ความเดิมตอนที่แล้ว
หลังจากผ่านไปหลายวันเฉินเสวี่ยหยางก็ได้รับการติดต่อจากหวงจิ้งเอินว่ายามนี้พวกเขาปลอดภัยอยู่ในที่แห่งหนึ่งซึ่งก็คือหมู่บ้านหัวนั่นจึงทำให้เฉินเสวี่ยหยางโล่งใจขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งทว่าองครักษ์คนสนิทได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับมือสังหารผู้ใช้ลูกดอกปลิดชีวิตคนชุดดำเมื่อหลายวันก่อนยิ่งทำให้เขาไม่อาจวางใจและคาดว่างานเลี้ยงที่จะถูกจัดขึ้นในคืนนี้คงไม่ราบรื่นเท่าใดนัก จนกระทั่งความมืดมิดได้มาเยือน งานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่ก็ได้ถูกจัดขึ้นโดยมีเหล่าคนสำคัญเดินทางมาร่วมงานเพื่อต้อนรับเ้าเมืองน้อยเฉินรวมทั้งแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างซ่งจื่อรุ่ยและซ่งเจียอีก็มาในงานนี้ด้วยเช่นกันทว่าจุดประสงค์นั้นไม่ใช่เื่น่ายินดีนัก เพราะเฟยิแอบเห็นซ่งจื่อรุ่ยนัดพบกับใครบางคนพร้อมยื่นของบางอย่างให้กับคนคนนั้นซึ่งเป็ไปได้มากว่าเขาจะมีแผนการชั่วร้ายกับคนในจวนแห่งนี้
เพราะบรรยากาศในงานอันอึกทึกหลินเพ่ยหนิงจึงปลีกตัวออกมาที่สวนดอกไม้โดยมีลั่วชีชีติดตามมาด้วย แต่สาวรับใช้รู้สึกว่าอากาศในตอนนี้เริ่มที่จะเย็นลงและนางยังไม่เห็นเงาของจูซือฉีนางจึงบ่นพึมพำและเอ่ยปากชวนองค์หญิงกลับเข้าไปด้านใน
ลั่วชีชี : “ เอ.. เสี่ยวจูหายไปไหน องค์หญิงอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว เรากลับเข้าไปด้านในเถิดเ้าค่ะ ”
หลินเพ่ยหนิง : “ เ้าไปก่อนเถิด ข้าขออยู่อีกสักพัก ” (ภาษามือ)
ลั่วชีชี : “ ได้อย่างไรเล่าเ้าคะ ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปเอาเสื้อคลุมมาให้องค์หญิงรอข้าประเดี๋ยวนะเ้าคะ ”
ด้วยความเป็ห่วง ลั่วชีชีจึงลืมไปเสียสนิทว่าองค์หญิงของนางไม่หวั่นต่อความหนาวเหน็บนางจึงรีบตรงไปยังเรือนพักโดยปล่อยให้หลินเพ่ยหนิงรออยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ในตอนนั้นนางยืนอยู่ท่ามกลางดอกไม้ที่เบ่งบานใต้แสงจันทร์ ช่างดูงดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์แต่ทิวทัศน์อันน่ามองนั้นกลับมีคนเข้ามารบกวนความสงบ ซ่งเจียอีหลบจากผู้คนเข้ามาด้วยสีหน้าบูดบึ้งและบังเอิญได้พบองค์หญิงเข้าและแล้ว ..ปึ้ก!.. หลินเพ่ยหนิงถูกชนเข้าที่ด้านหลังจนเสียหลักแต่ทว่ากลับมีแผ่นอกของใครคนหนึ่งเข้ามารองรับร่างบอบบางของนางพลางโอบนางไว้ในอ้อมแขนเขาก็คือเฉินเสวี่ยหยาง แม้เหตุการณ์นี้จะอยู่ในสายตาของหม่าเสี่ยนเย่แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ทันได้ก้าวขาขยับ และทันทีที่หลินเพ่ยหนิงถูกช่วยเอาไว้ได้ จึงกลายเป็ว่า..ผลั้ก!..
