“ใครจะตายก็ยังไม่แน่?” เย่เฉินแสยะยิ้ม ก้าวไปด้านหน้าโบกแขนจากนั้นกระบี่เทียนเชวียก็ปรากฏขึ้นในมือ
เวิง!
กระบี่เทียนเชวียที่มีขนาดใหญ่และหนักได้กดลงบนรอยพิมพ์ฝ่ามือของลวี่จื้อ
เมื่อประเมินความร้ายกาจของกระบี่เทียนเชวียต่ำไปลวี่จื้อจึงต้องยอมจำนนอีกครั้งส่วนเย่เฉินเองก็ตกตะลึงกับฝ่ามือของลวี่จื้อจนถอยหลังกลับไปเช่นกันและลำแสงกระบี่สีม่วงสามสายก็ได้พุ่งเข้ามาหาเขา
ทันใดนั้นเย่เฉินนำกระบี่เทียนเชวียมาปัดป้องเอาไว้
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ความแข็งแกร่งของกระบี่เทียนเชวียไม่ทำให้เย่เฉินผิดหวังแต่รอยพิมพ์ฝ่ามืออันเยือกเย็นของลวี่จื้อนั้นกลับทำให้เขาถึงกับต้องกระอักเลือดออกมาและถอยออกไปในที่สุด
“ตายซะเถอะ!” ลวี่จื้อแสดงท่าทางเหี้ยมโหด และเข้ามาใกล้หมายโจมตี
เมื่อเห็นเช่นนี้เย่เฉินก็ฟาดกระบี่เทียนเชวียออกไปตรงหน้าทันที
ลวี่จื้อหัวเราะเยาะและพลิกมือปัดกระบี่เทียนเชวียกระเด็นออกไป ขณะที่กำลังจะปล่อยพลังเย่เฉินที่อยู่ตรงหน้าก็จู่โจมเข้ามาราวกับสัตว์ร้าย
เขาเหมือนสัตว์อสูรร้ายที่ลงมาจากภูเขาการแสดงออกในตอนนี้ก็แปลกจนกระทั่ง บางครั้งเหมือนเสือที่ดุร้ายบางครั้งก็เหมือนลิงร้าย บาง
ครั้งเหมือนราชสีห์บางครั้งเหมือนหมาป่า ที่ทั้งใช้ไหล่ หัวเข่า มือเท้า ในการตะครุบ ตบ และฉีก ทุกๆส่วนข้อต่อบนร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธที่เหี้ยมเกรียม
สัตว์ร้ายที่เอาแต่ใจเข้าประชิดต่อสู้และเมื่อรวบรวมความเร็วลมกรดด้วยความเร็วสุดขีดทำให้ลวี่จื้อตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
“เป็นเพียงแค่ขั้นรวมพลังเท่านั้นไม่คิดว่าจะมีวิชาลึกลับในการต่อสู้ระยะประชิดที่น่ากลัวเช่นนี้”จีหนิงซวงที่อยู่ไม่ไกลก็เกิดความประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อเปรียบเทียบกับนางแล้วลวี่จื้อผู้นั้นก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเมื่อได้ประจันหน้ากับเย่เฉินแล้วนั้นเขาจึงพบว่าเดิมทีแล้วเย่เฉินไม่ใช่ผู้อยู่ในขั้นรวมพลังชั้นที่แปดโดยทั่วไปเพียงการต่อสู้ระยะประชิดและเคล็ดวิชาท่าร่างลึกลับที่แปลกประหลาดนี้ก็ล้วนแต่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้อยู่ขั้นรวมพลังพึงจะมี
หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือดทั่วทั้งร่างของลวี่จื้อก็เต็มไปด้วยรอยมือรอยเท้า เขาที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นพลังหยางตอนนี้ตกอยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า
แต่ถึงอย่างไรเขาก็อยู่ขั้นพลังหยาง ด้วยเหตุนี้หากเย่เฉินคิดจะเอาชนะเขาก็ยังนับว่าห่างไกลกันอีกมาก
ในไม่ช้าลวี่จื้อก็พลิกสถานการณ์กลับมา แรงปะทะของฝ่ามือทำให้เย่เฉินกระอักเลือดจนถอยกลับไป
“คาถาอสุนีสวรรค์ออกมา” ขณะที่ถอยหลังนั้น เย่เฉินได้ผนึกฝ่ามือทั้งสองและทำการเหวี่ยงคาถาอสุนีสวรรค์ไปยังร่างของลวี่จื้อ
ตูม!
