไปได้ หากแต่เมื่อหนิงเทียนมองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วนั้น มุมเหลี่ยมของก้อนศิลาสีทองคล้ายกับสลักลายเส้นบางอย่างเอาไว้ ‘ควรเรียกว่าก้อนหินสลักภาพจะดีกว่ามั้ง’
เสียงของบิดาใหญ่ปลุกมันจากภวังค์ความคิด “เทียนเอ๋อ ให้เ้าหยดเืลงไปบนศิลาก้อนนี้”
“ขอรับท่านพ่อใหญ่” หนิงเทียนใช้ปลายเล็บ กรีดไปที่นิ้วชีของมัน พร้อมกับปล่อยให้โลหิตสีแดงสดไหลลงไปที่ศิลาสีทองอย่างช้าๆ
เมื่อหนิงเทียนหยดเืลงไปบนศิลาสีทองเรียบร้อย กลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาก่อเกิดใดๆทั้งสิ้น ทั้งห้าคนมองไปที่กันและกันด้วยความรู้สึกเสียดายระปนความโล่งใจ
“ครั้งนี้ พี่รองคงจะคิดผิดแล้ว” เทียนไห่ชางเยว่กล่าวออกด้วยความรู้สึกโล่งอก ไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับบุตรชายของนางก็ดีมากพอแล้ว
แต่แล้วยังไม่ทันสิ้นเสียงกล่าวดี พลันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น แสงสีทองจากก้อนศิลา ค่อยๆหม่นลง และเพียงแค่สามลมหายใจเท่านั้น ศิลาเรืองแสงสว่างกลับกลายเป็เพียงก้อนศิลาอับแสงเสมือนเช่นศิลาทั่วๆไป
“พี่ใหญ่เหตุใดถึงเป็เช่นนี้?” หวงหลงกล่าวด้วยสีหน้างุนงง...ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากพี่ใหญ่ของมัน ความเงียบเข้ามาปกคลุมห้องโถงกลางอีกครั้งหนึ่ง
หนิงเทียนซึ่งปัจจุบันกำลังปิดเปลือกตาทำสมาธิ ไม่ได้ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของก้อนศิลาแม้แต่น้อย
แสงสว่างจากก้อนศิลาสีทองไม่ได้หายไป มันเพียงเปลี่ยนตำแหน่งในการเปล่งแสงเท่านั้น ไม่นานนัก หนิงเทียนรู้สึกได้ถึงจุดเล็กสีทอง ก่อนจะกลายเป็ประกายเรืองรอง ส่องสว่างอยู่ในจิตใจ จากนั้นแสงสีทองภายในใจของหนิงเทียนเกิดการสั่นไหวและค่อยๆเปลี่ยนแปลงกลายเป็พื้นที่ว่างลึกลับ
หนิงเทียนรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก มัน้าที่จะเปิดตาขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้ ราวกับว่าจิติญญากับร่างกายถูกแยกออกจากกันไปชั่วขณะ
อากาศหนาวเย็นเกิดขึ้นภายใต้การรับรู้ทางจิต จากนั้นคัมภีร์สีทองได้ปรากฏขึ้นในดวงตา อักขระที่อยู่ภายในพร่ามัวไม่ชัดเจน ‘ดูเหมือนกำลังเกิดบางอย่างขึ้นกับข้า’
ด้วยความสงสัยหนิงเทียนมองไปที่คัมภีร์สีทอง จากนั้นเริ่มพลิกไปทีละหน้าด้วยความสงสัยปนความอยากรู้อยากเห็น และสิ่งที่เห็นทำให้หนิงเทียนเกิดอาการตกตะลึงเป็ที่สุด ดูเหมือนว่าทักษะบ่มเพาะมากมายหลายร้อยแขนงจะถูกเก็บเอาไว้ในคัมภีร์เล่มนี้
กระทั่งสุดยอดทักษะบ่มเพาะอย่าง อัตถะวิสุทธิ์ เหมันนิรันดร์ เทวะอุดร เพลิงสุริยันและิญญาราชัน ที่บิดามารดาพูดถึงยังมีปรากฏให้เห็นในคัมภีร์สีทองเล่มนี้
“ใครกันที่สามารถรวบรวมสุดยอดทักษะวิชาบ่มเพาะไว้มากมายขนาดนี้ได้”
ขณะเดียวกันแสงสีทองในจิติญญาของหนิงเทียนเกิดสั่นะเืขึ้นอีกครั้ง ลำแสงหมุนทวนอย่างบ้าคลั่ง เกิดเป็ภาพเลือนรางที่มาพร้อมกับความเ็ป สติปั่นป่วน ดวงตากำลังมืดลงราวกับว่าจิติญญาของเขาได้ถูกกลืนกินจากคัมภีร์สีทอง
