เมื่อลูกค้าโต๊ะสุดท้ายเรียกเก็บเงิน และออกจากร้าน พนักงานที่เหลืออยู่ก็ช่วยกันทำความสะอาดและเก็บโต๊ะ กว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่ม เต็มเดือนจัดการเปลี่ยนชุด เก็บของเรียบร้อย บอกลาทุกคน ทันทีที่ก้าวออกจากร้านมาก็เจอชายหนุ่มคุ้นหน้านั่งรออยู่ ทันทีที่เห็นหล่อน เขาก็เด้งตัวจากม้านั่งเดินเข้ามาหา
“ไหนบอกว่าเลิกสามทุ่ม”
“ร้านปิดสามทุ่มค่ะ แต่พนักงานต้องอยู่เก็บร้านก่อน” เต็มเดือนว่าโดยไม่มองหน้าคนพูดเท้าก็เดินเรื่อยๆไปตามทางฟุตบาท
“อ้อ... แล้ว ปกติเธอกลับบ้านดึกอย่างนี้ทุกวันเลยหรอ”
“เป็บางวันค่ะ” หญิงสาวตอบโดยที่ไม่ขยายความต่อ หากชายหนุ่มที่เดินขนาบข้างหยุด คว้าข้อมืออีกฝ่าย ก่อนจะพาเปลี่ยนทิศทาง
“คุณ! จะไปไหนคะ”
“กลับบ้าน”
“แต่... ป้ายรถเมล์อยู่ทางนู้นนะคะ” หญิงสาวว่าพยายามดึงข้อมือออกจากมืออีกฝ่าย แต่ไม่เป็ผล คนตัวสูงตรงหน้ายังเดินต่อพร้อมทั้งลากเธอด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อน
“เธอคิดว่าฉันอยู่รอเธอจนเกือบสี่ทุ่มเพื่ออะไร... รอส่งเธอขึ้นรถเมล์นะหรือ ตลก!”
“แล้วคุณจะพาฉันไปไหน” เต็มเดือนถามอย่างระแวง ชายหนุ่มจับน้ำเสียงของเธอได้ หัวเราะออกมา
“หยุดวิตกจริตได้แล้ว ฉันจะพาเธอไปส่งบ้านเอง เอ้า ถึงรถพอดี” ชายหนุ่มว่าเมื่อเดินมาถึงรถกระบะสีดำเป็มัน เปิดประตูด้านข้างคนขับก่อนผายมือเชิญอีกฝ่ายอย่างจงใจกวนประสาท
“เชิญครับคุณผู้หญิง”
เต็มเดือนเห็นท่า ดื้อดึงไปคงไร้ประโยชน์ เพราะอีกฝ่ายคงดื้อยิ่งกว่า จึงตัดใจยอมขึ้นรถแต่โดยดี ชายหนุ่มยิ้มก่อนเดินไปฝั่งคนขับ ติดเครื่องก่อนค่อยๆเคลื่อนรถออกไป
“เธอนี่ว่าง่ายดีนะ”
“ถึงฉันดื้อ ก็คงดื้อได้ไม่เท่าคุณอยู่ดี” เต็มเดือนถอนหายใจ เสมองออกนอกหน้าต่างไปเสีย ชายหนุ่มมองอีกฝ่าย ยิ้มนิดๆนึกชอบใจ ก่อนจะเอ่ยถาม
“โดนผู้จัดการดุหรือเปล่า”
เต็มเดือนเหลือบมองคนที่กำลังขับรถอยู่แวบหนึ่ง เห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทางกวนประสาทจึงเอ่ยตอบ
“ไม่ค่ะ คงเป็เพราะเขามัวแต่สนใจคุณ”
“สนใจฉัน?”
