ระยะเวลาหลังจากนั้น หานเฟิงพยายามศึกษาเคล็ดวิชาเพลิงวิเศษเก้าเปลวไฟระดับแรก ทว่าเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะรุ่งสาง เขารู้ว่าเคล็ดวิชาเพลิงวิเศษเก้าเปลวไฟแม้เป็เพียงวิชาขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยากจะฝึกให้สำเร็จได้ในครั้งแรก
“หา? ฟ้าใกล้สางแล้ว ข้าต้องเตรียมตัวไปลานฝึกยุทธ์เพื่อฝึกเคล็ดวิชากรงเล็บสยบนิ่งให้ถึงขั้นสมบูรณ์โดยเร็ว!”
ไม่นานหานเฟิงก็มาถึงลานฝึกยุทธ์แต่เช้าตรู่ เขาเริ่มฝึกจากท่าหมัดพื้นฐานก่อน จากนั้นตามด้วยท่าเตะพื้นฐาน
ด้วยกำลังภายในของหานเฟิง ความเข้าใจของเขาที่มีต่อสองทักษะพื้นฐานนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย
ไม่นาน ก็มีลูกศิษย์มาถึงลานฝึกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาลูกศิษย์ตระกูลหานก็ต้องเผยสีหน้าประหลาดใจ “ดูสิ! เ้าว่าทักษะหมัดกับทักษะเตะของหานเฟิงวันนี้ดูผิดแผกไปหรือไม่? มันต่างจากเมื่อก่อนทีเดียวไม่ใช่หรือ?”
“เ้าพูดถูก เขาดูน่าเกรงขามกว่าเมื่อก่อน อีกทั้งพลังของเขาเกือบดูคล้ายกับยามที่เราฝึก หรือว่า.....”
เห็นชัดเจนว่าลูกศิษย์เ่าั้ััได้ว่าเขามีบางอย่างแตกต่างไปจากเดิม
แววตาของหานหลินปรากฏแสงสีจางวูบไหว “หรือว่าเขารวบรวมกำลังภายในได้แล้ว? ร่างกายของเขาดีขึ้นในชั่วข้ามคืนอย่างนั้นหรือ?”
“ฮึ่ม! หากเขาทำได้แล้วอย่างไรเล่า? ถึงแม้เขาจะมี แต่คิดจะตามให้ทันก็ไม่ใช่เื่ง่าย หลังจากเสียเวลาฝึกฝนถึงสามปี เทียบกับรุ่นเยาว์อายุต่ำกว่าสิบห้าปีของตระกูลหานแล้ว ข้าจะเป็คนแรกที่ทะลวงเข้าสู่ขั้นมนุษย์!”
จิตใจของหานหลินลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
ตระกูลหนึ่งอาจมีความขัดแย้งเล็กน้อย ทว่าความขัดแย้งนั้นไม่ได้ใหญ่หลวงถึงขั้นต้องจบลงด้วยคอของอีกฝ่าย ดังนั้นแม้หานหลินจะเดือดดาลและรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่กลับเป็เื่ของการแข่งขันเสียมากกว่าเื่ส่วนตัว เขาเพียง้าพิสูจน์ว่าตนเองเป็ที่หนึ่ง เป็ผู้ฝึกยุทธ์อายุต่ำกว่าสิบห้าปีที่มีความสามารถมากที่สุดในตระกูลหาน
หากมีอัจฉริยะในตระกูล แล้วเขาเข่นฆ่าผู้อื่นเพราะความอิจฉา ตระกูลนั้นย่อมอยู่ไม่ไกลจากการพังทลายและล่มสลาย
ในระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากผู้ฝึกยุทธ์วัยเยาว์ของตระกูลหานปรากฏตัวขึ้นครูฝึกหลินก็มาถึง
ครูฝึกหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นับจากเดือนหน้าเป็ต้นไป พวกเ้าต้องฝึกวิชากรงเล็บสยบนิ่ง หากมีสิ่งใดที่เ้าไม่เข้าใจ อย่าได้รีรอที่จะมาหาข้า”
สิ้นคำ เขาก็นั่งลงด้านข้าง สังเกตการฝึกของลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลหาน
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นมนุษย์สี่ดารา สายตาอันเฉียบคมของครูฝึกหลินค่อนข้างว่องไวเป็พิเศษ เพียงมองดูพวกเขาปราดเดียว ก็สามารถตัดสินได้ทันทีว่าทักษะการฝึกยุทธ์ของพวกเขาก้าวหน้าหรือไม่
เมื่อสายตาของครูฝึกหลินหยุดลงที่หานเฟิง แววตาของเขาพลันเป็ประกาย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เป็ไปไม่ได้ เื่เช่นนี้....”
เท้าของครูฝึกหลินก้าวออกไปทันที “หานเฟิง ลงมาทางนี้ก่อน”
หานเฟิงราวกับตั้งตารอให้การเผชิญหน้านี้มาถึง เมื่อได้ยินเสียงครูฝึกหลินเรียกชื่อของเขา เขาก็รีบเข้าไปหาทันที
ครูฝึกหลินพุ่งพรวดเข้าไปคว้าข้อมือหานเฟิง หลับตาเป็เวลานานก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ “หานเฟิง กำลังภายในของเ้าไม่เหือดหายไปที่ใดโดยไร้เหตุผลแล้ว แปลกจริง ๆ”
หานเฟิงยิ้มน้อย ๆ “ใช่ ข้ารู้ขอรับ ครูฝึกหลิน!”
ครูฝึกหลินหัวเราะจนตัวโยน “ดียิ่งนัก ความสามารถในการเข้าใจเื่ราวของเ้ายอดเยี่ยมอยู่แล้ว บัดนี้เ้าบ่มเพาะกำลังภายในได้แล้ว ก่อนที่เ้าจะรู้ตัว ก็คงก้าวข้ามความสามารถของข้าไปแล้ว”
ทุกคนที่อายุต่ำกว่าสิบห้าปีในตระกูลหานได้รับการสั่งสอนวรยุทธ์จากครูฝึกหลินมาั้แ่เล็กจนโต นอกจากหานหลินและคนอื่น ๆ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหานเฟิง ถึงตอนนี้ ครูฝึกหลินไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ได้ ผู้ที่ได้ยินเสียงของเขาพลันหยุดชะงัก ผู้อื่นที่ไม่อาจปะติดปะต่อสถานการณ์ก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในทันที
“อะไรนะ?! หานเฟิงฝึกกำลังภายในได้แล้วหรือ?”
“น่าใยิ่งนัก ระดับการฝึกยุทธ์ของหานเฟิงบัดนี้ถึงระดับสี่แล้ว เขาอยู่เหนือหานหลินหนึ่งระดับ ทั้งยังอยู่เหนือพวกเราสองสามระดับ พวกเราล้วนรู้ว่าในบรรดารุ่นเยาว์ของเมืองเหรินจง ระดับการฝึกยุทธ์ระดับสี่ถูกจัดให้อยู่ในสิบอันดับแรก หานเฟิงกับหานหลินถูกกำหนดแล้วว่าต่อไปต้องแข่งขันกัน”
“นั่นใช่ว่าต้องเป็จริงเสมอไป หานเฟิงเพิ่งเริ่มสามปีหลังจากนั้น ขณะที่หานหลินฝึกมาสี่ปีแล้ว ตอนนี้เขาอายุเพียงสิบสี่ เข้าสู่ขั้นสามัญระดับกลาง ใกล้จะทะลวงเส้นชีพจรหลักที่สี่จากแปดเส้นชีพจรหลักแล้ว ข้าคิดว่าหานเฟิงจะก้าวข้ามหานหลินในสามสี่ปี แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่สามารถทำได้ภายในหนึ่งหรือสองปีนี้”
หานหลินอยู่ในวัยเริ่มต้น ทันทีที่เขาอายุสิบห้า ก็จะจบลงด้วยการกลายเป็ผู้พิทักษ์ตระกูลหานหรือเข้าร่วมกับสำนักอื่น ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน แล้วพวกเขาจะแข่งขันกันได้อย่างไร?
ครูฝึกหลินตบไหล่หานเฟิงเพื่อให้กำลังใจเขา “ไม่เลว เ้าก็รู้ ขอแค่หมั่นฝึกฝนให้มากขึ้น จำไว้ ข้าหวังในตัวเ้ามาก”
“ขอรับ! ขอบคุณ”
แม้ว่าเด็กหนุ่มตระกูลหานคนอื่น ๆ จะมองเขาด้วยสายตาแปลกพิกลหรือซับซ้อน หานเฟิงก็ยังคงเดินเงียบ ๆ ไปยังที่ที่เขาฝึกอยู่ก่อนหน้านี้
เด็กหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ข้างหานหลินกล่าวพึมพำ “นี่ หานหลิน เ้าไม่ไปให้บทเรียนเขาสักหน่อยหรือ? ตอนนี้เขาบ่มเพาะกำลังภายในได้แล้ว แต่เราล้วนรู้ดีว่าเทียบกับเราแล้วเขาไม่นับเป็อะไร ท่าทียินดีของครูฝึกหลินทำให้รู้สึกว่าพวกเราล้วนเป็สวะ”
รากฐานการฝึกยุทธ์ของเด็กหนุ่มทั้งสองนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นกัน หนึ่งในนั้นมาถึงปลายขั้นสามัญระดับต้นแล้ว เขาอยู่ห่างจากการทะลวงชีพจรหลักเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นสามัญระดับกลาง ขณะเดียวกัน อีกคนก็กำลังจะทะลวงชีพจรหลักเส้นที่สอง ในหมู่ลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลหาน ความเร็วในการฝึกฝนของเขาอยู่แนวหน้า น้อยคนนักที่จะแข็งแกร่งกว่าเขา
ทั้งคู่มักแสดงท่าทีเคารพต่อหานหลิน ผู้เป็บุตรชายของท่านลุงสามของหานเฟิง หานเทียนมู่ เช่นเดียวกับหานเฟิง เขาเป็ลูกหลานสายตรงของตระกูลหาน ส่วนเด็กหนุ่มทั้งสองนั้น พวกเขาเป็ญาติสายรอง หากหานเฟิงไม่ขาดความสามารถในการบ่มเพาะกำลังภายใน สถานะของพวกเขาย่อมไม่มีวันมีน้ำหนักเท่าหานเฟิง
บัดนี้หานเฟิงฝึกกำลังภายในได้แล้ว เด็กหนุ่มทั้งสองรู้ดีแก่ใจว่าหากร่างกายของเขาดีขึ้นจริง ๆ อีกไม่นานจะต้องข้ามผ่านสถานะของพวกเขาในปัจจุบันอย่างแน่นอน ห่างไกลจากหานเฟิงคนก่อนหน้านี้ที่เด็กหนุ่มทั้งสองเคยนำมาเปรียบเทียบอยู่เสมอ ในใจจึงรู้สึกอิจฉา ไม่มั่นคงเป็อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินดังนี้แววตาของหานหลินพลันเยือกเย็น เขาเหลือบมองเด็กหนุ่มทั้งสองอย่างเ็าแล้วกล่าวตำหนิ “ไม่ว่าพวกเ้าจะคิดว่าหานเฟิงย่ำแย่เพียงใด แต่เขายังเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้า ข้าต้องให้บทเรียนหานเฟิงอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นพวกเ้าจะแนะนำให้ข้าทำอย่างไร?”
พวกเขาทั้งสองดูตกตะลึง เหงื่อกาฬแตกพลั่กในทันที
ใบหน้าเคร่งขรึมของหานหลินคลายลง เขาเอ่ยเสียงเรียบ “หานกู่ หานเลี่ย ข้ารู้ความคิดของพวกเ้า หานเฟิงเป็ลูกหลานสายตรง ดังนั้นสถานะของเขาย่อมเหนือกว่าพวกเ้า หากพวกเ้าแม้แต่ความจริงข้อนี้ก็ยังมองไม่ขาด เช่นนั้นพวกเ้าควรหยุดติดตามข้าเสีย”
“ยิ่งไปกว่านั้น หานเฟิงบัดนี้สามารถบ่มเพาะกำลังภายในได้แล้ว ดังนั้นพวกเ้าอย่าได้ล่วงเกินเขาตามอำเภอใจ”
ถึงแม้หานหลินจะมีอคติบางอย่างต่อบิดาหานเฟิง ผู้ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติต่อหานเฟิงอย่างใหญ่หลวง ถึงกระนั้นพวกเขาก็เป็สายเืเดียวกัน หานหลินถูกแนะนำให้สั่งสอนบทเรียนแก่หานเฟิง เขาย่อมไม่ทำ
นอกจากนี้ หานเฟิงเพิ่งฝึกฝนกำลังภายใน ซึ่งแตกต่างจากเขา ระหว่างเขาผู้ที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามัญระดับกลางที่เพิ่งทะลวงผ่านชีพจรหลักเส้นที่สามกับหานเฟิงมีช่องว่างอย่างใหญ่หลวง เขาไม่อาจเอาเปรียบผู้อ่อนแอกว่าได้
หานกู่กับหานเลี่ยพยักหน้าพลางกล่าวอย่างพร้อมเพรียง “ได้” พวกเขาเกือบลืมไปว่าไม่ว่าอย่างไรหานเฟิงก็ยังคงเป็ญาติสนิทกับหานหลิน เนื่องจากพวกเขาทั้งคู่ล้วนมาจากตระกูลสายรอง จึงคิดจะสร้างความบาดหมางระหว่างหานเฟิงกับหานหลิน ซึ่งหากผู้าุโของตระกูลรู้เข้า พ่อแม่ของพวกเขาย่อมถูกดึงให้เข้ามาพัวพัน
หานเลี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “หานหลิน เ้าไม่กลัวหรือว่าหานเฟิงจะแข่งขันกับเ้า?”
จำต้องรู้ว่าในหมู่ผู้ที่อายุต่ำกว่าสิบห้าปี ตระกูลหานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับคนแรกในรุ่นเยาว์ที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะคนแรกที่สามารถทะลวงผ่านขั้นมนุษย์จะได้รับรางวัลมากมาย ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างเขากับผู้ฝึกยุทธ์รุ่นราวคราวเดียวกันกว้างขึ้นกว่าเดิม