มันโภคัยหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ แววตาบ้าคลั่งแฝงความเคียดแค้น “อย่ามาทำเป็นห่วงข้าเลย หากจะกล่าวไปก็ต้องขอบคุณท่านพี่เสียด้วยซ้ำ ที่กดดันจนข้าต้องหนีออกไปจากพระราชวัง… และนั่นเองที่ทำให้ข้าได้พบโอกาสอันยิ่งใหญ่เช่นนี้”
“น้องสาม หากเจ้ากลับใจก็ยังไม่สายนะ” มันตรากล่าวตักเตือน
“ข้าไม่ใช่องค์ชายสามผู้ไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว บัดนี้ข้าคือ มหาเทพปีศาจ อิ๋งม่อจุน! ผู้ที่จะรวมทั้งสามทวีปไว้ในกำมือ!”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว! เป็นคนดีๆ กลับไม่ชอบ ใยจึงต้องทำลายตนเองจนกลายเป็นปีศาจเช่นนี้ เจ้ากลับตัวซะเถิดนะ” ราชามันตรากล่าวด้วยเสียงแข็งกร้าว
อิ๋งม่อจุนหัวเราะสะท้านห้อง “คำสั่งสอนของท่าน ช่างไร้ประโยชน์นัก! แต่เอาเถิด… ข้าจะเมตตาท่านสักอย่างหนึ่ง เมื่อท่านสิ้นลมไปแล้ว ข้าจะดูแลพี่สะใภ้แสนงามผู้นี้เป็นอย่างดี พี่สะใภ้จงยินดีกับตำแหน่งราชินีแห่งเผ่าปีศาจที่ข้าจะมอบให้แต่โดยดีเถิด!”
“หุบปาก!” มันปนิตากล่าวเสียงแข็ง ดวงตาลุกวาวด้วยโทสะ “หากพระสวามีของข้าสิ้นลมหยใจ ข้าก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก ข้าจะทุ่มทั้งชีวิตเพื่อสังหารเจ้า หากไม่สำเร็จข้าก็ยินดีที่จะสิ้นชีพตามไป ไม่มีวันที่เจ้าจะสมหวังเด็ดขาด!”
สิ้นคำ เสียงหัวเราะของอิ๋งม่อจุนยิ่งดังสะท้าน เขากวาดมือออก ปล่อยพลังปราณปีศาจสีดำเป็นเส้นสายหนาทึบราวราวโซ่เหล็กกล้า รัดพันร่างทั้งสองไว้แน่นจนไม่อาจขยับได้ พลังเทพภายในถูกกดทับจนหมดสิ้น
“เจ้า… จะทำอะไร” มันปนิตากล่าวเสียงสั่น ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความกังวล
“หึๆ” อิ๋งม่อจุนอมยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ก็เพียงจะส่งพี่ชายของข้า… ลงไปในน้ำเต้านั่น รออีกสามวัน กรดมารจะกัดกินเนื้อและกระดูกจนสลายสิ้น จากนั้นข้าจะดูดซับไอเทพของเขา แล้วบรรลุเป็นเทพปีศาจอย่างสมบูรณ์แบบ!”
พูดจบก็วาดมือควบคุมร่างราชามันตราให้ยกสูงขึ้น จนลอยอยู่เหนือบ่อก่อนจะปล่อยให้ตกลงสู่น้ำเต้าทมิฬท่ามกลางเปลวเพลิงสีดำ
“ไม่! ปล่อยเขาลงไปนะ!” มันปนิตากรีดร้อง น้ำตาเอ่อคลอ ทว่าร่างนางถูกผนึกไว้ด้วยปราณปีศาจ ไม่อาจแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว
อิ๋งม่อจุนก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาแดงฉานฉายแววพิศวง “เป็นเช่นไรเล่า พี่สะใภ้… ที่นี่ ใครที่ข้าต้องการให้ตาย เขาก็ต้องตาย แต่ใครที่ข้าไม่อนุญาตให้ตาย แม้จะอยากตายเพียงใด ก็ย่อมมิอาจตายได้ ฮ่าๆๆ”
อิ๋งม่อจุนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ “หากท่านปรารถนาจะช่วยชีวิตเขาจริงๆ… มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ทันทีที่ท่านยอมเป็นของข้า… ข้าก็จะปล่อยเขาให้มีชีวิตรอด คิดให้ดีล่ะ ท่านมีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น” เขากล่าวพลางจุมพิตที่ซอกคอ แล้วบดขยี้ด้วยจมูกของเขาสูดดมกลิ่นกายของนางอย่างชุ่มฉ่ำหัวใจ
สิ้นคำมหาเทพปีศาจอิ๋งม่อจุนก็หันกายกลับไป นั่งหลับตาเดินปราณปีศาจแล้วลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศ ปล่อยให้เสียงร่ำไห้ของราชินีมันปนิตาดังเหมือนดนตรีขับกล่อม
ณ หมู่บ้านแมวน้ำ ริมชายฝั่งอันเงียบสงัด แสงจันทร์ส่องต้องผืนน้ำที่กระเพื่อมอย่างเชื่องช้า ในศาลาไม้กลางหมู่บ้าน เหล่าสี่พรายทะเลกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุรา กลิ่นสุราหมักอบอวลไปทั่ว
“วันนี้…ท่านผู้เฒ่าคิดเช่นไร จึงเลี้ยงสุราพวกเราซะเต็มคราบเช่นนี้” ฉลามดำ เฮยซ่าโฉว วางไหสุราลงดังปัง ใบหน้าผ่าวแดง เอ่ยเสียงอ้อแอ้ด้วยความมึนเมา
หญิงชราเงยหน้ามองดวงจันทร์ครู่หนึ่ง ก่อนทอดถอนใจ “ข้ามีลางสังหรณ์…ว่าอาจจะเกิดเหตุร้ายกับฝ่าบาทและองค์ราชินี หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริงๆ ข้าหวังเพียงพวกเจ้าจะลุกขึ้นเป็นกองหนุน มิให้สองพระองค์ต้องต่อสู้เพียงลำพัง สุรานี้ข้าเลี้ยงพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เพราะภายหน้าสถานการณ์คงไม่เหมาะที่จะร่ำสุรากันอีกแล้ว”
สุราทำให้เลือดลมกระพือในอก กระเบนขาว อี้เฟิงไห่ หัวเราะพลางยกไหขึ้น “ฮ่าๆ ท่านผู้เฒ่าโปรดวางใจ! ต่อให้ต้องตาย พวกเราก็จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!” เขากล่าวด้วยเสียงอ้อแอ้แต่แววตาเต็มไปด้วยความภักดี
แต่แล้วกลับมีเสียงของสตรีผู้หนึ่งเอ่ยแทรกเข้ามา ดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางวงเหล้า “เหล่าบุรุษนี่มันช่างไม่รู้จักประมาณตัวกันเลย กินเหล้าเมาจนแทบยืนไม่อยู่กันแล้ว หากยามนี้มีศัตรูบุกมา… พวกเจ้าจะต่อสู้กับพวกมันได้อย่างไรกัน?” กระพรุนไฟ ไป๋อวิ๋นฮวา กล่าวพลางปรายตามองเพื่อนๆ เหมือนจะขุ่นเคือง ก่อนจะโงนเงนหันไปหาเงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิง สตรีอีกนางหนึ่งในวงสุรานั้น
“ท่านเห็นด้วยกับข้าไหม หัวหน้า?”
อวิ๋นไห่เฟิงยกถ้วยสุราขึ้น ดวงตาหรี่พร่ามัวด้วยพิษสุรา “จริงๆ…เจ้ากล่าวถูกต้องยิ่งนัก” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนร่างเริ่มโอนเอนจนแทบหงายหลัง
ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงหัวเราะหึในลำคอ “พวกเจ้าก็พอๆ กันทั้งนั้น…ไม่ต่างอันใดกันเลย” กล่าวจบทุกคนก็หัวเราะครื้นเครงด้วยความขบขัน
ฟึ่บ!
เสียงแหวกอากาศพลันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ธนูดอกหนึ่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือสายตา มุ่งตรงเข้าหาวงสุราที่ทั้งสี่พรายทะเลกำลังดื่มสังสรรค์!
ประกายแสงเย็นวาบสะท้อนในดวงตาคมของ อวิ๋นไห่เฟิง นางสะบัดแขนเพียงครั้งเดียว มือขาวเรียวคว้าลูกธนูไว้กลางอากาศในเสี้ยววินาที ราวกับเวลาหยุดนิ่ง ความเงียบอันบีบคั้นปกคลุมในชั่วพริบตา ก่อนจะถูกทำลายด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้องจนพื้นดินสั่นสะเทือน!
เงามืดคืบคลานล้อมรอบหมู่บ้าน กองทัพปีศาจนับพันทะยานออกมา เงามืดมัวปกคลุมฟากฟ้าและพื้นดินประดุจพายุคลั่ง ทุกย่างก้าวของมันสั่นสะเทือนดั่งสายฟ้าโหมกระหน่ำ!
“กองสุนัขปีศาจ! ค้นหาคัมภีร์” เสียงคำรามกึกก้องสะท้อนดุจอัสนีฟาด เหยียนโม่หง แม่ทัพปีศาจผู้สวมเกราะดำทะมึนยืนตระหง่านเหนือฝูงปีศาจ ดวงตาแดงฉานเปล่งความอำมหิต “เอาคัมภีร์ปฐมวิญญาณมาให้ได้! ส่วนมนุษย์…จับเป็น! ถวายแด่ท่านมหาเทพปีศาจ! ผู้ใดขัดขืน ฆ่าเสียให้สิ้น!” เสียงคำรามสะท้านฟ้าดังขึ้นพร้อมกัน ปีศาจเงาราวคลื่นทะเลเดือดโหมกระโจนเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง!
