กู้หลานเลิกคิ้วขึ้นมองไปตามเสียง ก็เห็นชายชราตัวเล็ก ๆ ที่หลังค่อมเล็กน้อยกำลังนำผู้ใต้บังคับบัญชาในชุดทางการเดินเข้ามาในโรงธัญพืช
เมื่อเห็นว่ากู้หลานมองมา รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของชายชราก็ขยับยิ้มกว้าง เขาเร่งฝีเท้าเข้ามาหาด้วยความกระตือรือร้น
“ใต้เท้าโต้ว?” กู้หลานยิ้มบาง ๆ “ท่านไม่ได้ว่าราชการอยู่ที่ที่ทำการเมืองหรอกหรือ มีเวลาว่างมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
เมืองหลางโจวไม่ใช่เมืองเล็ก ๆ อีกอย่างที่ทำการเมืองนั้นตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง ส่วนจวนตระกูลกู้อยู่ทางฝั่งตะวันออก การจะบอกว่าผ่านมาเดินเล่นแถวนี้ย่อมเป็ไปไม่ได้เด็ดขาด
โต้วฝูประสานมือคารวะ แล้วกล่าวตามตรงว่า “โรงธัญพืชของคุณชายกู้เปิดทำการทั้งที ข้าน้อยจะพลาดการมาแสดงความยินดีได้อย่างไร เพิ่งได้ข่าวก็รีบมาทันทีเลยขอรับ”
อันที่จริง ั้แ่วันลงทะเบียนสอบคราวที่แล้ว ท่านเ้าเมืองคนนี้ก็ส่งเ้าหน้าที่ตัวน้อยไปเฝ้าดูที่ฝั่งตะวันออกของเมืองตลอด
แม้จะไม่ได้เข้าไปในจวนตระกูลกู้ แต่การสืบให้รู้ว่าโรงธัญพืชอยู่ที่ไหนนั้นย่อมไม่ใช่เื่ยาก
โต้วฝูอธิบายเสร็จ ก็หันไปมองกลุ่มสตรีที่น่ารำคาญเ่าั้แล้วกล่าวเสียงเย็น
“เ้าพวกปากหอยปากปู จำข้าได้หรือไม่?”
“ใต้เท้าโต้ว ข้าจำได้เ้าค่ะ...”
เมื่อรู้ว่าชายชราตรงหน้าคือเ้าเมืองหลางโจว พวกนางต่างก็ตัวสั่นงันงกจนพูดไม่ออก!
ไม่นึกเลยว่าเ้าของโรงธัญพืชตัวเล็ก ๆ จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นที่ท่านเ้าเมืองต้องรีบวิ่งแจ้นมาแสดงความยินดีด้วยตัวเอง!
“จำได้ก็ดี! พวกเ้ามารบกวนการพักผ่อนของคุณชายกู้ แถมยังขวางประตูขัดขวางการค้าขาย นี่ถือเป็ความผิดฐานก่อความวุ่นวายในเขตตลาด ข้าจะลงโทษพวกเ้า...”
โต้วฝูพ่นน้ำลายใส่กลุ่มสตรีเ่าั้ไม่หยุด
“พอเถิด ใต้เท้าโต้ว”
กู้หลานเห็นเขาดุด่าไปพักใหญ่ก็เริ่มกังวลว่าชายชราคนนี้จะได้ใจจนลากพวกนางไปตัดหัวที่ตลาดสดเพื่อเอาใจเขา
แม้หญิงเหล่านี้จะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ได้มีโทษถึงขั้นนั้น
“ในเมื่อพวกท่านไม่ซื้อข้าว เช่นนั้นก็กลับไปเถิด”
สิ้นเสียงนั้น กลุ่มสตรีเ่าั้ก็ทำอะไรไม่ถูก และหันไปมองโต้วฝูด้วยความหวาดกลัว
โต้วฝูดุใส่ “มองข้าทำไม! คุณชายกู้บอกให้ไปก็รีบไสหัวไปสิ!?”
“ขอบคุณใต้เท้าที่เมตตา ขอบคุณคุณชายกู้ที่ให้อภัยเ้าค่ะ!”
พวกสตรีเพิ่งจะเข้าใจว่าใครเป็ใหญ่ที่นี่ ต่างพากันรีบโค้งตัวแล้วก้าวเท้าฉับ ๆ หนีไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าหากอยู่ต่ออีกอึดใจเดียว พวกนางคงถูกลากเข้าคุกที่ทำการเมืองไปเสียแล้ว
หลังจากวันนี้ไป กู้หลานเชื่อเลยว่าข่าวลือที่ว่าโรงธัญพืชตระกูลกู้มีเส้นสายกับที่ทำการเมืองคงจะแพร่สะพัดไปทั่วเมือง อีกหน่อยคงไม่มีใครกล้ามาหาเื่อีก
แถมยังมีหน่วยงานราชการระดับเ้าเมืองมาเป็ประกันแบบนี้ คนซื้อข้าวก็คงจะยิ่งมากขึ้นไปอีก
‘ถือว่าช่วยลดความยุ่งยากที่ไม่จำเป็ให้เราได้ไม่น้อยเลย...’
กู้หลานมองชายชราจอมประจบผู้นี้แล้วก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมาบ้าง
เมื่อจัดการปัญหาตรงหน้าเสร็จ โต้วฝูจึงขยับเข้าใกล้แล้วเอ่ยถึงจุดประสงค์หลัก
“คุณชายกู้ ที่ข้าน้อยมาวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็เพราะเื่เมล็ดพันธุ์ข้าวตัวนี้ด้วย...”
เมื่อเช้านี้เขาเพิ่งได้รับคำสั่งลับจากสำนักเสวียนเทียน ให้รับผิดชอบเื่การขายข้าวของโรงธัญพืชตระกูลกู้อย่างเต็มตัว
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รีบแจ้นมาแสดงความยินดีได้ทันท่วงทีขนาดนี้...
ไม่ว่าตำแหน่งจะใหญ่แค่ไหน แต่เมื่อพูดถึงสำนักเสวียนเทียน เขาก็อดขาสั่นไม่ได้จริง ๆ !
“ไปคุยกับลุงหยางเถิด ข้าไม่ยุ่งเื่บัญชี” กู้หลานชี้ไปทางกลุ่มคนที่กำลังยุ่งวุ่นวาย เพราะคิดว่าเขาจะมาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว “แต่จำไว้ว่าจำกัดคนละสองตำลึง ท่านก็ยกเว้นไม่ได้”
โต้วฝูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ “ไม่ ๆ คุณชายเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยไม่ได้จะมาซื้อเมล็ดพันธุ์ ข้าว แต่จะมาช่วยจัดการเื่ขนส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ท่าน...”
“นั่นไม่ใช่หน้าที่ของสำนักคุ้มกันภัยหรอกหรือ?” กู้หลานถามด้วยความสงสัย
เพื่อให้กิจการใหญ่ขึ้น การจ้างสำนักคุ้มกันภัยเพื่อส่งเสบียงไปต่างเมืองนั้นเป็กฎเหล็กที่ใคร ๆ ก็รู้กัน
“ใช่ขอรับ เพราะฉะนั้นคุณชายไม่ต้องเสียเงินแล้ว ที่ทำการเมืองหลางโจวจะจัดการขนส่งให้ท่านเอง”
โต้วฝูพยักหน้าพลางขยับคิ้วอย่างตลก ๆ
“พวกท่านช่วยข้าส่งข้าว ลงแรงลงเงิน... อีกทั้งไม่เอาค่าจ้างสักอีแปะเนี่ยนะ?” กู้หลานจ้องหน้าเขา
“ไม่เพียงแต่ไม่คิดค่าจ้าง เมืองหลางโจวของเรายังจะมอบเงินสนับสนุนกิจการของท่านอีกด้วย!” โต้วฝูกล่าวอย่างเด็ดขาด
ผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าท่านเ้าเมืองผู้ขึ้นชื่อว่าเค็มเสียยิ่งกว่าเกลือ วันหนึ่งจะยอมควักกระเป๋าตัวเองมาสนับสนุนกิจการของสามัญชน!
“ขนส่งให้โดยไม่คิดเงิน... นี่คือเป้าหมายที่ท่านมาหาข้าวันนี้หรือ?”
สายตาของกู้หลานคมกริบ เอ่ยถามอย่างช้า ๆ
หลังจากได้รับคำยืนยันจากโต้วฝู กู้หลานก็ยิ่งมั่นใจว่าในราชสำนักต้องมีขุนนางผู้ใหญ่กำลังแอบให้ความช่วยเหลือเขาอยู่เป็แน่ ไม่อย่างนั้นลำพังแค่ขุนนางชั้นผู้น้อยระดับหกอย่างโต้วฝูจะกล้าควักเงินตัวเองมาสนับสนุนได้อย่างไร!
นี่ยังไม่นับเื่สมัครสอบครั้งก่อนอีก
‘โชคดีที่คนผู้นี้คอยช่วยเหลือเรามาตลอด ไม่ใช่ศัตรูจากเมืองหลวง…’ กู้หลานถอนหายใจโล่งอก ไม่คิดจะซักไซ้ต่อ
การที่มีคนคอยจับจ้องอยู่ย่อมทำให้ไม่สบายใจ แต่ถ้าเป็มิตรไม่ใช่ศัตรู ก็ไม่จำเป็ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อสืบหรอกว่าคนผู้นั้นเป็ใคร
ขุนนางใหญ่ก็เป็เพียงคนธรรมดา
คนที่จะเป็อันตรายต่อเรามีเพียงพวกตัวเอกที่มีบัฟโกงเท่านั้น...
“เข้าใจแล้ว ท่านกลับไปเถิด อีกสามวันข้าจะให้ลุงหยางเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ให้พร้อมที่ที่ทำการเมือง” กู้หลานกล่าวเบา ๆ
“ไม่ต้องลำบากคนของคุณชายหรอกขอรับ” โต้วฝูชี้ไปที่เ้าหน้าที่ข้างตัว “เดี๋ยวถึงเวลาให้คุณชายส่งข่าวมา แล้วพวกเราจะไปรับถึงที่จวนเอง”
“ได้” กู้หลานตกลง
เมื่อธุระเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาส่งแขก
โต้วฝูเดินไปถึงประตูแล้วก็หยุดกะทันหัน เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงกระซิบเบา ๆ “อ้อ คุณชายกู้ ยังมีอีกเื่ต้องเตือนท่านขอรับ ในเมื่อโรงธัญพืชคือกิจการ ย่อมต้องมีคู่แข่งเป็ธรรมดา ยิ่งเมล็ดพันธุ์ของท่านดีเลิศเช่นนี้ ข้าน้อยเกรงว่าในภายหลังจะมีพวกพ่อค้าตาบอดบางราย ไม่เจียมตัวเข้ามาหาเื่ท่าน..."
‘คู่แข่งอิจฉาตาร้อน แอบเล่นตุกติกสินะ…’
กู้หลานยิ้มบาง ๆ แล้วโยนความรับผิดชอบในการดูแลไปให้ชายชราคนนี้แทน
“เื่นี้รบกวนท่านเ้าเมืองแล้ว ในพื้นที่หนึ่งไร่สองงานของหลางโจวแห่งนี้ ยังมีพ่อค้าหน้าไหนที่กล้าขัดคำสั่งท่านอีกหรือ?”
“ก็มีอยู่บ้างขอรับ...”
โต้วฝูยิ้มแห้ง ๆ
“มีพ่อค้าบางคนที่ไม่ค่อยน่าพูดถึงเท่าไหร่... เอาเป็ว่าคุณชายระวังตัวด้วย มีปัญหาอะไรให้มาที่ทำการเมืองได้เลย ข้าจะพยายามช่วยจัดการให้เต็มที่ขอรับ”
“ได้”
กู้หลานพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใส
...
ท่ามกลางแสงสนธยา ทั้งสามคนนั่งรถม้ากลับจวน
แม้ลุงหยางและหลิ่วเย่ซีจะยุ่งมาทั้งวันจนเหนื่อยล้า แต่เมื่อเห็นยอดสรุปบัญชีที่ได้มา ทั้งสามต่างก็มีความสุขความเหนื่อยล้าที่เคยมีพลันหายเป็ปลิดทิ้ง
แม้ผลกำไรจะไม่มากมายนัก เทียบได้เพียงรายได้หนึ่งเดือนของโรงน้ำชาเท่านั้น แต่เมื่อนึกถึงว่าเมล็ดพันธุ์วิเศษเหล่านี้จะช่วยต่อลมหายใจให้แก่ราษฎรที่ทุกข์ยากได้อีกมากมาย ความเหนื่อยยากที่ผ่านมาก็กลายเป็เื่ที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
เมื่อลงจากรถม้า หลิ่วเย่ซีมองดูแสงไฟในจวน พอเห็นกู้หลานกำลังจ้องมองอยู่เช่นกัน นางจึงเอ่ยเย้าอย่างขบขัน "ข้ากับลุงหยางจะไปทำอาหารให้เ้าค่ะ คุณชายไม่อยู่บ้านทั้งวัน เห็นทีคงจะรีบอยากไปพบฮูหยินจนทนไม่ไหวแล้วกระมัง!"
เมื่อไม่อยู่ต่อหน้าจักรพรรดินี นางก็ไม่จำเป็ต้องรักษามารยาทเ้านายบ่าว ความสดใสแบบเด็กสาวจึงเผยออกมาให้เห็น
ลุงหยางพยักหน้าเห็นด้วย
กู้หลานหัวเราะร่า ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา "พวกเ้าช่างรู้ใจข้าเสียจริง โบราณกล่าวว่า 'เมื่อได้ยลโฉมงามย่อมมิอาจลืมเลือน เพียงหนึ่งวันมิพบหน้า ก็ถวิลหาจนใจจะขาด' การที่ข้าคิดถึงฮูหยินถึงเพียงนี้ มันจะเป็เื่แปลกอันใดกัน?"
เมื่อลงจากรถม้ากู้หลานก็เดินดุ่ม ๆ ตรงไปยังห้องหนังสือ
เงาร่างของหญิงงามที่ทอดผ่านแสงเทียนตรงหน้าต่าง ดูอ้อนแอ้นอรชรและเย้ายวนใจจนยากจะละสายตา
‘เฮ้อ สมเป็คุณชายจริง ๆ ขนาดถ้อยคำเลี่ยน ๆ ยังพูดออกมาได้อย่างลื่นไหล ไม่แปลกใจเลยที่รักกันปานจะกลืนกิน...’
ด้านหลัง หลิ่วเย่ซีและลุงหยางยืนมองจนขนลุกซู่
...
กู้หลานเดินเข้าห้องหนังสือก็เห็นมู่อวี่เยียนกำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งอ่านอย่างตั้งใจ
นางใช้แขนเรียวงามเท้าคาง ดวงตาคู่สวยส่องประกายดุจดวงดารา นิ้วเรียวเล็กคอยพลิกหน้ากระดาษเป็ระยะ ช่างเป็ภาพที่เงียบสงบและสวยงามเหลือเกิน
กู้หลานเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบเชียบ แล้วก็พบว่านางไม่ได้กำลังอ่านวรรณกรรมเล่มโปรดอย่างที่เคย แต่กำลังอ่าน ‘ศาสตร์การเกษตร’ ที่เขาเพิ่งเขียนไปได้ไม่กี่บท!
“น้องหญิง เ้าสนใจหนังสือประเภทนี้ด้วยหรือ?”