[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 95 อย่าได้ลืมเลือนคำพูดนี้ในภายหลังเล่า พลันระเบิดเสียงอื้ออึงแห่งความตกตะลึงไปทั่ว

    ตอนที่ 95 อย่าได้ลืมเลือนคำพูดนี้ในภายหลังเล่า พลันระเบิดเสียงอื้ออึงแห่งความตกตะลึงไปทั่ว

            "อั่ก!"

            เท้าของกู้ฉางเกอกระแทกลงมาด้วยความเย้ยหยัน

            ฉู่อู๋จี๋ที่นอนหมอบอยู่ใต้ฝ่าเท้า พลันเผยสีหน้าซีดเผือด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความอับอายและความโกรธแค้น ทว่ากลับไร้ซึ่งหนทางที่จะตอบโต้

            แม้จะงัดไพ่ตายอันแข็งแกร่งที่สุดมาใช้แล้ว ทว่าก็ยังมิอาจสั่นคลอนกู้ฉางเกอได้เลย เพียงการโจมตีธรรมดาก็ทำให้เขาต้องสละพลังอันมหาศาลเพื่อต่อกร

            ความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงนี้ วันนี้เขาได้ลิ้มรสอย่างถ่องแท้ มันเป็นความอัดอั้นและความเจ็บแค้นที่ยากจะทานทน

            ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของกู้ฉางเกอซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยามว่าเขานับเป็นตัวอันใดได้กันที่กลับถูกกล่าวย้ำซ้ำอีกครั้ง

            อีกทั้งท่าทีที่มิใส่ใจและแววตาที่เฉยเมยของอีกฝ่าย ทำให้ฉู่อู๋จี๋รู้สึกราวกับถูกบีบคั้นดวงจิต อัดอั้นมิไหวจนแทบจะระเบิดออกมา

            ในขณะเดียวกัน เหล่าศิษย์และผู้คนที่มุงดูจากยอดเขารอบด้าน พลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วครู่ ก่อนที่เสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นทั่วทั้งบริเวณดั่งคลื่นลมที่พัดโหมกระหน่ำ

            การต่อสู้ในครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างฉับพลัน อีกทั้งยังจบลงอย่างรวดเร็วจนมิอาจคาดฝัน

            มิมีผู้ใดเชื่อว่าฉู่อู๋จี๋ผู้เป็นถึงองค์ชายแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่ ทั้งยังเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ จะพ่ายแพ้ในลักษณะนี้ได้

            พวกเขาคาดหวังให้เขามีโอกาสต่อกรกับกู้ฉางเกออย่างน้อยก็หลายสิบกระบวนท่า แม้สุดท้ายจะพ่ายแพ้ ก็มิควรจะจบลงเช่นนี้

            ทว่าสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา กลับเป็นการถูกบดขยี้อย่างไร้ความปรานี

            มิอาจตอบโต้ มิอาจหลบหนี และแม้แต่ไพ่ตายสุดท้ายก็ยังถูกบดขยี้จนหมดสิ้นท่า

            ทุกสายตาจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอ ผู้ซึ่งยืนอยู่อย่างสง่างาม คล้ายกับราชันผู้มิอาจท้าทายอำนาจ

            ในชั่วขณะนั้น ศิษย์มากมายอดมิได้ที่จะรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง หากยอดอัจฉริยะหนุ่มแห่งยุคอย่างฉู่อู๋จี๋ยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อกู้ฉางเกอ แล้วพวกเขาเล่า

            ผู้หนึ่งล้มฟุบอยู่บนพื้น อีกผู้หนึ่งยืนหยัดสูงส่ง ความแตกต่างนี้ช่างเปรียบได้ราวฟ้ากับเหว พวกเขาเองก็มิต่างจากมดปลวกในสายตาของอีกฝ่าย

            "มิแปลกใจเลยที่เขาสามารถทำลายสถิตินับแสนปีของเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ได้"

            "ความแข็งแกร่งระดับนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก เพียงแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถบดขยี้ศิษย์เอกผู้หนึ่งได้อย่างง่ายดาย"

            "ต่อให้ฉู่อู๋จี๋ทะลวงถึงขั้นจอมราชันได้ ข้าเชื่อว่าหากทั้งสองต้องต่อกรกันด้วยพลังระดับเดียวกัน เขาก็ยังคงมิใช่คู่ต่อสู้ของกู้ฉางเกออยู่ดี"

            “นั่นสินะ อย่างไรเสียศิษย์เอกกู้ก็มักจะเผยท่าทีอันสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ ราวกับว่ามิมีสิ่งใดจะทำให้เขาหวั่นไหวได้ ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ถึงไพ่ตายที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้”

            เสียงถกเถียงของเหล่าศิษย์ดังขึ้นไปทั่ว ในขณะที่หญิงงามผู้ลึกลับแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางอย่างอิ่นเหมยก็ยืนฟังคำพูดเหล่านั้นด้วยท่าทีสงบนิ่ง

            ภายใต้ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางนั้น ริมฝีปากของนางก็พลันยกยิ้มขึ้นอย่างบางเบาโดยมิรู้ตัว

            ไพ่ตายหรือ

            ไพ่ตายของกู้ฉางเกอนั้น ผู้ใดเคยเห็นแล้วรอดชีวิตกลับมาได้บ้างเล่า

            หากมีผู้รอดชีวิตจากการได้เห็นไพ่ตายของเขา นั่นคงมีเพียงนางเพียงผู้เดียว

            เขาคือผู้ที่อันตรายที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอ ทั้งแผนการ เจตจำนง และวิธีการอันลึกล้ำ ล้วนกล่าวได้ว่าไร้ที่ติ

            "กู้ฉางเกอมิใช่คู่ต่อสู้ที่เราจะสามารถประมือได้อีกต่อไป เหตุที่จินโจ้วเลือกปิดด่านฝึกบำเพ็ญเพียร นั่นคงเป็นเพราะเขามองเห็นความจริงข้อนี้มานานแล้ว…”

            “จากนี้ไป หากมิอาจก้าวข้ามขอบเขตพลังของตนเองสู่ขั้นใหม่ได้ เกรงว่าทุกครั้งที่พบหน้ากู้ฉางเกอ เราคงทำได้เพียงหลีกทางให้เท่านั้น…”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเหล่าศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เถียนหยางและจงเทียนหยวน สบตากัน ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและมิอยากจะเชื่อ

            จากนั้นพวกเขาก็เลือกที่จะถอยออกจากฝูงชน ก่อนเดินจากไปอย่างเงียบงัน

            ในฐานะยอดอัจฉริยะ ย่อมต้องมีจิตใจแห่งการชิงชัย ทว่าก็มิได้หมายความว่าพวกเขาจะโง่เขลา

            เพราะกู้ฉางเกอนั้นเหนือกว่าพวกเขาในทุกด้าน

            พลังของเขาอยู่ในระดับจอมราชันขั้นกลาง

            เช่นนี้แล้วพวกเขาจะชิงชัยไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า

            จะปีนป่ายไปที่ใดได้อีก

            ศิษย์และเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่โดยรอบต่างพากันส่ายหัวอย่างเงียบงัน จากวันนี้ไป แม้จะยังมิแต่งตั้งศิษย์ทายาทแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทว่าเพียงแค่เห็นกู้ฉางเกอ ทุกคนคงต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดียวกับเขา

            การต่อสู้ในวันนี้ มิใช่เพียงชัยชนะธรรมดา ทว่าคือการประกาศอำนาจศักดาของเขาให้เป็นที่ประจักษ์

            “เซียนเอ๋อร์”

            เสียงแผ่วเบาหากแฝงไว้ด้วยเจตนาเสียดสีดังกังวานในความเงียบ

            “พี่ชายคนนี้ออกแรงช่วยเจ้าจัดการสิ่งไร้ค่าเช่นนี้ เจ้ามิรู้สึกซาบซึ้งบ้างหรือ”

            กู้ฉางเกอปรายตามองกู้เซียนเอ๋อร์ที่ยังคงยืนตะลึงงัน ดวงหน้ายิ้มบาง เขาเอ่ยถามขึ้นพลางหัวเราะเบา

            ในเวลาเดียวกัน เขาพลันออกแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ฝ่าเท้าอันหนักหน่วงกระแทกลงบนอกของฉู่อู๋จี๋

            "อั่ก!"

            โลหิตสีสดพวยพุ่งราวกับหมอกควันกลางอากาศ ฉู่อู๋จี๋ไร้เรี่ยวแรงส่งเสียงครางแผ่ว ก่อนสติจะดับวูบลงเข้าสู่นิทราแห่งความพ่ายแพ้

            แน่นอนว่า กู้ฉางเกอมิคิดจะสังหารอีกฝ่าย

            เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หากเข่นฆ่าสังหารองค์ชายแห่งราชสำนักเซียนต้าฉู่ก็ย่อมต้องมีผู้คนออกมาขัดขวาง

            เขามิคิดจะสร้างปัญหาจากการกระทำเช่นนี้ การลงมือกับฉู่อู๋จี๋เป็นเพียงการส่งสัญญาณให้แก่เหล่าผู้อาวุโสแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            ตราบใดที่เขายังอยู่ ผู้ใดก็มิอาจคู่ควรแก่ตำแหน่งศิษย์ทายาทสืบทอดได้

            นี่คือสิ่งที่แม้พวกเขาจะมิพูด กู้ฉางเกอก็จะทำให้พวกเขาตระหนักรู้ให้ได้

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่เองก็ยังคงมีท่าทีระแวดระวังตัวต่อเขา กู้ฉางเกอย่อมมิไร้เดียงสาถึงขั้นจะมองมิออก

            ทว่ากระนั้น เขาก็หาได้ใส่ใจไม่

            ตั้งแต่วันที่เขาก้าวเข้ามายังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เขาก็ได้คาดการณ์ทุกสิ่งไว้แล้ว

            ในขณะเดียวกัน เซียนเอ๋อร์ก็ยังคงตกอยู่ในอาการตกตะลึง

            เดิมที กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกขัดแย้งในใจ เมื่อกู้ฉางเกอลงมือสั่งสอนฉู่อู๋จี๋ผู้ที่ทำให้นางมิสบอารมณ์ แม้นางจะมีความรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง แต่ก็มิอาจยอมรับมันได้โดยง่าย

            ทว่าทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงเย้าหยอกที่แฝงไว้ซึ่งความหยามหยัน ความรู้สึกตื้นตันอันเล็กน้อยนั้นก็พลันมลายสิ้น 

            ดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา แววตาที่มองไปยังเขา ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นเช่นเดิม
        
            “เรื่องของข้า มิจำเป็นต้องให้เจ้ายื่นมือเข้ามาข้องเกี่ยว”

            น้ำเสียงของกู้เซียนเอ๋อร์เยียบเย็น ไร้ซึ่งเยื่อใย กับคนเช่นเขา มิจำเป็นต้องรักษามารยาทใดๆ ด้วย

            การที่นางมิปล่อยหมัดออกไปซัดหน้าเขาให้ยับเยิน ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่จะอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดแล้ว

            หากเป็นผู้อื่น มิว่าจะเกิดเหตุการณ์ใด นางล้วนสามารถรักษาความสงบไว้ได้

            ทว่าเมื่อยามที่เผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ ความสามารถในการอดกลั้นนั้นกลับมลายหายไปเสียสิ้น ความโกรธเกรี้ยว ความขุ่นเคือง ล้วนปะทุออกมาราวกับภูผาแห่งเพลิงที่ยังมิอาจมอดดับได้

            “ดูเหมือนเจ้าจะลืมคำของพี่ชายผู้นี้ที่เคยกล่าวไว้แล้วสินะ”

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าราวกับผิดหวังในตัวนางอย่างถึงที่สุด เขาพูดไปพลางมิสนใจแววตาของเซียนเอ๋อร์ที่จับจ้องเขาเขม็งดั่งอยากจะฉีกทึ้งเขาให้ตายตกเสีย

            ว่าด้วยเรื่องของความไร้ยางอายแล้ว เขานับว่ามิเป็นสองรองผู้ใด

            “คำพูดอันใดกัน”

            เซียนเอ๋อร์ยังคงกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

            “พี่รังแกเจ้าได้ ทว่าผู้อื่นมิอาจบังอาจมีสิทธิ์นี้”

            กู้ฉางเกอยกมุมปากแย้มยิ้มบาง ทว่าสายตาฉายแววเยือกเย็นอันน่าขนลุก

            “ฉู่อู๋จี๋ผู้นั้น แปดส่วนคงคิดจะปล่อยให้เจ้าเป็นตัวตลกระหว่างการท่องสู่เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ ส่วนผู้อาวุโสใหญ่ผู้แก่คร่ำครึนั่นก็คงจะวางเงื่อนไขในการรับเจ้าเป็นศิษย์ ด้วยการให้ทำลายสถิติของพี่เสียก่อนใช่หรือไม่”

            “ฉู่อู๋จี๋ผู้นี้วางแผนร้าย นอกจากจะหวังให้เจ้าอับอายขายหน้า ทั้งยังจงใจปล่อยข่าวให้ศิษย์ทั้งสำนักมาชุมนุมกันเพื่อรอดูเหตุการณ์นี้ด้วย”

            “จิตใจเลวทรามถึงเพียงนี้ สังหารเสียสิ้นก็คงจะมิเกินไป”

            “ทว่าน้องสาวของพี่ไหนเลยจะถูกคนเช่นนั้นหยามหยันได้ หากจะถูกผู้ใดรังแก คนผู้นั้นก็ต้องเป็นพี่เท่านั้น เจ้านั่นนับเป็นตัวอันใดได้”

            ขณะเอ่ย น้ำเสียงของกู้ฉางเกอก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม

            บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกดั่งอุณหภูมิลดลงฉับพลัน ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์อดมิได้ที่จะสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย

            “กร๊อบ!”

            เสียงแตกหักของกระดูกดังขึ้น เสมือนเสียงทลายของภูผาแห่งความอดกลั้น

            ดวงตางามเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

            ฉับพลันนั้น กู้ฉางเกอเหยียบลงไปอย่างไร้ซึ่งความลังเล เสียงร้องครวญด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นจากฉู่อู๋จี๋ แม้เขาจะหมดสติไปแล้วก็ตาม ทว่ากระดูกมือของเขากลับถูกบดขยี้จนแตกเป็นเสี่ยงๆ ใต้ฝ่าเท้าของกู้ฉางเกอ

            ใบหน้าของกู้ฉางเกอยังคงสงบนิ่ง ราวกับสิ่งที่เขาเหยียบย่ำนั้นเป็นเพียงมดอันไร้ค่าตัวหนึ่ง

            “เซียนเอ๋อร์ จงจำคำพูดนี้ไว้ให้ดี อย่าได้ลืมเลือนในภายหลังเล่า”

            กู้ฉางเกอเหลือบมองท่าทีตะลึงงันของนาง ก่อนแย้มยิ้มบางเบา

            “เจ้ามิได้กำลังจะขึ้นสู่เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์หรอกหรือ พี่ชายคนนี้ย่อมตั้งใจเฝ้ารอดูความสามารถของเจ้าอยู่”

            “การจะก้าวขึ้นไปให้ถึงจุดที่พี่เคยยืนเมื่อครั้งอดีต คงมิใช่เรื่องยากเย็นสำหรับเจ้า”

            หากเป็นไปตามครรลองธรรมดา ฉู่อู๋จี๋ซึ่งมีจิตคิดร้ายก็จะถูกเซียนเอ๋อร์จับได้ในที่สุด

            ความอิจฉาริษยาทำให้เขาเฝ้าคอยหัวเราะเยาะนางที่ล้มเหลวในการท้าทายเส้นทางสู่มรรคาสวรรค์

            จากนั้นจึงจงใจปล่อยข่าวไปทั่วทั้งสำนัก ล่อลวงผู้คนมาชมการพ่ายแพ้ของนาง

            ทว่า บทสุดท้ายของเรื่องราว ควรจะเป็นการที่กู้เซียนเอ๋อร์พิสูจน์ตนเองได้อย่างสง่างาม ตบหน้าทุกคนอย่างรุนแรง อีกทั้งยังรวมถึงการประกาศท้าทายต่อพี่ชายของตน

            “แนวเรื่องเช่นนี้ ข้าท่องจำได้จนขึ้นใจแล้ว”

            ทว่าการพลิกเกมนั้นกลับเป็นเรื่องถนัดของกู้ฉางเกอ ครานี้ในศีรษะของเซียนเอ๋อร์คงคิดเวียนวนไปหมดแล้วแน่ๆ

            “กู้ฉางเกอ เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถทำลายสถิติของเจ้าได้จริงหรือ”

            เสียงอ่อนนุ่มของกู้เซียนเอ๋อร์ดังขึ้นหลังจากที่นางดึงสติกลับคืนมาได้ นางมิเข้าใจว่าเหตุใดท่าทีของนางถึงเริ่มอ่อนลงเมื่อเผชิญหน้ากับเขา

            บางทีอาจเป็นเพราะการกระทำของกู้ฉางเกอก่อนหน้านี้ ทำให้นางอดคิดมิได้ว่า หากมิมีเรื่องราวอันโหดร้ายในอดีต การมีพี่ชายที่คอยปกป้องและทั้งแข็งแกร่งเช่นนี้ ก็คงเป็นความโชคดีที่หาได้ยากนัก

            ทว่านั่นมิใช่ปัญหาเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวของนาง

            แม้แต่ฉู่อู๋จี๋และผู้คนทั้งหลายต่างมองว่านางมิมีวันก้าวข้ามสถิติของกู้ฉางเกอไปได้ ทว่าเหตุใดตัวเขาเองถึงกลับแสดงความเชื่อมั่นต่อตัวนางถึงเพียงนี้ เป็นความเชื่อมั่นที่มากมายเสียจนชวนให้สงสัย

            เขามิควรจะแสดงท่าทีดูแคลนพร้อมกับกล่าวอย่างเย้ยหยันหรือว่า “กู้เซียนเอ๋อร์ คิดจะเดินตามรอยข้างั้นหรือ หยุดเพ้อฝันเสียเถิด”

            ในใจของกู้เซียนเอ๋อร์เผลอคิดวิเคราะห์ไปไกลเสียแล้ว

            โชคดีที่นางมีอาจารย์สามเป็นผู้ชี้แนะเรื่องราวมานานหลายปี ทำให้นางฉลาดเกินกว่าคนรุ่นเดียวกัน และสามารถมองเห็นจุดประสงค์เบื้องหลังของผู้คนได้อย่างชัดเจน

            “คนที่มิมีความจำเป็นอันใดแล้วมาทำดีด้วย มักมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่”

            ทว่าความเชื่อมั่นของกู้ฉางเกอที่แสดงต่อนางในครั้งนี้ ช่างไร้เหตุผลจนนางมิอาจทำความเข้าใจได้อย่างแท้จริง

            กู้ฉางเกอกลับเอ่ยตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ “หากพี่ชายอย่างข้ามิเชื่อมั่นในตัวเจ้า แล้วผู้ใดเล่าจะเชื่อได้ ความพยายามตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ล้วนเห็นอยู่เต็มตา”

            คำพูดของเขา ชวนให้ดูจริงใจนัก

            ทว่าในความจริงแล้ว ทุกคำพูดนั้นหาใช่อันใดอื่น นอกจากคำพูดลวงโลกที่ดูเคร่งขรึมจริงจัง

            เขาจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่านางผ่านสิ่งใดมาบ้าง ทว่าสิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือการสร้างภาพลักษณ์อันล้ำลึก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยปริศนาที่ซ่อนอยู่

            เช่นนี้ย่อมเพียงพอที่จะทำให้นางไขว้เขวได้แล้ว

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของกู้เซียนเอ๋อร์ก็สั่นสะท้าน นี่หมายความว่าอย่างไรกัน ความพยายามทั้งหมดของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขารับรู้มาตลอดอย่างนั้นหรือ

            ทว่าถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดเขาจึงทำเรื่องเลวร้ายในวันนั้นลงไป เหตุใดเขาถึงกล้าช่วงชิงกระดูกของนางไป

            เพียงคิดถึงเรื่องนี้ นางก็แทบมิอยากจะเชื่อสายตาตนเอง

            หรือว่าเรื่องราวในวันนั้นจะมีเหตุผลอันใดบางอย่างซ่อนอยู่

            กู้เซียนเอ๋อร์ส่ายศีรษะ พยายามปัดความคิดอันไร้แก่นสารเหล่านั้นออกไปจากจิตใจ

            มิว่าเหตุผลนั้นจะเป็นสิ่งใด ทว่าก็มิสามารถนำมาเป็นข้ออ้างหาเหตุผลให้กับสิ่งที่เขาทำลงไปได้