“ค่ะ แทบทุกคนมาถามฉันว่าคุณเป็ใคร”
“แล้วเธอตอบเขาไปว่ายังไง” ชายหนุ่มถามอย่างนึกสนุก
“เป็คนที่บ้านอยู่ใกล้กันค่ะ”
“แค่นั้น” ชายหนุ่มร้องเสียงสูง
“ค่ะ”
“ใจดำชะมัด... เธอพูดกับเพื่อนที่สนิทสนมกันมาั้แ่เด็กแบบนี้หรอ”
เต็มเดือนไม่เอ่ยอะไรต่อ ชายหนุ่มหันมองคนข้างๆแวบหนึ่ง แต่แรกเขานึกอยากมาเจอหล่อนเพื่อพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเพื่อนสาวในวัยเยาว์บ้าง แต่ท่าทีเหินห่างที่แสดงออกอย่างชัดเจนของอีกฝ่ายนั้นทำให้ชายหนุ่มนึกแปลกใจ
ทันทีที่รถเคลื่อนเข้ามาภายในซอย เต็มเดือนบอกให้คนขับเลี้ยวไปจอดในซอยข้างๆบ้าน ชายหนุ่มเองก็ปฏิบัติตามโดยไม่ได้ถามอะไร ทั้งคู่ลงจากรถเดินมาเรื่อยๆจนถึงแนวพุ่มไม้ข้างบ้านเต็มเดือน
“เธอยังเข้าออกทางนี้อยู่อีกหรอ” ชายหนุ่มมองแนวพุ่มไม้ด้านหลังหญิงสาวอย่างสนใจ พยายามมองหาช่องทางที่คนจะแทรกตัวเข้าไปได้ แต่ก็ไม่เจอ
“ค่ะ”
“จะว่าไปเป็เพื่อนกันมาั้แ่เด็กยังไม่ยักกะเคยไปเที่ยวบ้านเธอสักครั้ง เอาไว้จะเข้าไปหานะ”
“คะ?”
“ฉันบอกว่าจะเข้าไปหา แต่ขอเข้าทางประตูบ้านละกันนะ”
“ไม่ได้นะคะ” หญิงสาวรีบตอบแทบจะทันที
“ทำไมละ ตัวฉันมันโตเกินกว่าจะเข้าทางนี้แล้วนี่” ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าเหมือนเด็กไร้เดียงสา หล่อนรู้ว่าเขาแกล้งทำ แต่ก็อดที่จะหงุดหงิดไม่ได้
“ฉันหมายถึงมาไม่ได้ ทางไหนก็ไม่ได้ค่ะ”
“เพราะ?”
“ฉันจะเดือดร้อนนะสิคะ” เต็มเดือนยังจำได้ดีว่าโฉมสะคราญโกรธขนาดไหนเมื่อรู้ว่าหล่อนแอบไปเป็เพื่อนเล่นกับลูกชายท่านเ้าสัวใหญ่
ชายหนุ่มนิ่งไปนิดก่อนถามขึ้น “ยังโดนเขาตีอยู่อีกหรอ”
กระแสความอบอุ่นในน้ำเสียง ทำให้เต็มเดือนต้องเงยหน้ามองอีกฝ่าย หากไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ แต่แววตาที่หม่นแสงลงชั่วครู่ ก่อนจะเสมองไปทางอื่น ก็ทำให้เขาพอจะเดาคำตอบได้
ลมเย็นๆพัดหวิวมา ผมยาวสยายถูกพัดปลิวไปตามแรงลม ปัดป่ายใบหน้าอย่างน่ารำคาญ ชายหนุ่มที่กำลังมองตรงมาก็คงคิดเช่นเดียวกัน มือหนาจึงยื่นไปปัดลูกผมที่กำลังปลิวสยายทัดหลังหูให้ด้วยท่าทางสบายๆ ััแ่เบานั้นทำให้หญิงสาวชะงักไป ก่อนจะเอ่ย
“ดึกแล้ว ฉันต้องเข้าบ้านก่อน ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
ว่าแล้วก็หันหลังผลุบหายเข้าไปในพุ่มไม้ ชายหนุ่มยืนมองนิ่งอยู่อย่างนั้น ได้ยินเสียงเท้าเหยียบใบไม้กรอบแกรบค่อยๆห่างออกไป รอจนแน่ใจว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆจากในรั้วอีกจึงหันหลังเดินกลับขึ้นรถไป
