เฟิงหยางขมวดคิ้วพินิจดูอยู่นานพลันปลายคิ้วก็เลิกขึ้น คล้ายนึกอะไรบางอย่างออกเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
“หรือว่านี่คือ...จานค่ายกลในตำนาน?!”
จานค่ายกลคืออุปกรณ์หลักที่ใช้ในการจัดตั้งค่ายกล นับเป็ศาสตราเวทชนิดหนึ่งแต่กลับไม่ได้สร้างขึ้นโดยผู้หลอมศาสตรา แต่เป็ผลงานของปรมาจารย์ค่ายกล
ปรมาจารย์ค่ายกลก็เป็อีกหนึ่งอาชีพที่หาได้ยากยิ่งในโลกของผู้ฝึกตนพวกเขาเชี่ยวชาญในค่ายกลนานาชนิดสามารถทำสิ่งที่เหนือกว่าระดับพลังของตนเองได้มากมายผ่านการจัดตั้งค่ายกลไม่ว่าจะเป็ในการต่อสู้หรือการบำเพ็ญเพียร หากมีค่ายกลคอยช่วยเหลือก็จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเป็ทวีคูณ
ตัวอย่างเช่นค่ายกลรวมปราณ สามารถรวบรวมพลังปราณฟ้าดินในบริเวณโดยรอบได้ทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ในค่ายกลสามารถบำเพ็ญเพียรได้เร็วกว่าปกติ หรืออย่างค่ายกลมายา ก็สามารถทำให้ผู้ที่ติดอยู่ในค่ายกลเกิดภาพลวงตา ประสาทััสับสนหรือ ค่ายกลกักขัง ก็สามารถกักขังผู้คนไว้ราวกับอยู่ในกรงขังนอกจากนี้ยังมีค่ายกลพิทักษ์สำนักของสำนักใหญ่ต่างๆซึ่งสามารถกางม่านพลังป้องกันอันแข็งแกร่งเพื่อต้านทานการโจมตีจากภายนอกได้
ปรมาจารย์ค่ายกลที่เก่งกาจนั้นเป็ที่้าอย่างยิ่งในโลกของผู้ฝึกตนไม่ว่าจะไปที่ใดย่อมเป็ที่แย่งชิงของขุมอำนาจต่างๆ
ปรมาจารย์ค่ายกลมีวิธีการจัดตั้งค่ายกลที่แตกต่างกันไปวิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือการหลอมธงค่ายกลนานาชนิดขึ้นมาเพื่อจัดค่ายกลบางคนก็จะใช้อุปกรณ์จัดค่ายกลพิเศษอื่นๆ ผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งถึงกับสามารถใช้ต้นไม้ใบหญ้ามาจัดค่ายกลได้ ส่วนจานค่ายกลนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็ค่ายกลแบบพกพาชนิดหนึ่งหากมีจานค่ายกลที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการจัดตั้งค่ายกลได้อย่างมากแน่นอนว่าหากไม่มีจานค่ายกลก็สามารถจัดค่ายกลได้เช่นกัน เพียงแต่จะยุ่งยากกว่ามาก
ยิ่งเป็ค่ายกลระดับสูงจานค่ายกลก็จะยิ่งซับซ้อน การจัดตั้งค่ายกลก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีกแต่หากเป็ค่ายกลระดับต่ำ มักจะไม่จำเป็ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลืออื่นใดเพียงแค่จานค่ายกลชิ้นเดียวก็สามารถก่อเกิดเป็ค่ายกลได้แล้ว
เฟิงหยางไม่มีความรู้เื่ค่ายกลแม้แต่น้อยแม้แต่จานค่ายกลก็ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงต้องพิจารณาอยู่นานจึงจะนึกออก
“น่าจะเป็จานค่ายกลสินะ? เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็ค่ายกลอะไรเหอหยวนผู้นั้นก็อยู่เพียงแค่ระดับสร้างฐาน่ต้นคิดว่าจานค่ายกลชิ้นนี้น่าจะมีระดับไม่สูงนัก อย่างมากก็คงเป็จานค่ายกลระดับสองเป็ไปได้อย่างยิ่งว่าเป็ระดับหนึ่ง จานค่ายกลระดับหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็น่าจะเป็...”
เฟิงหยางคาดเดาในใจดวงตาค่อยๆ ฉายแววยินดีออกมา พลางคิดต่อไป
“หรือว่าจะเป็จานค่ายกลรวมปราณ?! เป็ไปได้! ตระกูลของเหอหยวนมีฐานะไม่เลวการมีค่ายกลรวมปราณช่วยในการบำเพ็ญเพียรก็ไม่ใช่เื่แปลก อีกอย่างด้วยระดับพลังเพียงสร้างฐาน่ต้นของเขาสิ่งที่จะมีประโยชน์ก็น่าจะเป็ค่ายกลรวมปราณนี่แหละ!”
พอคิดว่านี่อาจจะเป็จานค่ายกลรวมปราณในใจของเฟิงหยางก็พลันตื่นเต้นขึ้นมา นี่มันของดีที่หาได้ยากยิ่ง!!
“เอาเป็ว่าซ่อมแซมมันก่อนแล้วกัน!จากนั้นแค่ลองทดลองดู ก็จะรู้ว่าที่คาดเดาไว้ถูกต้องหรือไม่!”
เฟิงหยางสงบใจที่ตื่นเต้นลงถือจานค่ายกลไว้ พลันความคิดก็เคลื่อนไหว
ระดับความเสียหายของศาสตรา:95%
วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม:แร่ธาตุดินชั้นหนึ่ง, ทรายเงินกั่นชั้นหนึ่ง, หินิญญาระดับต่ำ
ข้อมูลชุดหนึ่งปรากฏขึ้นในหัวเฟิงหยางเรียบเรียงความคิด พลางคิดในใจ
“ล้วนเป็เพียงวัตถุดิบระดับหนึ่งเช่นนั้นจานค่ายกลนี้ก็เป็เพียงจานค่ายกลระดับหนึ่งจริงๆ ด้วยอีกทั้งระดับความเสียหายยังสูงถึง 95%เกรงว่าจะใช้การไม่ได้แล้วแต่ว่า...หึๆ สำหรับข้าแล้วกลับไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย”
วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมล้วนไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรทั้งเฟิงหยางก็มีสำรองไว้ทั้งหมด เขาค้นหาในแหวนมิติอยู่ครู่หนึ่งก็นำวัตถุดิบทั้งสามชนิดออกมา เนื่องจากไม่รู้ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าใดเขาจึงเตรียมแร่ธาตุดินชั้นหนึ่งขนาดเท่ากำปั้นมาสองก้อน ทรายเงินกั่นชั้นหนึ่งขนาดเท่าผลแอปเปิ้ลหนึ่งถุงและหินิญญาระดับต่ำสิบก้อน วางกองจนเต็มจานค่ายกลเล็กๆ ชิ้นนั้น
เขาสองมือประคองจานค่ายกลไว้เบื้องหน้าสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งจิตในใจว่า “ซ่อมแซม”
วิ้ง!!
ภาพอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้งเฟิงหยางรู้สึกว่าลมปราณแท้ในกายค่อยๆ ไหลออกไปอย่างรวดเร็วกลุ่มแสงสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงห่อหุ้มจานค่ายกลในมือไว้จนมิดเขาพอจะมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่าวัตถุดิบต่างๆ บนจานค่ายกลค่อยๆ หลอมละลาย ขณะเดียวกันความรู้สึกร้อนระอุก็ค่อยๆแผ่ออกมาจากจานค่ายกลอักขระที่สลับซับซ้อนบนนั้นดูเหมือนจะเริ่มเปล่งประกายขึ้นทีละน้อยและสว่างขึ้นเรื่อยๆ...
การซ่อมแซมในครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา เกือบหนึ่งนาทีเต็ม กลุ่มแสงสีแดงเบื้องหน้าของเฟิงหยางจึงค่อยๆสลายหายไป พร้อมกันนั้นข้อมูลการซ่อมแซมสำเร็จก็ปรากฏขึ้นในหัวของเขา
“ฟู่…”
หลังจากถอนหายใจยาวเฟิงหยางก็พบว่าลมปราณแท้ในกายของตนถูกใช้ไปกว่าครึ่ง เขาไม่สนใจที่จะฟื้นฟูแต่รีบร้อนมองดูจานค่ายกลในมือก็พบว่าวัตถุดิบที่เตรียมไว้ถูกใช้ไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นหลังจากเก็บวัตถุดิบที่เหลือไปแล้ว เขาก็พิจารณาจานค่ายกลที่ซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์อย่างละเอียด
ขนาดและรูปร่างไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่จานค่ายกลกลับดูใหม่เอี่ยม รอยร้าวหลายเส้นที่เคยมีอยู่หายไปโดยสิ้นเชิงอักขระที่สลับซับซ้อนและลึกล้ำเ่าั้ก็ราวกับเพิ่งจะสลักขึ้นมาใหม่ๆทั้งยังเปล่งประกายจางๆ ออกมาอีกด้วย
“ลองดูหน่อยดีกว่า ร่องพวกนี้น่าจะเอาไว้ใส่หินิญญาสินะ? เหมือนกับช่องใส่ถ่านไฟฉายอย่างนั้นรึ?”
เฟิงหยางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงนำหินิญญาสองสามก้อนที่เหลืออยู่เมื่อครู่ใส่เข้าไปในร่องเ่าั้พอดีห้าก้อนขนาดก็พอดีไม่ขาดไม่เกิน
ฉัวะ!!
เมื่อร่องทั้งห้าถูกเติมเต็มด้วยหินิญญาเฟิงหยางก็พลันรู้สึกว่ามีแสงสีขาววาบขึ้นเบื้องหน้าจานค่ายกลทั้งใบสว่างวาบขึ้นมาราวกับชุดหลอดไฟที่เสียบปลั๊กทว่าแสงสว่างนี้ปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็พบว่าพลังปราณฟ้าดินโดยรอบพลันหนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด!!
“ค่ายกลรวมปราณ...เป็ค่ายกลรวมปราณจริงๆด้วย!!”
เฟิงหยางตื่นเต้นจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่สถานการณ์เช่นนี้ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่านี่คือจานค่ายกลรวมปราณจริงๆ!ค่ายกลรวมปราณระดับหนึ่งขั้นต่ำ ไม่จำเป็ต้องใช้อะไรเพิ่มเติมเลยขอเพียงแค่ใส่หินิญญาแล้วเปิดใช้งานจานค่ายกลนี้ก็คือค่ายกลรวมปราณที่สมบูรณ์แบบ!
“ของดีจริงๆ...ฮ่าๆ!คราวนี้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของข้าคงจะเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว!”เฟิงหยางดีใจจนเนื้อเต้น ถึงกับรู้สึกขอบคุณเหอหยวนผู้นั้นขึ้นมาบ้างทั้งมอบเคล็ดวิชา ทั้งมอบค่ายกลรวมปราณของเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่เขา้าอย่างเร่งด่วนทั้งสิ้น!
“บำเพ็ญเพียร! บำเพ็ญเพียร!!”
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้วเฟิงหยางก็เริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างอดใจรอไม่ไหว เขานั่งขัดสมาธิบนเตียงวางค่ายกลรวมปราณไว้เบื้องหน้า นำหินิญญากองใหญ่ออกมาวางไว้ข้างๆมือข้างหนึ่งกำหินิญญาไว้ ตั้งสมาธิ แล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาเคล็ดวิชาอัคคีเร้นลับ ที่เพิ่งจะเรียนรู้มา
เวลาผ่านไปทีละน้อยจากรุ่งอรุณจวบจนอาทิตย์อัสดงเฟิงหยางบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอดทั้งวันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักและเมื่อรัตติกาลมาเยือน รอบกายของเขาก็เริ่มมีประกายแสงสีแดงฉานปรากฏขึ้นทีละน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อเกิดเป็กระแสวังวนสีแดงจางๆ หากมีผู้ฝึกตนระดับสูงอยู่ใกล้ๆในตอนนี้ ก็จะััได้ว่าพลังปราณฟ้าดินในบริเวณสวนเล็กๆที่เฟิงหยางอาศัยอยู่นั้น หนาแน่นกว่าที่อื่นโดยรอบถึงสองสามเท่าแต่โชคดีที่บริเวณที่เขาอาศัยอยู่นั้น นอกจากเขาแล้วก็ล้วนเป็คนธรรมดาทั้งสิ้นปรากฏการณ์ผิดปกตินี้จึงไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
หนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็วในการบำเพ็ญเพียรในยามรุ่งสางของวันถัดมา กระแสวังวนสีแดงรอบกายของเฟิงหยางก็พลันสั่นะเืไหววูบอย่างรุนแรงหลายครั้ง ก่อนจะหดหายเข้าไปในร่างของเขาในพริบตาส่วนอากาศรอบกายเขาก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับมีกำแพงอากาศโปร่งใสชั้นหนึ่งแผ่ออกมาจากร่างกายคงอยู่เช่นนั้นอยู่หลายลมหายใจ ปรากฏการณ์ผิดปกตินี้จึงสลายหายไป
และในตอนนั้นเองเฟิงหยางก็ได้ลืมตาขึ้น ในดวงตามีประกายแสงราวกับเปลวเพลิงวาบผ่านไปชั่วพริบตาก่อนจะเผยสีหน้ายินดีอย่างที่สุดออกมา เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมากำไว้เบื้องหน้าััได้ถึงพลังอันเปี่ยมล้นในกาย พึมพำกับตนเองอย่างยินดี
“ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ด...ในที่สุดก็เข้าสู่่ปลายแล้ว!”
หนึ่งวันหนึ่งคืนแห่งการบำเพ็ญเพียรเขากลับทะลวงผ่านคอขวด บรรลุถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดได้สำเร็จ!
“สมกับที่เป็เคล็ดวิชาระดับมนุษย์ขั้นสูงสมกับที่เป็ค่ายกลรวมปราณ ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว...” เฟิงหยางยิ่งคิดก็ยิ่งพอใจอดที่จะทอดถอนใจในใจไม่ได้ หากยังคงใช้วิธีบำเพ็ญเพียรแบบเดิมของตนเองเกรงว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกสิบกว่าวันจึงจะทะลวงผ่านได้ บัดนี้เมื่อเปลี่ยนมาใช้เคล็ดวิชาที่ระดับสูงขึ้นมากทั้งยังมีค่ายกลรวมปราณคอยช่วยเหลือ กลับใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ทะลวงผ่านได้สำเร็จย่อมเป็เื่ที่น่าดีใจอย่างยิ่ง
หลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้วเฟิงหยางจึงมองไปยังจานค่ายกลรวมปราณเบื้องหน้าก็พบว่าหินิญญาทั้งห้าก้อนบนนั้นล้วนกลายเป็ผุยผงไปหมดแล้วเขาลองหยิบขึ้นมาตรวจสอบดู ก็พบว่าระดับความเสียหายของมันกลับเพิ่มขึ้นเป็ 70% อีกครั้ง นั่นหมายความว่า ต่อให้เป็จานค่ายกลใหม่เอี่ยมก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เพียงสามวันกว่าๆ เท่านั้น
นี่นับเป็ของฟุ่มเฟือยที่สิ้นเปลืองอย่างมหาศาลไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะใช้ได้แม้แต่เหอหยวนหลังจากได้จานค่ายกลนี้มาก็ยังทะนุถนอมราวกับสมบัติล้ำค่าปกติแล้วตอนบำเพ็ญเพียรย่อมไม่กล้านำออกมาใช้โดยง่ายจะเก็บไว้ใช้เฉพาะตอนที่้าจะเลื่อนระดับเท่านั้น
ทว่าสำหรับเฟิงหยางแล้วกลับไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อยเขาหยิบวัตถุดิบสองสามชิ้นออกมาอย่างชำนาญแล้วก็ซ่อมแซมจานค่ายกลนี้กลับสู่สภาพใหม่เอี่ยมได้อย่างง่ายดายซึ่งนั่นก็หมายความว่า นับจากนี้ไปเขาสามารถใช้ค่ายกลรวมปราณนี้ช่วยในการบำเพ็ญเพียรได้ตลอดเวลา!!
หลังจากเก็บค่ายกลรวมปราณไปแล้วเฟิงหยางก็ตรวจสอบหินิญญากองหนึ่งที่วางอยู่ข้างๆก็พบว่าการบำเพ็ญเพียรหนึ่งวันหนึ่งคืนของเขากลับสิ้นเปลืองหินิญญาระดับต่ำไปถึงห้าสิบก้อน!!
“เคล็ดวิชาระดับมนุษย์ขั้นสูงก็เป็เช่นนี้นี่เองแต่ขอเพียงแค่ผลการบำเพ็ญเพียรดีขึ้นก็พอแล้ว อย่างไรเสียหินิญญาก็มีถมไป”
เฟิงหยางพึมพำกับตนเองนำหินิญญาที่เหลืออยู่เก็บไปก่อน แล้วจึงลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาเขาเพียงแค่คิดว่าเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับสูงย่อมต้องสิ้นเปลืองหินิญญาเป็ธรรมดาแต่เขาซึ่งไม่เคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรกับผู้ใดเลย กลับหารู้ไม่ว่าอัตราการสิ้นเปลืองหินิญญาของเขานั้น มีปัญหาอย่างยิ่งยวด