่เวลาสิบเอ็ดโมงเช้าของเมื่อวานนี้ ............
“นักศึกษาแพทย์ปีหกที่จะไปปฏิบัติงานที่จังหวัดนครราชสีมา ขณะนี้ได้เวลารถออกเดินทางแล้ว กรุณาขึ้นรถประจำคณะที่จอดยังหน้าตึกแปดเหลี่ยมโดยด่วนค่ะ” เสียงข้อความดังกล่าวถูกประกาศตามสายเป็ครั้งที่สาม แสดงว่ามีนักเรียนแพทย์บางคนมาไม่ทันตามกำหนดการเดินทาง ฉับพลันร่างของชายสองคนในชุดกาวน์สั้นสะพายเป้ก็วิ่งหลบหลีกฝูงชนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวิ่งลงบันไดครั้งละหลายขั้นราวกับเป็นักกีฬาอีสปอร์ตระดับประเทศ ทั้งสองคนวิ่งฝ่าทะลวงฝูงคนอย่างไม่คิดชีวิต โชคดีที่ทักษะการหลบหลีกของทั้งคู่จัดว่าดีเยี่ยมจึงไม่ได้ชนกับสิ่งกีดขวางใดๆเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองร่างยังคงทะยานไปข้างหน้า ปล่อยให้เพื่อนชายอีกสองคนที่วิ่งตามมาข้างหลังถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ จนคนที่วิ่งตามมาข้างหลังต้องร้องเรียก
“รอด้วย ไอ้พงศ์ ไอ้ตะวัน” เสียงเรียกนั้นทำเอาเพื่อนทั้งสองคนที่นำหน้าอยู่ต้องชะลอความเร็ว
“หัดออกกำลังกายบ้างนะไอ้แว่น ทีหลังจะได้ไม่ช้าเป็เต่าอย่างนี้” ชายผมสั้นคางเรียวแหลม ผู้มีหางคิ้วตวัดขึ้นทั้งสองข้างเป็เอกลักษณ์ตำหนิเพื่อน
“แต่ที่พวกเราทุกคนช้า มันเป็เพราะแกคนเดียวนะไอ้พงศ์ แกมัวแต่ร่ำลาแฟนของแกอยู่นั่นแหละ พวกเราเลยกลายเป็กลุ่มสุดท้าย คงไม่แคล้วโดนอาจารย์บ่นอีกแน่ๆ” เสียงชายหนุ่มผมยุ่ง หนวดเคราเขียวครึ้มที่วิ่งนำหน้ามาคู่กันพูดตำหนิเพื่อน ก่อนจะวิ่งเหยาะๆเพื่อรอเพื่อนอีกสองคน
“เงียบไปเลย ไอ้ตะวัน อย่างแกน่ะเหรอจะมาเข้าใจความรักของฉัน” พงศกรพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วแกจะมีโทรศัพท์มือถือไว้ทำอะไรวะไอ้พงศ์ แค่โทรไปลาก็จบละ เพื่อนๆจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนแบบนี้” นายแว่นที่วิ่งตามมาข้างหลังแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเป็พวกเดียวกับตะวัน จนพงศกรต้องหยุดฝีเท้าก่อนจะเอื้อมมือมาตบหัวเพื่อนเบาๆ
“ร่ำลากันทางโทรศัพท์มันไมซึ้งเท่าเห็นหน้าสบตากันเว้ย แต่พูดไปพวกแกคงจะไม่เข้าใจหรอก ไอ้พวกคนโสดดดดดด” พงศกรเยาะเย้ยเพื่อนด้วยการลากเสียงยาว ถึงแม้หน้าตาของเขาจะดูธรรมดาแต่ก็ชิงมีแฟนก่อนใครๆในกลุ่ม
“เออ ฉันกับไอ้แว่นน่ะโสด แต่ตะวันไม่โสดนะ ก็มันคบกับ........” โกสินทร์ชายหนุ่มหน้าหล่อระดับเชียร์ลีดเดอร์ของคณะผู้เป็เ้าของทรงผมสวยเหมือนเซตออกมาจากหนังสือแฟชั่นกำลังอ้าปากพูดต่อ แต่เขาก็จำต้องหยุดคำพูดเอาไว้แค่นั้น เพราะตะวันชายหนุ่มผู้มีผมเผ้ายุ่งเหยิงส่งสายตามาราวกับว่าถ้าโกสินทร์พูดต่อ แทนที่วันนี้โกสินทร์จะได้ไปทำงานต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เขาอาจต้องยูเทิร์นกลับไปทำแผลที่ห้องฉุกเฉินแทน
“แหมพูดถึงกี้ทีไร ตะวันมันเป็อย่างนี้ทุกทีเลยเนอะ ไอ้โก” พงศกรกระซิบกับโกสินทร์เบาๆ ก่อนจะนึกถึงผู้หญิงที่เป็เพื่อนสาวคนสนิทของตะวัน ทวิกานต์ บุระนานนท์ ผู้หญิงที่เป็เพื่อนของตะวันมาั้แ่สมัยมัธยมปลาย แม้ชายหนุ่มจะเรียนอยู่โรงเรียนชายล้วน แต่ทั้งคู่ได้รู้จักกันจากเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มเข้าไปช่วยทวิกานต์ให้พ้นจากการข่มเหงของอันธพาล เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไปจากโรงเรียนชายล้วนของเขาไม่มากนัก จากนั้นทวิกานต์จึงให้ความสนิทสนมกับชายหนุ่มเรื่อยมาโดยการมาเป็ลูกค้าประจำที่ร้านอาหารของเขา ต่อมาทั้งคู่บังเอิญสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ในคณะเดียวกัน อีกทั้งลำดับรายชื่อของทั้งสองคนยังอยู่ติดกัน จึงทำให้กิจกรรมการเรียนหลายๆอย่างจะมีชื่อของคนทั้งสองอยู่ในกลุ่มเดียวกันมาโดยตลอด จนแทบจะเป็คู่ปาท่องโก๋ก็ว่าได้ นอกจากนั้นแม่ของชายหนุ่ม นภา วรรณโยธิน ก็ยังได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากครอบครัวของหญิงสาวบ่อยครั้งและนภาเองยังดูชื่นชอบทวิกานต์เป็อย่างมากอีกด้วย นั่นจึงเป็เหตุผลที่ทำให้ตะวันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่จนถึงทุกวันนี้ พงศกรจำได้ว่าเพื่อนชายหัวยุ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ป้านภาขอให้ตะวันดูแลทวิกานต์จนจบมัธยมปลาย ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ปฏิเสธเพราะไม่ได้รู้สึกว่าเหลือบ่ากว่าแรง แต่เมื่อสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ในคณะเดียวกัน ป้านภาก็ขอเพิ่มเป็ดูแลจนจบการศึกษา ซึ่งนั่นทำให้ตะวันเริ่มสงสัยในท่าทีของมารดา และ่ต้นปีที่ผ่านมา ชายหนุ่มหัวยุ่งจำได้ว่า วันนั้นเขาเพิ่งได้รับเสื้อกาวน์สั้นอันเป็หลักฐานของการเป็นักเรียนแพทย์ชั้นปีสุดท้ายมาใส่เป็วันแรก และตั้งใจจะสนทนากับผู้เป็มารดาเื่การเลือกสถานที่ใช้ทุน แต่บทสนทนาของมารดากลับกลายเป็เื่การขอขยายเวลาดูแลทวิกานต์ออกไปอีก จากขอให้ดูแลจนจบการศึกษากลายเป็ดูแลตลอดชีวิต ซึ่งนั่นทำให้ตะวันต้องมานั่งปรับทุกข์กับเขาพร้อมกับให้นิยามว่านี่คือ “การคลุมถุงชนแบบค่อยเป็ค่อยไป” แต่กระนั้นพงศกรก็ยังสงสัยอยู่ว่าเหตุใดตะวันจึงไม่เคยคิดกับทวิกานต์แบบคู่รัก ทั้งๆที่หญิงสาวเป็คนเพียบพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็รูปสมบัติ คุณสมบัติ หรือทรัพย์สมบัติ จนไม่นานมานี้ พงศกรก็ได้คำตอบจากปากของตะวันว่ามารดาของเขาเคยเอาเวลาตกฟากของเขาไปให้หมอดูที่นับถือดูดวงชะตาให้กับเขาในเื่ของคู่ครอง หมอดูทุกคนพร้อมใจกันห้ามไม่ให้เขามีคนรักในวัยเรียน มิฉะนั้นคนที่เขารักจะนำพาเขาไปสู่ความหายนะ มันทำให้ตะวันฝังใจเรื่อยมา แต่ทว่าแม่ของเขากลับเชียร์ให้เขาดูใจทวิกานต์ไปเรื่อยๆและให้เหตุผลแบบขอไปทีว่า ถ้ายังไม่ตกลงปลงใจกันก็ยังไม่นับว่าคบหา เอากับเขาสิ ให้ดูใจแต่ไม่นับว่าคบหา นี่คงเป็ตัวอย่างที่บรรดานักกฎหมายเรียกกันว่า “เลี่ยงบาลี” กระมัง ส่วนเหตุผลที่สำคัญของชายหนุ่มคือ จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่สามารถคิดเป็อื่นกับหญิงสาวได้เลย เขามองเห็นหญิงสาวเป็เพียงเพื่อนคนสนิทเท่านั้น ตรงข้ามกับนายแว่นซึ่งหลงรักทวิกานต์มาั้แ่แรกพบ แต่นายแว่นก็เลือกที่จะไม่แสดงออกให้เป็ปัญหา เพราะรู้แก่ใจดีว่าทวิกานต์ไม่เคยชายตาแลนายแว่นเลยแม้แต่น้อย
