ตอนที่ 52 ไม่พูดเช่นนั้น สตรีจะยอมรับภาระได้อย่างไร
“ตอนเลือกผืนดินเราต่างก็รู้ว่าต้องเป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ หลังเลือกได้แล้วก็ยังต้องบำรุงดินไม่ใช่หรือ ทุกคนรู้ว่าพืชผลจะงอกงามก็ต่อเมื่อดินได้รับการบำรุง ใบหน้าที่สองของสตรีก็ต้องได้รับการบำรุงเช่นกัน หากไม่บำรุงให้ดี มันก็ไม่ต่างกับผืนดินที่ถูกดูแลทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไม่ว่าเดิมทีจะดีเพียงไหน หากไม่คอยบำรุงรักษา ผืนดินนี้ก็จะทรุดโทรมลงและไม่อาจปลูกพืชผลขึ้นได้
สมาชิกตระกูลหวงทั้งสองนิ่งอึ้ง
“เจ้าหมายความว่า... ผู้หญิงจะมีลูกเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์ที่ฝ่ายชายโปรยไว้ด้วยหรือ” หวงต้าเสิ่นถาม
ไป๋เพ่ยเพ่ยพยักหน้าก่อนบอก “ใช่แล้ว หากโปรยถั่วเหลืองลงดิน จะคาดหวังให้เตอบโตเป็นถั่วลิสงได้อย่างไร ผลผลิตมาจากสองอย่าง หนึ่งคือผู้ชาย สองคือผู้หญิง หากไม่สามารถมีลูกชายได้ก็เพราะว่าฝ่ายชายโปรยเมล็ดพันธุ์ผิดพลาด”
“แต่ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า ...”
“หากพวกเขาไม่พูดเช่นนั้น สตรีจะยอมรับภาระและคลอดลูกให้ได้อย่างไร ทุกคนต่างต้องการลูกชาย หากรู้ว่าการจะมีได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย ต่อไปใครมีลูกสาวก็จะรู้ว่าฝ่ายชายต่างหากที่มีปัญหา หากต้องการก็ต้องสับเปลี่ยนเป็นผู้ชายที่สามารถโปรยเมล็ดพันธุ์ที่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ ทว่าในความเป็นจริงนั้น ผู้หญิงสามารถเปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นได้หรือ”
หวงต้าเสิ่นนิ่งไป “... เมื่อไม่สามารถมีลูกชายได้ พวกเขาก็โยนภาระให้สะใภ้แทน”
“ใช่แล้ว เงยหน้ามองฟ้าแล้วดูว่าระหว่างชายและหญิงใครอยู่เหนือกว่า ใครจะไม่ตั้งกฎที่เอื้อแก่ฝ่ายตนเอง ย่อมมีแต่กฎที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา”
เนื่องจากคำพูดของไป๋เพ่ยเพ่ยน่าหวาดกลัวไม่น้อย แม่สามีลูกสะใภ้จึงไม่คิดโกรธเคืองและทะเลาะกันอีกต่อไป
กระทั่งหลิ่วเหนียงดื่มยาและผล็อยหลับไป หวงต้าเสิ่นจึงค่อยถอนหายใจโล่งอก
นางกับไป๋เพ่ยเพ่ยเดินออกมาจากห้อง ก่อนกล่าวแก้ตัว “น้องเซี่ย หลิ่วเหนียงอารมณ์ร้อนและสับสน ข้าก็ไม่ได้จะอะไรหรอกนะ สะใภ้ตั้งท้องลูกคนแรก ข้าเองก็หวังหลานชาย จะปล่อยให้นางแท้งได้อย่างไร เพียงถามเท่านั้น กลัวว่าเด็กจะมีอาการผิดปกติ แต่นางได้ยินแล้วกลับโวยวายใหญ่โต...”
บังเอิญไป๋เพ่ยเพ่ยมีเรื่องคุยกับหวงต้าเสิ่น จึงกวักมือเรียกให้ขยับห่างออกมา
“ตอนนี้สะใภ้ท่านอาการยังไม่ปกติ อย่าพูดต่อหน้านางเลย หากท่านจะถามก็มาแอบถามข้าเถิด โชคดีที่ข้าแค่ไปเตรียมยาสมุนไพร ไม่ได้ออกไปไหนไกล หากไม่ได้ยินเสียง นางคงตกจากเตียงหรือท้องกระแทกไปแล้ว แล้วท่านจะทำอย่างไรเล่า”
“ข้าคิดว่าเจ้าอยู่ด้วย...”
“ข้าเห็นว่าพวกท่านคุยกันว่าจะกินอะไร คิดว่าคงคืนดีกันได้ บังเอิญข้าต้องออกไปเตรียมยาจึงออกจากห้องไป นึกไม่ถึงว่าพวกท่านจะโต้เถียงกันลับหลังเราขึ้นมาอีก ผ่านไปไม่ทันไรเอง... ว่าแต่ท่านกับลูกสะใภ้มีปัญหาอะไรกันหรือ ทำไมนางจึงบอกว่าลูกสาวท่านผลักนางหกล้มเล่า”
ไป๋เพ่ยเพ่ยถาม “อย่าหาว่าข้ายุ่งเลยนะ อาการของลูกสะใภ้ท่านตอนนี้ไม่เหมาะสมจะมีเรื่องให้กังวล ข้าช่วยชีวิตลูกนางไว้ได้ชั่วคราว แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กบ้างก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเลี้ยงดูได้ดีแค่ไหน จึงแอบวิตกอยู่บ้าง”
“เอ่อ...” หวงต้าเสิ่นถอนหายใจ
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงได้ยินเสียงร้องโหยหวนของลูกสะใภ้ เมื่อวิ่งมาดูก็เห็นลูกสาวพยายามช่วยประคองลูกสะใภ้ขึ้น ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ยอมลุก
“ข้าเห็นหลิ่วเหนียงอารมณ์เสียและร้องอาละวาด จึงให้จวนเอ๋อร์เข้าไปในห้องและปลอบ เมื่อเจ้ามาถึงนางก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น ข้าปลอบนางไม่ไหวแล้ว... โชคดีที่เจ้ามาทันการ ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงยุติไม่ง่าย”
หวงต้าเสิ่นใช้ชื่อเสียงของตนรับรองว่าแม้ลูกสาวตนจะขัดแย้งกับหลิ่วเหนียงอยู่บ้าง ก็ไม่มีทางกล้าผลักคนได้ลงคอ ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าตัวยังไม่รู้ว่าหลิ่วเหนียงตั้งท้อง
เพียงรู้ว่าต้องคอยเกรงใจพี่สะใภ้
“ตอนนี้มันไม่ได้สำคัญแล้ว ที่สำคัญคือรักษาชีวิตเด็กต่างหาก ลูกสะใภ้ของท่านต้องดูแลลูกในท้องให้ดี อย่าให้นางต้องมาโห ช่วงท้องสามเดือนแรกค่อนข้างอันตราย เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ก็พูดยากแล้ว...” ไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวอย่างเป็นธรรม
“เจ้าบอกว่าช่วยเด็กไว้ได้แล้วไม่ใช่หรือ”
“ข้าบอกว่าช่วยไว้ได้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสะใภ้ท่าน ข้าต้องสร้างความมั่นให้ให้นาง หากแม่ใจฝ่อแล้ว ไม่ว่าจะพยายามเพียงไหนมันก็ไม่ได้ผล ทว่าหากแม่เกิดความมั่นใจ ไม่ว่าข้าจะทำอย่างไรเด็กคนนี้ก็มีโอกาสรอด ข้าบอกท่านเรื่องนี้ให้รู้ไว้แต่ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด หากไปถึงหูลูกสะใภ้ท่านแล้วอาจเกิดปัญหาขึ้นได้อีก” ไป๋เพ่ยเพ่ยดูออกว่าหวงต้าเสิ่นเป็นคนไว้ใจได้ ทว่าในยามคับขันก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิดปัญหาหรือไม่
บางทีหวงต้าเสิ่นอาจไม่ได้คิดเช่นนั้น ทว่าตั้งแต่นางรู้ว่าหวงจวนถูกครอบครัวสามีขังในเล้าหมู คำถามมากมายก็ผุดขึ้นมา ความเชื่อใจของนางพลันหลงเหลือน้อยนิด
