บทที่8
ท่านเป็สตรีหรือ
“นี่ท่าน! เป็…”เซี่ยอันอวี่เอ่ยออกมาอย่างตะลึงงัน เสียงของนางยังไม่ทันจบประโยค
พลั่ก!
หนานกงจิ่นอวี่ออกแรงเพียงน้อยร่างของนางก็ถูกพลิกกลับอย่างรวดเร็ว ราวกับไร้น้ำหนักแผ่นหลังของเซี่ยอันอวี่กระแทกลงบนเตียงไม้เบา ๆ จนผ้าห่มยับย่น
และก่อนที่นางจะทันตั้งตัวบุรุษตรงหน้าก็พลิกตัวขึ้นคร่อมแทน ร่างสูงโปร่งของเขาโน้มลงใช้แขนทั้งสองข้างตรึงข้อมือของนางไว้แน่นบนฟูกอย่างแม่นยำและมั่นคง
สายตาของเซี่ยอันอวี่เบิกกว้างดวงหน้าขึ้นสีด้วยความใและไม่คาดฝัน
หัวใจของนางเต้นระรัว ไม่แน่ใจว่าควรรู้สึกหวาดหวั่นหรือหวั่นไหวกันแน่
ใบหน้าหล่อเหลาของหนานกงจิ่นอวี่โน้มลงมาใกล้แสงจากตะเกียงที่ส่องผ่านผ้าม่านบางด้านข้างทำให้แววตาของเขาเรืองรองอยู่ภายใต้ความมืด
แล้วเสียงทุ้มต่ำแต่เรียบนิ่งก็ดังขึ้นชิดใบหูของนาง
“ข้าเป็บุรุษ”น้ำเสียงนั้นไม่มีแววล้อเล่น ไม่มีความลังเล มีเพียงความหนักแน่น
เซี่ยอันอวี่กลืนน้ำลาย รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่แผ่ซ่านจากปลายนิ้วของเขาที่กดแขนเธอไว้นางสูดหายใจลึก แล้วเอ่ยตอบเสียงเบา
“ท่านเป็…สตรี”
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงจ้องนางอย่างนิ่งเฉียบใบหน้าเ็าของเขาไม่ไหวติง ก่อนที่เขาจะเอ่ยย้ำอีกครั้งน้ำเสียงนั้นมั่นคงและหนักแน่นยิ่งกว่าเด
“ข้าเป็บุรุษและยังเป็สามีของเ้าอีกด้วย”
สายตาของเขามีบางสิ่งแฝงอยู่ภายในทั้งเด็ดเดี่ยว และจริงจัง จนเซี่ยอันอวี่ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
ภายในห้องอันเงียบงันมีเพียงเสียงลมหายใจสองจังหวะที่สลับกันเบา ๆ
แล้วหนานกงจิ่นอวี่ก็เอ่ยอีกครั้งน้ำเสียงของเขานิ่ง เ็า แต่ทุกถ้อยคำกลับราวกับกระแทกลงกลางอก
“เ้ารู้หรือไม่...ว่าเ้าคือฮูหยินของข้า”
ดวงตาเรียวคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยท่ามกลางเงาสลัวของยามค่ำ ก่อนที่คำสุดท้ายจะเปล่งออกมาอีกครั้ง ช้าทว่าแน่นและเยือกเย็น
“ถ้าข้าอยากจะทำอันใดกับเ้าข้าก็สามารถทำได้ เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจแล้ว...”เซี่ยอันอวี่พึมพำออกมาเบา ๆ นางไม่กล้าพูดอะไรต่อได้แต่พยักหน้ารับเบา ๆ โดยไม่แม้แต่จะสบตากับเขา
หนานกงจิ่นอวี่จ้องมองนางเพียงครู่หนึ่งก่อนจะผ่อนลมหายใจแ่เบา แล้วปล่อยมือจากแขนของนาง ร่างสูงสง่าของเขาค่อย ๆผละออกจาก้า และพลิกตัวกลับไปยังฝั่งของตนเองอย่างเงียบงัน
เมื่อกลับไปยังตำแหน่งเดิมเขาก็เอ่ยเพียงคำเดียว เสียงเรียบนิ่งไร้อารมณ์แต่กลับทิ้งความหมายลึกในบรรยากาศรอบห้อง
