ตอนที่ 21 วัดฝอเซี่ยง
“สวดขอพรที่วัดฝอเซี่ยงหรือ” หงอวี้เพิ่งจากไป ฮวาอิ่งเม่ยก็หันมองชิวเอ๋อร์อย่างสงสัย
ชิวเอ๋อร์รีบอธิบายว่า “ทุกปีจวนของพวกเรามีสวดขอพรที่วัดเป็ประจำเ้าค่ะ เพียงแต่ทุกปีที่ผ่านมาล้วนสวดขอพรตอนสิ้นปี และไม่ได้ไปวัดฝอเซี่ยง แต่ไปวัดชิงซานเ้าค่ะ”
“อย่างนั้นรึ” ฮวาอิ่งเม่ยเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย “วัดฝอเซี่ยงกับวัดชิงซานต่างกันอย่างไร”
“เรียนคุณหนู วัดฝอเซี่ยงแม้จะอยู่ใกล้เมืองหลวง แต่ต้องตัดผ่านป่าเข้าไป ที่ตั้งวัดก็อยู่ห่างไกลผู้คน พอตกกลางคืนยิ่งเงียบสงัดน่ากลัว ส่วนวัดชิงซานแม้จะอยู่ไกล แต่ตั้งอยู่บนเส้นทางหลวง ผู้คนไปกราบไหว้กันคึกคัก มีพวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ไปมามากมาย ดังนั้นการสวดขอพรโดยทั่วไปล้วนเลือกไปวัดชิงซานเ้าค่ะ”
ปากแดงเข้มของฮวาอิ่งเม่ยเหยียดยิ้มเ็า ดูท่าว่ามีบางคนอดใจไม่ไหวแล้วสิ
ตอนบ่าย ฮวาอิ่งเม่ยปลอมตัวเป็บุรุษไปร้านอาวุธหลิงปิง จึงถือโอกาสซื้ออาวุธป้องกันตัวติดมือมาด้วยชิ้นหนึ่ง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แสงแดดยามเช้าสาดมากระทบร่าง ฮวาอิ่งเม่ยรู้สึกตัวตื่นขึ้น สาวใช้ของอี๋เหนียงสามก็มารออยู่ที่ด้านนอกแล้ว คอยเร่งให้นางไปวัดฝอเซี่ยง
หลังจากชิวเอ๋อร์ปรนนิบัติชำระร่างกายเสร็จสิ้น ฮวาอิ่งเม่ยจึงผลัดมาใส่ชุดกระโปรงเรียบง่ายตัวหนึ่งแล้วเดินออกจากห้อง
การไปสวดขอพรที่วัดฝอเซี่ยงครานี้ ฮวาอิ่งเม่ยพาสาวใช้ไปด้วยแค่สองคนคือชิวเอ๋อร์กับหลีเซียง ส่วนองครักษ์หลายสิบนายนำขบวนโดยเจินหรูจี๋
รถม้าแล่นห่างจากทางหลวงไปช้าๆ ฮวาอิ่งเม่ยมองลอดหน้าต่างรถม้าเห็นผู้คนค่อยๆ บางตาลงทุกที ดวงตาเป็ประกายวาววับที่ผู้คนยากเข้าใจ
ล้อรถยามแล่นบดผ่านหินและดินโคลนมีเสียงกึกกักชวนให้ขนหัวลุก รอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินแต่เสียงใบไม้ต้องลม
“คุณหนูใหญ่ ถึงวัดฝอเซี่ยงแล้วขอรับ” เสียงเจินหรูจี๋ดังมาจากด้านนอก
ชิวเอ๋อร์ประคองฮวาอิ่งเม่ยลงจากรถมายืนบริเวณเชิงเขาของวัดพุทธ เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป วัดฝอเซี่ยงอยู่ท่ามกลางป่าเขา ธารน้ำไหลรินผ่านคันดิน ใบไม้เขียว กลีบบุปผาแดง ลอยละล่องตามสายน้ำไปสู่ปลายทางอย่างเชื่องช้า
ที่นี่คือวัดฝอเซี่ยง อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ห่างไกลจากกิเลสความวุ่นวายของผู้คน
ฮวาอิ่งเม่ยไม่นับถือพุทธ แต่ยามนี้ยังอดหวั่นไหวต่อบรรยากาศที่หลุดพ้นเช่นนี้ไม่ได้
“อมิตาภพุทธ” หลวงจีนน้อยที่วัดเหมือนจะทราบแต่แรกว่าฮวาอิ่งเม่ยจะมาที่นี่ จึงได้มารออยู่หน้าวัดก่อนแล้ว พอเห็นคนจึงรีบเข้ามาเดินนำฮวาอิ่งเม่ยเข้าไปภายในโบสถ์ “เชิญประสกจุดธูปไหว้พระ”
กล่าวกันว่าเข้าวัดไหว้พระเข้าบ้านเรียกคน[1] นี่คงใช้บอกสิ่งที่ฮวาอิ่งเม่ยทำอยู่ในตอนนี้ได้เป็อย่างดี