ซ่งเจียอี : “ อ๊ะ! โอ๊ย! ”
ดูเหมือนคนที่เดินมาชนนางจะเป็ฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นเขาทั้งสองคนจึงหันกลับไปมองก็เห็นคุณหนูซ่งนั่งโอดโอยอย่างหมดท่า และดูท่าความอับอายขายหน้ายังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยาซึ่งกำลังตามหาหลินเพ่ยหนิงได้บังเอิญเห็นภาพนั้นเข้าทำเอาคุณหนูซ่งถึงกับอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน
หม่าซูซิน :“ อ้าว..ข้าก็นึกว่าใครที่ไหนมาจับกบอยู่แถวนี้ ที่แท้ก็คุณหนูซ่งนี่เองว่าอย่างไรล่ะซ่งเจียอี จับกบได้สักตัวหรือไม่เล่า คิก ๆ.. ”
ซ่งเจียอี : “ หม่าซูซิน นี่เ้า! ”
หม่าซูซิน : “ ข้า.. ข้าทำไมเหรอ เ้าล้มลงไปเองใคร ๆก็เห็นน่ะ นี่อย่าบอกนะว่าเ้าหงุดหงิดเื่เมื่อครู่นี้เลยคิดที่จะเอามาลงกับเพ่ยเพ่ยน่ะ”
ซ่งเจียอี : “ ข้า! ฮึ่ย.. ”
ซ่งเจียอีนั่งอยู่ในสภาพชี้มือค้างไปทางหม่าซูซินพลางคิดต่อปากแต่เมื่อนางหันไปเห็นบุรุษผู้หล่อเหลาอย่างเฉินเสวี่ยหยางยืนอยู่ด้านข้างหลินเพ่ยหนิงนางจึงพลันสงบคำทั้งยังลดแขนของตนแล้วลุกขึ้นเดินกระแทกเท้าจากไปอย่างหัวเสียยิ่งกว่าเดิมทางด้านเฉินเสวี่ยหยางที่ประคองหลินเพ่ยหนิงไว้ในอ้อมแขนเขามิได้สนใจมองความอับอายจนน่าขบขันของหญิงสาวขี้อิจฉา แต่เขายืนมองดวงหน้าของสตรีในอ้อมแขนด้วยแววตาอ่อนโยนเป็ประกายท่ามกลางสายตาของสหายอย่างหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยา กระทั่งองค์หญิงเริ่มรู้สึกเขินอายนางจึงค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนกำยำของเฉินเสวี่ยหยาง
หลินเพ่ยหนิง : “ ขอบคุณเ้าเมืองน้อย ช่างน่าอายยิ่งนัก” (ภาษามือ)
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ”
หม่าซูซิน : “ ซูซินคารวะเ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ คารวะเ้าเมืองน้อยเฉิน ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ คนเมื่อครู่นี้คือ.. ”
หม่าซูซิน : “ นางคือซ่งเจียอีบุตรสาวท่านผู้นำซ่ง ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ นางมาที่นี่บ่อยหรือ? ”
หม่าซูซิน : “ ก็ไม่นะ จะว่าไปก็แปลก นางเอาแต่ใจนิสัยเสียก็จริงแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรทุกทีหากเถียงข้าไม่ได้ นางก็จะหนีไปฟ้องท่านผู้นำกับฮูหยิน ดูอย่างเมื่อครู่นี้แค่ถูกองค์ชายต่อว่านิดหน่อย นางก็วิ่งหนีออกมาแทบไม่ทัน มีหรือจะกล้ารังแกเพ่ยเพ่ย”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ จริงด้วย นี่ดูไม่ใช่นางเลย ”
และทันใดนั้น
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ อ๊ะ! องค์หญิง ”
หม่าซูซิน : “ เพ่ยเพ่ย ท่านเป็อะไรน่ะ? ”
เมื่อหลินเพ่ยหนิงขยับเท้าก้าวเดินแต่นางกลับรู้สึกเจ็บจนต้องหยุดชะงักนั่นจึงทำให้เฉินเสวี่ยหยางเข้าไปโอบเอวของนางและตัดสินใจอุ้มนางไว้ในอ้อมแขนต่อหน้าสหายสนิทอย่างหม่าซูซินและเหลียงเสี่ยวเหยาทั้งสองยืนอึ้งพลางอมยิ้มทั้งยังยกมือขึ้นมาปิดปาก จากนั้นหม่าซูซินก็หาเหตุเพื่อปลีกตัวออกไปจากที่นั่น
หม่าซูซิน : “ เอ่อ.. เสี่ยวเหยาข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่ทัพเหลียงให้ข้ามาตามเ้าน่ะ ข้าลืมไปเสียสนิทเลยป่านนี้คงรอแย่แล้ว เรารีบไปกันเถอะ ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ อ๊ะ! อย่างนั้นเหรอ แต่ว่าองค์หญิง..”