            มันมิใช่เรื่องที่จะแก้ตัวได้ด้วยเพราะว่ามีเหตุจำเป็น

            “มัวเหม่อลอยอันใดอยู่เล่า ทุกคนกำลังจับตามองเจ้าให้ก้าวสู่เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์อยู่นะ”

            เสียงของกู้ฉางเกอดึงนางกลับมาจากความคิดฟุ้งซ่าน รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูคล้ายกับกำลังหยอกล้อ

            กู้เซียนเอ๋อร์จ้องมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อีกครั้ง

            นางยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ นั่นคือการก้าวสู่เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์ และทำลายสถิติของกู้ฉางเกอให้ได้!

            ในทันทีนั้นเอง ร่างของกู้เซียนเอ๋อร์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งอันเจิดจ้า พุ่งตรงขึ้นสู่เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์เบื้องหน้า

            เส้นทางสู่มรรคาสวรรค์นั้นพลันลุกโชนด้วยรัศมีหลากสีสัน ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงบนขั้นบันได เสมือนดั่งพลังแห่งสวรรค์กำลังฟื้นคืนชีพ ความพร่างพรายของหมอกแห่งเซียนปะทุขึ้น สรรพสิ่งอัศจรรย์เหนือสามัญลอยล่องในห้วงอากาศ  

            สุริยัน จันทรา และดาราจักรพลันเคลื่อนไหว วัฏจักรของจักรวาลพลิกผัน มหาสมุทรกลายเป็นฝุ่นผง...  

            ครืน!

            ทันทีที่นางก้าวลงบนขั้นบันไดแรก รัศมีสีทองแผ่กระจายออกมาดุจดอกบัวทองที่ผลิบานต้อนรับ  

            นางก้าวต่อไปอย่างมุ่งมั่น  

            ขั้นบันไดที่สอง…

            ขั้นบันไดที่สาม…

            ขั้นบันไดที่สี่…

            …

            แทบมิมีสิ่งใดขัดขวางเส้นทางของนาง กู้เซียนเอ๋อร์ทะยานสู่ขั้นที่สิบได้อย่างง่ายดาย

            รัศมีหลากสีสันห้อมล้อมรอบกาย ถ้อยสำเนียงดุจเซียนขับขานสะท้อนก้องในห้วงนภา บุปผาแห่งเซียนผลิบานในอากาศ ประหนึ่งเป็นบุตรธิดาแห่งมหามรรคาผู้ได้รับพรจากฟ้าดินทั้งปวง  

            เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสที่เฝ้าดูต่างพากันตื่นตะลึง  

            บันไดขั้นที่สิบนี้เป็นระดับที่ศิษย์ส่วนใหญ่มิอาจไปถึง เป็นจุดสูงสุดของศิษย์ภายในหลายคนที่มิอาจก้าวผ่านไปได้

            อีกทั้งศิษย์เหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะที่ได้รับการคัดสรรจากบรรดาผู้คนนับล้าน!  

            แม้กระทั่งผู้เยี่ยมยุทธ์ดังเช่นฉู่อู๋จี๋ ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทั้งยังเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ก็ยังทำได้เพียงก้าวไปถึงขั้นที่สิบสี่เท่านั้น  

            อีกทั้งในวันวาน กู้ฉางเกอถึงกับก้าวไปถึงขั้นที่สิบแปด!  

            ทว่าในยามนี้…

            ขั้นที่สิบเอ็ด!

            ขั้นที่สิบสอง!

            …

            มินานนัก กู้เซียนเอ๋อร์ก็ทะยานขึ้นสู่ขั้นที่สิบห้า!

            ประกายแห่งความลี้ลับหมุนเวียน สายรุ้งแห่งเซียนเจิดจ้าทอแสงทั่วท้องนภา ทุกอณูแห่งพลังเซียนแผ่กระจาย ส่งให้ร่างของกู้เซียนเอ๋อร์ที่ก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นนั้น เปรียบดุจดั่งธิดาแห่งจักรพรรดิสวรรค์ ที่แสดงอานุภาพแห่งการเหินขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า

            หลังจากที่ผู้คนตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ สถานที่แห่งนั้นก็พลันระเบิดเสียงอื้ออึงแห่งความตกตะลึงไปทั่ว

            เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสทั้งหลายต่างพากันสะท้านอึ้งในความสามารถที่ได้พบเห็น

            พรสวรรค์เช่นนี้ แม้แต่ยอดฝีมือผู้ครอบครองฉายายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ยังเทียบมิติด กู้เซียนเอ๋อร์จะทำลายสถิติของกู้ฉางเกอได้หรือไม่

            เวลาผ่านไปเพียงมินาน กู้เซียนเอ๋อร์ก็ทะยานข้ามขั้นที่สิบหกขึ้นไป แม้ใบหน้าจะมีเหงื่อไหลชโลม ทว่าสายตาของนางยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

            นางเหลือบมองลงมายังด้านล่างที่ซึ่งกู้ฉางเกอผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยความสงบนิ่ง เผยท่าทีราวกับมั่นใจในตัวนางอย่างประหลาดยืนอยู่

            มิรู้เพราะเหตุอันใด พลันเกิดกระแสพลังอย่างมหาศาลปะทุขึ้นจากร่างกายของนาง พลังแห่งมหามรรคาพุ่งกระจายออกมา ดุจดั่งการถือกำเนิดใหม่

            ขั้นที่สิบเจ็ด!

            ขั้นที่สิบแปด!

            นางก้าวไปถึงจุดที่กู้ฉางเกอเคยสร้างประวัติศาสตร์ไว้!

            ทันใดนั้น เสียงอุทานอันตื่นตะลึงพลันดังก้องราวกับคลื่นมหาสมุทรซัดกระหน่ำ เหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ต่างพากันเบิกตาโพลง แทบมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น ราวกับโลกทั้งใบพลันสั่นสะเทือนจนทำเอาหัวใจหยุดนิ่ง!

            “สถิติของศิษย์เอกกู้เมื่อครานั้น กลับถูกทำลายลงแล้ว…”

            “นับเป็นโชคดียิ่งที่ได้มาเป็นพยานเห็นเหตุการณ์ด้วยสายตาตนเองในวันนี้!”

            “ผู้ใดจะคาดคิดว่านางจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ ความสามารถเช่นนี้น่าตื่นตะลึงจนยากจะทำใจเชื่อ เปรียบดั่งความฝันที่ยากจะสัมผัส!”

            เหล่าศิษย์ที่เคยสงสัยใคร่รู้ถึงผลลัพธ์ถึงกับแทบจะควักลูกตาตนเองออกมาด้วยความตื่นตะลึง

            กู้เซียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่บนขั้นที่สิบแปด เผยใบหน้าซีดเผือด เหงื่อหยาดหยดบนหน้าผากงาม บ่งบอกถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กำลังเผชิญ นางใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว

            ทว่าผู้คนกลับสัมผัสได้ว่า นางยังมีพลังหลงเหลือ และสามารถก้าวขึ้นต่อไปได้!

            เสียงฮือฮาดังก้อง เหล่าผู้คนต่างเชื่อมั่นว่า กู้เซียนเอ๋อร์จะก้าวข้ามขั้นต่อไป สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ลบล้างสถิติของกู้ฉางเกอที่เคยสร้างไว้เมื่อครั้งนั้น

            ทว่าทันใดนั้น นางกลับทำสิ่งที่ทำให้ทุกคนแทบลืมหายใจ

            กู้เซียนเอ๋อร์ยืนนิ่ง ใบหน้าเรียบสงบ ดวงตาแน่วแน่ นางตัดสินใจหยุดก้าวเดิน!

            จากนั้น… นางพลันกลับหันหลังเดินลงจากบันไดด้วยความสง่างามโดยมิแม้แต่จะพยายามก้าวขึ้นไปอีกขั้น

            ทั่วทั้งขุนเขาตกอยู่ในความเงียบงัน

            มิมีผู้ใดคาดคิดว่า ในจังหวะสำคัญเช่นนี้ นางกลับเลือกทำเช่นนี้ได้

            นี่คือโอกาสทองที่จะลบล้างสถิติของกู้ฉางเกอ สร้างชื่อเสียงอันเลื่องลือในแผ่นดิน!

            ทว่านางกลับละทิ้งมันไปเช่นนั้นหรือ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน