ตอนที่ยี่สิบ
“นนท์ส่งเราลงแค่หน้าซอยก็ได้นะ” นนท์ได้ยินแบบนั้นก็ลอบถอนหายใจลากยาว เพราะั้แ่ย้ายมาที่นี่ผมแทบไม่เคยให้นนท์เข้าไปถึงที่พักผมเลยสักครั้ง
“อืม” นนท์ตอบรับเสียงอ่อน ก่อนจะจอดรถลงข้างทาง
“ขอบคุณที่มาส่ง” ผมหันมองนนท์แล้วเอ่ยขึ้นเมื่อนนท์ยังไม่ยอมปลดล็อครถให้ผมลง
“ย้ายไปอยู่ด้วยกันดีหรือเปล่าแทน ไม่อยากให้อยู่คนเดียวในที่แบบนี้เลย” ผมส่ายหน้ารัวๆ แทนคำตอบ รู้ดีว่าแถวๆ ที่ผมพักอยู่มันเปลี่ยวและไม่ค่อยปลอดภัย แต่มันก็เป็แหล่งที่ค่าเช่าถูกสุดแล้วในย่านนี้
แล้วอีกอย่างที่ผมไม่อยากย้ายไปอยู่กับนนท์ ไม่ใช่เพราะเกรงใจหรือกลัวรบกวนอะไรแบบนั้นหรอก ผมกลัวว่าถ้าไม่ตัดไฟั้แ่ต้นลม
จะเป็การให้ความหวังนนท์เปล่าๆ
“เราจริงจังนะแทน เมื่อไหร่จะใจอ่อนให้เราบ้าง” ผมจ้องหน้านนท์แล้วถอนหายใจลากยาว นนท์จะให้ผมต้องปฎิเสธไปอีกกี่รอบ ถึงจะเข้าใจว่าผมไม่ได้คิดอะไรกับมันเกินเพื่อนเลย
“เพื่อนกันดีแล้ว”
“ถามจริงๆ นะแทน มีคนในใจอยู่แล้วใช่มั้ย” คำถามของนนท์ทำให้ผมชะงักเล็กน้อย ผมไม่กล้าตอบคำถามนนท์เลยจริงๆ ไม่ใช่เพราะกลัวนนท์เสียใจ แต่กลัวใจตัวเองมากกว่า
“เราเหนื่อยแล้วนนท์ ขอลงได้หรือเปล่า” นนท์พยักหน้ารับแล้วยอมทำตามสิ่งที่ผมร้องขอ
ผมมองตามรถที่เคลื่อนตัวออกไป แล้วได้แต่ขอโทษนนท์ในใจซ้ำๆ ทั้งที่นนท์ดีกับผมขนาดนี้ แต่ผมกลับทำร้ายความรู้สึกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เฮ้ออออ” ผมถอนหายใจลากยาวอีกครั้ง ก่อนจะหันมองไปรอบๆ เมื่อรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตามอยู่ตลอดเวลา
ผมเร่งเดินตรงเข้าไปที่พักด้วยความเร็ว รู้สึกไม่ปลอดภัยกับสายตาที่กำลังจับจ้องมาเลยจริงๆ ผมไม่รู้ว่าเป็ใครที่กำลังตามผมอยู่ แต่มันคงไม่ใช่เื่ดีแน่ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่รถหรูคันหนึ่งเหมือนกำลังขับตามผมมาไม่มีผิด ต้องใช่แน่ๆ ใครสักคนที่อยู่บนรถหรู กำลังขับตามผมอยู่อย่างแน่นอน
“น่ากลัวจัง ตามมาทำไมกันนะ” ผมอุทานขึ้นด้วยความกลัวแล้วรีบวิ่งเข้าไปในหอพักที่เพิ่งมาถึงด้วยความรวดเร็ว
“เฮ้อออ คิดมากไปเองสินะ” ผมถอนหายใจอย่างโล่งใจ เมื่อเข้ามาหลบในหอพัก รถคันนั้นก็ขับเลยผ่านไป
โชคดีจัง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็เพียงเื่ที่ผมเข้าใจผิดไปเอง ถ้าไม่อย่างนั้นผมคงต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงน่าดู
...