รถโดยสารประจำคณะจอดอยู่ใกล้ๆตึกแปดเหลี่ยมที่อยู่ด้านหลังของโรงพยาบาล มันจอดห่างจากตัวตึกออกไปอีกหนึ่งร้อยเมตร เกือบทุกที่นั่งถูกจับจองแล้วเมื่อชายทั้งสี่คนมาถึง จะเหลือก็เพียงเบาะแถวสุดท้ายเท่านั้น สัมภาระของเพื่อนที่มาถึงก่อนส่วนใหญ่ถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยไว้ใต้ท้องรถ ทั้งสี่คนรีบเอาของไปเก็บในช่องที่ถูกตระเตรียมไว้ แต่เสียงดุๆของใครบางคนที่คุ้นหูทำให้ทั้งสี่คนต้องสะดุ้งสุดตัว
“มาช้าอีกตามเคยเลยนะพวกเธอ” ชายทั้งสี่คนมองขึ้นไปตามเสียงก็พบว่าร่างของอาจารย์ที่ดูน่าเกรงขามยืนจ้องเขม็งลงมา
“เพื่อนผลัดแรกของพวกเธอไม่มีปัญหาเื่ไม่ตรงเวลาเช่นนี้ พวกเธอมาช้าไปเกือบสิบนาทีแล้ว รู้ไหมว่าความตรงต่อเวลาเป็คุณสมบัติอย่างแรกของคนที่เป็หมอเลยนะ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้จะไปรักษาคนไข้ได้ยังไง”ตะวันจำได้ว่านี่คืออาจารย์ประสิทธิ์ วิริยะพันธมาศ อาจารย์แผนกศัลยกรรมที่เป็อาจารย์ที่ปรึกษาของโกสินทร์
“ขอโทษครับอาจารย์ พอดีโกสินทร์เขาไม่ค่อยสบายครับ เขาวิ่งแล้วเจ็บหน้าอก พวกเราเลยมาช้าไปหน่อย” นายแว่นพูดตอบอาจารย์ ทำเอาโกสินทร์ถึงกับทำหน้างงพลางสงสัยว่าเขาดูเหมือนคนป่วยตรงไหน
“มีอาการเจ็บหน้าอกขณะวิ่ง คงจะไม่ใช่ว่าเป็โรคหัวใจหรอกนะ” ผู้เป็อาจารย์แกล้งสันนิษฐานทั้งๆที่รู้แล้วว่านายแว่นจะมาไม้ไหน
“ใช่ครับ อาจารย์ โกสินทร์เขาเป็โรคหัวใจขาดเืครับ เขาวิ่งเร็วไม่ได้ พวกเราเลยเลือกที่จะรอเพื่อนครับ เราเลยมาถึงรถช้า” พงศกรช่วยเพื่อนเล่นตามน้ำ แต่ดูเหมือนอาจารย์จะรู้ทัน
“โรคหัวใจขาดเืมักเจอเฉพาะในคนสูงอายุ แต่ดูจากอาการภายนอกแล้ว อย่างโกสินทร์น่าจะเป็โรคหัวใจขาดรักเสียมากกว่า” ผมเผ้าของโกสินทร์ถึงกับเสียทรงเมื่อถูกอาจารย์ที่ปรึกษาโจมตีจุดอ่อนอย่างจัง ด้วยความที่เป็ประสิทธิ์เป็อาจารย์ที่ปรึกษาของโกสินทร์จึงรู้ดีว่าลูกศิษย์เป็คนขี้อาย ใช่สิ คนอย่างเขาแม้หน้าตาจะหล่อเหลาเป็อันดับหนึ่งของคณะ แต่ทว่าเขาไม่ค่อยกล้าแสดงความรู้สึกสนใจเพศตรงข้าม แม้ผู้หญิงที่เขาสนใจเดินผ่านต่อหน้า เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากชวนคุย เขาจึงจำใจต้องปล่อยให้ผู้หญิงที่เขาสนใจไปเดินควงกับหนุ่มอื่นมาหลายต่อหลายครั้ง ประมาณว่าเขามีความหล่อแต่ไร้ประโยชน์ก็คงจะว่าได้ ผิดกับเ้าคนผมยุ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่หล่อถัดจากเขาไปสามอันดับ แต่กลับไม่ยอมสนใจใครสักคนทั้งๆที่มีแต่คนมาสนใจ อย่างเช่นคุณหนูทวิกานต์นั่น ยังไม่นับรวมไปถึงน้องร่วมสายรหัสของตะวัน น้องแต้ว ติชิลา อดีตดาราเด็กชื่อดัง คนที่เขาเคยหมายตาไว้ก็ยังมาแอบสนใจพี่รหัสของตัวเองเสียอีก แต่ความอิจฉาเล็กๆของโกสินทร์ก็ต้องหยุดทำงานเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์พูดอย่างหงุดหงิด
“แล้วถ้าพวกคุณยังไม่ยอมรีบขึ้นรถยังอีก ผมจะหักคะแนนความประพฤติของพวกคุณก่อนไปทำงาน” หลังสิ้นสุดคำพูดของอาจารย์ ชายหนุ่มทั้งสี่คนรีบแย่งกันขึ้นรถทันทีมิฉะนั้นประวัติศาสตร์คงได้จารึกไว้ว่าพวกเขาเป็นักเรียนแพทย์กลุ่มแรกที่ถูกหักคะแนนความประพฤติั้แ่ยังไม่เริ่มทำงาน นับั้แ่คณะแพทย์ศาสตร์แห่งนี้ได้ก่อตั้งมา
ท้องนาสองข้างเขียวขจี แนวขอบฟ้าที่ทอดยาวสุดสายตาคือูเาสูงตระหง่าน แดดอ่อนๆยามเย็นสาดแสงเข้ามาในรถ กลิ่นหอมของหญ้าอ่อนโชยมาตามลมจนหมู่แมลงต้องมาดมดอม แม้ว่ารถโดยสารของคณะจะเป็รถปรับอากาศ แต่เพื่อนหลายคนก็แอบเปิดหน้าต่างเพื่อรับสายลมที่สดชื่น ดูท่านักเรียนแพทย์จากเมืองกรุงทั้งหลายออกอาการตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติไม่น้อย ป้ายบอกทางระบุว่าอีกแปดสิบกิโลเมตรจะเข้าเขตจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนๆในรถบางคนก็นอนหลับ บางคนก็นั่งทบทวนบทเรียนอย่างขะมักเขม้น ตะวันมองออกไปนอกรถพลางคิดถึงแม่ที่อยู่ทางบ้าน ป่านนี้แม่จะทำอะไรอยู่นะ จะเหนื่อยแค่ไหนเมื่อไม่มีลูกชายคนเดียวคอยช่วยงานในร้านขายอาหารเล็กๆที่แม่ของเขาสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรง ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาที่ดังขึ้นก็ดึงสติของเขาให้กลับมาอีกครั้ง ชื่อของคนที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ทำเอาเพื่อนๆที่นั่งอยู่ข้างๆออกปากแซวกันยกใหญ่
“แกอยากให้ฉันไปนั่งที่อื่นไหม แกจะได้หวานกับกี้ได้สะดวก” โกสินทร์ถามขึ้นก่อนถูกพงศกรกระทุ้งเข้าที่สีข้าง เพราะคำพูดประโยคสุดท้ายของโกสินทร์ทำเอานายแว่นจำต้องเดินออกไปนั่งเบาะข้างหน้าด้วยสีหน้าเศร้าๆ
“เดินทางถึงไหนแล้วจ๊ะ ตะวัน” เสียงใสๆลอยมาตามสาย
“ใกล้ถึงแล้วล่ะ แล้วกี้ล่ะ” ชายหนุ่มพยายามรักษาท่าที
“กี้มาถึงบุรีรัมย์ครึ่งชั่วโมงแล้ว” คำตอบของทวิกานต์ทำให้ตะวันประหลาดใจ
“ทำไมเร็วจัง บุรีรัมย์ไกลกว่าโคราชอีกนะ รถคณะฯไม่น่าจะขับเร็วขนาดนี้”
“กี้ไม่ได้มากับรถของคณะหรอก คุณพ่อให้เอารถที่บ้านมาส่ง”
“แหม ลืมไปเลยว่าเราคุยกับลูกสาวของประธานกลุ่มทุนรายใหญ่อยู่” ชายหนุ่มพูดพลางจินตนาการว่าวันนี้หญิงสาวจะใช้รถคันไหน เพราะที่เคยเห็นจอดอยู่ในคฤหาสน์ของหญิงสาวมีรถยุโรปไม่น้อยกว่าห้าคัน แต่ละคันล้วนมีมูลค่าสูงกว่าร้านขายอาหารเล็กๆของแม่เสียอีก
“ตะวันก็น่าจะรู้นี่ ว่ากี้อยากไปรถของคณะมากกว่า" หญิงสาวพ้อเสียงเศร้า "เสียดายนะที่ตะวันต้องไปโคราช นี่เป็ครั้งแรกในรอบหกปีเลยนะที่กี้ไม่ได้ทำงานกับตะวัน กี้รู้สึกไม่มั่นใจยังไงก็ไม่รู้” พูดจบไปสายก็เงียบไปจนชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าสายหลุดไปหรือเปล่าก่อนที่เสียงสั่นๆของหญิงสาวจะพูดขึ้น
“ทำไมตะวันไม่เลือกมาทำงานที่บุรีรัมย์กับกี้ล่ะ” คำถามของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มไม่กล้าบอกเหตุผลที่แท้จริง นั่นคือเขาไม่อยากให้ทวิกานต์เข้าใจเขาผิดไปมากกว่านี้เขาไม่อยากให้หญิงสาวคิดกับเขามากเกินคำว่าเพื่อน การห่างจากหญิงสาวสักพักอาจทำให้หญิงสาวเข้าใจเื่ราวทุกอย่างได้ด้วยตนเอง โดยที่เขาไม่จำเป็ต้องเอ่ยปากให้หญิงสาวเสียใจ
“ก็แหม.........ผมจับฉลากได้ที่โคราชนี่นา ส่วนกี้เองก็จับฉลากได้ที่บุรีรัมย์จะให้ทำยังไงได้ล่ะ” ชายหนุ่มตอบเลี่ยงเพราะไม่กล้าบอกความจริงกับเพื่อนสาวว่า ทันทีที่เขารู้ว่าทวิกานต์จับฉลากได้ไปทำงานที่บุรีรัมย์ เขาก็อาสามาที่โคราชตลอดทั้งหกเดือนทันทีโดยที่ไม่ได้จับฉลาก คงมีนักเรียนแพทย์แค่ไม่กี่คนที่เลือกทางเดินเหมือนพวกมือะเิพลีชีพแบบนี้ ส่วนเหตุผลที่เขาไม่เลือกไปปฏิบัติงานที่บุรีรัมย์ในสามเดือนหลังสลับกับกลุ่มของทวิกานต์เป็เพราะมันออกจะดูโหดร้ายกับทวิกานต์จนเกินไป อีกอย่าง หากเขาไม่ยอมพบกับทวิกานต์เลยตลอดหกเดือน แม่ของเขาต้องตำหนิเขาไม่เลิกแน่ๆ
“แต่ตะวันเองก็ไม่พยายามที่จะแลกกับเพื่อนคนอื่นๆเพื่อมาทำงานที่เดียวกับกี้เลย” หญิงสาวพูดด้วยความน้อยใจ
“โธ่ ใครจะยอมแลกล่ะกี้ โคราชน่ะงานหนักมากนะ พวกรุ่นพี่บอกว่าไม่ได้นอนทั้งคืน” ตะวันพยายามแก้ตัว
“ก็พิกุลไง พิกุลต้องยอมแลกอยู่แล้ว ใช่ไหม” คำถามดังกล่าวทำให้พิกุลที่นั่งอยู่ข้างๆทวิกานต์อุทานเสียงดังทะลุออกมาจากโทรศัพท์
“ม่ายยยยยยย ให้พิกุลไปโคราชทั้งหกเดือน พิกุลขอตายแป๊บ” พูดจบพิกุลก็ทิ้งตัวลงนอนบนตักของกี้
“เราไม่ได้ทำงานด้วยกันแค่สามเดือนเองนะกี้ เดี๋ยว่กุมภาพันธ์ เราก็ได้กลับมาทำงานด้วยกันแล้ว” ตะวันพยายามทำให้กี้สงบลงด้วยความจริงที่ว่าหญิงสาวจะต้องกลับมาปฏิบัติงานที่โคราชใน่สามเดือนหลัง แต่นั่นไม่ได้ทำให้เสียงปลายสายรู้สึกดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
“ตะวันต้องรอกี้นะ”เสียงหญิงสาวพูดอย่างมีความนัยจนทำให้ชายหนุ่มต้องหาทางตัดบท
“แค่นี้ก่อนนะกี้ แบตโทรศัพท์ของผมจะหมดแล้ว” ตะวันรีบวางหู พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นพงศกรจ้องอยู่
“อะไรของแกวะ มาจ้องฉันทำไม” ชายหนุ่มถามอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นแววตาของพงศกร พงศกรคงจับผิดเขาได้เสียแล้วว่าเขาเพิ่งโกหก
“แบตแกไม่ได้หมดเสียหน่อย นี่ตกลงแกจะไม่ใจอ่อนกับกี้เลยเหรอวะ แล้วที่ผ่านมาแกดูแลกี้มาตลอดเพื่ออะไร”
“แกก็รู้ แม่ฉันขอมา ฉันทำเพื่อแม่” พงศกรถอนหายใจกับคำพูดของเพื่อนเพราะรู้ว่าครอบครัวของกี้ให้ความช่วยเหลือแม่ของตะวันมาั้แ่สมัยมัธยมปลาย
“แล้วถ้าแม่แกขอให้แกแต่งงานกับกี้ล่ะ”
“ไม่รู้ ฉันยังไม่ได้คิด แล้วก็ไม่อยากจะคิดด้วย” ชายหนุ่มเริ่มคิ้วขมวด คำถามของพงศกรช่างชวนหงุดหงิดเหลือเกิน
“แต่ถ้าแกปล่อยให้เื่มันไม่ชัดเจนแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันไม่เป็ผลดีกับทั้งแกและกี้เลยนะเว้ย” พงศกรว่า “กี้เองก็หน้าตาน่ารักนะ นิสัยก็อ่อนหวาน มีใครมาดีกับฉันแบบนี้ รักตายเลย”
“ฉันไม่เหมือนแกนี่หว่า ใครสวยหน่อยก็ให้หัวใจเขาไปเสียหมด” ตะวันพูดด้วยความหงุดหงิด
“ฉันคบทีละคนโว้ย” พงศกรเถียงก่อนที่จะทำเสียงอ่อนหวาน “ส่วนคนล่าสุด รักจริงหวังแต่ง...... น้องนาวจ๋า”พูดจบพงศ์ทำตาเคลิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นแกก็รีบปฏิเสธกี้ซะสิ จะได้ไม่ยืดเยื้อ” โกสินทร์สอดขึ้นมา “ไอ้แว่นจะได้เดินหน้าเสียที”
“ก็เอาเลยสิวะ ฉันไม่เคยห้ามนี่หว่า” ตะวันพูดเปิดทางให้เพื่อนเต็มที่
“ไอ้แว่นมันเกรงใจแก แถมมันเคยบอกว่า ถ้าไม่นับเื่ฐานะทางครอบครัว แกดีกว่ามันทุกอย่าง ถ้ากี้เป็แฟนกับแก กี้คงมีความสุขมาก แล้วมันเองก็คงมีความสุขไปด้วย” พูดจบโกสินทร์ทำหน้าเลี่ยน
“โห พูดแบบนี้หล่อเลย แต่คงเจ็บไปอีกหลายปีเลยว่ะ ขอบอก” พงศกรพูดพลางเอามือคลำหน้าอกของตัวเอง
ถึงแม้ตะวันจะเป็ชายหนุ่มที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้หล่อเหลาขั้นเทพบุตร อีกทั้งผลการเรียนก็ไม่ได้โดดเด่นนัก ฐานะทางบ้านก็อยู่ในระดับที่ค่อนไปทางขัดสน แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังเป็ที่กล่าวขวัญในหมู่นักเรียนแพทย์สาวทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องโดยไม่รู้ตัว เหตุการณ์ที่เขาจำได้ดีคือตอนเป็นักเรียนแพทย์ปีสี่ มีเหตุการณ์ที่ต้องเลือกประธานคณะคนใหม่เพราะคนเก่าหมดวาระ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในปีนั้นคือ อรรถพลและตะวัน สองเพื่อนรักที่ต้องมาห้ำหั่นกันเอง ผลโหวตในปีนั้น อรรถพลชนะไปด้วยเสียงส่วนใหญ่ด้วยคะแนนหนึ่งร้อยยี่สิบสามคะแนน ส่วนคนหัวยุ่งได้ไปแปดสิบสองคะแนน แต่สิ่งที่ทำให้บรรดาเพื่อนผู้ชายพิศวงคือทั้งแปดสิบสองเสียงที่โหวตให้ตะวันเป็มือของผู้หญิงล้วนๆ ส่วนกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่สนิทกับตะวันไม่กล้ายกมือโหวตให้เพราะชายหนุ่มขู่ว่า หากใครก็ตามที่ยกมือให้จะไม่ได้กินอาหารที่ร้านของเขาแบบฟรีๆอีก เขาให้เหตุผลว่าแค่ช่วยแม่ขายอาหารก็หมดเวลาแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานเพื่อส่วนรวม บรรดาเพื่อนผู้ชายที่ตะกละกินทั้งหลายจึงต้องหันไปเลือกอรรถพลโดยปริยาย โชคดีที่ทุกวันนี้อรรถพลยังไม่ล่วงรู้ความลับนี้ ส่วนรุ่นน้องสาวๆก็แอบมาชมชอบเขาด้วยเช่นกัน ด้วยความที่เขาเป็คนเป็กันเองและให้ความช่วยเหลือน้องๆเป็อย่างดี แม้กระทั่งติชิลาหรือแต้ว น้องรหัสปีห้าของตะวันถึงกับตั้งสโลแกนเอาไว้ตอนเธออยู่ปีสองให้ใครๆหลายคนอิจฉา
“หล่อที่สุดคือพี่โกสินทร์ ฟินที่สุดคือพี่ตะวัน”
ใน่แรกที่น้องแต้วพูดสโลแกนนี้ขึ้นมาใหม่ๆ เป็่ที่เธอเพิ่งอยู่ปีสอง ใครต่อใครก็ต่างพากันคิดว่าน้องแต้วคงแอบชอบโกสินทร์ ซึ่งเป็อดีตเชียร์ลีดเดอร์สุดหล่อของคณะอย่างแน่นอน ่เวลานั้นเป็่เวลาที่โกสินทร์รู้สึกภูมิใจอย่างมาก นั่นทำให้โกสินทร์ที่ขณะนั้นเป็นักเรียนแพทย์ปีสามรุกคืบเข้าหารุ่นน้องแสนสวยชนิดที่เท้าไม่แตะเบรค แต่พอเวลาผ่านไป โกสินทร์ก็ต้องอดทนกินแห้วคนเดียวจนหมดเข่ง ด้วยคนที่มีชื่ออันดับแรกของสโลแกนกลับมีความสำคัญเป็อันดับสอง เพราะการกระทำของหญิงสาวกลับบ่งบอกให้รู้ว่าคนที่เธอมีใจให้ไม่ใช่เชียร์ลีดเดอร์อย่างโกสินทร์ แต่เป็พี่รหัสสุดฟินต่างหากที่เธอเฝ้าฝันถึง เมื่อเพื่อนสนิทของแต้วถามว่าทำไมเธอจึงเอาชื่อของโกสินทร์เข้ามาใส่ในสโลแกนทั้งๆที่เธอไม่ได้สนใจโกสินทร์ เธอตอบสั้นๆเพียงว่า
“แค่ให้ประโยคมันคล้องจองกัน ก็เท่านั้น”
แต่ไม่ว่าติชิลาจะแสดงออกอย่างไร พี่รหัสของเธอก็ไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยเพราะมัวแต่ช่วยงานทางบ้านขายอาหาร แค่นั้นก็ทำเอาชายหนุ่มหมดเวลาที่จะสังเกตหรือรับรู้ความรู้สึกของใครๆทั้งสิ้น อาจนับได้ว่าตะวันเป็ผู้บกพร่องด้านการรับรู้ในเื่ความรัก ในที่สุดติชิลาต้องถอดใจไปเองั้แ่เธอกลับมาจากการรับน้องใน่ที่เธอเป็นักเรียนแพทย์ปีสาม แต่ถ้าเป็เื่งาน ชายหนุ่มไม่เคยบกพร่องเลยแม้แต่น้อย
“นี่ พวกแกช่วยหันมาคุยกันเื่งานได้แล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องทำงานแล้ว ตารางเวรออกหรือยัง ไหนขอดูหน่อยสิ” นั่นไงล่ะพูดยังไม่ทันขาดคำ งานต้องมาก่อนอีกแล้ว นายแว่นล้วงกระเป๋าเอากระดาษที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนส่งให้ตะวัน ในกระดาษระบุชื่อคนอยู่เวรในแต่ละวันเอาไว้วันละสองคน ตะวันรู้สึกโล่งใจที่ชื่อของเขาไม่ได้อยู่เวรในวันแรก แต่นิ้วมือที่ไล่ไปตามรายชื่อกลับไปสะดุดรายชื่อที่ไม่รู้จักมาก่อน
จันทร์เ้ากับปุณญาพร
“คงจะเป็นักเรียนแพทย์จากที่อื่นที่เลือกมาปฏิบัติงานที่โคราชเหมือนกับพวกเรา เลยต้องมาอยู่เวรด้วยกันไงล่ะ” นายแว่นพูดขึ้นมา
“น่าจะมากันหลายๆคนเนอะ มาแชร์เวรกับพวกเรา พวกเราจะได้อยู่เวรน้อยลง” พงศกรสำรอกความี้เีออกมาอย่างไม่อายใคร
“เมื่อกี้ฉันได้ยินว่ามีใครพูดชื่อของจันทร์เ้าหรือเปล่าวะ” ชายหน้าสิวผมเรียบสวมแจ็กเก็ตสีดำคลุมชุดนักเรียนแพทย์เดินตรงเข้ามาและหยิบใบรายชื่ออยู่เวรในมือของตะวันไปดูอย่างไม่เกรงใจ เมื่อดูเสร็จชายคนดังกล่าวยิ้มหน้าบานราวกับคนเพิ่งถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งจนเพื่อนในกลุ่มทำหน้าฉงน
“ก็จันทร์เ้าไง” โจ้เลิกคิ้วข้างขวาขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “พวกแกไม่รู้จักเ้าหญิงเหรอวะ มัวไปอยู่ไหนกันมาเนี่ย คำว่าเ้าหญิงที่หลุดออกมาจากปากของโจ้กระตุ้นต่อมอยากรู้ของพงศกรขึ้นมาทันที เพราะอย่างน้อยจันทร์เ้าที่ว่าก็น่าจะเป็คนสวยคนหนึ่งจึงได้รับการยกย่องเช่นนั้น และคนอย่างพงศกรไม่เคยพลาดที่จะเสพข่าวสารแบบนี้อยู่แล้ว
“รู้อะไรก็คายมาให้หมด ไอ้โจ้” พงศกรยืนขึ้นพร้อมจับคอเสื้อแจ็คเก็ตตัวนอกของโจ้ให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะกำคอเสื้อของโจ้ไว้จนแน่น แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้โจ้เกิดอาการเหงื่อแตกอย่างกะทันหันและพร้อมที่จะคายข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้ออกมาจนหมดสิ้น ข้อมูลที่โจ้บอกออกมาทำเอาทั้งแว่น โกสินทร์และพงศกรถึงกับอ้าปากค้าง เพราะจันทร์เ้า ไพลินพิสุทธิ์หรือ ”อุ่น” เธอคือนักเรียนแพทย์สาวแสนสวยจากคณะแพทย์ศาสตร์ของโรงพยาบาลอนัญธเวชแห่งภาคตะวันออก เธอคือคนที่บรรดาเหล่าผู้ชายที่เป็แฟนคลับพากันคลั่งไคล้ พร้อมใจกันตั้งสมญานามให้เธอว่า “เ้าหญิงน้ำแข็ง” อันเนื่องมาจากความสวยระดับที่ทำให้บรรดาไฮโซจำนวนไม่น้อยที่พยายามเข้ามาผูกสัมพันธ์ต้องผิดหวัง และด้วยคำพูดปฏิเสธอันแสนจะเ็าที่เธอมอบให้แก่ชายทุกคนที่เข้ามาสารภาพรักกับเธอต้องพบแต่ความช้ำใจ บรรดาไฮโซช้ำรักเ่าั้จึงมอบคำว่า”น้ำแข็ง”ให้กับเ้าหญิงเป็ฐานันดรต่อท้าย สถานะหัวใจของเ้าหญิงจึงโสดมาั้แ่จำความได้ มีแต่คนอยากรู้ว่าชายคนใดที่จะพิชิตความหนาวเหน็บนี้ได้ ส่วนเื่การเรียนเธอก็จัดว่าโดดเด่นไม่แพ้ความสวย เพราะเ้าหญิงเป็ว่าที่เกียรตินิยมเหรียญทองอันดับหนึ่งของคณะแบบไร้คู่แข่ง แต่ด้วยความที่เธอเป็คนเก็บตัวในระดับยิ่งยวด ไม่ชอบเล่นโซเชียลมีเดียใดๆ อีกทั้งเธอไม่ใช่คนชอบทำกิจกรรม คนนอกคณะที่รู้จักเธอจึงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ และการหาข้อมูลส่วนตัวหรือรูปถ่ายสักใบจึงเป็เื่ที่แทบจะเป็ไปไม่ได้
“เื่จันทร์เ้าไม่น่าจะหายากหรอกน่า พวกแกมันฝีมือไม่ถึงเอง” โกสินทร์ที่เก่งด้านไอทีพูดพลางครุ่นคิดก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาและพิมพ์อะไรบางอย่างลงไป
“นี่ไงจันทร์เ้า ไพลินพิสุทธิ์ มีคนทำบล็อกไว้ด้วย” โกสินทร์ยิ้มอย่างผู้ชนะแต่รอยยิ้มนั้นก็แทบจะสลายไปในทันที
“อะไรวะ ต้องเสียค่าสมาชิกถึงจะเข้าไปดูได้ ตั้งสองพันห้า”โกสินทร์ออกอาการหัวร้อนเมื่อเห็นค่าผ่านประตู
“ไม่ต้องเข้าไปนะ เสียเงินฟรีเปล่าๆ ในนั้นมีแค่รูปถ่ายของจันทร์เ้าที่ถ่ายไกลยังกับคนถ่ายยืนซูมมาจากบนดวงจันทร์”
ไม่ต้องเดาก็รู้ โจ้คงเสียเงินฟรีไปแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นตอนไปทำงานด้วยกันฉันจะถ่ายรูปเขาไปขาย คงได้เงินเป็กอบเป็กำ” แว่นพูดพร้อมหยิบกล้องตัวโตขึ้นมาจากกระเป๋า ในนั้นมีเลนส์ซูมขนาดเขื่องหลายตัว
“คนอะไรวะ งกฉิบ พ่อแม่แกก็รวยยังจะหากินทางนี้อีก” โกสินทร์ต่อว่าแว่นเพราะรู้ว่าแว่นเป็ลูกชายของอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวสามสมัย
“แล้วถ้าฉันถ่ายรูปจันทร์เ้ามาได้ แกจะเอาไหม ไอ้โก” คำพูดของแว่นทำให้โกสินทร์พยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“ฉันเอาด้วย ขอภาพตอนยิ้มนะ ราคาเท่าไรก็สู้” โจ้พลอยเป็ไปด้วยอีกคน
“ระวังติดคุกนะแว่น ถ้าเ้าตัวเขาไม่ยอม แกจะเจอข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” คำพูดของตะวันดับความหวังหนทางในการหาเงินของแว่นจนหมดสิ้น
“แหม นั่งเงียบอยู่ตั้งนานนึกว่าไม่สนใจซะอีก ที่แท้ก็แอบฟังอยู่ล่ะสิ ชักสนใจเนื้อคู่แล้วใช่ไหม”
“เนื้อคู่อะไรวะ ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับจันทร์เ้าเลยสักคำ จะมีก็แค่เตือนไม่ให้พวกแกเข้าไปยุ่มย่ามกับเขา”
“เนื้อคู่สิ ก็ชื่อแกไง ชื่อแกกับชื่อเขานี่มันเป็ของคู่กัน พระอาทิตย์คู่กับพระจันทร์ ส่วนตะวันก็คู่กับจันทร์เ้า ใช่ไหมพวกเรา” คำพูดของพงศกรทำเอาแว่นกับโกสินทร์ทึ่งเพราะนานๆจะเห็นพงศกรแสดงความฉลาดในการใช้ภาษาไทยขึ้นมาสักครั้ง ทั้งๆที่ปกติพงศกรเขียนรายงานคนไข้ไม่ได้เื่เลยสักนิด ถึงจะเขียนเป็ภาษาไทยก็เถอะ
“พวกแกพอได้แล้ว เนื้อคู่ที่ไหนกัน หมอดูบอกว่าจะเจอเ้ากรรมนายเวรโว้ย ไม่ใช่เนื้อคู่” ตะวันพูดอย่างหวาดหวั่น เขายังจำแผ่นกระดาษที่หมอดูเขียนคำทำนายเื่คู่ครองของเขา ที่แม่ของเขาถือมาให้เขาอ่านอย่างไม่มีวันลืม แผ่นกระดาษแต่ละใบล้วนเขียนแต่คำว่า “หายนะ” กับ “พินาศ” จึงทำให้ชายหนุ่มฝังใจเื่เ้ากรรมนายเวรสาวและพยายามหลีกเลี่ยงการคบหากับเพศตรงข้ามมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ว่าเขาจะไม่ยอมมองผู้หญิงเลยเสียทีเดียว หากใครสวยเข้าตา เขาก็แอบเหล่อยู่เหมือนกัน แต่ครั้นจะให้เดินเข้าไปขอสานสัมพันธ์แบบซึ่งๆหน้า เขาคงไม่ทำเป็แน่ เพราะกุญแจที่เขาลั่นดาลห้องหัวใจไว้นั้นแ่านัก ใครก็อย่าหวังว่าจะเปิดเสียให้ยาก
“จะพูดให้นึกถึงเ้ากรรมนายเวรทำไมวะ อุตส่าห์ลืมๆไปแล้วแท้ๆ”ตะวันบ่นเพื่อนที่กำลังหัวเราะชอบใจ ก่อนจะขว้างทิชชูในมือใส่เพื่อน ชายหนุ่มค่อยๆข่มตาลงช้าๆเพื่อให้ลืมคำทำนายอันเลวร้ายที่เขียนปรากฏอยู่ในกระดาษนั่นไป ก่อนที่สายลมอ่อนๆที่ปะทะใบหน้าและทำให้ความคิดทั้งมวลจะหายไปจากภวังค์