นางจุดธูปไหว้พระ จากนั้นหลวงจีนน้อยจึงพาไปที่ห้องฝึกสมาธิด้านหลังวัด “ประสกฮวา นี่เป็ห้องของท่าน อาตมาได้จัดเตรียมบทสวดมนต์ขอพรและพวงประคำไว้ให้ท่านแล้ว ยังมีอาหารมื้อบ่าย ทางวัดจัดเป็อาหารเจทั้งหมด ขอประสกอภัยด้วย”
“ท่านอาจารย์น้อย ข้าเข้าใจดีเ้าค่ะ” ฮวาอิ่งเม่ยกล่าว
“ประสกฮวา อาตมาขอเตือนว่า วัดอยู่ห่างไกลผู้คน อย่าได้ออกนอกห้องยามวิกาลเด็ดขาด”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์น้อยเ้าค่ะ” ฮวาอิ่งเม่ยกล่าวขอบคุณ มองส่งหลวงจีนน้อยออกจากห้องไป
“ท่านอาจารย์ ประสกฮวาเข้าพักที่ห้องฝึกสมาธิแล้วขอรับ คำเตือนที่ท่านอาจารย์ให้ข้ากล่าว ข้าพูดให้นางฟังทั้งหมดแล้ว” หลวงจีนน้อยออกจากห้องฝึกสมาธิก็รีบมารายงานเ้าอาวาสที่อยู่ในห้อง
“อืม ไปเถอะ” หลวงจีนชราในชุดจีวรนั่งบนเบาะทำสมาธิ คิ้วขาวโพลนตกห้อยอยู่ตามไรผม ยามกล่าววาจา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“ขอรับท่านอาจารย์” หลวงจีนน้อยกวาดตามองชายหนุ่มที่ข้างกายเ้าอาวาสแวบหนึ่ง แล้วถอยออกมาอย่างนอบน้อม ก่อนจากไปยังไม่ให้ปิดประตูอีกด้วย เขากล่าวคำพูดเมื่อครู่โดยไม่หลบเลี่ยงชายหนุ่ม เป็เพราะหลวงจีนน้อยทราบว่าชายหนุ่มเป็สหายสนิทของอาจารย์ตนเอง
“หยวนจี้ไต้ซือ ข้าไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า ท่านก็มีกิเลสด้วย เข้ามายุ่งกับเื่ทางโลกั้แ่เมื่อใดกัน” ชายหนุ่มที่ข้างกายหยวนจี้กล่าวขึ้น ชุดแพรที่สวมใส่ยิ่งขับเน้นใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยกของเขาให้สง่าภาคภูมิกว่าเดิม ใบหน้าประดับรอยยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงบอกไม่ถูกว่าเป็การถามไถ่หรือพูดเหน็บกันแน่
หลวงจีนชราหยวนจี้ตวัดสายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่แสดงอารมณ์อันใด กล่าวว่า “ก็แค่ไม่อยากให้เื่เลวร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นในที่ธรณีสงฆ์อันบริสุทธิ์เท่านั้น”
ชายหนุ่มชุดแพรไม่กล่าวอะไรอีก แต่แค่นเสียงหัวเราะออกมา เื่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในเขตวัดมีแค่เื่นี้เื่เดียวเสียที่ไหนกัน ก่อนหน้านี้ไม่สนใจไยดี ตอนนี้กลับใช้ข้ออ้างนี้มากล่าวกับตน
เพียงแต่เขาเองก็ไม่จำเป็ต้องรู้ แค่ประหลาดใจอยู่บ้างว่าตาเฒ่าที่บอกกับเขามาตลอดว่าจะไม่ยุ่งเื่ทางโลกนี้ เหตุใดจึงเกิดอยากยุ่งกับเื่นี้ขึ้นมา
แน่นอนว่า เื่ที่ทำให้ชายหนุ่มอยากรู้ก็คือ บุคคลที่ทำให้ตาเฒ่านี้เอ่ยปากเตือนเป็ใครกัน
หยวนจี้หลุบตาลง ไม่สนว่าเชียนอวี่หยางจะคิดอย่างไร เขาแค่หวังว่า ความปรารถนาดีและเมตตาจิตของเขาในวันนี้จะทำให้ผู้ที่ดาวหงสาบ่งชี้ไม่ทำลายสรรพชีวิตบนแผ่นดินนี้มากนัก
เชิงอรรถ
^ คล้ายสำนวน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม