ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ทอดยาวจนสุดสายตากลุ่มเมฆขาวลอยเอื่อยตัดกับสีเขียวสดของทุ่งนาูเาที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ัช่วยเพิ่มความงดงามให้กับภาพรวมของธรรมชาติเสียงลมพัดผ่านต้นข้าวที่โอนเอนอย่างอ่อนช้อยทำให้บรรยากาศดูสงบสุข
แต่สำหรับกิลด์เอเทอร์นัสการเดินเล่นในวันนี้กลับเต็มไปด้วยความน่าเบื่ออย่างปฏิเสธไม่ได้
“ทำไมเราต้องมาเดินเล่นในที่แบบนี้ด้วย?”ริคาร์โด้ เวลาสโก้ ชายร่างใหญ่บ่นขณะเดินเหยียบพื้นดินที่เต็มไปด้วยดินโคลนเขาสะบัดขวานคู่ขึ้นไหล่ ราวกับหวังว่าอาจมีอะไรให้เขาฟาดฟันเพื่อแก้เบื่อ“นี่มันไม่ต่างอะไรกับการมาทัศนศึกษานักเรียนเลยนะ”
“เลิกบ่นเสียที” คาเรน วัลเดรส รองหัวหน้ากิลด์เอเทอร์นัสเอ่ยขึ้นน้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ริคาร์โด้กลอกตาอย่างไม่พอใจ“เราต้องตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเมือง การดูแลสถานการณ์ไม่ใช่แค่เื่ของการสู้รบแต่เป็การรู้จักพื้นที่ด้วย”
จินจู คัง ชายหนุ่มร่างเพรียวที่เดินอยู่ท้ายกลุ่มยิ้มมุมปากขณะมองเพื่อนร่วมกิลด์ของเขาโต้เถียงกัน “ท่านคาเรนพูดถูกนะริคาร์โด้นี่อาจเป็โอกาสเดียวที่พวกเราจะได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้”เขากล่าวพลางสูดลมหายใจลึก “อากาศสดชื่นดีออก”
ริคาร์โด้หัวเราะในลำคอ“เ้าก็พูดไป ข้าเห็นเ้าแอบขยับมีดพวกนั้นไม่หยุดั้แ่เริ่มเดินแล้วเ้าก็เหมือนข้าแหละ อยากเจออะไรสักอย่างให้ลงมือใช่ไหมล่ะ?”
จินจูยักไหล่ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธท่าทางของเขาดูสงบแต่สายตาที่จับจ้องไปยังทุ่งหญ้ารอบตัวเผยให้เห็นถึงความระมัดระวัง
คาเรนหยุดเดินชั่วครู่ดวงตาสีแดงเพลิงของเธอมองไปยังูเาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าท้องฟ้าที่สวยงามและเสียงนกร้องทำให้เธอนึกถึงความสงบที่หาได้ยากยิ่งในโลกใบนี้
“ข้ารู้ว่าพวกเ้าคิดอะไร”เธอพูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา “พวกเ้าอยากต่อสู้ อยากเจอศัตรูที่ท้าทายแต่ข้าขอบอกไว้ก่อน งานนี้คงไม่ได้มีอะไรให้พวกเ้าตื่นเต้นหรอก”
“ไม่มีอะไรจริงๆ เหรอ?” ริคาร์โด้ถามพลางขยับขวานในมือ“ดูเหมือนจะสงบเกินไปสำหรับภารกิจระดับนี้”
คาเรนพยักหน้า“มันเงียบเกินไป นั่นแหละที่ทำให้ข้าไม่ไว้ใจ”
ความเงียบปกคลุมกลุ่มของพวกเขาชั่วขณะเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำดินแห้งดังก้องเบา ๆ
“บางที...” จินจูพูดขึ้นเบาๆ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังแนวต้นไม้ “มันอาจจะเฝ้าดูเราอยู่”
คาเรนไม่พูดอะไรเธอเพียงแต่หันกลับไปมองเพื่อนร่วมทีม สายตาของเธอหนักแน่นและมั่นคง“ถ้าเป็อย่างนั้นจริง ก็ปล่อยมันไปก่อนข้ามั่นใจว่าไม่นานมันจะเผยตัวเอง...เมื่อเวลามาถึง”
และพวกเขาก็เดินต่อไปท่ามกลางทุ่งหญ้าและธรรมชาติที่ดูสงบเงียบเกินไป เสียงลมยังคงพัดเบา ๆ
ในขณะที่กิลด์เอเทอร์นัสยังคงเดินต่อไปท่ามกลางทุ่งหญ้าและูเาสายตาของ คาเรนวัลเดรส หยุดนิ่งเมื่อเห็นลานฝึกเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากทางเดิน ลานนั้นถูกจัดขึ้นชั่วคราวโดย กิลด์นักสำรวจ ที่ตั้งค่ายพักแรมในพื้นที่เหล่าเด็กหนุ่มสาวที่เพิ่งสมัครเข้ากิลด์กำลังฝึกซ้อมกันอยู่เสียงดาบไม้กระทบกันดังสลับกับเสียงหอบหายใจและคำสั่งของผู้ฝึกสอน
คาเรนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งดวงตาสีแดงเพลิงของเธอจ้องมองเด็กแต่ละคนที่ขยับเคลื่อนไหวในสนามฝึกฝีเท้าของเธอหยุดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
“อะไรดึงความสนใจของเ้าล่ะ?”จินจู คัง เอ่ยถามขณะก้าวเข้ามาใกล้ร่างเพรียวของเขามีท่าทีผ่อนคลาย แต่สายตากลับจับจ้องไปที่ลานฝึกด้วยเช่นกัน
คาเรนไม่ได้ตอบในทันทีเธอยืนพิจารณาเด็กแต่ละคนอย่างสงบ สีหน้าของเธอไร้อารมณ์แต่ในแววตากลับมีประกายบางอย่างที่บ่งบอกว่าเธอกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
“ข้ากำลังคิด...”คาเรนเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความลึกซึ้ง “พวกเขาเหล่านี้บางคนอาจจะไปได้ไกลกว่าที่ตัวเองคาดคิด...ถ้าได้รับโอกาสที่ถูกต้อง”
จินจูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย“พวกเด็กใหม่พวกนี้น่ะเหรอ? เ้าคิดว่าในหมู่พวกเขาจะมีคนที่เหมาะจะเป็นักผจญภัยระดับสูงได้หรือ?”
คาเรนไม่ได้ตอบตรงๆ เธอเพียงแต่ก้าวเข้าไปใกล้ขอบสนามฝึกพลางมองเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังตั้งท่าฝึกดาบไม้ร่างของเขาผอมบางเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแม้เหงื่อจะชโลมไปทั่วใบหน้า เขายังคงขยับดาบอย่างตั้งใจ
“ไม่ใช่ทุกคนหรอก”คาเรนตอบในที่สุด “แต่บางคนมีศักยภาพที่ไม่อาจมองข้ามได้ถ้าพวกเขาได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง...และแรงผลักดันที่มากพอ”
“และบางคนก็อาจถูกบดขยี้ก่อนที่จะแสดงศักยภาพนั้นออกมา”จินจูกล่าว น้ำเสียงของเขาฟังดูเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันเล็ก ๆ
คาเรนหัวเราะเบาๆ “มันก็เป็เื่ธรรมดา...โลกใบนี้ไม่ได้ปรานีใคร”
ขณะที่เธอพูดเด็กอีกคนหนึ่งในสนามฝึกพยายามโจมตีคู่ซ้อม แต่ท่าทางของเขาดูเก้ ๆ กัง ๆและไม่มั่นคง คาเรนสังเกตเห็นทันที ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “นั่นคือปัญหา...”
“ปัญหาอะไร?”ริคาร์โด้ที่เดินตามมาถามขึ้นน้ำเสียงของเขาฟังดูเบื่อหน่าย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันมามองสนามฝึกบ้าง
“พวกเขาถูกสอนให้โจมตีโดยไม่เข้าใจจังหวะของตัวเอง”คาเรนกล่าว “พวกเขาฝึกเพื่อเลียนแบบแต่ไม่ได้ฝึกเพื่อให้เข้าใจว่าตัวเองต้องใช้ความแข็งแกร่งแบบไหนในการต่อสู้จริง”
ริคาร์โด้หัวเราะ“เ้าหมายความว่าพวกเขาอ่อนหัด”
“ไม่...”คาเรนส่ายหน้า “พวกเขายังไม่มีประสบการณ์ต่างหาก...และสิ่งที่ข้ากังวลที่สุดคือโลกนี้อาจไม่ให้เวลาพวกเขามากพอที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด”
เธอพูดจบแล้วหันกลับมาสายลมพัดผ่านเส้นผมสีแดงเพลิงของเธอ “ไปกันเถอะพวกเขามีเส้นทางของตัวเอง...และเราก็มีเส้นทางของเรา”
ท่ามกลางความวุ่นวายในลานฝึก อัสรัน ไม่ได้หันไปมองใครเลยเขายังคงจับดาบไม้ในมือแน่นร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและเหงื่อขยับตามจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่ามกลางความอ่อนล้าที่สะสมมาทั้งวัน ขาของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อยและลมหายใจของเขาก็หนักหน่วงจนแทบจะเป็เสียงคราง
ถึงอย่างนั้นอัสรันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกดึงเข้าสู่โลกอีกใบ ทุกการเคลื่อนไหวของดาบทุกจังหวะการขยับ ดูเหมือนจะทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา
“ท่านอัสรัน!”เสียงของผู้ฝึกสอนดังขึ้น เรียกความสนใจจากคนรอบข้าง “ถ้าจะฟาดดาบแบบนั้นต้องหนักแน่นกว่านี้ ไม่ใช่แค่ขยับมือ เ้าต้องใส่พลังทั้งร่างกายลงไป!”
คำพูดนั้นทำให้อัสรันกัดฟันแน่นเขายกดาบขึ้นอีกครั้ง แม้รู้สึกเหมือนพละกำลังของตัวเองกำลังจะหมดลงแต่ในหัวของเขามีเพียงความมุ่งมั่นอย่างเดียวเท่านั้น
“คอยดูเถอะพี่ดรากันผมจะยืนอยู่ในจุดที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างพี่ให้ดู”
อัสรันพึมพำกับตัวเองดวงตาของเขามุ่งมั่นเหมือนไฟที่ไม่มีวันดับ เขาฟาดดาบไม้ลงไปอีกครั้งคราวนี้หนักแน่นขึ้น เสียงปะทะกับพื้นไม้ดังก้องจนเด็กคนอื่นหันมามองแม้พละกำลังของเขาจะลดลงจนแทบทรุด แต่จิตใจของเขากลับนิ่งและแน่วแน่
“เอาอีก!”อัสรันบอกตัวเอง ขณะยกดาบขึ้นอีกครั้ง ถึงจะหอบจนแทบอาเจียน แต่เขาก็ไม่หยุด
สองเดือนที่ผ่านมานี้การฝึกไม่เคยง่ายสำหรับเขา ทุกครั้งที่ล้มลงในสนามฝึก เขาต้องลุกขึ้นมาใหม่แม้จะเหนื่อยจนแทบจะไม่เหลือแรงยืน แต่เขาก็ไม่เคยหยุดฝึกเลยแม้แต่วันเดียว
สองวันที่เมืองเอนฟอร์ดจะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดตลอดทั้งวันและคืนมาถึงอีกครั้งท้องฟ้าสีดำสนิทปราศจากแสงจันทร์และดวงดาว ลมหายใจของเมืองดูเหมือนจะเงียบสงบแต่กลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากอะไรมันเป็เพียงปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นทุกปีทว่าความเงียบและความมืดที่ลึกลับนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นจนพวกเขาตัดสินใจแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็เทศกาลที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้น
“เทศกาลแห่งความมืด” ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามของชาวเมืองในการขจัดความกลัวการจัดงานเต็มไปด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย ร้านค้าต่าง ๆตกแต่งด้วยโคมไฟหลากสีเพื่อให้แสงสว่างตัดกับความมืดมิดเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วตลาดกลางเมือง
ร้านค้าและการแสดง
“มาเลย! ขนมหวานราคาพิเศษ!กินให้เต็มที่ก่อนจะมองไม่เห็นอะไร!” เสียงของพ่อค้าร้องเชิญชวนลูกค้าพร้อมทั้งโชว์ขนมหวานที่ตกแต่งด้วยสีสันสดใสท่ามกลางแสงตะเกียง
เวทีการแสดงตั้งอยู่ใจกลางตลาดกลุ่มนักดนตรีบรรเลงเพลงจังหวะสนุกสนานเสียงขลุ่ยและกลองดังประสานกันอย่างมีชีวิตชีวา ผู้คนต่างปรบมือและเต้นรำรอบเวทีบางคนหัวเราะเสียงดัง บางคนร้องเพลงตามจังหวะ
การต่อสู้จัดอันดับ
บริเวณอีกมุมหนึ่งของเมืองเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่วลานฝึกชั่วคราวซึ่งถูกใช้เป็เวทีสำหรับการต่อสู้จัดอันดับของเด็กๆ ในเมือง ปีนี้มีผู้เข้าร่วมมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่าทั้งจากเด็กฝึกในกิลด์นักสำรวจ และเด็กในเมืองที่อยากลองพิสูจน์ฝีมือ
อัสรัน ยืนอยู่ในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันใบหน้าของเขามีทั้งความตื่นเต้นและกังวลปะปนกัน แม้จะเป็เพียงการประลองในหมู่เด็กแต่สายตาของผู้คนรอบข้างที่จับจ้องมาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกคาดหวังอย่างเงียบ ๆ
“เ้าไหวไหมอัสรัน?” เพื่อนคนหนึ่งถามขณะที่ยืนรอการแข่งขันเริ่มขึ้น
อัสรันพยักหน้าเขาหายใจลึก ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจมากขึ้น “แน่นอน อย่างน้อยข้าก็เอาชนะเ้าได้แน่นอน”
การเริ่มต้นของความมืดที่เงียบเกินไป
ในขณะที่ความครึกครื้นของเทศกาลดำเนินไปอย่างราบรื่นเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีเริ่มดังก้องไปทั่วเมืองแต่ในมุมที่เงียบสงบที่สุดของเอนฟอร์ด ที่ซึ่งไม่มีใครสังเกตเงามืดบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว
แสงจากตะเกียงที่ถูกตั้งไว้ในจุดห่างไกลเริ่มริบหรี่ลมเย็นแปลกประหลาดพัดผ่าน ทิ้งความรู้สึกเย็นะเืไว้เื้ั
“เงียบไปหน่อยไหม?”ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดขึ้นขณะที่มองออกไปยังถนนเปลี่ยวที่ทอดยาวสู่ป่าทิศตะวันออก
“คงไม่มีอะไรหรอกท่านก็รู้ว่าเทศกาลนี้เงียบเป็ปกติในบางมุม” ชายหนุ่มคนหนึ่งตอบกลับขณะถือถังน้ำเดินผ่าน
แต่ชายชรากลับไม่คิดเช่นนั้นเขาจ้องมองไปยังความมืดที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับมีชีวิต“ปีนี้...ข้ารู้สึกไม่เหมือนปีก่อน ๆ เลย”
ท่ามกลางแสงไฟหลากสีและเสียงเชียร์ในลานประลองเงามืดในป่าทิศตะวันออกกำลังขยับตัวช้า ๆ ราวกับตอบสนองต่อบางสิ่งที่มันรอคอยมานาน
ในขณะที่อัสรันกำลังเตรียมใจสำหรับการต่อสู้เล็กๆ ที่จะพิสูจน์ตัวเอง เขายังไม่รู้เลยว่าความมืดที่กำลังเคลื่อนเข้ามาอย่างเงียบเชียบกำลังจะเปลี่ยนชีวิตของเขาและทุกคนในเมืองนี้ไปตลอดกาล...