แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างกระจกของออฟฟิศแยงตาหลินเหว่ยที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กลิ่นกาแฟจาง ๆในอากาศไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นความเงียบงันและความอึดอัดจากป้ายรถเมล์เมื่อคืนยังคงตามมาหลอกหลอนเขาถึงในโลกกลางวันคำพูดสุดท้ายของซูเหยียนยังคงดิ่งลึกอยู่ในใจ ราวกับตะกอนที่ไม่มีวันจางหาย
“ทุกคนจ๊ะ! ฟังทางนี้หน่อย” เสียงของหัวหน้าแผนกดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบในห้องทำงาน “วันนี้เรามีพนักงานใหม่มาเริ่มงานวันแรก...เสี่ยวถง มาแนะนำตัวกับพี่ ๆ หน่อยเร็ว”
หลินเหว่ยเงยหน้าขึ้นอย่างเสียไม่ได้และนั่นคือวินาทีแรกที่เขาได้พบกับสิ่งที่ขั้วตรงข้ามกับโลกเที่ยงคืนของเขาโดยสิ้นเชิง
หญิงสาวร่างเล็กเดินก้าวออกมาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเธอไว้ผมบ๊อบสั้นเหนือใบหูที่ดูรับกับใบหน้าจิ้มลิ้มเสี่ยวถงดูเป็มืออาชีพแต่ก็ซ่อนความซุกซนไว้ใน ชุดพนักงานเข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาถูกสวมทับด้วยกระโปรงทรงเอที่เนียนไปกับสัดส่วนเพรียวบางของเธอตัดกับผ้าพันคอสีส้มสดใสที่ผูกเป็โบว์เล็ก ๆ ดูสะดุดตาและที่สำคัญที่สุดคือรอยยิ้มที่กว้างจนตาหยีเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว
“สวัสดีค่ะทุกคน! ชื่อเสี่ยวถงนะคะ เรียกถงถงก็ได้ค่ะฝากเนื้อฝากตัวกับพี่ ๆ ทุกคนด้วยนะค๊า!”เธอพูดด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วพลางโค้งตัวอย่างร่าเริง
“หลินเหว่ย ฝากดูแลน้องด้วยนะนายเป็พี่เลี้ยงสอนงานน้องแล้วกัน” หัวหน้าตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไป
เสี่ยวถงเดินตรงมาที่โต๊ะของเขาพร้อมกับกระเป๋าสะพายใบเล็กที่มีพวงกุญแจตุ๊กตาส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเธอวางข้าวของลงแล้วหันมายิ้มให้เขาจนเห็นฟันขาวสะอาด “ฝากตัวด้วยนะคะพี่หลินเหว่ย!พี่ดูเงียบจังเลย แต่ออร่าคนเก่งแผ่ออกมาเชียวค่ะ”
หลินเหว่ยชะงักไปเล็กน้อยความช่างพูดและพลังงานบวกที่ล้นปรี่ของเธอทำให้เขาตั้งตัวไม่ติด “อ้อ... อื้มฝากตัวเหมือนกัน นั่งตรงนี้เดี๋ยวพี่จะเริ่มอธิบายระบบงานให้ฟัง”
ตลอดทั้งวันนั้นโต๊ะทำงานที่เคยเงียบเหงาของหลินเหว่ยกลับเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วเสี่ยวถงไม่ใช่แค่เด็กใหม่ที่มานั่งฟังเฉย ๆ แต่เธอมักจะมีคำถามสนุก ๆหรือมุกตลกเล็กน้อยมาคั่นเวลาเสมอ เธอชอบเล่าเื่แมวที่บ้าน เื่คาเฟ่เปิดใหม่หรือแม้แต่เื่รองเท้าส้นสูงที่เธอกำลังฝึกใส่ให้คล่องด้วยท่าทางที่จริงใจ
“พี่หลินเหว่ยคะพักเที่ยงนี้ไปลองร้านอาหารเปิดใหม่แถวนี้กันไหม? เขาว่ากันว่าน้ำสมูทตี้อร่อยมากเลยนะคะ!”เสี่ยวถงชวนพลางทำตาโตอย่างตื่นเต้น
หลินเหว่ยที่ปกติมักจะนั่งกินข้าวกล่องเงียบ ๆ คนเดียวกลับพบว่าตัวเองกำลังพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่รู้ตัวความร่าเริงของเสี่ยวถงเหมือนแสงแดดที่ค่อย ๆ ละลายหมอกหนาในใจเขาการได้พูดคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้าจริงๆ คนที่เขาเห็นรอยยิ้มชัดเจนใต้แสงตะวันและคนที่เขาไม่ต้องนับถอยหลัง 15 นาทีเพื่อจะลาจากมันเป็ความรู้สึกที่เขาโหยหามาตลอด
ในขณะที่สอนงาน เขาลอบสังเกตเสี่ยวถงที่กำลังตั้งใจจดบันทึกกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของเธอไม่ใช่กลิ่นมะลิแต่มันเป็กลิ่นสดชื่นเหมือนผลไม้เมืองร้อน มันคือกลิ่นของ 'ปัจจุบัน' กลิ่นของโลกที่จับต้องได้
หลินเหว่ยเริ่มรู้สึกว่าความมืดมนที่เขาเผชิญมาทุกเที่ยงคืนเริ่มจะเบาบางลงเมื่อมีเสียงหัวเราะและตัวตนที่แสนสดใสของเสี่ยวถงเข้ามาเติมเต็มในตอนกลางวัน...แสงแดดดวงนี้กำลังเริ่มดึงเขาออกจากพันธนาการของกาลเวลาอย่างช้า ๆ
คุยกับนักเขียน:
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในที่สุด “เสี่ยวถง”แสงแดดดวงน้อยของออฟฟิศก็ปรากฏตัวแล้วนะครับ!ผมตั้งใจให้บุคลิกและความสดใสของเธอเป็ขั้วตรงข้ามกับความสงัดเงียบของซูเหยียนอย่างชัดเจนเพื่อให้เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของพายุในใจหลินเหว่ยเมื่อความอบอุ่นที่จับต้องได้เริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือความรักข้ามเส้นเวลาที่เลือนลาง
ผู้อ่านคิดว่าหลินเหว่ยจะต้านทานพลังงานบวกของเสี่ยวถงได้นานแค่ไหน? คอมเมนต์บอกความรู้สึกกันได้นะครับขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานเสมอมาครับ!