ทางด้านแม่บ้านใหญ่ เห็นว่าถึงจวนราชครูแล้ว ก็รีบถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ แต่เดิมทีก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้คุณหนูใหญ่ บัดนี้ได้ส่งมอบแด่เ้าของย่อมถูกต้อง หากเป็หลี่เจียวในเมื่อก่อน คงจะมองด้วยความซาบซึ้ง น้ำตาคลออย่างแน่นอน ทว่า หลี่เจียว ในตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ผู้ใดนิสัยใจคอเป็เช่นไร นางย่อมรู้เช่นเห็นชาติจนหมดสิ้น ไม่มีใครสามารถตบตานางได้อีกต่อไป
“แม่บ้านใหญ่ชราลงมาก หากโดนไอเย็นเข้า อาจทำให้ร่างกายไม่สบาย ข้าอาจถูกฮูหยินรองตำหนิเอาได้ ฉินซิน ประคองข้าลง ป่านนี้ท่านย่าคงรอนานแล้ว ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนาน ๆ ไม่ดี” หลี่เจียวผลักมือ ซึ่งกำลังจะยื่นตวัดเสื้อคลุมขนสัตว์มาให้อย่างมีมารยาท จากนั้นก็กัดฟันพาร่างผอมบางหนาวสั่นไปทั้งตัว กลับสู่จวนของราชครู
เมื่อคุณหนูใหญ่ลงจากรถม้าลงมา มีสาวใช้ประคองอยู่ไม่ห่าง ทว่าพวกเขาเกือบจะแยกไม่ออก ว่าผู้ใดคือนาย ผู้ใดคือบ่าว แทบจะมองไม่เห็นความแตกต่าง มีเพียงหน้าตาและผิวพรรณที่พอจะแยกออกได้บ้าง
‘นี่หรือคือคุณหนูใหญ่แห่งจวนท่านราชครู เหตุใดถึงไม่ต่างจากขอทานข้างถนนเลยสักนิด เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น เทียบไม่ได้แม้กระทั่งเสื้อผ้าของบ่าวไพร่ในเรือนเลยแม้แต่น้อย หรือข่าวที่ได้บอกกล่าวก่อนหน้านั้นจะไม่ใช่เื่จริง ที่บอกว่าฮูหยินใหญ่แห่งจวนราชครูตัดขาดทางโลก เดินทางแสวงบุญพร้อมกับลูกสาวคนโตที่มีจิตใจกตัญญู ขอติดตามมารดาเพื่อลิ้มในรสพระธรรม’
ทางด้านฮูหยินรอง จางซื่อ ถึงกับกัดฟันกรอด เมื่อเห็นสภาพของลูกเลี้ยงไม่ต่างอะไรกับขอทาน เป็แบบนี้นางจะปล่อยให้ไปพบกับฮูหยินผู้เฒ่าได้อย่างไรกัน
“หลี่เจียว คารวะฮูหยินรอง ท่านอาสะใภ้ ลูกอกตัญญูที่ปล่อยให้ผู้ใหญ่มายืนตากไอเย็นรอ” หลี่เจียวเดินไปถึงเห็นแม่เลี้ยงยืนรออยู่ ภายในใจนึกขัน คนพวกนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด แม้ว่าอากาศจะหนาวเหน็บเพียงใด ทว่าหน้าตาก็ยังคงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดอยู่ดี
“คุณหนูใหญ่ เหตุใดถึงได้พิลึกพิลั่นใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ ข้างนอกอากาศหนาว รีบเข้าไปคุยข้างในเถอะ” จางซื่อ หรือฮูหยินรอง รีบเข้ามาประคองลูกเลี้ยง แม้ว่าภายในใจจะนึกรังเกียจ ที่เด็กสาวเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ไม่เหลือเค้าโครงคุณหนูตระกูลใหญ่เลยสักนิด
หลี่เจียว กวาดสายตาครู่หนึ่ง กลับไม่พบน้องสาว ซึ่งอายุห่างกับเพียง่เดือนเท่านั้น หากจำไม่ผิดในครั้งก่อน นางคงจะอยู่ที่ห้องฝ่ายในกับฮูหยินผู้เฒ่า จากนั้นก็แสดงบทบาทน้องสาวพี่สาว ที่พลัดพรากจากกันมานานหลายปี จนทำให้ทุกคนต่างพากันสงสาร เข้าไปปลอบโยนนางกันเสียยกใหญ่ ราวกับว่าเป็หยกล้ำค่า ที่กำลังจะบุบสลายหากต้องลม
เมื่อเข้ามาภายในจวน ซึ่งโอ่อ่าสมฐานะท่านราชครู ก็นึกสมเพชในวาสนาของตน และเจ็บแค้นใจแทนมารดา ที่ด่วนจากไปเพราะทนพิษป่วยเรื้อรังไม่ไหว
เดิมทีท่านแม่ของนางก็เป็ลูกหลานตระกูลผู้ดี ท่านตาของนางเป็ถึงหมอหลวงประจำพระวรกายของฮ่องเต้ แต่เป็เพราะชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ภายในวังหลวง จึงยากที่จะส่งข่าวให้ท่านตาทราบได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับมารดาบ้าง คิดมาถึงจุดนี้ก็รู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างมาจุกในลำคอ พาลให้น้ำตาจะไหลโดยไม่รู้ตัว
“หลี่เจียว คารวะฮูหยินผู้เฒ่า หลานอกตัญญูไม่สามารถอยู่ปรนนิบัติดูแลผู้าุโได้ ขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้โปรดลงโทษ” หลี่เจียวคุกเข่าคำนับอยู่ที่พื้น เมื่อเห็นว่าบนตั่งนั่งนั้นมีใครนั่งอยู่
นางไม่สามารถเรียก ท่านย่า ได้อย่างสนิทสนมเหมือนเมื่อก่อนได้ เนื่องจากว่าคนในจวนราชครูนี้ ไม่มีใครที่หวังดีกับตนได้อย่างจริงใจสักคน แม้กระทั่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ท่านย่าของนางเองก็ตาม
“อืม ลุกขึ้นเถอะ เจียวเจียวเข้ามาใกล้ๆ มาให้ย่าได้มองหน้าหลานให้ชัดๆ เถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลี่ถึงกับตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง เมื่อได้เห็นสภาพของหลานสาวคนโต อดไม่ได้ที่จะหันไปมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาตำหนิ จากนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ลูกชายคนโตตัดสินใจไม่ผิด ให้หลานสาวที่ท่านเลี้ยงอยู่ข้างกายมานานหลายปี สลับตัวไปแทนหลานสาวคนโต
เดิมทีท่านเองก็รู้สึกผิด ต่อหลานสาวคนโตเป็อย่างมาก เพราะถึงอย่างไรในใจท่าน ก็รู้สึกผูกพันกับหลี่เจียว เนื่องจากว่าเป็หลานสาวคนแรก ย่อมมีน้ำหนักในใจมากกว่า แต่เพราะวันเวลา ทำให้ทั้งสองต้องห่างกัน ถูกความอ่อนโยน ออดอ้อนของหลานสาวคนรองเข้ามาแทนที่ จึงเกิดความลำเอียงโดยไม่รู้ตัว
“บ่าวไร้ความสามารถ ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมคุณหนูใหญ่ ให้เปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ที่จัดเตรียมไปได้ ขอนายท่านได้โปรดลงโทษบ่าวด้วยเ้าค่ะ” ทันใดนั้นแม่บ้านใหญ่ก็คุกเข่าลง หลี่เจียวหันไปมองนางด้วยหางตา
หึ ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมนางได้อย่างนั้นหรือ? แบบนี้ก็เท่ากับว่า การที่นางใส่เสื้อผ้าไม่ต่างจากขอทานเข้ามาในจวนราชครูแห่งนี้ ก็เป็เพราะนางดื้อรั้น ไม่รับน้ำใจของคนตระกูลหลี่อย่างนั้นหรือ?