ภายใต้สถานการณ์แปลกประหลาด หนิงเทียนรู้สึกใ มันพยาพยามที่ขยับร่างกายและเปิดตาขึ้น แต่ก็ตระหนักได้ว่าร่างกายไม่สามารถที่จะขยับได้ตามใจนึก เพราะสิ่งประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนนี้ อยู่ภายในจิติญญาของเขาเท่านั้น
ภายในห้องโถงใหญ่ตำหนักภูตกระบี่ ร่างกายของหนิงเทียนอยู่ในลักษณะนั่งสมาธิ ดวงตาปิดลง ไร้ซึ่งสัญญาณของการตอบสนองใดๆมีเพียงลมหายใจแ่เบาที่ยังบ่งบอกถึงชีวิต
“พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้นกับเทียนเอ๋อ!!!” เทียนไห่ชางเยว่ เผยให้เห็นสีหน้าเป็กังวลนางรีบเร่งเร้าลมปราณออกมาหมายจะทำลายศิลาสีทองทิ้ง
“ช้าก่อนน้องห้า” พี่รองของนางกล่าวห้ามเอาไว้ ยังไม่ทันสิ้นเสียงกล่าวดี แสงสว่างสีทองได้ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของหนิงเทียน
“นั้นคือ การรับรู้ที่แท้จริง มันคือการรับรู้ที่แท้จริง!!!” หวงหลงจ้องมองด้วยความประหลาดใจ ทั้งหมดต่างย้ายสายตาไปรวมกันอยู่ที่หนิงเทียนแต่เพียงผู้เดียว
“นี้เป็่เวลาที่สำคัญมาก ข้าจะกางอาคมดึง์ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของลมปราณและจิติญญา พวกเ้าทั้งสี่รีบกลั่นลมปราณบริสุทธิ์ออกมา ช่วยรักษาสภาวะการรับรู้ของเทียนเอ๋อมิให้ขาดห้วง” สิ้นเสียงของบุรุษชุดขาว ลมปราณบริสุทธิ์ทั้งสี่สาย พวยพุ่งออกมาจากสองมือของคนทั้งสี่
ความเ็ปของหนิงเทียนค่อยๆผ่อนคลายลง เด็กหนุ่มได้ลืมตาขึ้นมาในห้องที่สว่างไสวไปด้วยแสงเทียนสีทอง มองไปรอบๆห้อง มีเพียงเก้าอี้เก่าๆตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณมุมมืดของห้อง บนเก้าอี้ปรากกฎร่างของภูตผี แต่หากมองให้ชัดตาแล้ว จะเห็นเป็ชายวัยกลางคนอยู่ในชุดคลุมสีทอง สีหน้าของชายคนนั้นซีดขาวและเลือนราง แต่ถึงอย่างนั้นยังคงให้เห็นความเกลี้ยงเกลาบนใบหน้า ทำให้ผู้ที่มองไปบังเกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจ
ด้วยลมปราณบริสุทธิ์จำนวนมากจากภายนอก ช่วยให้ร่างกายที่คล้ายภาพขุ่นมัวเลือนรางเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ชายคนนั้นมองมาที่หนิงเทียนด้วยสีหน้าแปลกใจ “ดูเหมือนว่าเ้าเด็กน้อย จะมีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งอยู่สินะ”
“ท่านคือใคร?? และที่นี่คือที่ไหน??” คำถามของหนิงเทียนดังขึ้นพร้อมๆกับสัญชาตญาณที่สั่งให้มันถอยหลังออกห่าง
ชายในชุดคลุมสีทองยิ้มอ่อนพร้อมกับตอบคำถามของอีกฝ่าย “ข้าคือเ้าของศิลาผนึกทอง ที่นี่คือแหล่งกำเนิดพลังของข้า ศิลาผนึกทอง” เขาตอบคำถามแรกและคำถามที่สองอย่างรวดเร็วอีกทั้งยังกล่าวต่อไป
ได้ยินเช่นนั้น หนิงเทียนพลันนึกถึงเื่ราวที่บิดาของมันสนทนากัน “เ้าของศิลาผนึกทอง?? จักรพรรดิาหวงตี้!! เป็ไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าจักรพรรดิาผู้นั้นล่วงลับไปแล้ว??” เห็นได้ชัดว่าหนิงเทียนไม่เชื่อในคำกล่าวของชายลึกลับผู้นี้
“ไม่ผิด ร่างกายข้าดับสูญไปนานหลายหมื่นปีแล้ว” อีกฝ่ายตอบความสงสัย และกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “เด็กน้อย ที่เ้าเห็นเป็เพียงเศษเสี้ยวจิติญญาของการรับรู้ที่ข้าได้เก็บรักษาไว้ในศิลาผนึกทองก่อนที่ข้าจะละสังขารจากโลกนี้ไปเท่านั้นเอง มิได้เอาชนะกาลเวลาได้อย่างที่เ้ากำลังคิด”
จักรพรรดิาหวงตี้ยังกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาดุจดั่งเทพเซียนผู้สร้างโลก “หากข้ายังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ละก็ คนที่ควรจะเป็ฝ่ายใก็คงไม่ใช่เ้า แต่เป็ข้าต่างหาก การที่เ้าสามารถปลดอาคมป้องกันของศิลาผนึกทองได้นั้น แสดงว่าร่างกายเทวะ์ในตำนานมีอยู่จริงไม่ใช่เป็เพียงเื่โกหก”
“..........”
“เด็กน้อย จิติญญาของข้าอยู่ล่วงพ้นวัฏจักรของเวลา เพียงเพื่อที่จะได้พบกับผู้สืบทอดอย่างเ้า นับว่า์ยังเห็นใจข้าอยู่บ้าง เ้าเต็มใจที่จะสืบทอดพลังของข้าหรือไม่?”
แน่นอนว่านี้คือคำถาม ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เว้นช่องว่างให้หนิงเทียนได้ครุ่นคิดหรือตอบกลับ “ข้าก็ถามไปตามมารยาทเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าเ้าจะไม่เต็มใจ ก็คงต้องรับการสืบทอดครั้งนี้ เพราะเศษเสี้ยวจิติญญาอย่างข้าก็ไม่อาจทนรอคอยต่อไปได้อีกแล้วละ ฮาฮ่าๆ”
ขณะที่จักรพรรดิหวงตี้กำลังกล่าวออกมา ม้วนคัมภีร์สีทองที่เต็มไปด้วยทักษะบ่มเพาะนาๆชนิดพลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
หวงตี้กล่าวอธิบาย “นี้คือสุดยอดทักษะวิชาบ่มเพาะที่ข้ารวบรวมและสะสมไว้ตลอดชั่วชีวิต ข้าได้รวบรวมจุดดี ละทิ้งจุดด้อยของบรรดาทักษะมากมาย สรรสร้างขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็ทักษะบ่มเพาะที่ชื่อว่า ‘ม้วนภาพเทพยุทธ์’ ม้วนภาพเทพยุทธ์เกิดจากการนำข้อดีของทักษะจำนวนมากมาผสมผสาน แต่ด้วยความผิดพลาดที่เหนือคาดหมาย ทำให้มันเป็วิชาที่ต้องใช้พื้นฐานสูงเกินความเป็ไปได้ ทำให้ไม่สามารถหาผู้ที่เหมาะสมมาสืบทอดทักษะวิชานี้ได้จริง พร์เก้าแก่นแท้ เปิดจุดลมปราณทั่วร่างทั้ง54จุดแต่กำเนิด คือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากไม่เข้าตามเงื่อนไขที่ว่านี้ ร่างกายของผู้ที่ทำการบ่มเพาะจะไม่สามารถทนทานต่อพลังอันยิ่งใหญ่ได้ สุดท้ายแล้วจะต้องตกตายไม่เหลือแม้เพียงเศษเสี้ยวของิญญา”
“เป็เพราะเหตุนี้ท่านจึงต้องผนึกมันไว้ในศิลาผนึกทอง??” หนิงเทียนกล่าวถามด้วยความระมัดระวัง
“เ้าฉลาดมากเด็กน้อย ความละโมภของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุด หากคนทั่วไปได้และหมายจะฝึกฝนได้ กลายเป็ว่าทักษะที่ข้าคิดค้นขึ้น เป็ดั่งมีดแหลมคมที่ใช้สังหารลูกหลานของตัวเองตราบชั่วนานเท่านาน ข้ามิ้าเป็ผู้สร้างโศกนาฏกรรม การแย่งชิงและความสูญเสียให้แก่ดินแดน์แห่งนี้” กล่าวจบจิติญญาจักรพรรดิหวงตี้สะบัดมือคราหนึ่ง
เพล้งง!!!
เสียงแก้วแตกดังก้องเต็มสองหูของหนิงเทียน พร้อมกันนั้นคัมภีร์สีทองแหลกสลายกลายเป็ฝุ่นผงลอยเข้าไปในร่างกายของหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว ภายในทะเลแห่งจิติญญาของหนิงเทียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ปริศนาทั้งห้าภาพพลันปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า
“หรือว่าทั้งห้าภาพนี้คือทักษะบ่มเพาะม้วนภาพเทพยุทธ์!!??” หนิงเทียนไม่คาดคิดว่า ทักษะที่ยิ่งใหญ่ที่อีกฝ่ายกล่าวถึง จะเป็เพียงม้วนภาพไร้รูปที่ไม่สามารถบอกรูปลักษณ์ได้อย่างชัดเจน
“ถูกต้องแล้วเ้าเด็กน้อย ภาพทั้งห้าเปรียบเสมือนห้าวัฏฏะ ห้าขั้นตอนของการบ่มเพาะลมปราณ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมาในรูปแบบตายตัวเฉกเช่นตัวอักษร มิได้ปรากฏมวลความรู้เหมือนเช่นทักษะอื่นๆ แต่มันจะแสดงให้เห็นถึงรูปลักษณ์อุปนิสัยของสิ่งที่อยู่ในภาพ เพียงแค่เ้าเพ่งจิตพินิจ ตราบใดที่สามารถรู้แจ้งถึงภาพเ่าั้ จะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้ถึง”
ได้ยินถึงคำชี้แนะของอีกฝ่าย หนิงเทียนจึงพยามจ้องมองไปที่ม้วนภาพไร้รูป ภาพที่หนึ่งจากทั้งหมดห้าภาพ
คล้ายแสงเลือนรางส่องสว่างในความมืด ปรากฏเห็นเค้าโครงรูปภาพ พยัคฆ์สีดำตัวใหญ่ ลวดลายบนลำตัวของมันประดับด้วยริ้วสีทอง สองขาหน้าของมันกำลังเหยียบยืนอยู่บนดวงจันทรา
เพียงแค่การมองหนึ่งครั้ง ความรู้สึกเย็นสบายปรากฏขึ้นในจิตใจ จิติญญาราวกับเป็ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ รู้สึกเหมือนสามารถล่องลอยไปที่ใดก็ได้ตราบเท่าที่้า แต่เพียงชั่วครู่อึดใจ ความรู้สึกเ่าั้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความร้อนรุ่ม ร่างกายของมันระอุราวกับเืในกายและทะเลลมปราณกำลังถูกต้มจนสุก
ปราณในร่างถูกแผดเผาจนเดือดและระเหยขึ้นเป็ไอ จากลมปราณที่เอ่อล้นพร้อมที่จะทะลวงไปสู่ดินแดนนักรบได้ทุกเวลา บัดนี้หดหายเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากของเดิม แต่แม้ลมปราณของหนิงเทียนจะลดลง ทว่าความบริสุทธิ์และความเข้มข้นกลับสูงล้ำจนยากจะประมาณได้
สีหน้าของจักรพรรดิในชุดคลุมทองตกตะลึงในสิ่งที่เขาเห็น “เพียงแค่ครั้งแรกที่เด็กน้อยคนนี้จ้องมองพินิจภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทรา ก็สามารถรู้แจ้งได้ถึง2ใน10ส่วน”
ด้วยความใคร่รู้ที่ไม่สิ้นสุด หนิงเทียนพยายามมองไปยังภาพที่2ทันที
อ๊ากกกกกกกก!!!!!
