คาร์ลเห็นท่าทางของหญิงสาวลังเลก็ดูออกว่าเธอยังไม่มั่นใจในยาที่ตนเองผสมขึ้นมาเขาลนลานพยายามหาทางโน้มน้าวเธอ
“ข้าเป็ผลงานหนึ่งเดียวของอาจารย์ท่านถ้าเกิดท่านทำพลาดแล้วเืของข้าใช้ไม่ได้อีกเลย ท่านจะทำยังไง”
หญิงสาวชะงักมือไว้ทำให้คาร์ลแอบโล่งใจเธอเก็บยาขึ้นมาปิดจุกฝาขวดก่อนจะกล่าวกับเขา
“ที่จริงข้าลองทดสอบยากับเืของเ้าแล้วต่อให้พลาด มันก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิตหรอก แค่เกิดความเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยดูเหมือนเ้าก็ยังรักชีวิตอยู่นี่”
คาร์ลเริ่มชินกับสภาพร่างกายในตอนนี้แล้วเขาเริ่มพูดเป็ประโยคยาวขึ้น
“ได้ยินแบบนั้นแล้วใครจะอยากลองเสี่ยงล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกยังไงข้าก็ไม่ให้เ้าตายแน่ เ้ายังมีประโยชน์อยู่”
“งั้นก็น่าจะคุยกันได้ช่วยทำให้ข้าขยับตัวเป็ปกติก่อนได้มั้ย”
“ถ้าทำแบบนั้นเ้าก็หนีน่ะสิ”เด็กสาวกล่าวก่อนจะหยิบยาอีกขวดหนึ่งเดินไปกรอกใส่ปากคาร์ล“อยู่แบบนี้ไปก่อนจนกว่าคนของอาณาจักรริคมาจะมารับพวกเรา”
คาร์ลไอสำลักเพราะพยายามฝืนกลั้นไว้ไม่ให้กลืนเข้าไปแต่ก็ไม่เป็ผลเพราะเด็กสาวจับศีรษะของเขาเงยขึ้นฝืนให้กลืนยาลงคอไปหลังจากดื่มยาลงไปแล้วคาร์ลก็พยายามถามหญิงสาว
“ท่านเป็ใครกันแน่”
“ยาเมื่อกี้จะทำให้ร่างกายเป็อัมพาตขยับเขยื้อนไม่ได้เดี๋ยวไปถึงริคมาเ้าก็รู้จักข้าเองนั่นแหละ”
“ไม่ได้ข้าไปที่ริคมาไม่ได้”
“ทำไมกลัวถูกองค์ราชินีคาดโทษหรือ” หญิงสาวกลับมานั่งที่โต๊ะข้างเตียงก่อนจะกล่าวต่อ“ถ้าไปถึงที่ริคมา ข้าก็ไม่ปล่อยให้เ้ากลับมาที่ลอฟท์เรียได้อีกแล้ว จะให้เ้าอยู่ดีกินดีที่นั่นแลกกับใช้เืของเ้าทำยาวางใจได้”
“ข้าต้องไปหาท่านหญิง”
“ตอนนี้พวกเขาหาตัวเราไม่พบหรอกยาสมุนไพรที่ข้าให้เ้าดื่มผสมสมุนไพรที่ลงอาคมอำพรางตัวเอาไว้ด้วย”เด็กสาวมองหน้าคาร์ลแล้วจึงตัดสินใจบอกเขาตามตรง “ถ้าจะปกป้องท่านหญิงเ้าก็แค่อยู่ห่างๆ นางเอาไว้ ที่ข้าวางยาครั้งนี้เป้าหมายคือเ้าไม่ใช่ท่านหญิงของเ้า เพราะข้ารู้ว่าเ้าต้องชิมอาหารก่อน”
“แล้วถ้าท่านหญิงเป็คนดื่มก่อนข้าล่ะ”
“ข้าก็แค่หาทางวางยาถอนพิษนางเท่านั้นข้าไม่ได้อยากสร้างเื่จนไปสะดุดตาตระกูลอัศวินของอาณาจักรลอฟท์เรียเข้าหรอกนะ”
คาร์ลนิ่งอึ้งไปไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบที่ตรงไปตรงมาและชัดเจนขนาดนี้เขาใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะนึกถึงความทรงจำสมัยเด็กขึ้นมาได้เขากล่าวกับเด็กสาว
“นอกจากข้ายังมีคนที่รอดอยู่อีกสองคนทำไมไม่ลองตามหาพวกเขาดู”