หม่าซูซิน : “ ไปเถิดน่า.. ขืนช้าเ้าโดนบ่น ข้าไม่รู้ด้วยนะ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ เอ่อ.. ได้ ไปสิ ”
หม่าซูซิน : “ เพ่ยเพ่ย ข้าไปก่อนนะ เ้าเมืองน้อย ขอฝากด้วยล่ะ ”
หม่าซูซินดึงแขนเหลียงเสี่ยวเหยาซึ่งออกจะงุนงงอยู่เล็กน้อยแล้วพากันออกไปจากที่นั่น ปล่อยให้หลินเพ่ยหนิงนั่งอยู่บนม้านั่งตามลำพังกับเฉินเสวี่ยหยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างกายนั่นเป็เวลาที่ลั่วชีชีเดินกลับมาพร้อมเสื้อคลุมสีขาวสะอาด แต่นางกลับถูกหม่าซูซินผู้รู้งานเข้ามาขวางทางไว้
หม่าซูซิน : “ อ้าว! ชีชี ”
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ ชีชี เ้าจะไปหาองค์หญิงเหรอ?”
ลัวชีชี : “ คุณหนูหม่า คุณหนูเหลียง ใช่เ้าค่ะ ข้าเพิ่งไปเอาเสื้อคลุมมาให้องค์หญิง”
หม่าซูซิน : “ ไม่ต้อง เ้ามากับข้าดีกว่าข้ามีเื่สำคัญจะคุยกับเ้า ”
ลัวชีชี : “ แต่ว่าองค์หญิง.. ”
หม่าซูซิน : “ มาเถิดน่า.. ”
หม่าซูซินไม่รีรอที่จะลากเอาลั่วชีชีไปด้วยเพื่อปล่อยให้ว่าที่สามีภรรยาได้อยู่กันตามลำพังเมื่อพวกนางพากันเดินหายไป เฉินเสวี่ยหยางก็ถอดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดของตนมาคลุมไหล่ให้กับหลินเพ่ยหนิงทั้งยังถอดถุงมือผ้าที่เขาใส่อยู่ตลอดเวลาออกมาวางไว้ด้านข้าง และแล้วเ้าเมืองน้อยผู้สูงศักดิ์ก็ทำในสิ่งที่หลินเพ่ยหนิงไม่คิดว่าบุรุษพึงกระทำโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ชายสูงสง่าผู้เป็ถึงว่าที่ท่านเ้าเมืองเช่นเขาเขาก้มลงคุกเข่าแล้วจับข้อเท้าของนางอย่างระมัดระวังทำให้นางใและชักเท้าออกจนเขาต้องเอ่ยปาก
เฉินเสวี่ยหยาง : “ อยู่นิ่ง ๆ ”
เขาถอดรองเท้าของนางออกอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆนวดข้อเท้าให้นาง พลังไอเย็นจากปลายนิ้วมือถูกปล่อยออกมาคลายความเ็ปครู่เดียวนางก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น ก่อนที่เขาจะใส่รองเท้าให้กับนางและประคองนางลุกขึ้นเพื่อให้นางลองขยับเท้าก้าวเดิน..ตึก ๆ.. ความเ็ปได้หายไปจนหมด พร้อมกับใบหน้าอมยิ้มของหลินเพ่ยหนิงได้ปรากฏขึ้นนางเงยหน้ามองเขาด้วยความรู้สึกขอบคุณพลางก้มศีรษะคารวะ ท่ามกลางการเฝ้าดูจากระยะห่างของผู้เป็บิดาเช่นเ้าเมืองหลิน
หลินหงชุน : “ ข้าไม่ได้ตาฝาดใช่หรือไม่ นางกำลังยิ้ม”
จางหยวน : “ ขอรับ ”
คนสนิทตอบคำถามผู้เป็นายด้วยสีหน้ายินดีนานแล้วที่หลินหงชุนไม่ได้เห็นรอยยิ้มนี้ของบุตรสาว ถึงแม้จะเป็รอยยิ้มเล็ก ๆเพียงมุมปาก แต่ก็ทำให้พ่ออย่างเขาดีใจจนแสดงสีหน้าไม่ถูก ยามนี้หลินหงชุนทั้งยิ้มและมีน้ำตาคลออยู่บางๆ ในเวลาเดียวกัน
ณที่พำนักชั่วคราวของเผ่าปีศาจ อวิ๋นมู่กำลังศึกษาตำราโบราณต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือพรรคพวกของตนแต่ทว่าชงหยวนได้ปรี่เข้ามาหาเขาพร้อมกับแจ้งข่าวดี
ชงหยวน : “ เรียนประมุขน้อย ท่านาาปีศาจได้สติแล้วขอรับ”
อวิ๋นมู่ : “ ฮะ! ท่านพ่อ ”
อวิ๋นมู่พรวดพราดออกไปทันทีเมื่อไปถึงเตียงนอนในกรงขังขนาดใหญ่ เขาเห็นบิดานอนหายใจอยู่ในสภาพอ่อนแรงพลางหันมามองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินเข้าไปหาพร้อมกับยื่นมือออกมาใกล้อวิ๋นมู่บุตรชายจึงเข้าไปจับมือของบิดาด้วยสีหน้าดีใจ
อวิ๋นมู่ : “ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านฟื้นแล้ว ”
อวิ๋นหลี่ : “ มู่เอ๋อ ”
อวิ๋นมู่ : “ ขอรับท่านพ่อ ”
อวิ๋นหลี่ : “ มู่เอ๋อ พ่อมีเื่ต้องพูดกับเ้า ฟังพ่อฟังพ่อให้ดี ”
อวิ๋นมู่ : “ ท่านพ่อ ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ท่านควรพักผ่อนให้มากจะได้หายเร็ว ๆ ถึงยามนั้นค่อยพูดก็ไม่สาย ”
อวิ๋นหลี่ : “ ไม่ได้ ต้องเป็ตอนนี้ ตอนนี้เท่านั้น ฟังพ่อให้ดี”
อวิ๋นมู่ : “ ท่านพ่อ ”
อวิ๋นหลี่ : “ นำของสิ่งนั้นไปจากที่นี่ หนีไปให้ไกลที่สุด อย่าได้กลับไปที่ดินแดนเซียนที่สำคัญอย่าได้ไว้ใจใคร โดยเฉพาะสตรี สตรีจะนำภัยมาสู่เ้า รับปากพ่อ ไม่ว่าอย่างไรจงรักษามันไว้เท่าชีวิตจนกว่า.. ”
อวิ๋นหลี่โน้มศีรษะบุตรชายเพื่อกระซิบข้างหู ครู่เดียวาาปีศาจผู้ตื่นจากการหลับใหลก็หมดสติไปอีกครั้ง
อวิ๋นมู่ : “ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ”
เสียงพูดอย่างเหนื่อยหอบและแหบแห้งก่อนวัยชราของอวิ๋นหลี่าาปีศาจช่างคล้ายดั่งคนที่อ่อนแรงพร้อมจะหมดลมหายใจไปได้ทุกเมื่อเขาพร่ำกำชับบุตรชายดั่งจะบอกเป็นัยว่าจะเกิดเหตุร้ายอีกในไม่ช้าอวิ๋นมู่ห่มผ้าให้บิดา แล้วเขาจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