เด็กหนุ่มร้องออกมาด้วยความเ็ปอย่างสุดแสน ร่างของหนิงเทียนล้มลงไปกองอยู่กับพื้นสองมือจับกุมไปที่ศีรษะ ความเ็ปมหาศาลถาโถมเข้ามาที่จิติญญา
ราวกับจะะเิออก หนิงเทียนรีบถอนสายตาจากภาพอย่างรวดเร็ว
แค่เพียงพริบตาที่ความคิดใคร่รู้บังเกิดขึ้น ยังไม่ทันเห็นได้ว่าภาพที่2มีสิ่งใดสลักอยู่ด้วยซ้ำไป แต่นั้นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้หนิงเทียนก้าวล่วงสู่แดนมรณา
จักรพรรดิในชุดสีทองส่ายศีรษะไปมา “อย่าได้รีบร้อนไป เมื่อเ้าสามารถทำความเข้าใจในภาพ พยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทรา ได้อย่างสมบูรณ์ ก็จะสามารถมองเห็นภาพที่2ได้อย่างปลอดภัย”
“ขะ...ขอบคุณ ผู้าุโที่สอนสั่ง” ขณะที่มันกล่าว ความเ็ปในจิตใจของหนิงเทียนค่อยๆเบาบางลง
“เด็กน้อย ตอนนี้เ้าออกไปได้แล้ว พลังอำนาจของศิลาผนึกทองกำลังจะหมดลง
เศษเสี้ยวจิติญญาของข้ากำลังจะหายไปตามวัฏจักรเวลา ภาระส่วนหนึ่งที่ข้าแบกรับไว้นับว่าสิ้นสุดลงแล้ว” กล่าวจบร่างของจักรพรรดิหวงตี้ค่อยๆเลือนรางจนหายไป
จิตใต้สำนึกของหนิงเทียนถูกส่งออกมาด้านนอกอย่างรวดเร็ว ลูกหินสีทองที่กำลังหมุนวนอยู่ในภายในจิติญญาหลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งกับทะเลลมปราณของมันกลายเป็แหล่งกำเนิดลมปราณที่ชื่อว่า ‘ศิลาผนึกทอง’
......
......
บริเวณห้องโถงกลางของตำหนักภูตกระบี่ เวลาผ่านไป2ชั่วยาม หนิงเทียนค่อยๆเปิดตาขึ้นฟื้นคืนสติกลับมา
“เทียนเอ๋อลูกปลอดภัยแล้ว” เทียนไห่ชางเยว่ กล่าวออกเป็คนแรก ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจและโล่งใจพร้อมๆกัน
เห็นเช่นนั้น บุรุษชุดขาวค่อยๆถอนอาคมดึง์ออก สภาวะในห้องกลับสู่ความปกติอีกครั้ง
“ท่านแม่ ลูกไม่เป็ไรแล้วขอรับ” สีหน้าของหนิงเทียนเวลานี้ปลอดโปร่งสดใสยิ่งกว่าเดิม สายตามองไปยัง ศิลาผนึกทองที่ได้เปลี่ยนสภาพไม่ต่างอะไรจากก้อนศิลา คงจะมีเพียงหนิงเทียนเท่านั้นที่เข้าใจทุกสิ่ง เวลานี้ศิลาผนึกทองได้หลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งกับตัวมันไปแล้ว
“ฮ่ะฮ่าๆ ดูเหมือนว่าเทียนเอ๋อของพวกเราจะได้รับโชคอันยิ่งใหญ่จากจักรพรรดิา” เกาฉางกงหัวเราะเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดีกับบุตรชาย มันเป็ผู้ริเริ่มเื่ราวทุกอย่างและสุดท้ายผลลัพธ์ก็ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี จะไม่ให้มันมีความสุขมากกว่าใครอื่นได้อย่างไร
“ท่านพ่อรอง เวลานี้ลูกสามารถบ่มเพาะทักษะม้วนภาพเทพประยุทธ์ได้แล้วขอรับ” หนิงเทียนกล่าวออกเพื่อให้อีกฝ่ายแน่ใจ
“เทียนเอ๋อทักษะบ่มเพาะม้วนภาพเทพยุทธ์ เป็วิชาเช่นใด ร้ายกาจกว่า ิญญาราชันของพ่อสี่หรือไม่??” จูซ่งกล่าวด้วยความใคร่รู้ที่เก็บมานานกว่าพันปี
หนิงเทียนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบตามความจริง “เป็เพียงภาพวาด ห้าภาพ ที่สลักอยู่ในจิติญญาของการรับรู้เท่านั้น ส่วนตอนนี้ลูกยังไม่เห็นถึงความวิเศษพิสดารของมันเลย”
จากนั้นเกาฉางกงยื่นฝ่ามือออกไปััตัวเข้ากับหนิงเทียน พร้อมสำรวจร่างกายด้วยลมปราณอย่างละเอียด เพียงการััครั้งเดียวก็สามารถบ่งบอกโครงสร้างภายในได้หมดเปลือก “เทียนเอ๋อ ลมปราณของเ้ามีความบริสุทธิ์เป็อย่างมากอีกทั้งทะเลลมปราณยังขยายกว้างและเข้มข้นกว่าคนทั่วไปถึงสามเท่าไม่สิอาจจะสี่เท่าด้วยซ้ำ”
“วิเศษ วิเศษมากจริงๆ เป็ทักษะบ่มเพาะที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมกับร่างกายเทวะ์แล้ว เทียนเอ๋อลูกต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างเคร่งขัดนะ รู้ไหม??” จูซ่งกล่าวด้วยความยินดี
เพียงเท่านี้ก็ไม่นับว่าสูญเปล่าแล้ว ที่ครั้งนั้นมันได้ตัดสินใจหยิบฉวยก้อนศิลาสีทองออกมาจากหลุมฝังศพของจักรพรรดิหวงตี้
บุรุษชุดขาวมองไปที่หนิงเทียนและกล่าว “ทักษะวิชาอัตถะวิสุทธิ์ของพ่อใหญ่เน้นการกลั่นลมปราณให้บริสุทธิ์ใช้ออกด้วยการโจมตีเป็หลัก ส่วนวิชาเทวะอุดรของพ่อรองเ้าช่วยให้ผู้ฝึกฝนมีทะเลลมปราณที่กว้างใหญ่โอบอุ้มสรรพสิ่งได้ ดูเหมือนว่าทั้งสองไม่สามารถเทียบได้กับทักษะบ่มเพาะม้วนภาพเทพยุทธ์ ราวกับว่าได้นำข้อดีของทักษะชั้นยอดมาผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัว”
ได้ยินเช่นนั้น หวงหลงกล่าว “จักรพรรดิหวงตี้ผู้นี้ช่างมีพร์ในการสรรสร้างสุดยอดวิชาอย่างแท้จริง” ด้วยนิสัยโพงพางไม่สนใจรอบข้างของมัน ทำให้มีน้อยคนนักที่จะได้รับการยกย่องจากปากของอสูรคลั่งผู้นี้
“กลั่นลมปราณให้บริสุทธิ์และขยายทะเลลมปราณ เพียงแค่คุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอให้กลายเป็สุดยอดทักษะะเืฟ้าแล้ว แต่กลับสามารถรวมสองเข้าในหนึ่งได้ ช่างพิสดารล้ำลึกยิ่งนัก” เทียนไห่ชางเยว่กล่าวออกด้วยความนับถือต่อผู้สร้างวิชา
ถึงกระนั้นทุกคนในห้องยังไม่รู้ว่า ความสามารถรวมสองสุดยอดวิชาเป็หนึ่ง เกิดจากภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทรา เพียงภาพเดียวเท่านั้น มิใช่เป็ความสามารถทั้งหมดของทักษะบ่มเพาะม้วนภาพเทพยุทธ์
“เทียนเอ๋อนี้คือโอสถ์จิติญญาั ที่พ่อรองปรุงขึ้น มันช่วยปรับพลังลมปราณให้เสถียรและช่วยให้เ้าทะลวงเข้าสู่ดินแดนนักรบได้ทันที” เกาฉางกงส่งเม็ดโอสถให้แก่บุตรชาย
หนิงเทียนรับมาและโยนเข้าปากทันที “ขอบพระคุณท่านพ่อรอง”
“เทียนเอ๋อ บิดาใหญ่จะให้เ้าได้เที่ยวเล่นอีกเพียงครึ่งเดือนเท่านั้น นับจากนี้ต้องไปยังตำหนักภูตอสูร เริ่มฝึกฝนกายาเทพอสูรเป็วิชาแรกและต้องไม่ลืมบ่มเพาะม้วนภาพเทพยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เอาล่ะ...จบเื่แล้ว พวกเราแยกย้ายกันได้ ให้เวลาเทียนเอ๋อได้พักผ่อนมากหน่อยจะดีกว่า”