เสียงสะเทือนดังขึ้นทั้งร่างของลวี่จื้อก็ระเบิดกระเด็นออกไป
“คาถาอสุนีสวรรค์เขาเป็นคนของสำนักเหิงเยว่” จีหนิงซวงพึมพำและนึกขึ้นมาได้ว่าคนที่ต้องการจะฆ่านางเป็นคนของสำนักชิงอวิ๋นส่วนคนที่ช่วยนางกลับเป็นคนของสำนักเหิงเยว่ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบดูแล้วพวกเขาล้วนแต่เป็นคนของสำนักที่เป็นปรปักษ์กับสำนักเจิ้งหยางทั้งสิ้น
“คาถาอสุนีสวรรค์เยี่ยมมาก” เสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวก็ดังขึ้น ลวี่จื้อลุกขึ้นยืนจากเศษกรวดหินร่างที่กระเด็นออกมาก็โชกไปด้วยเลือด ผมยุ่งเหยิงสีหน้าดุร้ายดูน่ากลัวราวกับปีศาจร้ายที่คลานออกมาจากนรก
“โดนคาถาอสุนีสวรรค์เข้าไม่นึกเลยว่าจะลุกขึ้นยืนได้อีก” เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและพึมพำกับตนเองถึงความแข็งแกร่งของขั้นพลังหยาง
“สังหารมันซะ”ลวี่จื้อผู้โกรธเกรี้ยวที่อยู่ตรงข้ามได้ใช้อาวุธวิญญาณต่อสู้จากนั้นก็มีเจดีย์ออกมาจากระหว่างคิ้วของเขา และมันก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งร่างเปล่งประกายไปด้วยสีทองสาดส่องไปทั่วทุกทิศ และได้กดเย่เฉินเอาไว้ตรงนั้นจนร่างของเขาเซไปชั่วครู่
นี่คือช่องว่างระหว่างขั้นรวมพลังและขั้นพลังหยาง
ที่เรียกว่าอาวุธวิญญาณมีเพียงผู้ฝึกตนที่ถึงขั้นพลังหยางเท่านั้นจึงจะสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างแท้จริงเนื่องจากขั้นรวมพลังและขั้นพลังธาตุล้วนจะต้องใช้การถ่ายโอนด้วยพลังปราณเท่านั้นแต่ขั้นพลังหยางกลับถ่ายโอนด้วยพลังวิญญาณและอาวุธวิญญาณใช้ได้เฉพาะพลังวิญญาณสั่งให้เคลื่อนไหวเท่านั้น
เดิมทีพลังปราณและพลังวิญญาณไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันผู้ฝึกตนที่บรรลุขั้นพลังหยาง จึงสามารถกลั่นพลังปราณเป็นพลังวิญญาณได้เพียงเท่านี้ เย่เฉินก็เสียเปรียบโดยสมบูรณ์แบบ
เย่เฉินยืนตัวแข็งทื่อเจดีย์ของลวี่จื้อที่ทรงพลังและแข็งแกร่งนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีของหนักหลายพันชั่งแบกไว้บนไหล่
“ปล่อยข้า”เสียงคำรามดังขึ้น เย่เฉินได้หลุดพ้นจากการพันธนาการของเจดีย์นั่น
