ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋เหลือบมองการวิวัฒนาการของเสือขาวกลายพันธุ์ ก่อนจะละสายตาออกไป
ไม่มีอะไรน่าตื่นตาเป็นพิเศษ
นอกจากขนสีขาวที่ดูเปล่งปลั่งและสง่างามขึ้นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกของเสือขาวกลายพันธุ์ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดนัก
ในฐานะสิ่งมีชีวิตระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดมันได้ก้าวมาถึงจุดสูงสุดของลำดับชั้นแล้ว
ตอนนี้ น้ำบำรุงชีวิตเป็นเพียงตัวกระตุ้นเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการทะลวงผ่านสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่เก้า
แต่ว่าจะสามารถทะลวงได้หรือไม่นั้นยังคงต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของเสือขาวตัวนี้
อวี๋จื่ออวี๋เองก็ไม่แน่ใจนัก
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่รอคอยก็พอ
อวี๋จื่ออวี๋ส่ายกิ่งก้านเบาๆแล้วหันไปมองทั้งห้าคนที่หมดสติอยู่ไม่ไกล
“เจ้าพวกนี้... จะจัดการยังไงดี?”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำออกมาด้วยความกังวลเล็กน้อย
การจะฆ่าหรือละเว้นชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วพริบตา
เหตุผลที่เขาช่วยชีวิตพวกนั้นไว้เพียงเพราะไม่อยากเห็นมนุษย์ถูกสัตว์ป่ากลายพันธุ์ฉีกกินต่อหน้าต่อตา
การกินมนุษย์นั้น สำหรับอวี๋จื่ออวี๋แล้วถือเป็นเรื่องต้องห้าม
หากไม่เห็นก็แล้วไป
แต่หากได้เห็น ความยึดมั่นสุดท้ายในฐานะที่‘เคยเป็นมนุษย์’ ก็เหมือนถูกปลุกเร้าขึ้นมา
ทว่า การจัดการหลังจากช่วยชีวิตไว้ได้นั้นกลับเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย...
อวี๋จื่ออวี๋มองทั้งห้าคนด้วยสายตาที่ค่อนข้างรังเกียจและตกอยู่ในความลังเล
แต่ครู่หนึ่ง เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ดวงตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็พลันเปล่งประกาย
“ครืน ครืน...”
พื้นดินสั่นสะเทือนเชื่องช้ารากไม้สีดำหลายเส้นพลันแทงทะลุผืนดินขึ้นมา
จากนั้น ภายใต้การควบคุมของอวี๋จื่ออวี๋รากไม้เหล่านั้นก็เริ่มถักทอเข้าหากันอย่างรวดเร็ว
ในพริบตาบ้านต้นไม้ห้าหลังที่ดูคล้ายเรือนจำก็ตั้งตระหง่านอยู่ตามมุมทั้งห้าของหุบเขา
ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้ความคิดสร้างสรรค์ของอวี๋จื่ออวี๋บ้านต้นไม้ทั้งห้านั้นก็ถูกสร้างขึ้นอย่างมิดชิดจนแม้แต่เสียงก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกไปได้
หากไม่ใช่เพราะมีแสงสลัวๆส่องเข้ามาในมุมหนึ่งของบ้านต้นไม้ การจะอยู่ในบ้านต้นไม้แห่งนี้ได้นั้นต้องใช้ความกล้าหาญที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
......
ยามนี้อวี๋จื่ออวี๋ใช้รากไม้พันตัวทั้งห้าคน ส่งเข้าไปยังบ้านต้นไม้แต่ละหลัง
การตัดสินใจแทนผู้อื่นเป็นเรื่องยากสำหรับเขา
ปล่อยให้มนุษย์เหล่านี้ตัดสินใจเองเถิด
และอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่ามนุษย์เหล่านี้จะเลือกหนทางที่ชาญฉลาด
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเยือกเย็นพลางเลือกที่จะรอคอยอย่างใจเย็น
ส่วนสาเหตุที่แยกทั้งห้าคนออกจากกันนั้นเนื่องมาจากความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์
มนุษย์เรานั้นจะเผยธาตุแท้ของตนเองออกมาก็ต่อเมื่อต้องอยู่เพียงลำพังและตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเท่านั้น
และอวี๋จื่ออวี๋ต้องการที่จะเห็นธาตุแท้ของคนเหล่านี้ว่าเป็นเช่นไร
หากเป็นผู้ที่ยึดมั่นเพื่อชาติบ้านเมืองมีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ อวี๋จื่ออวี๋ก็คงทำได้เพียงกล่าวคำขอโทษก่อนกำจัดทิ้ง
เมื่อนึกถึงตรงนี้ความรู้สึกหดหู่ก็แวบผ่านใจของอวี๋จื่ออวี๋ แต่ไม่นานก็จางหายไป
ตอนนี้เขาเป็นปีศาจต้นไม้ต้นหนึ่งแล้ว
จุดยืนที่เปลี่ยนไปทางเลือกที่ต้องเผชิญย่อมต่างกัน
และพวกเขาก็ควรจะยินดีที่อย่างน้อยอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้ให้โอกาสในการเลือกแก่พวกเขา
พอดีว่าตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ต้องการมนุษย์มาช่วยงานบางอย่างอยู่พอดี
เมื่อนึกถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ถอนหายใจและมองไปที่ปีศาจกระทิงและเก้าหางที่กำลังเดินไปยังอุโมงค์เข้าสู่ลานใต้ดิน
“เพื่อพวกเจ้า ข้าต้องเสียสละไม่น้อยเลยนะ”
น้ำเสียงบ่นเล็กน้อยอวี๋จื่ออวี๋เต็มไปด้วยความรู้สึกจนปัญญาอย่างที่สุด
.......
ยามค่ำคืน อากาศเย็นยะเยือกเล็กน้อย
เสียงครางเบาๆทำลายความเงียบงันราวกับอยู่ในป่าช้า
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นมาก็เห็นว่าในบ้านต้นไม้แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
ใบหน้ายังคงมีรอยน้ำตาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ถูกเถาวัลย์และกิ่งไม้ฉีกจนขาดวิ่น...
มองจากระยะไกลเห็นส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างเด่นชัด
แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่อวี๋จื่ออวี๋ต้องการจะเห็น
ในฐานะต้นไม้วิสัยทัศน์ของเขาครอบคลุมตั้งแต่ปลายยอดไม้ไปจนถึงราก
และบ้านต้นไม้แห่งนี้ก็ถูกถักทอขึ้นจากรากไม้ของเขาเอง
ดังนั้น ทัศนวิสัยรอบทิศแบบ 360องศา จึงปรากฏต่อสายตาของอวี๋จื่ออวี๋อย่างครบถ้วนทุกซอกมุม
ส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างจึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาได้
และในวินาทีนั้นเอง
“ที่นี่... ที่ไหน?”
“ฉันเป็นอะไรไป?”
......
หญิงสาวลูบศีรษะที่ปวดร้าวเสียงของเธอนั้นเจือด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเงยหน้าขึ้นเธอเห็นเพียงบ้านไม้หลังหนึ่งที่ปิดตาย
“ฉันถูกช่วยไว้งั้นหรือ?”
หญิงสาวนามว่าเชียนฉินเกิดความฉงนในใจแต่แล้วคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันแน่น
จากนั้นก็ราวกับมีสายฟ้าฟาดในหัวของเธอ
ภาพแล้วภาพเล่าฉายวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดไม่ขาดสาย
ต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าศักดิ์สิทธิ์อย่างยากจะพรรณนา...
เหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์น่าสะพรึงกลัวตัวแล้วตัวเล่าหมอบกราบอยู่ใต้ต้นไม้ ราวกับกำลังบูชาเทพเบื้องหน้า...
“ไม่ได้นะ ไม่...”
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวหญิงสาวไม่สนใจความหนาวเย็นทั่วร่าง หรือความเจ็บปวดจากบาดแผลรีบปีนขึ้นจากเตียงและพุ่งไปยังส่วนที่ดูคล้ายประตูไม้
แต่ไม่นาน ในสายตาที่ว่างเปล่าของเธอรอยแยกของประตูไม้ก็ค่อยๆ ขยับ จนกระทั่งปิดสนิท...
“ชัดแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องจริง”
หญิงสาวกอดเข่าซบหน้าลงไปร่ำไห้ด้วยความสิ้นหวังถึงขีดสุด
และในขณะนั้น ราวกับสัมผัสถึงอะไรบางอย่างอวี๋จื่ออวี๋ก็ตกตะลึงเล็กน้อย
“ผู้หญิงคนนี้ น่าสนใจจริงๆ”
เมื่อคิดเช่นนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงพยายามพูดคุยกับมนุษย์เหล่านี้เป็นครั้งแรกผ่านการใช้พลังจิตเป็นสื่อกลาง
“เจ้า... ค้นพบอะไรบ้าง?”
หัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวเมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในห้วงความคิดร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ปีศาจต้นไม้ เป็นปีศาจต้นไม้จริงๆ ด้วย”
หญิงสาวร้องไห้จนเสียงแหบแห้งใบหน้าของเธอซีดขาวไร้สีเลือด
และในวินาทีนั้น เสียงก็เย็นชาลงและดังขึ้นในหัวของหญิงสาวอีกครั้ง
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าค้นพบอะไรบ้าง?”
ความเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งนับหมื่นปีทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
“อึก!”
เธอกลืนน้ำลายลงไป พยายามกลั้นเสียงสะอื้น
แต่แล้วครู่หนึ่ง ราวกับคิดอะไรขึ้นได้เธอก็พยายามเงยหน้าขึ้นมองบ้านต้นไม้ แล้วพูดด้วยเสียงที่แทบจะไม่ได้ยินว่า
“ฉันเห็นต้นไม้ยักษ์สูงเสียดฟ้าบดบังท้องฟ้าจนมิด...”
“ที่นี่ ไม่สิ ขุนเขาแห่งหมอกทั้งหมดนี้เป็นดินแดนของปีศาจต้นไม้ ทั้งหมดเลย...”
...
อวี๋จื่ออวี๋ฟังคำสารภาพของหญิงสาวที่ดูราวกับถูกสะกดจิตอย่างเงียบๆและตกตะลึงเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่จริงๆ
และในขณะนั้นราวกับรู้สึกถึงความคิดของอวี๋จื่ออวี๋ หญิงสาวก็กล่าวเสริมว่า
“พรสวรรค์ของฉันคือสัมผัสที่หกสัญชาตญาณของฉันแม่นยำมาก สามารถทำนายโชคดีและโชคร้ายได้และเมื่อฉันอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง ความสามารถนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดจนกระทั่งเหมือนกับการพยากรณ์ ฉันเห็นภาพนิมิตบางอย่าง...”
“แต่ในภาพเมื่อครู่นี้ฉันไม่เห็นแม้แต่ความหวังเลย...”
“ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของปีศาจต้นไม้ทั้งผืนดิน ท้องฟ้า สัตว์เดินดิน และนกนักล่า...”
หญิงสาวสะอื้น... ร้องไห้ไม่หยุดแต่ก็เผยความคิดสุดท้ายในใจออกมา
“นี่คืออาณาจักรของปีศาจต้นไม้...น่ากลัวยิ่งกว่าเขตมรณะไหนๆ ในโลกนี้เสียอีก”