“นอนเถอะ”
เพียงเท่านั้น...ความเงียบก็เข้าครอบคลุมทั้งห้องอีกครั้ง
ภายในห้องนอนของจวนไม้เก่าบัดนี้มีเพียงแสงตะเกียงที่ริบหรี่และร่างของชายหญิงสองคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเดียวกันไม่สิควรจะเรียกว่าหญิงกับหญิงต่างหาก ไม่มีเสียงขยับ ไม่มีคำพูดไม่มีแม้แต่เสียงถอนหายใจที่ดังเกินจำเป็
ทั้งสองต่างนอนหันหลังให้กันแต่ไม่ว่าฝ่ายใดก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้จริง ๆ
ภายในใจของแต่ละคนยังวุ่นวายราวกับคลื่นใต้ทะเลสงบความเงียบที่แผ่ซ่านในห้องนี้...ไม่ใช่ความเงียบของการพักผ่อนแต่เป็ความเงียบที่เปี่ยมด้วยความลังเล คำถาม และบางอย่าง
แม้จะไม่มีเสียงใดหลุดออกจากปากแม้เสียงลมหายใจจะเบาจนแทบไม่มี
…
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเช้าโดยไม่รู้ตัวเซี่ยอันอวี่ไม่แน่ใจว่านางเผลอหลับไปั้แ่เมื่อใดรู้เพียงว่าแสงแดดอ่อนยามเช้ากำลังส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามา
ลำแสงสีทองกระทบลงบนใบหน้าของนางอย่างแ่เบาอบอุ่น แต่แสบตาพอให้ต้องขยับเปลือกตาขึ้น
นางสะดุ้งตื่นขึ้นมาในจังหวะนั้นขนตายาวไหวเบา ๆ ก่อนที่ดวงตาจะเบิกขึ้นอย่างเชื่องช้า ทันทีที่สติกลับคืนมาสิ่งแรกที่เซี่ยอันอวี่ทำ...คือหันไปมองทางด้านข้างของเตียง
...ว่างเปล่า
แน่นอน บุรุษรูปงามเอ่อ...สตรีรูปงาม ผู้นั้นไม่อยู่แล้ว
เซี่ยอันอวี่ค่อย ๆ ขยับร่างกายลุกขึ้นมานั่งอย่างระมัดระวังเส้นผมยุ่งเล็กน้อยจากการนอนพลิกไปมาขณะที่แผ่นหลังยังคงรู้สึกตึงอยู่จากเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา
นางนั่งนิ่งไปครู่หนึ่งแววตาสะท้อนความสับสนอย่างยากจะปิดบัง
“เมื่อคืน…ฉันพยายามจะจับปล้ำผู้หญิง?”
เพียงแค่คิดถึงภาพนั้นใบหน้าของเซี่ยอันอวี่ก็ขึ้นสีแดงจาง ๆ นางยกมือขึ้นมากุมขมับทันทีอย่างหมดแรง
“ไม่รู้จะพูดยังไงเลยจริงๆ…”
แต่นั่นก็เป็เื่ที่ปฏิเสธไม่ได้ด้วยการกระทำนั้น นางก็ได้รู้ความลับสำคัญเื่หนึ่งที่ผู้คนภายนอกไม่เคยรู้
“หนานกงจิ่นอวี่...ไม่ใช่บุรุษแต่เป็สตรี…”
ชื่อที่เลื่องลือไปทั่วทั้งราชสำนักแม่ทัพหนุ่มผู้เป็ความหวังของแคว้น...กลับมิได้เป็ชายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
เพียงความลับนั้นก็ทำให้หัวใจของเซี่ยอันอวี่เต้นผิดจังหวะไม่ใช่เพียงเพราะนางเป็คนเดียวที่ล่วงรู้ แต่ยังเพราะนางไม่อาจเข้าใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องปิดบัง?
"หรือมีเื่บางอย่าง...ที่นางไม่อาจเปิดเผยได้?"
ความสงสัยเริ่มเกาะกุมในใจของเซี่ยอันอวี่แต่ก่อนที่นางจะได้ครุ่นคิดให้ลึกกว่านั้น
ท้องของนางก็ร้องคำรามออกมาอย่างไม่ไว้หน้าใคร
เสียงนั้นดังชัดเจนพอจะดึงสตินางกลับมาสู่โลกแห่งความจริง
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจอย่างปลงตกมือหนึ่งลูบท้อง อีกมือยันพื้นเตียงก่อนจะลุกขึ้นยืน นางรวบผมอย่างลวก ๆก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไปยังด้านหน้าเรือน
เมื่อเดินมาถึงบริเวณห้องโถงนางก็พบโต๊ะอาหารเล็ก ๆ ถูกจัดเรียบร้อยไว้กลางห้อง บนโต๊ะมีอาหารเช้าอย่างง่าย ๆวางเรียงอยู่ครบถ้วน
...และหนานกงจิ่นอวี่ในชุดอาภรณ์สะอาดเรียบง่าย ก็กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ นางไม่ได้เอ่ยอะไรแค่เงยหน้าขึ้นมองครู่หนึ่งเมื่อเห็นนางเดินเข้ามา
เซี่ยอันอวี่เดินเข้าไปอย่างช้า ๆสายตาหลบเลี่ยงเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ทรุดกายนั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
หนานกงจิ่นอวี่ตรงหน้าไม่ได้มีท่วงท่าการกินที่เคร่งครัดหรือจุกจิกอย่างคนในตระกูลขุนนางใหญ่ ๆเขาตักอาหารเข้าปากอย่างเรียบง่าย รวดเร็วพอควร แต่ไม่หยาบกระด้าง ท่าทางนั้นกลับทำให้เซี่ยอันอวี่รู้สึกเบาใจขึ้นมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
อย่างน้อย...ก็ไม่ใช่คนประเภทที่ใช้มารยาทบนโต๊ะอาหารมากดดันผู้อื่น
ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงตึงเครียดเงียบงันไม่มีคำพูดใดจากทั้งสองฝ่าย เสียงเดียวที่แ่เบาในห้อง ก็คือเสียงช้อนกระทบถ้วยของหนานกงจิ่นอวี่ที่ยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างเงียบงัน
เซี่ยอันอวี่นั่งนิ่งไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไร แม้จะนั่งอยู่ตรงข้ามกันเพียงไม่ถึงสอง่แขนแต่ความรู้สึกของนาง...กลับเหมือนห่างกันนับลี้
นางก้มมองลงไปยังอาหารตรงหน้าแล้วก็ต้องชะงักเบา ๆ
บนโต๊ะมีข้าวต้มเพียงหนึ่งถ้วยซึ่งเมื่อมองใกล้ ๆ แล้ว ก็แทบจะมองไม่เห็นเนื้อข้าวเลย น้ำข้าวใสจาง ๆ เท่านั้น กับถ้วยเล็ก ๆอีกใบที่มีเพียงผักดองไม่กี่ชิ้น
นางถึงกับหลุดคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงปนใ
“นี่คืออาหารเช้าหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นมามองเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“ใช่พวกเราจำเป็ต้องประหยัดเื่อาหาร...ก่อน”
เขาหยุดคำพูดไว้ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“จนกว่าจะหาแหล่งอาหารที่เหมาะสมได้”
เซี่ยอันอวี่เงียบไปดวงตานางยังคงจ้องมองถ้วยข้าวต้มในมือ ใบหน้าแสดงสีหน้าหลากอารมณ์ซับซ้อน
ในหัวของนางไม่อาจห้ามความคิดที่พาไปถึงอดีต ถึงโลกเดิมของตนเองที่เพียงแค่เดินออกจากบ้านก็มีร้านอาหารให้เลือกนับไม่ถ้วน ของคาว ของหวาน ขนมอบชาเย็น หรือแม้แต่บะหมี่ในถ้วยร้อน ๆ ล้วนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
แต่นี่…
แค่ “น้ำข้าวกับผักดอง”ยังต้องประหยัด
...อย่างไรก็ตามนางก็เข้าใจสถานการณ์ดี
ที่นี่คือเขตแดนกันดารดินแดนแห่งทะเลทรายที่แห้งแล้งและไร้ชีวิต แหล่งอาหารที่มีอยู่ตอนนี้ล้วนแต่เป็ของที่บรรทุกมาั้แ่ยังอยู่ในเมืองหลวงต้าหลิง เสบียงที่พกติดตัวมาไม่รู้จะอยู่ได้นานแค่ไหน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ใช่ทางเลือก...แต่คือความสิ้นหวัง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเซี่ยอันอวี่ก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยคำถามออกมาอย่างจริงจัง
“แล้วท่าน...คิดจะทำอย่างไร?”