“ไม่คิดเลยว่าจะไม่ถูกจองจำโดยเจดีย์นั่น”ไม่ใช่แค่ลวี่จื้อ แต่จีหนิงซวงที่อยู่ไม่ไกลออกไปก็แสดงอาการตกใจออกมาเช่นกัน
“อัคคีเที่ยงแท้จงปรากฏ”เย่เฉินเรียกอัคคีเที่ยงแท้ออกมาด้วยเสียงตะโกนดังลั่นและควบแน่นเป็นเปลวเพลิงในทันที จากนั้นก็สะบัดไปยังหน้าของลวี่จื้ออย่างแรง
“นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีอัคคีเที่ยงแท้?” จีหนิงซวงตกตะลึงอีกครั้ง เย่เฉินผู้อยู่ในขั้นรวมพลังที่อยู่ไม่ไกลได้ทำให้นางคาดไม่ถึงอีกครั้ง
“ยังมีอัคคีเที่ยงแท้”หลังจากถูกเหวี่ยงใส่ ไม่เพียงแต่ลวี่จื้อจะไม่โกรธ แต่กลับยิ้มอย่างโหดเหี้ยม“เจ้าเด็กสำนักเหิงเยว่ รอข้าสังหารเจ้า อัคคีเที่ยงแท้ของเจ้า ก็จะเป็นของข้า”
“ถ้าอย่างนั้นก็มาดูกันว่าเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่”เย่เฉินเยาะเย้ย ทันทีที่ก้าวไปตามความเร็วลมกรดสองสามก้าวก็ไล่สังหารถึงด้านหน้าของลวี่จื้อ
เป็นเพราะความเร็วที่เร็วเกินไปกระทั่งลวี่จื้อเองก็ไม่สามารถที่จะใช้เจดีย์พลังวิญญาณสกัดกั้นได้ทัน
เช้ง!
เย่เฉินได้นำกระบี่เมฆแดงออกมาและโบกมือของเขากลายเป็นลำแสงของกระบี่ที่เรืองรอง
เปรี้ยง!
ลวี่จื้อตะโกนเสียงดังออกมาและฟาดฝ่ามือไปยังลำแสงของกระบี่
เย่เฉินพุ่งเข้ามาอีกครั้งโดยไม่มีกระบี่เทียนเชวียที่หนักอึ้ง ความเร็วของเขาจึงเร็วขึ้นเป็นอย่างมากผนวกกับความร้ายกาจของกระบี่เมฆแดงจึงทำให้สามารถฝากรอยแผลไว้บนร่างของลวี่จื้อได้ และยังทำให้ลวี่จื้อถูกฟันไปหลายครั้ง
อ๊าก...!
ลวี่จื้อส่งเสียงตะคอกด้วยความโกรธความแข็งแกร่งของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาอยู่ในขั้นพลังหยางจะมาพ่ายแพ้ให้กับผู้อยู่ในขั้นรวมพลังคนหนึ่งเช่นนี้ได้อย่างไร
วึ่ง!
เจดีย์พลังวิญญาณได้เบ่งบานขึ้นอีกครั้งด้วยพลังเทวะทำให้เย่เฉินต้องโซเซอีกครั้ง และลวี่จื้อได้อาศัยจังหวะนี้เพิ่มการลงมืออย่างต่อเนื่องทั้ง รอยพิมพ์ เงาหมัดรอยพิมพ์ฝ่ามือจนเย่เฉินต้องถอยหลังออกไปทันทีการไหลเวียนของเลือดหมุนย้อนจนทำให้เขาต้องกระอักเลือดออกมา
การต่อสู้เข้าสู่ความดุเดือดทั้งคู่ต่อสู้กันไปถึงป่าลึก
พัฟ!
พัฟ!
ร่างกายของเย่เฉินในตอนนี้มีรอยแผลปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าเขาจะมีอัคคีเที่ยงแท้และทะเลลมปราณติดตัวอยู่แต่หากต้องนำอัคคีเที่ยงแท้และพลังวิญญาณออกมาตอบโต้กัน ก็ยังถือว่าต่างกันอยู่มากผนวกกับการฝึกตนของเขาถูกระงับไว้ ในไม่ช้าเขาก็เริ่มปรากฏท่าทีของความพ่ายแพ้
“ตายซะเถอะ!” ลวี่จื้อกำลังเป็นเหมือนหมาบ้าตัวหนึ่ง พลังปราณที่ปลายนิ้วไหลวนจากนั้นรอยพิมพ์ฝ่ามือสีม่วงก็ซัดเย่เฉินจนกระเด็นออกไป
“ผนึกคาถาวิญญาณสวรรค์” ภายใต้สถานการณ์ที่ทำอะไรไม่ถูกเย่เฉินจึงเรียกใช้คาถาวิญญาณสวรรค์ประทับไว้บนร่างของลวี่จื้อ
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าใช้มันเป็นครั้งที่สองอีกหรือ?” ลวี่จื้อยิ้มเยาะ ในช่วงเวลาก่อนหน้าที่เขาจะถูกผนึกด้วยคาถาวิญญาณสวรรค์เขาก็ได้สลัดเอายันต์ศักดิ์สิทธิ์คาถาวิญญาณสวรรค์ออกไปจากร่างกายตนเสียก่อน
เย่เฉินแอบเสียดายอยู่ลึกๆที่ต้องสิ้นเปลืองคาถาวิญญาณสวรรค์ไปหนึ่งแผ่น เมื่อคิดจะสกัดกั้นคนขั้นพลังหยางอย่างลวี่จื้ออย่างน้อยจะต้องใช้คาถาวิญญาณสวรรค์ถึงสามแผ่นจึงจะเหมาะสม และเวลาที่จะใช้ในการกักไว้ก็ไม่อาจนานจนเกินไป
ลวี่จื้อเป็นผู้มีปัญญาของสำนักชิงอวิ๋นและแน่นอนว่าไม่สามารถจะเทียบกับตอนที่เจ้าหมีสองกับเขาสังหารชายร่างใหญ่ขั้นพลังหยางในวันนั้นได้
เป็นอีกครั้งที่ต้องล่าถอยไปเย่เฉินรู้สึกได้ว่าพลังปราณในทะเลลมปราณเริ่มลดลง
“มันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย”เขากัดฟันอย่างเงียบๆ เย่เฉินจึงต้องใช้ความเร็วลมกรดเพื่อช่วยในการหลบหลีกและเขาก็ถูกลวี่จื้อไล่ตามไปจนถึงส่วนลึกของป่า
“เจ้าคิดว่าจะหนีพ้นหรือ?” ลวี่จื้อที่กำลังตามไล่มาได้ใส่พลังวิญญาณทั้งหมดเข้าไปยังเจดีย์พลังวิญญาณ
เวิง!
เจดีย์พลังวิญญาณส่องแสงเปล่งประกายทำให้เย่เฉินที่กำลังหลบซ่อนอยู่ ไม่สามารถขยับได้อีกครั้ง
“วิ่งสิเจ้าวิ่งอีกสิ!” ลวี่จื้อพุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่ดุร้ายจากนั้นจึงหยิบกระบี่สังหารเล่มหนึ่งออกมาเพื่อจะตัดร่างของเย่เฉินทีละชิ้นไปเป็นอาหารของสุนัข
เมื่อเห็นการเข้ามาของลวี่จื้อเย่เฉินจึงขบกรามแน่น เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดสกัดกั้นเจดีย์พลังวิญญาณแต่กลับล้มเหลว ครั้งนี้ลวี่จื้อต้องการจะสกัดกั้นอีกครั้งดังนั้นจึงฟื้นคืนพลังความสามารถทั้งหมดของเจดีย์พลังวิญญาณ
“บัดซบ”เย่เฉินกัดฟันจนเลือดไหล
ฝ่ายตรงข้ามคือคนที่ทำลายจุดตันเถียนของเขาและสถานการณ์ในตอนนี้ก็คล้ายกับวันนั้นมาก
หรือว่าจะต้องถูกเขาทำลายจุดตันเถียนอีกครั้ง?
เย่เฉินเริ่มไม่พอใจส่งเสียงคำรามอยู่ในใจ หากต้องถูกทำลายอีกครั้ง ก็คงยากที่จะฟื้นตัวแล้ว
ในช่วงเวลาวิกฤติในร่างกายเขาก็มีพลังลึกลับที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้