Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 75 อาณาจักรของปีศาจต้นไม้

            ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋เหลือบมองการวิวัฒนาการของเสือขาวกลายพันธุ์ ก่อนจะละสายตาออกไป

            ไม่มีอะไรน่าตื่นตาเป็นพิเศษ

            นอกจากขนสีขาวที่ดูเปล่งปลั่งและสง่างามขึ้นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของเสือขาวกลายพันธุ์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดนัก

            ในฐานะสิ่งมีชีวิตระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดมันได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของลำดับชั้นแล้ว

            ตอนนี้ น้ำบำรุงชีวิตเป็นเพียงตัวกระตุ้นเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการทะลวงผ่านสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้า

            แต่ว่าจะสามารถทะลวงได้หรือไม่นั้นยังคงต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของเสือขาวตัวนี้

            อวี๋จื่ออวี๋เองก็ไม่แน่ใจนัก

            อย่างไรก็ตาม เพียงแค่รอคอยก็พอ

            อวี๋จื่ออวี๋ส่ายกิ่งก้านเบาๆแล้วหันไปมองทั้งห้าคนที่หมดสติอยู่ไม่ไกล

            “เจ้าพวกนี้... จะจัดการยังไงดี?”

            อวี๋จื่ออวี๋พึมพำออกมาด้วยความกังวลเล็กน้อย

            การจะฆ่าหรือละเว้นชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วพริบตา

            เหตุผลที่เขาช่วยชีวิตพวกนั้นไว้เพียงเพราะไม่อยากเห็นมนุษย์ถูกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ฉีกกินต่อหน้าต่อตา

            การกินมนุษย์นั้น สำหรับอวี๋จื่ออวี๋แล้วถือเป็นเรื่องต้องห้าม

            หากไม่เห็นก็แล้วไป

            แต่หากได้เห็น ความยึดมั่นสุดท้ายในฐานะที่‘เคยเป็นมนุษย์’ ก็เหมือนถูกปลุกเร้าขึ้นมา

            ทว่า การจัดการหลังจากช่วยชีวิตไว้ได้นั้นกลับเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย...

            อวี๋จื่ออวี๋มองทั้งห้าคนด้วยสายตาที่ค่อนข้างรังเกียจและตกอยู่ในความลังเล

            แต่ครู่หนึ่ง เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ดวงตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็พลันเปล่งประกาย

            “ครืน ครืน...”

            พื้นดินสั่นสะเทือนเชื่องช้ารากไม้สีดำหลายเส้นพลันแทงทะลุผืนดินขึ้นมา

            จากนั้น ภายใต้การควบคุมของอวี๋จื่ออวี๋รากไม้เหล่านั้นก็เริ่มถักทอเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

            ในพริบตาบ้านต้นไม้ห้าหลังที่ดูคล้ายเรือนจำก็ตั้งตระหง่านอยู่ตามมุมทั้งห้าของหุบเขา

            ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้ความคิดสร้างสรรค์ของอวี๋จื่ออวี๋บ้านต้นไม้ทั้งห้านั้นก็ถูกสร้างขึ้นอย่างมิดชิดจนแม้แต่เสียงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกไปได้

            หากไม่ใช่เพราะมีแสงสลัวๆส่องเข้ามาในมุมหนึ่งของบ้านต้นไม้ การจะอยู่ในบ้านต้นไม้แห่งนี้ได้นั้นต้องใช้ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

            ......

            ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ใช้รากไม้พันตัวทั้งห้าคน ส่งเข้าไปยังบ้านต้นไม้แต่ละหลัง

            การตัดสินใจแทนผู้อื่นเป็นเรื่องยากสำหรับเขา

            ปล่อยให้มนุษย์เหล่านี้ตัดสินใจเองเถิด

            และอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่ามนุษย์เหล่านี้จะเลือกหนทางที่ชาญฉลาด

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเยือกเย็นพลางเลือกที่จะรอคอยอย่างใจเย็น

            ส่วนสาเหตุที่แยกทั้งห้าคนออกจากกันนั้นเนื่องมาจากความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์

            มนุษย์เรานั้นจะเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาก็ต่อเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังและตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเท่านั้น

            และอวี๋จื่ออวี๋ต้องการที่จะเห็นธาตุแท้ของคนเหล่านี้ว่าเป็นเช่นไร

            หากเป็นผู้ที่ยึดมั่นเพื่อชาติบ้านเมืองมีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ อวี๋จื่ออวี๋ก็คงทำได้เพียงกล่าวคำขอโทษก่อนกำจัดทิ้ง

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ความรู้สึกหดหู่ก็แวบผ่านใจของอวี๋จื่ออวี๋ แต่ไม่นานก็จางหายไป

            ตอนนี้เขาเป็นปีศาจต้นไม้ต้นหนึ่งแล้ว

            จุดยืนที่เปลี่ยนไปทางเลือกที่ต้องเผชิญย่อมต่างกัน

            และพวกเขาก็ควรจะยินดีที่อย่างน้อยอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้ให้โอกาสในการเลือกแก่พวกเขา

            พอดีว่าตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ต้องการมนุษย์มาช่วยงานบางอย่างอยู่พอดี

            เมื่อนึกถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ถอนหายใจและมองไปที่ปีศาจกระทิงและเก้าหางที่กำลังเดินไปยังอุโมงค์เข้าสู่ลานใต้ดิน

            “เพื่อพวกเจ้า ข้าต้องเสียสละไม่น้อยเลยนะ”

            น้ำเสียงบ่นเล็กน้อยอวี๋จื่ออวี๋เต็มไปด้วยความรู้สึกจนปัญญาอย่างที่สุด

            .......