เช้าวันเสาร์ คุณโฉมสะคราญกำลังนั่งดูรายการโทรทัศน์อย่างสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้ม้าโยกตัวเก่า มีกัลยานั่งอ่านหนังสือนิยายรักชวนฝันอยู่ข้างๆ ส่วนกุลปรียาก็กำลังพลิกนิตยาสารแฟชั่นที่โชว์เสื้อผ้าหลายแบบหลากสีที่กำลังเป็ที่นิยมในหมู่สาวๆตอนนี้ ด้วยดวงตาเป็ประกาย ก่อนจะค่อยๆกระถดไปหาพี่สาวคนโตบีบนวดอย่างประจบเอาใจ
“พี่เกล้าจ๋า” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยจนผู้เป็พี่เงยหน้าขึ้นจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้า หันมามองด้วยความแปลกใจ
“มีอะไร”
“พี่เกล้าดูนี่สิ” กุลปรียารีบหยิบนิตยาสารแฟชั่นที่นั่งดูอยู่เมื่อครู่เปิดหน้าที่้า ส่งให้พี่สาวดู “ซ้วยสวยนะพี่เกล้า”
กรรวีเหลือบตามองภาพตรงหน้าเพียงแวบหนึ่งก่อนบิดปากยิ้มออกมาอย่างรู้เท่าทันผู้เป็น้อง
“เธอเป็ตาบอดสีหรือไงยายก้อย สีเขียวบ้างแดงบ้างอย่างกับนกแก้ว ดีไซน์ก็เชยเป็เต่าล้านปี เธออยากให้เพื่อนว่าเธอยืมชุดคุณแม่มาใส่หรือไง”
“เอ๊ะ พี่เกล้านี่ยังไง ชุดนี้ใครๆเค้าก็ว่าสวยกันทั้งนั้น” กุลปรียากรีดเสียงขึ้นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะค่อยๆพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“พี่เกล้าซื้อให้ก้อยหน่อยสิ นะๆ”
“อยากได้ก็เก็บเงินซื้อเองสิ”
“โอ๊ย ก้อยจะเอาเงินเก็บมาจากไหน เงินที่พี่เกล้าให้เป็ค่าขนมก็แค่หยิบมือ”
“แต่ฉันว่ามันมากเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับคนที่วันๆไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเรียนอย่างแก”
“อีขี้งก!” กุลปรียาสบถเบาๆแต่ก็ไม่กล้าออกฤทธิ์อะไรมากนักจึงได้แต่ลุกขึ้นเดินกระแทกเท้าปังๆมาหาพี่สาวคนรองก่อนจะนั่งเบียดลงบนเบาะนั่งจนอีกฝ่ายต้องกระถดตัวไปนั่งบนพื้นไม้แทน
“ก้อยอยากได้ชุดใหม่ ขอเงินหน่อยสิพี่แก้ว”
“เอาเท่าไรละ” กัลยาถามเสียงอ่อน ก่อนจะใเมื่อผู้เป็น้องบอกจำนวนเงิน
“ตายจริง ทำไมมันแพงนัก”
“เสื้อผ้าดีๆ สวยๆ มันก็ต้องราคาประมาณนี้แหละพี่แก้ว ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ขายกันเป็โหลๆซะหน่อยจะได้ขายแบบสามตัวร้อย”
“่นี้พี่ก็ต้องใช้เงินเหมือนกัน”
“แต่ก้อยจำเป็กว่า ไปเที่ยวกับเพื่อนคราวหน้า ขืนก้อยใส่ชุดเดิมอีก เพื่อนก้อยต้องหัวเราะเยาะแน่ ยิ่งยายแอนนะ ชอบอวดว่าบ้านตัวเองรวยข่มก้อยจะแย่!”
“แต่ พี่ไม่มีจริงๆ..”
“อย่าโกหกก้อยนะ ถ้าโกหกก้อยฟ้องแม่ให้ตีพี่แก้วแน่”
“จริงสิจ๊ะ” กัลยาเอ่ยเสียงอ่อย ก่อนจะเหลือบมองมารดาอย่างหวั่นๆ
- ออด -
“ใครมา” คุณโฉมสะคราญพึมพำเบาๆ
“เดี๋ยวแก้วไปดูเองค่ะ”
เต็มเดือนเดินสวนออกมาพอดี ชะเง้อมองหน้าบ้านเห็นกัลยากำลังเปิดประตูพาแขกเข้ามา เห็นจากไกลๆว่าเป็ผู้ชายสองคน แต่เมื่อเข้ามาใกล้จนเห็นชัดว่าเป็ใคร ทำเอาเต็มเดือนหายใจสะดุด
“สวัสดีครับ” ชายสองคนยกมือไหว้แทบจะพร้อมๆกัน
โฉมสะคราญหันมามอง รับไหว้คนทั้งคู่แบบงงๆ ลูกสาวทั้งสามคนอยู่กันพร้อมหน้าพากันมองอย่างสงสัย กรวีอุทานออกมาเบาๆ
“คุณภูมิ”
“สวัสดี ใครกันละ ลูกเต้าเหล่าใคร ฉันไม่คุ้นหน้าเลย” โฉมสะคราญเอ่ยอย่างถือตัว
“ผมชื่อปาณปวีร์ครับ และนี่ ภูมิภาส พี่ชายผม เราสองคนเป็ลูกชายของแม่ทิพย์สุดา ที่อยู่บ้านใกล้ๆกันนี้นะครับ”
“ลูกชายคุณทิพย์ ...เป็ลูกเ้าสัวบวรด้วยหรือเปล่า” โฉมสะคราญว่าพลางมองอีกฝ่ายหัวจรดเท้าอย่างประเมิน
“ทำไมถามอย่างนั้นละแม่” กุลปรียาสะกิดเตือนมารดา
“ว่าได้หรอ พวกคนรวยเขาก็ชอบมีซุกเล็กซุกน้อยกันทั้งนั้นละ เราต้องถามให้ชัดสิ จะได้รู้ว่าอยู่ระดับไหนจะได้ต้อนรับให้ถูกไงละ” โฉมสะคราญอธิบายกับลูกสาวคนเล็ก กุลปรียาฟังแล้วก็พยักหน้าคล้อยตาม ผิดกับกัลยาที่มองแขกอย่างเกรงใจ กับกรวีที่ถึงกับถอนหายใจกับความคิดมารดา
“เราเป็ลูกชายเ้าสัวบวรครับ และคุณแม่ผมมีสามีคนเดียว” ปาณปวีร์เอ่ยตอบใบหน้ายังคงยิ้มตามมารยาท หากแต่ไม่มีร่องรอยรื่นเริงในน้ำเสียงเช่นตอนแรก
โฉมสะคราญได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็ประกายอย่างเห็นได้ชัด ก็ใครเล่าจะไม่ใ ไม่ดีใจเมื่อลูกชายมหาเศรษฐีมาหาถึงที่บ้าน
“เชิญๆ เชิญนั่งก่อนสิจ๊ะ แหม มาเหนื่อยๆ ป้านี่ก็ใช้ไม่ได้เลย ปล่อยให้แขกยืนกันขาแข็ง นัง.. เอ้ย เดือน ไปเอาน้ำเอาท่ามาให้แขกสิลูก ” ท่าทีของโฉมสะคราญเปลี่ยนไปชนิดหลังเท้าเป็หน้ามือทันทีที่ได้รู้ฐานะของอีกฝ่าย ท่าทางกุลีกุจอต้อนรับนั้นทำเอาชายหนุ่มทั้งสองต้องหันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ไปยังไงมายังไงละจ๊ะ มาถึงนี่ได้”
“น้องชายผมพึ่งกลับมาจากอังกฤษนะครับ เลยอยากมาสวัสดีคุณป้า”
“อ้อ คุณวีนี่เองไม่เจอกันเสียนาน โตเป็หนุ่มหล่อซะแล้ว”
“ครับ ดีใจที่คุณโฉมสะคราญจำผมได้”
“แหม เรียกเสียเต็มยศเชียว อย่าให้มันห่างไกลอย่างนั้นเลยจ๊ะ เรียกว่าป้าดีกว่านะ ป้าโฉมไง ตอนคุณวีเด็กๆเราก็เจอกันออกบ่อย”
เต็มเดือนยกน้ำเข้ามา โฉมสะคราญเหมือนจะนึกเอะใจบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองทั้งคู่อย่างพิจารณา เห็นปาณปวีร์รับน้ำมาโดยไม่ได้ใส่ใจมอง เต็มเดือนเองก็เฉย
“แล้วยังจำยายเดือนได้มั้ยคะ”