ถัดมาที่จวนเ้าเมืองหนานจิ้งสาวรับใช้คนหนึ่งกำลังนำของบางสิ่งที่มีลักษณะเป็ผงสีขาวเทลงไปในจานอาหารที่ถูกจัดวางเอาไว้ไม่นานก็มีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้คนผู้นี้ถึงกับสะดุ้งและรีบเก็บห่อยาเข้าไปในเสื้อ
เฟยฉี: “ เฮ้อ.. หิว ๆ ๆ ขออภัยนะแม่นางมีอะไรให้ข้ากินบ้างไหม ตอนนี้ข้าหิวมากเลย ”
เมื่อเ้าของเสียงได้ก้าวเข้ามาในครัว ปรากฏว่าเขาก็คือเฟยฉีและสาวรับใช้ที่ยืนควบคุมสีหน้าลอกแลกของตนก่อนจะหันหน้าไปคุยกับเขาก็คือจูซือฉี
จูซือฉี : “ เอ่อ.. มี มีสิ วอนท่านองครักษ์รอสักประเดี๋ยว”
เฟยฉี : “ ไม่ต้องเรียกข้าแบบนั้นก็ได้ ข้าเฟยฉีส่วนเ้า.. ”
จูซือฉี : “ ข้าจูซือฉี เรียกว่าเสี่ยวจูก็ได้ ”
เฟยฉี : “ เสี่ยวจู เอ.. มันคุ้น ๆ อยู่นะข้าเคยเจอเ้ามาก่อนไหม? ”
จูซือฉี : “ เอ่อไม่ ข้า.. ข้าหมายถึงข้าไม่ค่อยได้ออกไปไหนท่านคงจำคนผิดแล้ว ”
เฟยฉี : “ ออ.. เหรอ ”
จูซือฉี : “ ถ้าอย่างนั้นท่านรอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนข้าจะจัดสำรับมาให้ ”
เฟยฉี : “ หือ! นี่อะไรอ่ะน่ากินจัง ”
เฟยฉีทำเนียนถือวาสาสะเดินเข้าไปก้มดูจานอาหารที่วางอยู่เรียงรายบนโต๊ะกลางห้องเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและทำท่าจะกินอาหารในจานเ่าั้ ทำให้จูซือฉีรีบเข้ามาห้ามอย่างทันควันด้วยท่าทางมีพิรุธ
จูซือฉี : “ กินไม่ได้นะ ”
เฟยฉี : “ อ้าว! ทำไมล่ะ ไหน ๆก็เตรียมไว้แล้วนี่ นั่นก็ยังมีอีกเยอะไม่ใช่เหรอ? ”
จูซือฉี : “ ข้าบอกว่ากินไม่ได้ก็กินไม่ได้เถิดน่าเดี๋ยวข้าไปเตรียมให้ใหม่ ”
เฟยฉี : “ ไม่ต้องหรอก ลำบากเปล่า ๆ อีกอย่างตอนนี้ข้าหิวจนแทบจะกินวัวได้ทั้งตัวอยู่แล้วเนี่ย”
จูซือฉี : “ เอ่อ! แต่ว่านี่ขององค์ชายกับองค์หญิงนะ ”
เฟยฉี : “ อาหารก็เหมือนกันไม่ใช่รึไงวางไว้ก็ชืดอยู่ดี เ้าเตรียมมาใหม่ก็ได้ ข้าจะกินอันนี้นี่แหละ ”
จูซือฉี : “ บอกว่ากินไม่ได้ไง ”
เฟยฉี : “ ข้าหิวนี่ ”
จูซือฉี : “ กินไม่ได้ ”
เฟยฉี : “ ให้ข้ากินหน่อยเถิดน่า.. ”
จูซือฉี : “ ก็บอกว่า.. ”
..เพล้ง!.. พวกเขายื้อแย่งจานอาหารกันจนกระทั่งเฟยฉีแสร้งปล่อยมือจากจานใบนั้นจนมันร่วงหล่นลงพื้นไม่เพียงเท่านั้น ผลของแรงยื้อยุดกันทำให้จูซือฉีเสียหลักเซไปปัดจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะจนหล่นกระจัดกระจาย..เพล้ง เพล้ง!..
เฟยฉี : “ หมดกัน หากเ้าให้ข้ากินเสียแต่แรกก็คงไม่เป็อย่างนี้หรอก ”
แล้วเฟยิก็เดินเข้ามาตามน้องชายตามคำสั่งของเ้าเมืองน้อยเฉิน
เฟยิ : “ อาฉี นั่นเ้าทำอะไรอยู่น่ะเ้าเมืองน้อยให้ข้ามาตามเ้า ”
เฟยฉี : “ ข้าหิวก็เลยมาหาอะไรกินน่ะสิแต่ยังไม่ทันได้กินดันหกหมดเสียก่อนน่ะ ”
จูซือฉี : “ เอ่อ.. งั้น ข้าจะไปเตรียมให้ใหม่รบกวนท่านช่วยรอสักครู่ ”
เฟยิ : “ ไม่ต้องหรอก ข้าขอแค่นี้ก็พอ อาฉี ”
เฟยิหยิบแผ่นแป้งออกไปสองแผ่นพร้อมกับเรียกน้องชายเดินออกไปด้วยกันทั้งสองทำงานกันอย่างเข้าขาด้วยการที่เฟยิแอบส่งเฟยฉีผู้อ้วนกลมมาทำลายแผนการของซ่งจื่อรุ่ยเมื่อพวกเขาเดินออกไป จูซือฉีดูท่าทางมีพิรุธแต่ทว่าแววตากลับมีความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
ภายในเรือนหน้าที่มีคนสำคัญนั่งเรียงกันอยู่เฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงกลับเข้ามาในงานโดยที่นางยังสวมผ้าคลุมของเขาอยู่ ทำให้หม่าเสียนเย่ดูขัดตากับชุดผ้าคลุมผืนนั้นและดูเหมือนทุกอย่างจะพร้อมสรรพสำหรับ่เวลาอันเหมาะสม เ้าเมืองหลินจึงกล่าวในงานเพื่อเป็เกียรติกับเฉินเสวี่ยหยาง
หลินหงชุน : “งานเลี้ยงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนคนสำคัญของหนานจิ้งเราเ้าเมืองน้อยเฉิน ข้ายินดียิ่งนักที่ทุกคนมาร่วมงานเพื่อเป็สักขีพยานความสัมพันธ์ระหว่างเยียนเป่ยและหนานจิ้งที่จะแน่นแฟ้นขึ้นในอีกไม่ช้า”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ขอบคุณเ้าเมืองหลินสำหรับงานเลี้ยงในคืนวันนี้ข้ารู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งและไม่มีสิ่งใดตอบแทนนอกจากผืนผ้าที่วางอยู่ตรงนั้น ”
เฉินเสวี่ยหยางหันมองไปยังด้านหน้าเรือนอันกว้างขวางที่มีรถม้าขนสัมภาระเข้ามาหยุดถึงสองคันรถโดยบนรถมีผ้าผืนใหญ่ปกคลุมอย่างมิดชิด เมื่อเปิดผ้าคลุมออกก็พบว่าด้านในคือผ้าขนสัตว์หลากสีที่ถูกพับวางอย่างดีนับรอยผืน
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เยียนเป่ยเป็ดินแดนที่พอย่างเข้าฤดูเหมันต์ก็จะหนาวเย็นเป็พิเศษผ้าขนสัตว์จึงเป็ของเลื่องชื่อที่ทุกบ้านจะต้องมีไม่ขาด และยังมีมากพอที่จะส่งไปถึงจวนของทุกท่านในวันพรุ่งนี้ถือเป็คำขอบคุณจากข้าและพี่น้องชาวเยียนเป่ย ”
เหลียงจิ่งเสียน : “ อ้อ.. อย่างนี้นี่เอง ข้าก็นึกว่าเหตุใดงานชุมนุมเมื่อเช้าจึงไม่เห็นคนติดตามของท่านที่แท้ก็ไปคุ้มกันของเหล่านี้ ทำข้าเกือบเข้าใจท่านผิดไปเสียได้ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ รบกวนแม่ทัพเหลียงต้องเป็ห่วงแล้วอาิกับอาฉีเป็พี่น้องร่วมเป็ร่วมตายกับข้า การกระทำของพวกเขาล้วนคือการกระทำของข้าครั้งนี้ต้องขออภัยแม่ทัพเหลียงเป็อย่างยิ่ง เอาเป็ว่าครั้งหน้า หากข้าจะทำการใดข้าต้องให้ท่านรู้แน่ ”
เหลียงจิ่งเสียนแสร้งลองเชิงเ้าเมืองน้อยเฉิน เพราะเขาอยากดูท่าทีของเฉินเสวี่ยหยางว่าจะรับมือเื่นี้อย่างไรแทนที่เขาจะเห็นท่าทางวิตกจากข้างในแววตากลับกลายเป็ตัวเขาเองที่ต้องรีบสงบคำเพราะถ้อยคำของเฉินเสวี่ยหยางมีความหมายเป็นัยแอบแฝง
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ผู้น้อยอย่างข้ายังด้อยประสบการณ์ ต้องวอนขอคำชี้แนะจากท่านผู้นำทั้งสามอีกมาก”
หลินหงชุน : “ ถ้าอย่างนั้นเรามาดื่มให้กับเยียนเป่ยและหนานจิ้ง แด่ดินแดนเหนือใต้ที่จะสงบสุขร่มเย็นสืบไป ดื่ม..”
หลังจากที่ทุกคนยกจอกสุราขึ้นดื่มเฉินเสวี่ยหยางก็ส่งสายตามองเฟยฉี ทำให้องครักษ์ปลีกตัวออกไปอย่างรู้หน้าที่โดยเหลือเพียงเฟยิยืนอยู่ข้างกายเ้าเมืองน้อยเฉิน
หม่าจิ่นเทา : “ เช่นนี้แล้วเยียนเป่ยและหนานจิ้งจะปกครองอย่างไร เมื่อต่างเป็ว่าที่ท่านเ้าเมืองด้วยกันทั้งคู่”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ผู้าุโถามได้ถูกต้องถึงแม้เป็เช่นนั้นข้าก็ไม่คิดที่จะเอาเปรียบนาง เมื่ออยู่เยียนเป่ย นางคือชายาเฉินยามข้าอยู่ที่นี่ ข้าคือสวามีท่านเ้าเมืองหนานจิ้ง มิใช่การรวมอำนาจแต่เป็การเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน”
หม่าจิ่นเทา : “ เ้าเมืองน้อยฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยที่เยียนเป่ยมั่นคงถึงเพียงนี้นับถือ ๆ ”
เฉินเสวี่ยหยาง : “ หามิได้ ข้าแค่พูดตามความจริงเท่านั้น ”
หลินหงชุน : “ สำหรับข้าแล้ว การเห็นหนานจิ้งเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็สุขคือสิ่งสำคัญแต่ในฐานะพ่อ นี่ถือว่าเป็ความปรารถนาสูงสุดของข้า ”
หลินเพ่ยหนิงมองดูเฉินเสวี่ยหยางด้วยความรู้สึกปลื้มปริ่มอยู่ในใจเพราะความสัมพันธ์เช่นนี้ช่างคล้ายกับบิดาและมารดาของตน เป็เวลาเดียวกับที่เ้าเมืองหลินมองดูเฉินเสวี่ยหยางด้วยความเลื่อมใสและเขาก็หันไปเห็นแววตาที่บุตรสาวมีต่อเ้าเมืองน้อยเฉิน เขาจึงพึงพอใจอยู่มาก เพียงวันแรกที่เฉินเสวี่ยหยางก้าวเข้ามาในจวนแห่งนี้ เขาก็ทำให้เ้าเมืองหลินและเหล่าผู้นำยอมรับในตัวเขาและที่มากไปกว่านั้น หลินหงชุนมองเห็นการดูแลเอาใส่ใจที่เฉินเสวี่ยหยางมีต่อบุตรสาวเสมือนที่เขามีต่ออดีตภรรยาเขาจึงเบากังวลลงไปได้มาก ขณะที่เก้าอี้อีกฝั่ง หลินซานซานนั่งจิกกระโปรงไว้แน่นจนเหลียงซีหม่าสังเกตเห็นและดูมีแววตาไม่พอใจบุตรสาวเท่าใดนัก
เฉินเสวี่ยหยาง : “ เพื่อเป็เครื่องยืนยันคำพูดของข้า ข้ายังมีของสิ่งหนึ่งที่อยากจะมอบให้องค์หญิงและหนานจิ้ง”
หม่าซูซิน : “ นี่เสี่ยวเหยาของที่เขานำมาเมื่อเช้าได้ข่าวว่าป่านนี้ยังเก็บไม่หมดเลยไม่ใช่เหรอ? ” (ซุบซิบ)
เหลียงเสี่ยวเหยา : “ อื้ม เหมือนจะใช่นะ ได้ยินชีชีบอกว่ามีรถเข้ามาสามคันรถน่ะ” (ซุบซิบ)
หม่าซูซิน : “ สามคันรถ! แม่เ้าโว้ย.. ” (ซุบซิบ)
หม่าซูซินหันไปทำเสียงซุบซิบกับเหลียงเสี่ยวเหยาทันทีที่ได้ยินว่าเ้าเมืองน้อยเฉินมีของขวัญชิ้นสำคัญมามอบให้กับองค์หญิงแต่ทว่ากับคนบางคนที่เป็แขกไม่ได้รับเชิญดูจะขัดหูขัดตากับเื่เหล่านี้
ซ่งจื่อรุ่ย : “ จะอะไรกันนักหนา กะอีแค่สตรีบ้าใบ้คนนึง”
ความคิดต่ำตมของซ่งจื่อรุ่ยหลุดออกมาเป็วาจาที่พึมพำซึ่งห่างออกไปอยู่หลายสิบฉื่อแต่เฉินเสวี่ยหยางก็ได้ยินชัด สีหน้าสุขุมของเขามีความไม่พอใจอยู่ในแววตาอันเย็นะเืขณะที่ซ่งจื่อรุ่ยกำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มแต่ทว่าผิวจอกสุราอันเนียนเรียบกลับถูกเคลือบด้วยไอเย็นและค่อย ๆ ร้าวเพราะสุราในจอกกลายเป็น้ำแข็งและแล้ว ..เปรี๊ยะ!..จอกสุราก็แตกกระจายทำให้เศษอันคมกริบบาดแก้มของซ่งจื่อรุ่ยจนมีเืไหลซิบ
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ..ซี้ด.. บ้าจริง! ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ จื่อรุ่ย อย่าเสียมารยาทแล้วนั่นเ้าเป็อะไรของเ้า? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เสียอารมณ์หมด ข้ากลับล่ะท่านพ่อ ”
ซ่งเผิงจิ่น : “ เฮ่ย.. เ้าลูกคนนี้นี่ ”
ซ่งเผิงจิ่นได้ยินบุตรชายอุทานอยู่ด้านข้าง เขาจึงหันไปเอ่ยปากปรามเพื่อไม่ให้เสียมารยาทแล้วบิดาก็มองเห็นเืที่ไหลเป็ทางจึงได้ไต่ถามด้วยความเป็ห่วงแต่บุตรชายกลับหันหลังเดินออกไปจากงานด้วยความหงุดหงิดและแล้วเฟยฉีก็กลับเข้ามาพร้อมกับคนอีกผู้หนึ่งที่เดินตามมาจากด้านหลัง
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยขอรับ ”
เฟยฉีคารวะผู้เป็นายแล้วเขาก็หลีกทางให้คนอีกผู้ออกมาแสดงตัว
หลี่ซู่เหลย : “ ข้าหลี่ซู่เหลย คารวะเ้าเมืองหลิน ชายารององค์ชาย องค์หญิง ”
การปรากฏตัวของชายวัยกลางคนนามว่าหลี่ซู่เหลยทำให้ทุกสายตาซึ่งมองมาที่เขามีทั้งแววตาประหลาดใจและแววตาที่ซ่อนความหวาดหวั่นไม่ว่าจะเป็เ้าเมืองหลิน เหลียงซีหม่า เหลียงจิ่งเสียนซ่งเผิงจิ่นและหม่าจิ่นเทา เว้นแต่เพียงเฉินเสวี่ยหยางหลี่ซู่เหลยคารวะคนเ่าั้พลางส่งสายตามองยามทักทายเหลียงซีหม่าด้วยแววตานิ่งลึกจนเกินคาดเดาทว่ากลับมาหยุดมองหลินเพ่ยหนิงด้วยแววตาอ่อนโยนอยู่นาน ทั้งยังก้มศีรษะลงไปคารวะอย่างนอบน้อมหลินเพ่ยหนิงพินิจมองคนผู้นี้อยู่ครู่หนึ่งและดูเหมือนว่านางจะจำเขาได้ ..“ อ๊ะ! ท่านลุงช่าง”.. ลุงช่างคือชื่อที่นางเอ่ยเรียกเขาเมื่อนานมาแล้วก่อนที่เขาจะหายสาบสูญไปนับสิบปี ขณะที่เหลียงจิ่งเสียนเริ่มชอบวิธีการอันซึ่งหน้าของเฉินเสวี่ยหยางเขาจึงแอบอมยิ้มอย่างชื่นชม ..“ หึ! ท่านแน่มากเ้าเมืองน้อยเฉิน ของขวัญชิ้นนี้ช่างประเมินค่ามิได้จริง ๆ ”..
ติดตามตอนต่อไป