            ยามค่ำคืน อากาศเย็นยะเยือกเล็กน้อย

            เสียงครางเบาๆทำลายความเงียบงันราวกับอยู่ในป่าช้า

            เมื่อเงยหน้ามองขึ้นมาก็เห็นว่าในบ้านต้นไม้แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ

            ใบหน้ายังคงมีรอยน้ำตาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ถูกเถาวัลย์และกิ่งไม้ฉีกจนขาดวิ่น...

            มองจากระยะไกลเห็นส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างเด่นชัด

            แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋ต้องการจะเห็น

            ในฐานะต้นไม้วิสัยทัศน์ของเขาครอบคลุมตั้งแต่ปลายยอดไม้ไปจนถึงราก

            และบ้านต้นไม้แห่งนี้ก็ถูกถักทอขึ้นจากรากไม้ของเขาเอง

            ดังนั้น ทัศนวิสัยรอบทิศแบบ 360องศา จึงปรากฏต่อสายตาของอวี๋จื่ออวี๋อย่างครบถ้วนทุกซอกมุม

            ส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างจึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาได้

            และในวินาทีนั้นเอง

            “ที่นี่... ที่ไหน?”

            “ฉันเป็นอะไรไป?”

            ......

            หญิงสาวลูบศีรษะที่ปวดร้าวเสียงของเธอนั้นเจือด้วยความหวาดกลัว

            เมื่อเงยหน้าขึ้นเธอเห็นเพียงบ้านไม้หลังหนึ่งที่ปิดตาย

            “ฉันถูกช่วยไว้งั้นหรือ?”

            หญิงสาวนามว่าเชียนฉินเกิดความฉงนในใจแต่แล้วคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันแน่น

            จากนั้นก็ราวกับมีสายฟ้าฟาดในหัวของเธอ

            ภาพแล้วภาพเล่าฉายวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดไม่ขาดสาย

            ต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างยากจะพรรณนา...

            เหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์น่าสะพรึงกลัวตัวแล้วตัวเล่าหมอบกราบอยู่ใต้ต้นไม้ ราวกับกำลังบูชาเทพเบื้องหน้า...

            “ไม่ได้นะ ไม่...”

            เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวหญิงสาวไม่สนใจความหนาวเย็นทั่วร่าง หรือความเจ็บปวดจากบาดแผลรีบปีนขึ้นจากเตียงและพุ่งไปยังส่วนที่ดูคล้ายประตูไม้

            แต่ไม่นาน ในสายตาที่ว่างเปล่าของเธอรอยแยกของประตูไม้ก็ค่อยๆ ขยับ จนกระทั่งปิดสนิท...

            “ชัดแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง”

            หญิงสาวกอดเข่าซบหน้าลงไปร่ำไห้ด้วยความสิ้นหวังถึงขีดสุด

            และในขณะนั้น ราวกับสัมผัสถึงอะไรบางอย่างอวี๋จื่ออวี๋ก็ตกตะลึงเล็กน้อย

            “ผู้หญิงคนนี้ น่าสนใจจริงๆ”

            เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงพยายามพูดคุยกับมนุษย์เหล่านี้เป็นครั้งแรกผ่านการใช้พลังจิตเป็นสื่อกลาง

            “เจ้า... ค้นพบอะไรบ้าง?”

            หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวเมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในห้วงความคิดร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านมากยิ่งขึ้นไปอีก

            “ปีศาจต้นไม้ เป็นปีศาจต้นไม้จริงๆ ด้วย”

            หญิงสาวร้องไห้จนเสียงแหบแห้งใบหน้าของเธอซีดขาวไร้สีเลือด

            และในวินาทีนั้น เสียงก็เย็นชาลงและดังขึ้นในหัวของหญิงสาวอีกครั้ง

            “ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าค้นพบอะไรบ้าง?”

            ความเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งนับหมื่นปีทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

            “อึก!”

            เธอกลืนน้ำลายลงไป พยายามกลั้นเสียงสะอื้น

            แต่แล้วครู่หนึ่ง ราวกับคิดอะไรขึ้นได้เธอก็พยายามเงยหน้าขึ้นมองบ้านต้นไม้ แล้วพูดด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยินว่า

            “ฉันเห็นต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าบดบังท้องฟ้าจนมิด...”

            “ที่นี่ ไม่สิ ขุนเขาแห่งหมอกทั้งหมดนี้เป็นดินแดนของปีศาจต้นไม้ ทั้งหมดเลย...”

            ...

            อวี๋จื่ออวี๋ฟังคำสารภาพของหญิงสาวที่ดูราวกับถูกสะกดจิตอย่างเงียบๆและตกตะลึงเล็กน้อย

            ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่จริงๆ

            และในขณะนั้นราวกับรู้สึกถึงความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ หญิงสาวก็กล่าวเสริมว่า

            “พรสวรรค์ของฉันคือสัมผัสที่หกสัญชาตญาณของฉันแม่นยำมาก สามารถทำนายโชคดีและโชคร้ายได้และเมื่อฉันอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง ความสามารถนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดจนกระทั่งเหมือนกับการพยากรณ์ ฉันเห็นภาพนิมิตบางอย่าง...”

            “แต่ในภาพเมื่อครู่นี้ฉันไม่เห็นแม้แต่ความหวังเลย...”

            “ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของปีศาจต้นไม้ทั้งผืนดิน ท้องฟ้า สัตว์เดินดิน และนกนักล่า...”

            หญิงสาวสะอื้น... ร้องไห้ไม่หยุดแต่ก็เผยความคิดสุดท้ายในใจออกมา

            “นี่คืออาณาจักรของปีศาจต้นไม้...น่ากลัวยิ่งกว่าเขตมรณะไหนๆ ในโลกนี้เสียอีก”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน