บทที่ 17เครือญาติแห่งโลหิต
“เสียงดังน่ารำคานเกินไป...เงียบเสียที คอนเนิร์ตแมนส์!”
มัลคอล์มพึมพำถ้อยคำในภาษาโบราณที่ฟังดูลึกลับเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจในชั่วพริบตาเดียว บรรยากาศอึกทึกในงานเลี้ยงพลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
ผู้คนทั้งหมดถูกตรึงไว้กับที่ราวกับเป็รูปปั้นหินไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายหรือแม้แต่จะส่งเสียงกรีดร้องออกมาได้
พ่อมดหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
“เวทมนตร์คือศิลปะที่สมบูรณ์แบบที่สุดและการรับชมการแสดงทางศิลปะ ย่อม้าความเงียบสงบที่คู่ควร”
“แจ้งเตือน!ตรวจพบการผนึกพื้นที่ด้วยพลังเวทมนต์ แนะนำให้พยายามทำลายการผนึกด้วยพลังงานสำรอง”
เชนหลาน ประมวลผลและเสนอทางเลือกทันทีที่เวทมนต์ถูกร่ายออกมา
ทว่าเฮรัคกลับสั่งการในใจอย่างใจเย็น
“ไม่จำเป็... คงสภาพปัจจุบันไว้”
เขารู้ดีว่าหากฝืนขัดขืนเพื่อทำลายการผนึกในตอนนี้ย่อมดึงดูดสายตาของมัลคอล์มมาที่ตนและนั่นก็ไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้าหาความตายด้วยตัวเอง
“อืม... เืถูกดูดจนหมดแล้วสินะถึงเวลาขั้นตอนถัดไปเสียที”
มัลคอล์มพึมพำ
ร่างของท่านบารอนบัคที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศร่วงหล่นลงสู่พื้นดังกึกร่างกายที่เคยกำยำแข็งแกร่งบัดนี้กลายเป็เพียงกองเนื้อและกระดูกเหี่ยวแห้งที่แทบไม่เหลือเค้าโครงความเป็มนุษย์
มัลคอล์มหยิบหลอดแก้วทดลองใบหนึ่งออกมาจากเสื้อเขาเปิดจุกออกเบาๆ พลันมีเงาดำสายหนึ่งค่อยๆ เบียดตัวแทรกออกมา
เงานั้นบิดเบี้ยว ร่างของมันแสดงอาการทุรนทุรายจดจ้องไปยังซากศพของท่านบารอนบนพื้นด้วยความอาฆาต
‘นั่นคงเป็ิญญาของท่านไซมอน...ตามที่มัลคอล์มบอกว่าเขายินยอมสละิญญา แต่ดูจากสภาพที่บิดเบี้ยวขนาดนั้นน่าจะถูกบังคับเสียมากกว่า’
เฮรัคคิดด้วยความสังเวช
ิญญาของไซมอนถูกทรมานจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้เขาคงนำวัตถุวิเศษไปเพื่อขอความช่วยเหลือจากพ่อมดทว่าสิ่งที่ได้รับกลับกลายเป็ชะตากรรมที่โหดร้ายยิ่งกว่าความตาย
พ่อมด...ความเข้าใจและความหวาดกลัวที่เฮรัคมีต่อกลุ่มคนเหล่านี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“เชนหลาน...บันทึกทุกรายละเอียดของการร่ายเวทครั้งนี้ไว้!”
“เริ่มการบันทึกข้อมูลแบบละเอียด...”
ชิปพันธุกรรม ทำหน้าที่เป็พยานในโศกนาฏกรรมครั้งนี้
เฮรัคเคยปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะก้าวสู่เส้นทางของพ่อมดแต่เมื่อมีพ่อมดตัวจริงมายืนสังหารคนอยู่ตรงหน้าเขากลับรู้สึกถึงระยะห่างที่กว้างราวกับมหาสมุทร
มัลคอล์มไม่ได้มองผู้คนในที่นี้เป็มนุษย์เลยแม้แต่น้อยแต่เป็เพียง วัตถุดิบ ในการทดลองชิ้นหนึ่งเท่านั้น
“ขั้นตอนสุดท้าย...”