หนานกงจิ่นอวี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาและหนักแน่นในคราเดียวกัน
“ข้ากำลังหาทางอยู่...ตอนนี้ข้ามีความคิดที่จะลองเพาะปลูก”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสริม
“ในของที่ขนมาด้วยมีเมล็ดพืชอยู่บ้าง แม้จะไม่มาก แต่ถ้าใช้ให้เหมาะสม...ก็อาจพอเริ่มต้นได้”
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบทว่าฟังดูไม่มั่นใจนัก
พูดจบ เขาก็วางตะเกียบในมือของตนเองลงกับถ้วยอย่างเงียบๆ เสียงไม้กระทบกันเบา ๆ ดังขึ้นในห้องที่เงียบงัน เขาขมวดคิ้วสีหน้าครุ่นคิดชัดเจน
“แต่ว่า...ในดินแดนแห่งนี้” เขาเงียบไปแค่ชั่วลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงขุ่นเล็กน้อย
“...แทบจะเป็ไปไม่ได้เลย”
แน่นอนว่าเหตุผลย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
เพราะที่แห่งนี้...คือดินแดนกันดารอันแห้งแล้งผืนทรายที่ไร้สีเขียว ขาดน้ำ ขาดพืชพรรณและเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์อสูรเร่ร่อนที่ซ่อนตัวอยู่ตามเงาหินและผืนทรายร้อนระอุ
แม้แต่วัชพืชยังแทบไม่อาจเติบโต จะหวังให้พืชผักงอกงามได้นั้นราวกับฝันลม ๆ แล้ง ๆ
เซี่ยอันอวี่เงียบฟังแม้นางจะไม่ได้เอ่ยขัดอะไร แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ดี ในใจของนางเองก็ไม่ต่างกัน...เพียงแต่ตอนนี้ ความรู้จากอดีตในโลกของนาง กำลังค่อย ๆ ถูกรื้อขึ้นมา
แต่ก่อนที่นางจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ข้อมือของนาง...พลันรู้สึกถึงแรงสั่นเบาๆ
กำไลหยกที่นางสวมอยู่ขยับเล็กน้อยมันสั่นไหวราวกับมีชีวิต คล้ายกับว่า ‘ตอบสนอง’ ต่อบทสนทนาเมื่อครู่
เซี่ยอันอวี่เหลือบตามองลงไปดวงตาไหวเล็กน้อย เมื่อเห็นหยกเม็ดหนึ่งในกำไลเรืองแสงสีเขียวจาง ๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะดับลง
เงียบไปชั่ววินาที...ก่อนที่นางจะถอนหายใจเบาๆ ไม่สิ...เวลานี้ยังไม่ควรแสดงอันใดออกไป
นางเบือนสายตากลับมาทำทีเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นอะไร ในขณะที่ปลายนิ้วยังคงวางสงบอยู่บนถ้วยข้าวต้มอุ่นๆ ตรงหน้า