“อาจารย์ข้าเคยบอกว่ามีแต่เ้าที่เป็ผลงานสมบูรณ์แบบ”เด็กสาวลุกขึ้นยืนก่อนจะเก็บถาดยาของเธอ “พรุ่งนี้คนของริคมาจะมารับเรา ทำตัวดีๆจนกว่าจะถึงตอนนั้น”
เช้าวันรุ่งขึ้นเด็กสาวคนเดิมเปิดประตูห้องเข้ามาคาร์ลซึ่งแทบจะไม่ได้นอนทั้งคืนได้แต่นอนมองดูชายฉกรรจ์สองคนที่มาช่วยกันอุ้มตัวเขาไปขึ้นรถม้าซึ่งจอดอยู่ข้างนอกตอนนี้เองที่คาร์ลพึ่งได้เห็นว่าบ้านหลังนี้เป็กระท่อมไม้หลังเล็กๆอยู่ใกล้กับประตูด่านทางตะวันตกของเมืองลูน่า
ชายฉกรรจ์ทั้งสองคนไม่ได้ขึ้นรถม้ามาด้วยพวกเขาเป็ชาวเมืองลูน่าแต่รับจ้างใช้แรงงานเท่านั้น เด็กสาวเดินขึ้นมานั่งข้างๆร่างของคาร์ลที่นอนนิ่งขยับไม่ได้ในรถม้า ในขณะที่ชายฉกรรจ์อีกคนะโขึ้นที่นั่งข้างหน้าแล้วควบลากรถวิ่งมุ่งตรงไปทางประตูด่าน
รถม้าวิ่งไปตามทางถนนที่ขรุขระบรรยากาศภายในรถม้าเงียบกริบท่าทีขัดขืนของคาร์ลหายไปแล้วซึ่งเขาเอาแต่นอนนิ่งเงียบผิดปกติทำให้เด็กสาวเริ่มไม่ไว้ใจเธอจึงเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนา
“ทำไมวันนี้เรียบร้อยจังไม่ขัดขืนแล้วหรือ”
“ถ้าเป็อย่างที่เ้าว่าจริงๆ ข้าไปกับเ้าน่าจะทำให้ท่านหญิงแคเรนปลอดภัยมากกว่า”
เด็กสาวพยักหน้ารับรู้ก่อนจะพูดกับเขา“ถ้าเป็แบบนั้น ข้าสามารถรับรองฐานะให้เ้าได้ ถ้าไปที่อาณาจักรริคมาเ้าจะไม่ลำบากแน่”
“งั้นจะบอกข้าได้หรือยังว่าท่านเป็ใครกันแน่”
“เ้าน่าจะเคยได้ยินชื่ออเซเบลล์ โรฮานน่า นั่นคือนามของข้า”
คาร์ลเบิกตากว้างอย่างใก่อนจะพึมพำออกมา“ท่านหญิงแห่งอาณาจักรริคมางั้นหรือ”
“บังเอิญว่าชื่อเสียงของเด็กต้องห้ามตระกูลเวนดีสมันดังไปถึงหูของคนใหญ่คนโตในอาณาจักรใกล้เคียงน่ะสิ”
คาร์ลไม่ได้สนใจคำพูดทีเล่นทีจริงของอเซเบลล์เขานิ่งคิดก่อนจะถามเธอกลับไป “งั้นคนป่วยที่ท่านพูดถึงก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดาสินะ”
“เ้ารู้มากไปแล้ว”
คาร์ลเข้าใจว่าการได้รับรู้ความลับเื่อาการป่วยของชนชั้นสูงในอาณาจักรศัตรูย่อมหมายถึงถ้าเขาหนีไปได้อีกครั้งเขาอาจจะไม่ได้รับการไว้ชีวิตอีกแต่ในทางกลับกันเขาก็เป็ทางรอดเดียวของชนชั้นสูงคนที่ว่าเช่นกันบั้นปลายชีวิตของเขาคงถูกกำหนดให้เป็อาณาจักรริคมาเป็แน่
เมื่อรถม้าวิ่งมาถึงหน้าประตูด่านคนคุมบังเหียนก็ะโลงไปคุยกับทหารยามที่เฝ้าอยู่ สำเนียงพูดของเขาบ่งบอกว่าเป็ชาวเมืองลูน่าแต่สิ่งที่จะยืนยันความเป็พลเมืองลูน่าก็คือป้ายตราประจำอาณาจักรลอฟท์เรีย
ตราที่แกะสลักอยู่บนป้ายเหมือนกับของไกอัสคือเป็รูปดาบแปดเล่มวางเรียงเป็ทรงกลมปลายดาบชี้ออกแต่ด้ามชี้เข้าหากันถูกพันติดกันด้วยเถาวัลย์หนามและดอกกุหลาบ ป้ายของพลเมืองทั่วไปจะประดับโลหะวิสทานัมเอาไว้ที่ดอกกุหลาบเพียงจุดเดียวเท่านั้น
ทหารยามเมื่อเห็นป้ายแสดงความเป็พลเมืองก็ปล่อยให้รถม้าวิ่งผ่านประตูด่านไปรถม้าจึงวิ่งข้ามเขตชายแดนไปยังโรงเหล้าแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นแบ่งชายแดนระหว่างอาณาจักรลอฟท์เรียและอาณาจักรริคมามากนักชาวเมืองลูน่าที่พึ่งลงจากที่นั่งข้างหน้ารถม้าเดินมารับเงินจากอเซเบลล์ซึ่งออกจากรถม้ามายืนรับลมอยู่ด้านนอกเมื่อได้เงินแล้วเขาก็เดินกลับเข้าเขตชายแดนของอาณาจักรลอฟท์เรีย
เดินผ่านเข้ามาได้เพียงไม่กี่ก้าวโลหะวิสทานัมก็ก่อตัวเป็หนามแหลมแทงทะลุขึ้นจากพื้นดินทิ่มทะลุอกของชาวเมืองคนนั้นก่อนหนามแหลมที่ว่าจะหดกลับลงสู่ใต้ดินเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในขณะที่ชาวเมืองลูน่าคนนั้นทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นดินเืสาดกระจายไปรอบบริเวณ ก่อนที่เขาจะล้มลงนอนและสิ้นใจในที่สุด
โครนิคปรากฏตัวขึ้นบนหลังม้าสีขาวตัวโปรดของเขาโดยมีทากัสควบม้าเหยาะๆ ตามมาและไกอัสที่ตอนนี้ให้แคเรนนั่งหันข้างอยู่ด้านหน้าโครนิคมองดูอเซเบลล์ท่าทางไม่แปลกใจสักเท่าใดนักเขาะโลงจากหลังม้าเพื่อเดินไปเผชิญหน้ากับอเซเบลล์
“ไม่นึกเลยว่าท่านหญิงอเซเบลล์จะให้เกียรติมาเยือนอาณาจักรลอฟท์เรียแบบลับๆด้วย”
อเซเบลล์เหลือบมองศพของชาวเมืองลูน่าที่ถูกแท่งโลหะวิสทานัมเสียบกลางลำตัวเมื่อครู่ก่อนจะกล่าวตอบโครนิค “ข้าก็ไม่คิดเลยว่าตระกูลอัศวินแห่งลอฟท์เรียจะทำร้ายชาวเมืองของตนเองได้ถึงขนาดนี้”
“ชาวเมืองลูน่าย่อมรู้ดีว่าคนที่ฝ่าฝืนกฎของเมืองจะเป็ยังไงการเปิดประตูให้บุคคลระดับท่านแอบลักลอบเข้ามาในอาณาจักรย่อมสมควรถูกลงโทษคนต่างถิ่นจะผ่านเข้าออกเมืองลูน่ากับโซน่าได้ต้องชี้แจงเหตุผลและได้รับการอนุมัติจากหน่วยตรวจคนเข้าเมืองแล้วเท่านั้นแต่ท่านกลับว่าจ้างให้ชาวเมืองลูน่าพาเข้าออก มันน่าสงสัยอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“ก็พอดีว่าคนที่ข้าจะพาไปมันไม่ใช่คนทั่วไปน่ะสิไม่รู้ใครพาตัวเข้าไปในปราสาท ข้าถึงได้ต้องลำบากขนาดนี้”
“เอาเป็ว่าปล่อยตัวเขาคืนมาก่อนดีกว่ามั้ยท่านหญิงอเซเบลล์เขาเป็คนของท่านหญิงแคเรน ท่านจะพาตัวเขาไปเฉยๆ แบบนี้ไม่ได้”
“จะได้หรือไม่ได้ข้าก็อยู่นอกอาณาจักรลอฟท์เรียแล้วและไม่คิดจะเดินเข้าไปให้โดนฆ่าง่ายๆแบบชาวเมืองลูน่าคนนั้นด้วย”
“ศึกษามาดีเหมือนกันนะเื่ของอาณาจักรลอฟท์เรีย”
“ถึงยังไงข้าก็เป็ท่านหญิงแห่งอาณาจักรริคมาและถ้าพวกท่านก้าวเข้ามาในอาณาจักรริคมาแม้เพียงก้าวเดียวข้าก็จะลงมือแบบไม่เกรงใจเช่นกัน”