มัลคอล์มเทิญญาของไซมอนลงสู่ลูกแก้วคริสตัลที่บรรจุเืของบารอนบัคจนเต็มิญญานั้นไหลซึมผสานเข้ากับโลหิตราวกับของเหลวชนิดเดียวกัน
ศัตรูคู่อาฆาตที่เกลียดชังกันมาทั้งชีวิตคงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งเืและิญญาของพวกเขาจะต้องหลอมรวมกันอย่างน่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้
เมื่อทุกอย่างรวมกันมัลคอล์มก็เริ่มร่ายคาถาด้วยความเร็วสูงลูกแก้วคริสตัลพลันลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาพ่อมดหนุ่มจ้องมองเปลวเพลิงนั้นด้วยสายตาหลงใหลราวกับกำลังมองหญิงคนรัก
“สมบูรณ์แบบ...ชิ้นงานศิลปะที่ไร้ที่ติ นี่แหละคือ คำสาปสายเื ที่ข้า้า”
เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนกวาดตามองไปรอบลาน
“นับจากวินาทีนี้ภายในสามชั่วอายุคนของสายเืซาลารา ทุกคนจะค่อยๆ ทยอยตายลง...มันคือคำสาปที่ไม่มีพ่อมดคนใดจะรักษาได้อัตราการตายจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน”
มัลคอล์มถอนหายใจอย่างเสียดาย
“น่าเสียดายที่ข้าไม่มีเวลาบันทึกสังเกตผลนานนักเรือที่จะข้ามไปทวีปโคลีสัน มีน้อยเกินไปหากข้าช้าไปกว่านี้ข้าจะพลาดการเดินทางครั้งสำคัญ”
เขากรีดนิ้วเรียกไนท์สตีดออกมาก่อนจะก้าวขึ้นขี่มันแล้วโค้งคำนับให้ผู้คนรอบด้านอย่างมีมารยาท
“ขอบคุณทุกท่านที่มารับชมการแสดงของข้า...แล้วพบกันใหม่ในความฝัน”
ไนท์สตีดกางปีกกว้าง ร่างของมันค่อยๆจางหายไปในหมู่เมฆที่มืดครึ้ม พร้อมๆ กับการคลายตัวของผนึกพลังเวทมนต์ ทุกคนกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้งและความโกลาหลก็ปะทุขึ้นทันที!
เสียงกรีดร้องดังระงมผู้คนวิ่งหนีออกจากปราสาทราวกับหนีตายจากขุมนรกทว่าบนแท่นสูงกลับมีเสียงร้องโหยหวนที่น่าเวทนายิ่งกว่า
บุตรชายคนเล็กทั้งสองของท่านบารอนบัคเริ่มล้มลงชักกระตุกทั่วร่างปรากฏลวดลายสีแดงฉานน่าสยดสยองพวกเขากระชากศีรษะตัวเองจนเืนองด้วยความทรมานที่ไม่อาจบรรยาย
“ค็อต! จิม!”
เมลิสซาร้องด้วยความใ เธอวิ่งเข้าไปโอบกอดน้องชายทั้งสองไว้แน่น
“เมลิสซา... พี่สาว... ข้าเจ็บ...”
ค็อตและจิมมีเืไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดก่อนจะสิ้นใจตายในอ้อมกอดของพี่สาว
“ไม่นะ!”
เมลิสซาร่ำไห้จนแทบสิ้นสติ
ไม่เพียงแค่น้องชายเท่านั้น ลุง ญาติและพี่น้องคนอื่นๆ ของตระกูลซาลาราต่างเริ่มล้มลงทีละคนทุกคนล้วนมีลวดลายสีแดงขึ้นตามตัวและขาดใจตายในเวลาไล่เลี่ยกันเมลิสซามองภาพคนในครอบครัวล้มตายดั่งใบไม้ร่วงด้วยความสิ้นหวังสุดขีด
“เมลิสซา!”
เอมิลวิ่งเข้าไปกอดปลอบโยนเธอไว้แน่น
เฮรัคเดินตามมาติดๆทว่าเขากลับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง...เมลิสซาไม่ได้รับผลกระทบจากคำสาปเลยแม้แต่น้อย ผิวพรรณของเธอยังคงสะอาดสะอ้านไร้ร่องรอยลวดลายสีแดง
“เอมิล... ข้า...”
เมลิสซามองหน้าเขาพลางสะอื้นหนักแต่แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
“เอมิล... เ้า! ตามตัวเ้า!”
“เกิดอะไรขึ้น?”
เอมิลถามอย่างมึนงง
ลวดลายสีแดงสดเริ่มลามเลียไปทั่วแขนและลำคอของเอมิลชัดเจนไม่ต่างจากเหล่าเครือญาติที่เพิ่งสิ้นใจไป เฮรัครีบพุ่งเข้าไปตรวจสอบทันที
“เป็ไปได้ยังไง! เอมิล...เ้าอยู่ในสามชั่วอายุคนของสายเืบัคอย่างนั้นรึ?”
เฮรัคอุทาน
“เมลิสซาไม่เป็อะไรแสดงว่านางไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเื แต่ท่าน... ท่านกลับมีสายเืเดียวกับท่านบารอน!”
ทั้งเอมิลและเมลิสซาต่างแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาดเอมิลกระซิบด้วยเสียงสั่นพร่า
“ข้าเป็เด็กกำพร้า...ท่านบารอนรับเลี้ยงข้ามาั้แ่แบเบาะ...”
ความจริงอันเ็ปพลันกระจ่างแจ้งเอมิลคือบุตรชายแท้ๆ ของท่านบารอนบัคที่ถูกปิดบังสถานะไว้ ส่วนเมลิสซาผู้งดงามกลับไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของตระกูลซาลาราช่างเป็ตลกร้ายที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะคาดคิด
“แค่ก!”
เอมิลเริ่มไออย่างรุนแรงเืสีดำคล้ำพุ่งออกมาจากปากไม่หยุด
“เอมิล! อย่าทิ้งข้าไป!”
เมลิสซาร่ำไห้อย่างหัวใจสลาย
เฮรัคไม่รอช้าเขานึกถึงนาฬิกาพกของนิโคลัสที่มีเวทมนต์ เวทการรักษาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งระบุว่าสามารถขจัดคำสาปได้ เขาคว้านาฬิกาออกมาทันที
“เชนหลาน!ส่งพลังเวทมนต์เข้าไปในนาฬิกาเดี๋ยวนี้!”
“กำลังส่งพลังเวทมนต์ 10%...25%... 30%...”
นาฬิกาพกยังคงนิ่งสงบเฮรัคเริ่มเหงื่อซึม หากพลังเวทในตัวเขาไม่พอ เอมิลจะต้องตายแน่
“45%... 55%...!”
ทันใดนั้นเองนาฬิกาพกก็เปล่งแสงสีขาวนวลตาออกมา ลมเย็นๆ พัดวนรอบตัวเรือนเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งที่มีปีกสีขาวบริสุทธิ์งอกออกจากแผ่นหลังปรากฏขึ้นเหนือนาฬิกานางมองเอมิลด้วยแววตาเมตตาก่อนจะอ้าปากพ่นลำแสงสีขาวอ่อนโยนออกมา
แสงนั้นแปรเปลี่ยนเป็หมอกหนามวลใหญ่เข้าปกคลุมร่างของเอมิลลวดลายสีแดงฉานที่แสนน่ากลัวค่อยๆ จางลงและเลือนหายไปจนหมดสิ้นลมหายใจที่ติดขัดของเขากลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง
หลังจากนั้นเงาร่างทูต์เหนือนาฬิกาก็ค่อยๆสลายหายไปพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้าใส่เฮรัค