“จำได้สิครับ” ปาณปวีร์ยิ้มในสีหน้าเหมือนเดิม จนยากจะเดาความคิด
“ไม่เห็นทักทายกันบ้าง เห็นแต่ก่อนดูสนิทกันดี”
“เด็กๆเล่นกับใครก็สนิททั้งนั้นละครับ”
“หรอจ๊ะ แหม ป้าก็นึกว่าจะจำไม่ได้ หลานป้าโตเป็สาวแล้ว หน้าตาก็ดี หนุ่มๆที่มหาลัยคงเดินตามเป็พรวน บางวันก็กลับบ้านดึกๆดื่นๆ ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีอาจมีหลานให้ป้าเลี้ยงอีกสักคนก็ได้” โฉมสะคราญพูดท่าทางสบายๆ เหมือนเป็เื่ปกติ
ฟังสิ่งที่โฉมสะคราญพูดแล้วเต็มเดือนถึงกับหน้าร้อน จะว่าโกรธก็ไม่เชิง เรียกว่าอายมากกว่า ี้เีจะคิดว่าฝ่ายนั้นจะเชื่อคำคุณป้าเธอมากน้อยแค่ไหน หญิงสาวจึงตัดใจเดินออกมาเสีย โฉมสะคราญมองอย่างสมใจ ก่อนจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงราวกับเหน็ดเหนื่อยใจ
“ไม่เหมือนลูกสาวป้านะ คนหนึ่งก็บ้างาน ที่เหลือก็เอาแต่เรียน”
“ลูกสาวคุณป้าคงเป็เด็กดีมาก” ปาณปวีร์ตอบรับเรื่อยๆ แวบหนึ่งสายตาเหลือบมองตามด้านหลังของหญิงสาวที่พึ่งเดินออกไป ก่อนจะหันกลับมายิ้มแย้มกับโฉมสะคราญราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดทุกประการ
กรวีรำคาญท่าทางปั้นแต่งของมารดาเต็มที ลุกขึ้นทำท่าจะเดินกลับขึ้นไป้าหากแต่ถูกเรียกไว้ก่อน
“อ้าว เดี๋ยวสิยายเกล้า อยู่ทำความรู้จักกับพี่ๆเขาก่อนสิลูก”
“คงไม่ต้องหรอกครับ เรารู้จักกันอยู่แล้ว” ภูมิภาสที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นบ้าง มองหน้าหญิงสาวสวยจัดตรงหน้า
“อ้าว”
“คุณกรวีเป็โปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัทของผมครับ”
“ตายจริง แล้วทำไมไม่บอกไม่กล่าวแม่สักคำละลูกคนนี้นี่”
“ไม่มีอะไรใหญ่โตนี่คะ หนูก็แค่พนักงานตัวเล็กๆในบริษัท นึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าคุณภูมิภาสจะจำได้” กรวีสะบัดหางเสียงเล็กน้อย เจอกันคราวก่อนทำให้หล่อนพาลไม่ชอบหน้าเขาขึ้นมาตงิดๆ เ้านายที่เชิดใส่ลูกน้องได้ขนาดนั้น คงมิวายเป็พวกคนรวยแบ่งชนชั้น คิดได้ดังนนั้นกรวีจึงไหว้ลาทั้งคู่ตามมารยาท แล้วหมุนตัวเดินขึ้นชั้นบนไป
“พูดอะไรอย่างนั้นยายเกล้า เสียมารยาทจริงๆ เอ่อ แล้วก็นี่ ก้อยลูกสาวคนเล็กค่ะ ปีนี้ก็จะจบ ม.6 แล้ว ส่วนคนกลางชื่อแก้วค่ะ กำลังเรียนมหาลัยอยู่
กัลยายกมือไหว้ส่งยิ้มน้อยๆให้ทั้งคู่ ผิดกับกุลปรียาที่เหมือนได้สัญญาณไฟเขียวจากผู้เป็แม่ เข้าไปพูดคุยทักทายอย่างไม่เคอะเขิน โดยเฉพาะปาณปวีร์ที่หล่อนดูจะส่งตาหวานให้เป็พิเศษ
พูดคุยกันได้สักครู่ภูมิภาสเหลือบตามองนาฬิกา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พอดีเรามีธุระต่อ คงต้องขอตัว แล้วก็นี่ขนมที่คุณแม่ทำเองครับ ท่านให้เอามาฝาก” พูดพร้อมยื่นตะกร้าใบย่อมที่มีกล่องพลาสติกวางอยู่ให้ โฉมสะคราญรับมาด้วยความเต็มใจ
