เกล็ดแข็งชื้นเย็นบนหางปลาถูไถเอวและหน้าท้องของซูหลิงอินไปเรื่อยๆ ลมหายใจซูหลิงอินถี่กระชั้น สะดุดเป็ห้วงๆ อย่างชัดเจน ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ฟาดหางอันเหลิ่งหนึ่งที
เมื่อรู้สึกว่าในที่สุดอันเหลิ่งก็ยอมสงบเสงี่ยมลงบ้าง ซูหลิงอินถึงค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อ ท่วงท่าอันเชื่องช้าสง่างามของนิ้วเรียวยาวขาวผ่องที่เห็นข้อต่อชัดเจนยิ่งขับให้ความรู้สึกต้องห้ามในยามนี้เพิ่มขึ้นสูง
เขาหลุบตาลง แพขนตาหนายาวสั่นระริกน้อยๆ ดั่งผีเสื้อบอบบางกำลังกระพือปีกอย่างเปล่าประโยชน์
เด็กหนุ่มรูปงามท่าทางไร้พิษสงราวกับแกะน้อยกำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าตนเอง เผยเรือนร่างออกมาราวกับเอาตัวบูชายัญ แพขนตาที่สั่นระริกยิ่งทวีความไร้เดียงสาระคนอับจนหนทาง
การมองเห็นอันยอดเยี่ยมนี้กระตุ้นอารมณ์อันเหลิ่งจนคร้านจะใช้ความคิด พลันตวัดหางเกี่ยวร่างซูหลิงอินเข้ามาทันทีที่เขาถอดเสื้อผ้าออกหมดด้วยดวงตาแดงก่ำ
แผ่นหลังของซูหลิงอินกระแทกกับแผงอกอันเหลิ่ง เขาร้องเสียงเบา ก่อนจะเอื้อมมือไปด้านหลังหวังยึดจับบางอย่างไว้ “อันเหลิ่ง…ฉันอยากเห็นนาย…”
อันเหลิ่งก้มจูบใบหูซูหลิงอิน เสียงอันเปี่ยมด้วยแรงปรารถนายังคงเหมือนเสียง์อีกรูปแบบ ราวกับเสียงของปีศาจที่ยั่วยวนสะกดใจให้หลงใหล “ฉันอยู่ข้างๆ นาย อยู่ตลอด ไม่ต้องกลัว…”
ซูหลิงอินโต้ตอบตามสัญชาตญาณ “ฉันไม่…อื้อ…”
เขาไม่คิดเลยว่าอันเหลิ่งจะบีบยอดปทุมข้างหนึ่งของตน ทั้งยังใช้เล็บแหลมกรีดผ่านส่วนปลายชมพูระเรื่อ
ซูหลิงอินร่างสะท้านทันใด ความเสียวซ่านวาบจากยอดอกแล่นขึ้นสมองผ่านเส้นประสาท ไม่ถึงกับเป็ความสุขสมเสียวซ่านเสียทีเดียว กลับเป็ความหวาดกลัวอันตรายจากของแหลมคมซึ่งกรีดผ่านส่วนที่ไวต่อความรู้สึกมากกว่า จนเขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ฝ่ามืององุ้มเข้าหากันราวกับคนจมน้ำ ทว่าพบกับสิ่งกีดขวาง ยามสติคืนกลับมา ซูหลิงอินถึงรู้ตัวว่าออกแรงจนเล็บที่แม้จะตัดสั้นแล้วยังทิ้งร่องรอยบนเรือนร่างอันเหลิ่ง
อันเหลิ่งขมวดคิ้วราวกับไม่พอใจ โถมใบหน้าลงงับไหล่ซูหลิงอินโดยไม่ลังเล
นั่นไม่ใช่การเล้าโลมทั่วไป ฟันคมของเขากัดผิว่ไหปลาร้าของอีกฝ่ายจริงๆ ความเ็ปแสนสาหัสที่เกิดขึ้นเป็ผลให้ซูหลิงอินได้สติในบัดดล ร้องครวญครางอย่างเ็ปคล้ายใกล้แตกสลายเต็มที
ซูหลิงอินหอบหายใจหลายเฮือกอยู่เงียบๆ กลิ่นคาวเืแผ่กำจาย เขารู้ว่าอันเหลิ่งมองเห็นทุกอย่างในความมืด จึงไม่กล้าทำอะไรที่ไม่ส่งผลดี ได้แต่หลุบตาลง ทำท่าทางหมดหนทางอย่างน่าสงสาร ลดเสียงลงเอ่ยแ่เบาโรยแรง “อันเหลิ่ง ฉันเจ็บ…”
วินาทีนั้นอันเหลิ่งจึงถอนฟันคมออกทันที อันที่จริงซูหลิงอินมองไม่เห็น แต่กลับััได้ถึงความสับสนที่แผ่จากเรือนกายอีกฝ่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขากำลังสับสนอะไร
ทว่าซูหลิงอินไม่มีเวลาให้ใคร่ครวญ อันเหลิ่งกดท้ายทอยเขา จูบอย่างรุนแรงอีกครั้ง จุมพิตดุดันนี้คล้ายแรงกัดกระชากของสัตว์ร้ายในบางคราว
อันเหลิ่งลูบไล้มือไปทั่วเรือนร่างเขาอย่างสะเปะสะปะ
ประกายไฟมากมายพลันลุกไหม้กลายเป็ดอกไม้เพลิงใต้ทะเล
ซูหลิงอินหมดหนทาง ได้แต่ห้ามปรามอันเหลิ่งด้วยเสียงขาดห้วงเจือแววสะอื้นไห้ น้ำเสียงขึ้นจมูก “อ๊ะ…อันเหลิ่ง อย่า…ใช้เล็บ…อย่า อย่าแตะหัวนม! อ๊ะ…ฉันจะคุมตัวเองไม่อยู่…คุมไม่อยู่แล้ว…อ๊ะ…”
เขาจะเสียใจมากอย่างควบคุมไม่อยู่ นี่เป็อาการป่วยอย่างหนึ่ง
อันเหลิ่งกลับทำท่าเหมือนไม่ได้ยิน มือข้างหนึ่งบีบเคล้นยอดอกของเขาต่อ อีกมือก็ลูบไล้ผิวกายเขา
ไอหมอกในแววตาก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ ตกผลึกเป็หยาดน้ำตาคลออยู่บนแพขนตาหนายาว ห้อยย้อยใกล้ร่วงหล่นเต็มที
ซูหลิงอินเป็ฝ่ายยื่นข้อเสนอ ตอนนี้กลับอยู่ใต้อาณัติอันเหลิ่ง สู้แรงเขาไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้อารมณ์ทำหน้าที่ไป
จึงได้มีภาพชายรูปงามน้ำตารื้นอย่างตอนนี้ ประดุจภาพวาดสีน้ำมัน
“ฮึก…ฮือ…” ซูหลิงอินสะอื้นเสียงแ่ ปล่อยให้น้ำตาไหลหยดจากแพขนตาอย่างฝืนไม่ไหว อากัปกิริยานั้นเหมือนกำลังร้องไห้
เมื่อเจอคนเป็ห่วง เด็กร้องไห้จะมีขนมกิน
ซูหลิงอินจงใจแหงนศีรษะ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาพลันปรากฏสู่สายตาอันเหลิ่ง
จากนั้นเขาก็ได้รับจุมพิตอันอ่อนโยนจากอันเหลิ่งสองครั้ง
จนเกิดอาการนิ่งค้างไปชั่วขณะ
ที่แห่งนี้กลับไม่มีใครสงสารเขา ไม่มีใครแยแสเขา เด็กที่ร้องไห้รังแต่จะถูกข่มเหงหนักขึ้น
อันเหลิ่งจุมพิตติ่งหูเขาอีกครั้ง ข่มน้ำเสียงที่เจือด้วยตัณหาลง เอ่ยปลอบอย่างนุ่มนวล “แอตแลนติส…ที่นั่นมีแสงสว่าง…”
เขายังเข้าใจว่าสิ่งที่ซูหลิงอินกลัวคือความมืด จึงปลอบประโลมด้วยท่าทางงุ่นง่าน
ซูหลิงอินกลับรู้สึกเหมือนจะเสียสติเข้าแล้วจริงๆ ชั่วขณะนั้นเขาเกิดความสับสนภายในใจ เหนื่อยล้าอย่างไม่ทราบสาเหตุ สบายใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ เปี่ยมความหวังอย่างไม่ทราบสาเหตุ…
บางทีนี่คงเป็ผลจากทฤษฎีสะพานแขวน[1] ละมั้ง…
ถึงอย่างไรที่นี่ก็มืดเกินไป ซ้ำรอบด้านยังรกร้างอ้างว้าง ไม่พบวี่แววของมนุษย์…
ซูหลิงอินกะพริบตา ก่อนจะเข้าใจตามนั้น
กระนั้นเขายังจุมพิตริมฝีปากอันเหลิ่ง เอ่ยเสียงสะอื้นไห้แ่เบา “คราวหน้า…คราวหน้าเราไปกันเลยดีไหม อันเหลิ่ง อันเหลิ่ง…เข้ามาสิ ฉัน้านาย…”
เชิงอรรถ
^ เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่า ความหวั่นวิตกและตื่นกลัวซึ่งทำให้ใจเต้นรัว จะกระตุ้นให้เกิดความดึงดูดทางเพศ