สี่พรายทะเลที่ยังสะลึมสะลือจากฤทธิ์สุราต่างรีบตั้งสติคว้าอาวุธในมือ ตั้งท่าประจันหน้ากับฝูงปีศาจที่กรีดร้องถาโถมเข้ามา “บัดซบ! พวกมันฆ่าไม่ตาย!” เฮยซ่าโฉว ฉลามดำคำรามลั่น ก่อนจะฟาดกรงเล็บเหล็กเข้ากลางอกปีศาจตัวหนึ่ง เสียง ฉัวะ! ดังสะท้าน แต่ร่างนั้นกลับแตกเป็นควันดำพวยพุ่ง ก่อนจะค่อยๆ ก่อร่างขึ้นใหม่ตรงหน้าอย่างน่าสะพรึง!
ฝูงปีศาจโถมใส่ไม่หยุดยั้ง เงามืดหลายสิบตนพุ่งเข้าล็อคแขนขาของกระเบนขาว อี้เฟิงไห่ เขาพยายามสะบัดดิ้นสุดแรง แต่กลับถูกพันรัดแน่นจนไร้หนทาง ก่อนที่เสียงอื้ออึงจะดังขึ้น…
เพียงพริบตาเดียว ร่างของเขาก็ถูกกลืนกินจนหายไปในฝูงเงาปีศาจโดยไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ!
“เฟิงไห่!” กระพรุนไฟ ไป๋อวิ๋นฮวา กรีดร้องด้วยหัวใจแตกสลาย ดวงตาสั่นระริก น้ำตาเอ่อคลอ ขณะที่ภาพสุดท้ายของสหายยังคงจ้องกลับมาที่นางอย่างไม่ยอมแพ้
ปีศาจอีกตนพุ่งใส่เงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิง แต่ด้วยสัญชาตญาณ นางหมุนตัวหลบได้เฉียดฉิว ทว่าเพียงพริบตาเดียว ปีศาจนับสิบกลับกรูกันเข้าล้อม กระพรุนไฟไม่รอช้า โผเข้าขวางเพื่อนรัก พลางซัดเข็มพิษนับร้อยพุ่งวาบไปกลางอากาศ ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ทว่าเข็มพิษทั้งหมดกลับทะลุผ่านร่างพวกมันดุจทะลุม่านหมอก ไม่ทิ้งแม้ร่องรอย
สถานการณ์เลวร้ายลงทุกขณะ ฉลามดำ เฮยซ่าโฉวคำรามก้อง ฝ่าเข้าไปกลางวงล้อม ใช้พละกำลังอุ้มแต่ละนางขว้างออกไปสู่ทะเลเบื้องหน้า “ไป!”
ตูม… ตูม…
ร่างของสองนางดิ่งลงสู่ทะเล ละอองคลื่นแตกกระเซ็น เสียงหัวใจเต้นโครมครามดังรัวกลอง ทั้งสองหันกลับไปมองเพื่อนผู้พิทักษ์ แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นฝูงปีศาจโถมเข้าใส่ ร่างใหญ่ถูกกัดฉีกจนแหลกสลายไปต่อหน้า!
“ไม่นะ!!!”
เงาสมุทรกับกระพรุนไฟกอดกันแน่น น้ำตาผสมเกลียวคลื่นไหลไม่หยุด แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองนางประหลาดใจก็คือ ไม่มีปีศาจตนใดตามลงมาในทะเลเลยสักตัวเดียว!
สุดท้ายจึงได้ค้นพบความจริงว่า… ปีศาจเหล่านี้มิอาจย่างกรายลงสู่ท้องทะเลได้!
ไป๋อวิ๋นฮวาเงยหน้าตะโกนสุดเสียง สั่นสะท้านไปทั่วท้องทะเล “พี่น้องทั้งหลาย! หนีลงมาเร็ว! ปีศาจมันเกลียดน้ำ!”
เสียงกรีดร้องของชาวบ้านดังโหยหวน บางคนถูกโซ่สีดำแห่งเงามืดพันธนาการแน่นหนา ราวกับโซ่วิญญาณที่ไม่มีวันปลดปล่อย หลายร่างถูกลากหายเข้าในมิติแห่งเงาราวกับโดนกลืนเข้าสู่ขุมนรกที่ไม่มีวันหวนกลับ เลือดไหลนองเปรอะพื้นทรายจนกลายเป็นโคลนแดงฉาน
ผู้ที่ยังไม่สิ้นเรี่ยวแรง กระโจนลงทะเลอย่างไร้ทางเลือก ต่างก็พยายามดิ้นรนจนสุดชีวิต คนที่ยังพอมีเรี่ยวแรงก็ต่างพากันกระโจนลงทะเล หวังเพียงสายน้ำจะเป็นเกราะสุดท้ายที่จะปกป้องพวกเขา…