บนเกวียนลา หลินอวี่ไม่ได้รีบร้อนนับเงิน
ความร่ำรวยไม่ควรเปิดเผย เขาเข้าใจหลักการนี้ดี เขาเป็เพียงเด็กที่ออกมาข้างนอกตัวคนเดียว หากถูกผู้ไม่หวังดีจ้องเล่นงานเข้าล่ะก็ คงจะเป็เื่ยุ่งยากแน่นอน แต่ในใจเขาก็คำนวณไว้คร่าว ๆ ว่าขายได้เงินประมาณเท่าไหร่ ซึ่งเขาสามารถประเมินได้ ปลาส่วนใหญ่เป็ปลากะพงเหลืองใหญ่ มีทั้งหมดประมาณห้าสิบจิน ราคาจินละสามเหมา ปลาชนิดอื่นอาจจะถูกกว่าเล็กน้อย แต่รวมแล้วต้องขายได้ไม่ต่ำกว่าสิบห้าหยวนแน่นอน
ปูมีทั้งหมดสามสิบกว่าจิน ในนั้นมีปูทะเลเนื้อตัวใหญ่เพียงเจ็ดตัว ตัวหนึ่งหนักเกินหนึ่งจิน รวมแล้วไม่ถึงสิบจิน ให้คำนวณว่าสิบจินแล้วกัน ขายจินละสี่เหมา ได้เงินสี่หยวน ส่วนปูดอกราคาแพงกว่าเล็กน้อย ขายที่สี่เหมาหกเฟิน น่าจะได้เงินประมาณสิบสามหยวน คำนวณแบบนี้ รวมแล้วต้องขายได้สามสิบสามหยวน ไม่น่าจะคลาดเคลื่อนไปจากนี้มากนัก
เมื่อคำนวณในใจเสร็จ มุมปากของหลินอวี่ก็ปรากฏรอยยิ้ม ครั้งนี้ไม่ได้มาเมืองเสียเที่ยว จะบอกว่าทริปนี้กวาดเงินเข้ากระเป๋าจนเต็มก็คงไม่เกินจริง ต้องรู้ว่า แป้งสาลีหนึ่งจินราคาเพียงสองจุดสองเฟิน เงินจำนวนนี้จะซื้อแป้งสาลีได้มากแค่ไหน? แถมยังมีของชิ้นใหญ่ที่ยังไม่ได้ขายอีกอย่างหนึ่ง!
ความจริงแล้ว ลอบดักปลาที่ใส่ปลาอินทรีตัวนี้ไว้ หลินอวี่ไม่ได้เปิดมันออกเลย ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากขาย แต่เขารู้ว่าคนทั่วไปไม่มีกำลังซื้อพอ ปลาอินทรีตัวนี้ยาวกว่าหนึ่งเมตร คาดว่าน้ำหนักน่าจะถึงสี่สิบจิน ครอบครัวธรรมดาต่อให้มีเงิน ใครจะซื้อปลาตัวใหญ่ขนาดนี้กลับไปกินที่บ้าน?
แต่ร้านอาหารของรัฐนั้นแตกต่างออกไป ลูกค้าที่นี่ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ระดับผู้บริหารก็เป็พวกคนรวย เวลาคนรวยจัดเลี้ยงแขกผู้มีเกียรติ การใช้ปลาอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้จะทำให้ดูมีหน้ามีตามาก อีกทั้งร้านอาหารของรัฐมักจะรับซื้ออาหารทะเล ผักป่า และเห็ดป่าจากภายนอกอยู่เสมอ แถมยังให้ราคาดีด้วย ขอเพียงของมีคุณภาพ ราคาจะไม่ต่ำกว่าตลาด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้น ความตั้งใจแรกหลินอวี่จึงตั้งใจจะขายปลาอินทรีตัวใหญ่ตัวนี้ให้กับร้านอาหารของรัฐ
ร้านอาหารของรัฐตั้งอยู่ในเขตจ้านเฉียน ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ มีผู้คนเดินพลุกพล่าน เป็ถนนที่คึกคักที่สุดในเมืองอิงโข่ว แม้ตอนนี้จะเป็เวลาโพล้เพล้ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว แต่บริเวณใกล้สถานีรถโดยสารก็ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทุกคนต่างเร่งรีบเดินทางเพื่อการเลี้ยงชีพ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง พอหลินอวี่ไปถึงหน้าร้านอาหารของรัฐ ก็ถูกเด็กสาวที่สวมผ้ากันเปื้อนขวางไว้ "นี่เ้าหนู... ตรงนี้จะเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้ามาไม่ได้นะ"
หลินอวี่รีบพูดว่า "สวัสดีครับพี่สาว ผมมาจากหมู่บ้านประมงแถวนี้ ได้ยินว่าร้านอาหารของพวกพี่รับซื้ออาหารทะเลและปลา ผมมีปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ไม่ทราบว่าพวกพี่รับซื้อไหมครับ?"