“หืม หลี่เจียว?” ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉย ตามแบบฉบับฮูหยินตราตั้งได้อย่างสง่าผ่าเผย จนเมื่อครั้งก่อนนางถึงกับหลงเชื่อเสียสนิทใจ ว่าท่านย่าผู้นี้หวังดีกับตนเองมากที่สุด แท้จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้นเลย
“เรียนฮูหยินผู้เฒ่า หลานขออนุญาตชี้แจง” หลี่เจียวพูดขออนุญาตอย่างรู้ความ ด้วยเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าท่านย่าของนางนั้นเคร่งครัดในกฎระเบียบมาเพียงใด
“เ้าพูดมาเถอะ” ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเป็เชิงอนุญาต
“ั้แ่ที่แม่บ้านใหญ่ไปถึงหมู่บ้าน ก็เร่งออกเดินทางโดยไม่หยุดพัก ตลอดการเดินทาง 20 วัน 20 คืนที่ผ่านมานี้ เปลี่ยนม้าไปเกือบ 10 ตัวเห็นจะได้ หลานและสาวใช้ติดตามไม่รู้ความ ไม่ทันได้เก็บข้าวของ ก็ต้องรีบเร่งขึ้นรถม้าจากมา
ระยะทางยากลำบาก หิมะตกตลอดทาง ดีที่ภายในรถม้ามีเตาพก พอให้ช่วยคลายหนาว ส่วนเสื้อผ้าที่จัดเตรียมไป แม่บ้านใหญ่คงพูดผิดกระมัง เพราะั้แ่ที่หลานอยู่บนรถม้า จนกระทั่งในตอนนี้ มีเพียงเสื้อคลุมกันหนาวตัวเดียวที่อยู่บนตัวของแม่บ้านใหญ่เท่านั้น หลานเห็นว่าแม่บ้านใหญ่อาจจะหนาวมาก ด้วยร่างกายที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลา เห็นนางทำท่าเสียดาย เมื่อต้องถอดเสื้อคลุมให้กับหลานตอนที่อยู่หน้าจวน จึงไม่อาจที่จะรังแกคนสนิทของฮูหยินรองได้เ้าค่ะ” หลี่เจียวพูดโดยไม่เว้นช่องว่างให้อีกฝ่ายแก้ตัวใดๆ
“จริงเ้าค่ะ บ่าวก็ไม่เห็นว่าจะมีเสื้อผ้าตามที่แม่บ้านใหญ่บอกเลยสักนิด” ฉินซินสาวใช้ที่ติดตามตนไป ั้แ่เมื่อครั้งนั้นพูดตบท้าย เพื่อยืนยันเสียงแข็งให้เ้านาย
“เ้านายกำลังพูด ขี้ข้าอย่างเ้าพูดแทรกได้หรือ” แม่บ้านใหญ่หันมาถลึงตาใส่สาวใช้ของหลี่เจียว
“นั่นสิ ฉินซิน เ้านายยังไม่อนุญาต เ้าก็ไม่ควรที่จะเสียมารยาทพูดแทรก ไม่มีสาวใช้ผู้ดีที่ไหนทำกัน” หลี่เจียว แม้ว่าจะหันหน้าไปบอกกล่าวตักเตือนสาวใช้ของตน แต่แท้จริงแล้วจงใจว่ากระทบแม่บ้านใหญ่ ทั้งที่นางก็เป็เพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่ง เพียงแต่ถือว่าเป็คนสนิทของฮูหยินรอง จึงทึกทักเอาเองว่าอยู่สูงกว่าบ่าวไพร่ทั่วไป
ฮูหยินรองกระแอม เพื่อเตือนสติแม่บ้านใหญ่คนสนิท ซึ่งพ่วงตำแหน่งเป็แม่นม ที่เลี้ยงดูนางมาั้แ่ยังเด็กอีกด้วย นางจึงรักและให้เกียรติแม่นมไม่ต่างจากญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ก็ถูกเด็กคนนี้ถอนหงอกไปไม่รู้ตั้งกี่รอบ น่าเจ็บใจยิ่งนัก ฮูหยินรองได้แต่รำพึงคนเดียวใจในพร้อมทั้งกำมือแน่น
“คารวะพี่ใหญ่ ถิงถิงเสียมารยาท ไม่ได้ทำความเคารพพี่ใหญ่ั้แ่แรก ขอพี่ใหญ่ได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย” หลี่ถิง ช่วยมารดาแก้ไขสถานการณ์ อาศัยว่าตนเองเป็หลานรักของท่านย่ามานาน จึงไม่เคยเห็นหัวพี่น้องคนใดมานานแล้ว
“น้องรองกล่าวเกินไปแล้ว บุตรสาวบัณฑิต ผู้ที่อยู่แต่ในจวนราชครู ผ่านการอบรมจากอาจารย์ชื่อเสียงโด่งดังมากมาย จะทำเื่ไร้มารยาทเทือกนั้นได้อย่างไรกัน เป็ข้าเองต่างหากที่เสียมารยาท ทำให้ทุกคนที่จวนต้องวุ่นวายั้แ่มาถึง” หลี่เจียวพูดเนิบนาบ กล่าวโทษตนเองว่าเป็ต้นเหตุของเื่ทั้งหมด ทว่าสิ่งที่นางพูดนั้น ทำเอาหลี่ถิงแทบกระอักเืออกมา เพราะเมื่อครู่เป็นางเองที่เสียมารยาทไม่ออกไปต้อนรับ และทำความเคารพพี่สาวคนโต