“ขอบใจนะลูก ไว้แวะมาอีกนะจ๊ะ”
“ครับ”
“ก้อย เดินไปส่งพี่ๆเขาหน่อยสิลูก”
“ได้ค่ะ คุณแม่” กุลปรียาตอบรับบอย่างยินดี หันไปหาพี่สาว “ไปด้วยกันสิพี่แก้ว ไปปิดประตูให้หน่อยก้อยไม่อยากจะจับมาก สนิมก็เกรอะ ไม้ก็ผุจะแย่แล้ว” ว่าแล้วก็เดินตีคู่ไปกับปาณปวีร์ กัลยามองน้องสาวถอนพลางหายใจเบาๆ
“ได้จ๊ะ”
ระหว่างที่เดินออกจากตัวบ้านกัลยาเดินคู่มากับภูมิภาส ชายหนุ่มองหญิงสาวข้างตัวที่เดินมาด้วยกันเงียบๆ ก่อนจะเริ่มชวนคุย
“เห็นว่าเรียนมหาวิทยาลัย เรียนคณะอะไรอยู่ครับ”
“ครุศาสตร์ค่ะ”
“เป็ครูคงพูดเก่งหน้าดู”
“ไม่หรอกค่ะ ปกติแก้วไม่ค่อยพูด ก้อยพูดเก่งกว่าเยอะค่ะ”
“สงสัยจะจริง เ้าวีที่ว่าพูดเก่งแล้วยังพูดไม่ทันน้องก้อยเลย” ภูมิภาสว่าแล้วหันไปมองสองหนุ่มสาวที่เดินอยู่ด้านหน้าพลางยิ้มน้อยๆ
“ค่ะ ก้อยเป็เด็กช่างฉอเลาะ แบบนี้คุณแม่เลยรักมาก”
“ลูกคนเล็กก็แบบนี้” ภูมิภาสว่า ยิ้มน้อยๆเมื่อนึกไปถึงน้องชายคนเล็กของตัวเอง
“บางทีพี่คนโตยังแอบอิจฉา”
“พี่เกล้าไม่อิจฉาหรอกค่ะ เพราะแม่ก็เกรงใจพี่เกล้ามาก พี่เกล้าเธอหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว พี่เกล้าเป็คนเก่งค่ะ แล้วก็สวยมากด้วย” กัลยาพูดเรียบๆ
ได้ยินดังนั้นภูมิภาสจึงยิ้มออกมา นึกเอ็นดูหญิงสาวข้างตัวที่กำลังเอ่ยชมทั้งพี่สาว และน้องสาวไม่ขาดปาก
“น้องแก้วคงรักพี่รักน้องมาก”
หญิงสาวไม่ตอบเพียงแต่ยิ้มบางๆ มองไปทางชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ข้างประตูรั้วเพียงคนเดียว
“ยายก้อยไปไหนแล้วละคะ”
“มีโทรศัพท์มานะครับ เลยขอตัวไปแล้ว” ปาณปวีร์มองหญิงสาวก่อนส่งยิ้มให้
“ตอนเด็กๆเดือนพูดถึงคุณบ่อย”
“เดือนโชคดีที่มีคุณเป็เพื่อน ...เดือนน่าสงสาร” กัลยาพูดอย่างจริงใจ ในพี่น้องสามคนกัลยารู้ว่าตัวเองเป็คนที่ด้อยที่สุด แต่กระนั้นก็ยังมีเต็มเดือนที่ถ้าลองเทียบกันแล้วลำดับชั้นยังอยู่ต่ำกว่าเธอไปอีก
“เหมือนอย่างที่เดือนเคยบอกไม่มีผิด”
“คะ?”
“เขาบอกว่าคุณน่ารัก เรียบร้อย แล้วก็ใจดีที่สุดในบ้านเลย”
“ไม่หรอกค่ะ” กัลยาหลบสายตาอีกฝ่าย ก้มหน้ารับอย่างเขินๆ
“เท่าที่เห็น ผมว่าจริงที่สุดเลยละ เดือนก็โชคดีที่มีคุณเหมือนกัน” น้ำเสียงเอื้อเอ็นดู ทำให้กัลยาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างลืมตัว
“ขอบคุณค่ะ”
ปาณปวีร์ไม่ตอบอะไรแต่ค้อมตัวให้น้อยๆ ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเป็เชิงลา กัลยาก้มลงไหว้หลบตาอีกฝ่าย เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แอบมองตามร่างสูงที่เดินออกจากบ้านไปจนลับตา