"ปลาตัวใหญ่? ใหญ่แค่ไหน?" เด็กสาวขมวดคิ้ว พลางถามด้วยความสงสัย
"ยาวกว่าหนึ่งเมตรเลยครับ เป็ปลาอินทรีตัวใหญ่ อยู่บนรถนี่แหละ ถ้าพี่ไม่ให้ผมเข้าไปก็ได้ รบกวนพี่ช่วยถามหัวหน้าให้หน่อยครับ ถ้าพวกพี่ไม่เอา ผมจะลากไปที่ร้านอาหารเสี่ยวโหลวแทน"
เด็กสาวมองไปที่เกวียนลาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นดังนั้น หลินอวี่จึงรีบเลิกฟางที่คลุมไว้ออกเพื่อให้เด็กสาวเห็นได้อย่างชัดเจน เด็กสาวใทันที ในใจคิดว่า เป็ปลาตัวใหญ่ยาวกว่าหนึ่งเมตรจริง ๆ ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้เธอเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรกในชีวิต
"เธอรอตรงนี้ เดี๋ยวฉันเข้าไปแจ้งหัวหน้าให้ ห้ามไปไหนนะ" เด็กสาวรีบพูด ปลาอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้เธอเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ร้านอาหารของพวกเขาไม่เคยปฏิเสธคนที่เอาของป่ามาขาย ยิ่งเป็ของเกรดพรีเมียมแบบนี้ยิ่งไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ เพราะกลัวว่าหลินอวี่จะจากไป
ไม่นาน เด็กสาวก็พาชายวัยกลางคนที่ถือทัพพีเดินออกมา ดูออกว่าเขาน่าจะกำลังทำอาหารอยู่ เมื่อมาถึงตรงหน้าหลินอวี่ ชายวัยกลางคนก็เอ่ยถามทันที "อยู่ไหน? รีบพาฉันไปดูหน่อย"
หลินอวี่รีบชี้ให้ดูตะกร้าบนเกวียนลา ชายคนนั้นชะโงกหน้าเข้าไปดูแล้วดวงตาก็เป็ประกายทันที "คุณพระช่วย ยาวกว่าหนึ่งเมตรจริง ๆ ด้วย ปลาอินทรีตัวใหญ่ขนาดนี้ ฉันไม่ได้เห็นมาหลายปีแล้ว"
"ครับ เพิ่งจับขึ้นมาวันนี้ ดูสิครับ ยังสดอยู่เลย คุณจะรับไหมครับ?"
"ไอ้หยา! พูดอะไรอย่างนั้นในเมื่อฉันยอมเดินออกมาดูก็แสดงว่าเอาสิ ว่ามาเลยจะขายเท่าไหร่" ชายวัยกลางคนเดินวนรอบปลาตัวนี้ ในฐานะพ่อครัว การปรุงปลาตัวใหญ่ขนาดนี้ถือเป็ความท้าทายสำหรับเขา
อีกทั้งร้านอาหารของพวกเขาต้องมีลูกค้าที่มีกำลังซื้อแน่นอน ไม่ต้องกังวลเื่ขายไม่ออก ต่อให้ไม่มีใครซื้อทั้งตัว แค่แล่เนื้อออกมาทำเป็เกี๊ยวไส้ปลาอินทรี ก็ทำกำไรได้มหาศาลแน่นอน
"คุณให้ราคาจินละเท่าไหร่ครับ?" หลินอวี่ถามกลับ
หลิวเจียหมินคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ตอนนี้ราคาปลาอินทรีในตลาดอยู่ที่ห้าเหมาถึงหกเหมาต่อจิน ขึ้นลงไม่เกินห้าเฟิน แต่ตอนนี้เป็วันลมแรง ปลาจับได้น้อย และปลาอินทรีของเธอตัวยาวเกินหนึ่งเมตรซึ่งหาได้ยาก ฉันให้เธอจินละแปดเหมา เธอว่ายังไง?"
"ตกลงครับ!"
หลินอวี่ตอบตกลงทันทีเพราะดูออกว่าชายวัยกลางคนคนนี้เป็คนซื่อตรง ไม่ได้โกหกเด็กอย่างเขา ราคาแปดเหมาต่อจิน คือราคาที่หลินอวี่ตั้งไว้ในใจพอดี
"ตกลง งั้นฉันเข้าไปเอาเงินให้ รอฉันสักครู่ เสี่ยวฮุ่ย เรียกคนออกมาสองคน ช่วยมาชั่งน้ำหนักปลาตัวนี้หน่อย"
พูดจบ เด็กสาวก็รีบเข้าไปในบ้าน เรียกคนสองคนแบกตาชั่งก้านยาวออกมา ตาชั่งนี้เป็รุ่นเก่ามาก เมื่อก่อนหลินอวี่เคยเห็นเฉพาะตอนที่บ้านใครฆ่าหมู่ปีใหม่เพื่อชั่งน้ำหนักหมูเท่านั้น
"พอดีสี่สิบสองจิน" พนักงานที่ชั่งน้ำหนักะโบอก พร้อมกับหันตาชั่งมาให้หลินอวี่ดูด้วยตัวเอง
หลินอวี่ดูตาชั่งแบบนี้ไม่เป็จึงได้แต่พยักหน้าตามน้ำไปเท่านั้น อีกอย่างหลิวเจียหมินเป็คนซื่อ ไม่น่าจะโกงเด็กอย่างเขา เมื่อได้ยินน้ำหนักแล้ว หลิวเจียหมินก็พึมพำสูตรคูณในปาก พนักงานสองคนจึงช่วยกันยกปลาเข้าไปในร้านอาหาร
"ทั้งหมดสี่สิบสองจินสามสิบสามจุดหกหยวน!"
หลิวเจียหมินใจกว้างมาก ยัดเงินให้หลินอวี่สามสิบสี่หยวน ก่อนจากไป ยังบอกหลินอวี่ว่า ถ้ามีของดีแบบนี้อีก พวกเขาจะรับซื้อทั้งหมด เรียกได้ว่า การมาเมืองอิงโข่วครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง
ในสถานการณ์ปกติ ปลาเหลืองที่ท่าเทียบเรือขายได้เพียงหนึ่งเหมาหกเฟินถึงหนึ่งเหมาเจ็ดเฟิน ปูขายได้สอบเหมาสี่เฟิน แม้จะต้องเดินทางไกลขนาดนี้ แต่ก็ขายได้เงินเพิ่มขึ้นมาก ในยุคที่ขาดแคลนทรัพยากรเช่นนี้ การขายได้เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งหยวนก็ช่วยให้ความเป็อยู่ของครอบครัวดีขึ้นได้มาก
หลังจากเสร็จสิ้นการซื้อขาย หลินอวี่อารมณ์ดีมาก เพียงแต่ตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว หากเดินทางกลับตอนนี้ คงถึงบ้านตอนเที่ยงคืนแน่นอน กลางคืนลมแรง ถนนหนทางก็เดินลำบาก ใครจะรู้ว่าจะเจออะไร หลินอวี่ไม่กล้าเสี่ยง จึงยอมจ่ายเงินห้าเหมา หาโรงแรมเล็ก ๆ ในเมืองพักค้างคืน จนกระทั่งเข้าพักในโรงแรมเล็ก ๆ แล้ว หลินอวี่จึงปิดประตูและค่อย ๆ นับเงินอย่างละเอียด
รวมทั้งหมด 'หกสิบแปดหยวน แปดเหมา หกเฟิน' นี่เป็เงินจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน เพียงพอสำหรับซื้อไม้ หลินอวี่รู้สึกว่า ต่อให้ซื้อเสื้อกันหนาวและผ้าห่มกันหนาวก็ยังเพียงพอ ในที่สุดเขาก็ช่วยให้ที่บ้านหายอดอยากได้เสียที
ผ่านไปหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้น หลินอวี่ไม่ได้รีบกลับบ้านทันที แต่ลากเกวียนลาไปยังสหกรณ์ร้านค้าของเมืองอิงโข่ว สหกรณ์ร้านค้าเมืองอิงโข่วสมคำร่ำลือผู้คนพลุกพล่านและคึกคักเป็อย่างยิ่ง
ในตอนนั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงเป็ฐานอุตสาหกรรมเก่า ผู้คนที่ทำงานในโรงงานได้รับเงินเดือนที่คนทั้งประเทศต่างอิจฉา เมื่อผู้คนมีเงิน ย่อมกล้าใช้จ่าย เพียงแต่หลินอวี่ไม่ได้รีบร้อนเข้าไป แต่คอยมองไปรอบ ๆ เพื่อตามหาร่องรอยของคนขายคูปองเถื่อน ในเมื่อเป็สหกรณ์ร้านค้าของเมืองอิงโข่ว ที่นี่ต้องมีคนขายคูปองเถื่อนอยู่แน่นอน
ไม่นาน หลินอวี่ก็พบคนหนึ่ง เป็ชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบกว่าปี ในปากคาบบุหรี่ ท่าทางเหมือนพวกนักเลงท้องถิ่น ในมือของเขามีคูปองอยู่ไม่น้อยและครบถ้วนมาก แทบทุกคูปองที่จำเป็ในปัจจุบันเขามีหมด แม้แต่คูปองจักรยานและคูปองจักรเย็บผ้าก็ยังมี
แม้จะมีคูปองมาก แต่หลินอวี่ไม่กล้าซื้อเยอะ เขาจ่ายเงินสี่หยวนซื้อคูปองผ้าสองใบ ส่วนตั๋วฝ้ายราคาแพงกว่า ใบหนึ่งราคาถึงห้าหยวน นอกจากนี้หลินอวี่ยังซื้อคูปองน้ำมันอีกหนึ่งใบ
เมื่อมีคูปองแล้ว หลินอวี่จึงเดินเข้าไปในสหกรณ์ร้านค้า ทันทีที่ก้าวเข้าสู่สหกรณ์ร้านค้า สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือหน้าร้านที่กว้างขวางแต่ดูแออัดเล็กน้อย ชั้นวางของสูง ๆ ถูกจัดวางจนเต็มพื้นที่
โซนสินค้าเบ็ดเตล็ด กะละมังเคลือบอีนาเมลหลากสีสันวางซ้อนกันอยู่ ลายดอกไม้สีแดงสดที่ก้นกะละมังดูสะดุดตาเป็พิเศษ ข้าง ๆ เป็ผ้าขนหนูแบบเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง วางซ้อนกันเป็ตั้ง ๆ อย่างเป็ระเบียบ มีลูกค้าหยิบผ้าขนหนูมาทาบที่หน้าเป็ระยะเพื่อััความนุ่ม กระติกน้ำร้อนตั้งเรียงรายอยู่ที่มุมห้อง เปลือกโลหะสะท้อนแสงไฟแวววาว เวลาผู้คนเลือกซื้อจะลองเคาะเบา ๆ เพื่อฟังเสียงที่เป็เอกลักษณ์สำหรับเช็กว่าเก็บความร้อนได้ดีหรือไม่
โซนอาหารยิ่งคึกคักและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม น้ำตาลทรายขาวเป็ถุง ๆ กองเป็ูเาเล็ก ๆ เม็ดใสประกายระยิบระยับภายใต้แสงแดด
ขนมมีหลากหลายชนิด ขนมไข่ส่งกลิ่นหอมของไข่ไก่เข้มข้น ข้าวเหนียวทอดกรอบถูกทอดจนเป็สีเหลืองทองกรุบกรอบ กัดแล้วมีเสียง "กรวบ" ดังลั่น
ผลไม้กระป๋องวางเรียงรายบนชั้น ในโหลแก้วมีลูกพีชเหลืองและซันฮอว์ รวมถึงผลไม้อื่น ๆ แช่อยู่ในน้ำเชื่อม ดูน่ากินจนอดน้ำลายสอไม่ได้
พวกเด็ก ๆ รุมล้อมอยู่ตรงนั้น จ้องมองตาไม่กะพริบ พลางดึงชายเสื้อของผู้ใหญ่เพื่ออ้อนวอนว่าต้องซื้อให้ได้สักกระป๋อง ส่วนพวกผู้ใหญ่จะเลือกซื้อบุหรี่และเหล้าท้องถิ่นที่เคาน์เตอร์ข้าง ๆ พร้อมพูดคุยกับพนักงานขายเื่ยี่ห้อและราคา
โซนผ้าก็เป็อีกมุมที่คึกคัก ผ้าเป็พับ ๆ ห้อยลงมาจากชั้นวาง มีทั้งผ้าสีน้ำเงินเรียบ ๆ ผ้าลาย และผ้าฝ้ายเนื้อหนา พวกผู้หญิงหยุดยืนอยู่ที่นี่เป็เวลานาน ใช้มือลูบเนื้อผ้าเบา ๆ เพื่อััคุณภาพ ปรึกษากับเพื่อนเื่แบบเสื้อผ้า และต่อรองราคากับพนักงานขายเป็ระยะ โดยหวังว่าจะได้รับส่วนลดบ้าง
พนักงานขายในสหกรณ์ร้านค้าต่างวุ่นกันจนหัวหมุน พวกเขาเดินวุ่นอยู่ระหว่างเคาน์เตอร์ ทั้งหยิบของ คิดเงิน และทอนเงิน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่กระตือรือร้น ตอบคำถามและความ้าที่หลากหลายของลูกค้า ลำโพงกระจายเสียงที่มุมห้องเปิดเพลงจังหวะสนุกสนานและข้อมูลสินค้า สอดประสานกับเสียงหัวเราะและพูดคุยของผู้คน กลายเป็ภาพสะท้อนชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยสีสันและเอกลักษณ์ของยุคสมัย
หลังจากหลินอวี่ซื้อผ้า ฝ้าย และน้ำมันเสร็จแล้ว เขาก็ซื้อลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวอีกหนึ่งถุง จากนั้นจึงเดินออกจากสหกรณ์ร้านค้า
"ถ้าเห็นลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวนี่เหยาเหยาต้องดีใจยกใหญ่แน่เลย..."