หลังพาตัวหวงจวนกลับมาแล้วก็ต้องปลอบลูกสะใภ้จอมก่อเรื่อง
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจไม่จบลงโดยง่าย
เมื่อไป๋เพ่ยเพ่ยกลับไป หวงจวนยังไม่โผล่หน้ามาออกมาเช่นกัน ไม่รู้เพราะรู้สึกผิดหรืออับอายเกินกว่าจะออกหน้า
พวกคนอยากรู้อยากเห็นเข้ามาถามไป๋เพ่ยเพ่ยว่าเกิดอะไรขึ้นในตระกูลหวง
“ไม่มีอะไรหรอก แค่หกล้ม ข้าให้ยาและบอกวิธีการดูแลตนเองไปแล้ว โชคดีที่ข้าเก็บสมุนไพรมาเตรียมไว้ที่บ้านแล้ว ไม่เช่นนั้นหากเกิดเหตุด่วนคงลำบากแย่ ...” นางเอ่ยโฆษณา “หากต่อไปพวกท่านปวดหัวหรือเป็นไข้ก็มาหาข้าที่บ้านได้ หากไม่มียาเตรียมไว้ ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรลงมาให้เอง”
“อ้อ ใครจะไปหาเจ้ากัน เจ้าหวังให้พวกเราป่วยหรือ”
“หากพวกท่านไม่ต้องมารักษาคงดีกว่า แค่เผื่อเอาไว้ พวกท่านมารักษากับข้าไม่สะดวกกว่าหรือ อีกอย่างยาก็ไม่แพงด้วย ไม่เหมือนโรงหมอในเมืองที่ขายยาแพงระยับ ไม่รู้ว่าใช้ได้ผลหรือไม่ด้วย คนหมู่บ้านเดียวกัน หากนักบวชจะหนีก็คงหนีไม่พ้นวัด แล้วข้าจะยังมีหน้าพูดคุยกับใครได้อีก อย่างมากก็เพียงรักษาไม่ได้ และต่อให้เป็นเช่นนั้นข้าก็จะบอกท่านตามตรงและให้ไปหาผู้อื่น”
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้รับปากแต่อย่างใดว่าตนเองสามารถรักษาได้ทุกโรค
ล้อเล่นหรือ!
หากบอกไปว่ารักษาได้ทุกโรค หากเจอเรื่องยากเย็นในภายภาคหน้าจะพูดอย่างไรเล่า
คนเราไม่ว่าเมื่อไรก็ยังต้องหาทางออกให้ตนเองเอาไว้
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหย่าดูเหมือนจะไร้ทางออกให้ตนเองแล้ว
ระหว่างทางกลับ ไป๋เพ่ยเพ่ยเจอเฉินหรูฮวาที่แวะมาร่วมสนุก
“เสี่ยวฮวา มาทำอะไรที่นี่ แล้วเสี่ยวหย่าเล่า”
“น้าเซี่ย” เฉินหรูฉวาเรียกอย่างสุภาพ “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เพียงมาดูเฉย ๆ ส่วนเสี่ยวหย่าข้าไม่รู้ วันนี้นางไม่ได้มาหาข้า”
“ไม่ได้ไปหาเจ้าหรือ” ไม่มีทาง วันนี้นางเอาขนมมันสำปะหลังให้ลูกสาวไป เจ้าตัวไม่ได้ไปหาเฉินหรูฮวา แล้วเอาขนมไปไหนกัน
ไป๋เพ่ยเพ่ยยังคงถามพร้อมส่งยิ้ม “ข้าคิดว่านางไปหาเจ้าเสียอีก พวกเจ้าสนิทสนมราวตัวติดกัน เห็นเจ้าเมื่อใดต้องพบนาง”
“นางไม่ได้สนิทสนมกับข้าคนเดียว” อีกฝ่ายกล่าวตัดพ้อทั้งหน้างอ “ข้าเห็นว่านางสนิทกับแม่ม่ายเฒ่าในเมือง โดยไม่รู้จักละอาย ถึงกับเอาอาหารมาจากผู้อื่นด้วย”
แม่ม่ายเฒ่าหรือ
ในเมืองหรือ
เอาอาหารมาหรือ
ไป๋เพ่ยเพ่ยงุนงงและพยายามถามอีกหลายอย่าง
เฉินหรูฮวาไร้เจตนาแอบแฝง บอกเพียงนางไม่รู้มากนัก รู้เพียงเซี่ยเสี่ยวหย่าไปหาคนผู้นั้นหลายครั้ง
“ทำตัวอย่างกับเป็นขโมย ไม่อยากให้ใครเห็น รู้ทั้งรู้ว่าแม่ม่ายผู้นั้นอื้อฉาวไม่น้อย แต่ก็ไม่กลัวว่าจะพลอยซวยไปด้วยเลย”
“น้าเซี่ย ดูแลนางด้วยเถิด”