คิดไม่ผิดเลยที่เขาเลือกเข้ามาดูบริษัท สาขาที่เขาต้องเข้ามารับผิดชอบแทนที่จะเข้าไปสาขาใหญ่ก่อน เพราะมันทำให้เขาได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างในการทำงานของพนักงาน
ทั้งที่สาขานี้เป็ต้นแบบในการทำงานอย่างเป็ระบบ เติบโตขึ้นมากกว่าหลายๆ สาขาที่เปิดตัวขึ้นมาไล่เลี่ยกันภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ขนาดที่ว่าสาขาใหญ่ยังต้องยอมแพ้ให้กับระบบการทำงานของที่นี่
แต่ภาพรวมที่เขาเห็นทำเอาโมโหแทบเืขึ้นหน้า มันไม่เป็ดั่งคำล่ำลือเลยสักนิด ทำไมถึงยังมีการกดขี่ข่มเหง มีการโยนงานไปให้คนอื่นรับผิดชอบแทนแบบนี้
ถึงสาขานี้เขาจะเป็คนช่วยดู ช่วยวางแผนมาั้แ่ต้น แต่ก็เป็การสั่งงานแบบทางไกลมาตลอด ไม่เคยเข้ามาดูด้วยตัวเองเลยสักครั้ง
ตื้ด.....ตื้ด.....
เหนือละสายตาจากสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า หลังจากมีสายเข้าแล้วล้วงมือถือจากกระเป๋าขึ้นมารับ พร้อมปลายสายที่เอ่ยขึ้นมาแทบจะทันที
“เป็ไงบ้างตาเหนือ”
“ยังครับคุณย่า วันนี้ผมแค่แวะเข้ามาดู”
เหนือไม่รู้ว่าเื่ที่คุณย่าถามเป็เื่ที่เขาต้องเข้าไปแนะนำตัวกับพนักงานในบริษัทหรือเป็เื่อื่น เพราะฟังจากน้ำเสียงหรือการที่
คุณย่าคะยั้นคะยอให้เขาต้องเข้ามาที่นี่แล้ว ยังไงก็ต้องมีเื่อื่นแอบแฝง
“จ้า ยังไงๆ สาขานั้นลูกต้องเป็คนเข้าไปดูอยู่แล้ว จะทำยังไงก็แล้วแต่เลยนะ” เหนือได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหน้ารัวๆ เพราะเขารู้ดีว่าการที่คุณย่าทำแบบนี้ มันอาจทำให้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ไม่พอใจ
“มันจะดีเหรอครับ คนอื่นเขาจะยอมรับได้งั้นเหรอครับ”
“ย่าเคยบอกแล้วใช่มั้ยเหนือ ไม่ต้องสนใจคนอื่น ใครจะยอมไม่ยอม มันไม่ใช่เื่ที่หลานควรเก็บมาคิด ทำหน้าที่ของหลานให้ดีก็พอ”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่แล้วลูก ใครไม่พอใจอะไรก็ให้มาลงที่ย่า ย่ารับผิดชอบเอง จำไว้นะเหนืออย่ายอมให้ใครมาลดความเป็ตัวตนของเรา เพียงเพราะเขาไม่ชอบใจ เหนือจะทำอะไร จะเป็ยังไงขอแค่ลูกยอมรับตัวเอง ย่าหรือพ่อแม่ก็พร้อมอยู่เคียงข้างลูกเสมอเข้าใจหรือเปล่า”
“ครับ คุณย่า” เหนือตอบรับเสียงอ่อน แล้วหันหน้ามองประตู ที่กำลังเปิดออก สายตาหยุดลงที่ใครคนหนึ่ง คนที่เขารอคอยจะเจอมาตลอด
นี่คงเป็เหตุผลที่คุณย่าให้เขาเข้ามาดูบริษัทในวันนี้ ไม่ใช่เพราะอยากให้เขามาทำความคุ้นเคยกับสถานที่ แต่้าให้เขาได้มาเจอคนที่กำลังเดินตรงมานั่นต่างหาก
เหนือมองตามอีกคนอย่างไม่ละสายตา แทนคุณในตอนนี้กับเมื่อสี่ปีที่แล้วแทบไม่ได้ต่างกันเลย ยังสามารถทำให้เขาใจเต้นแรงได้เสมอ
“ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ แทนคุณ” เหนือฉีกยิ้มกว้างแล้วพึมพำขึ้นเสียงเบา แต่ต้องหุบยิ้มลงเพราะใครบางคนเข้ามากอดคอแทนคุณเข้า
ดูท่าแล้วคงสนิทสนมกันน่าดู
“เมื่อกี้พูดอะไรนะลูก ย่าไม่ค่อยได้ยิน”
“เปล่าครับคุณย่า แค่นี้ก่อนนะครับ ผมมีเื่ต้องทำ” เหนือรีบวางสายแล้วหันหลังให้ เมื่อทั้งสองกำลังจะเดินผ่านมาทางนี้
เหนือเฝ้ามองทั้งสองไปจนลับสายตา พลางนึกถึงสิ่งที่เขาเห็นก่อนหน้า คนที่โดนพนักงานพวกนั้นเอาเปรียบเป็แทนแน่นอน แต่ว่าทำไมแทนถึงมาทำงานอยู่ที่นี่ได้ คนข้างกายแทนเป็ใคร แค่เพื่อนร่วมงานเท่านั้นหรือว่า...
เมื่อคิดว่าทั้งสองอาจจะไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานก็รีบเดินตรงที่รถแล้วขับตามไปทันที ไม่ได้!! เขาจะไม่ยอมให้สี่ปีที่รอคอยเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ ถึงแทนจะเป็ของคนอื่นก็ต้องแย่งคืนมา
เหนือขับรถตามคันหน้าไปเรื่อยๆ ก็ต้องเลิกหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ เมื่อจู่ๆ รถก็ชะลอแล้วจอดลงข้างทาง หรือทั้งสองจะรู้ตัวแล้วว่าเขาขับตามมา
“เฮ้ออออ” เหนือถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ เพราะคันหน้าแค่จอดส่งแทนแล้วขับออกไป เมื่อเห็นแทนเดินเข้าไปในซอยก็ขับตามเรื่อยๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเป็ห่วง
ซอยที่แทนพักอยู่มันดูไม่ค่อยปลอดภัยเลยสักนิด แทนจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าตลอดทางที่เดินผ่าน มีคนมองตามอยู่ตลอด เหนือจอดรถลงหน้าหอพักที่แทนรีบวิ่งเข้าไป กวาดตามองรอบๆ แล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ
“เลือกที่อยู่ไม่ได้เื่เลยแทน เคยนึกถึงความปลอดภัยตัวเองบ้างหรือเปล่า ทำไมถึงชอบทำให้เป็ห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ” เหนือลอบมองผู้คนแถวนั้นพักหนึ่ง ก่อนจะขับรถออกไป
วันนี้เขาจะยอมปล่อยแทนไปก่อน รอเขาได้ทำอะไรให้เข้าที่เข้าทางมากกว่านี้ เขาจะใช้อำนาจที่มีสั่งแทนให้ย้ายไปอยู่ด้วยกัน เขาทนเห็นแทนอยู่ในสถานที่ ที่ผู้คนรอบข้างอันตรายและไม่ค่อยเป็มิตรแบบนี้ไม่ได้
“ไปไงมาไง ทำไมวันนี้ถึงมานี่ได้ล่ะ” เหนือฉีกยิ้มกว้างให้แม่ที่เอ่ยทักขึ้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ
“แม่ครับ บ้านหลังนั้น มีใครเข้ามาอยู่หรือเปล่า” เหนือหันมองไปที่บ้านหลังข้างๆ แล้วเอ่ยถามขึ้น
“มีอะไรหรือเปล่าลูก”
“ผมอยากพาใครบางคน ย้ายเข้ามาอยู่ได้หรือเปล่าครับแม่”
“ใคร ตาเหนือ ถ้าไม่ใช่หนูแทนแม่ไม่ยอมเด็ดขาดและคิดว่าย่าแกก็ไม่มีทางยอม” แม่แสดงสีหน้าใเล็กน้อยแล้วเลิกหน้าถามขึ้น
“แม่คอยดูเถอะครับ แล้วได้หรือเปล่า”
“นอกจากบ้านย่าแกแล้ว แกไม่คิดจะกลับมาอยู่บ้านหลังนี้บ้างเลยเหรอ” เหนือหันมองหน้าพ่อที่กำลังเดินลงบันไดมาแล้วส่ายหน้าให้รัวๆ
“พ่อ สองหลังอยู่ข้างกันหรือเปล่าครับ”
“ถึงจะอยู่ข้างกันก็ไม่ใช่หลังเดียวกันไงเ้าลูกชาย บ้านหลังนั้นนะ เงินพ่อทั้งนั้นที่จ่ายไปไม่ใช่ย่าแก จะให้พาใครเข้ามาอยู่มั่วซั่วได้ไง อย่างน้อยก็พามาแนะนำกันก่อนก็ยังดี”
“คุณ อย่าอำลูกแบบนั้นสิค่ะ ยังไงคุณก็ตั้งใจไว้เป็เรือนหอให้ลูกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง”
“ยังต้องให้ผมแนะนำอีกเหรอครับ พ่อแม่ก็น่าจะรู้จักเขาดี”
“ย่าแกส่งคนมาทำความสะอาดทุกอาทิตย์ ก่อนจะเข้าไปอยู่ก็ลองเข้าไปเช็คดูอีกรอบแล้วกัน” เหนือพยักหน้ารับแล้วยิ้มกว้างให้ แค่พ่อแม่อนุญาตเขาก็พร้อมทำทุกทาง เพื่อพาแทนย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
“นี่คุณ อย่าให้ง่ายๆ แบบนี้สิ ถ้าคนที่ตาเหนือพามาไม่ใช่หนูแทนทำไงละ”
“ปล่อยลูกเถอะคุณ ลูกโตแล้วนะ ให้ลูกได้คิดเองเลือกเองบ้าง”
“ก็ฉันอยากได้หนูแทนเป็ลูกสะใภ้นี่ ฉันรอคอย ฉันลุ้นมาสี่ปีแล้วนะ ถ้าไม่ใช่หนูแทนฉันจะทำยังไง” เหนือจ้องหน้าแม่แล้วได้แต่ส่ายหน้าให้เบาๆ
ถ้าแม่้าแทนคุณเข้ามาเป็คนในครอบครัวขนาดนั้นแล้ว เขาไม่มีทางทำให้แม่ต้องผิดหวังแน่นอน
“คุณนี่มันจริงๆ เลย ว่าแต่แกมานี่ได้บอกย่าแกหรือเปล่า เดี๋ยวย่าแกมาโวยวายพ่ออีกพอดี”
“ผมแค่แวะเข้ามาถามดูครับ ถ้าไม่กลับมีหวังคุณย่าไม่ให้ย้ายมาแน่ ถ้างั้นผมกลับเลยละกัน”
“ถ้าคนที่แกพามาคือแทนคุณ ย่าแกไม่มีห้ามหรอกเหนือ” เหนือก้มหน้าตอบรับคำพ่อแล้วยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะหันหลังเดินออกมา แต่ก็ไม่ลืมพูดทิ้งท้ายไว้ เพื่อดูปฏิกิริยาตอบรับจากพ่อแม่
“ผมยังไม่ได้บอกเลยนะครับว่าจะเป็แทนคุณ”
“ตาเหนือ คุณดูลูกสิค่ะ”
“ไม่เอาน้าคุณ ปล่อยลูกไปเถอะ”
เหนือฉีกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ เขารู้สึกโชคดีมากที่พ่อแม่ไม่ห้ามแล้วยังสนับสนุนเต็มที่ แน่นอนว่าคนที่เขาจะพาเข้ามาต้องเป็แทนคุณเท่านั้น