หลังจากกินอาหารค่ำเสร็จแล้วเฉียวซีก็นำทุกสิ่งที่อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่ออกมา
เมื่อเฉียวไป่เห็นเห็ดเยื่อไผ่ก็คิดว่ามันคือไข่งูเช่นเดียวกันกับเฉียวซงเขาหวาดผวาและถอยหลังกลับไปอย่างต่อเนื่อง ถอยจนกระทั่งไม่มีหนทางให้ถอยหนีได้อีกเขานั่งลงบนพื้น มองไปทางเฉียวซีพร้ะโกนลั่น “พี่รอง รีบทิ้งมันไปเสียนั่นคือไข่งู ไข่งูกินไม่ได้ กินแล้วต้องตายแน่”
“ฮ่าๆ น้องสาม นี่ไม่ใช่ไข่งู นี่คือเห็ดเยื่อไผ่มันกินได้” ท่าทางของน้องชายคนเล็กช่างน่าขันสิ้นดีและเฉียวซีก็หัวเราะออกมาแล้วจริงๆ
“พี่ใหญ่ พี่รองเพี้ยนไปแล้วท่านรีบทิ้งมันไปเร็ว” เมื่อเฉียวไป่เห็นเฉียวซีหัวเราะเยาะเขา จึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากพี่ชาย
“น้องสามนี่ไม่ใช่ไข่งูหรอก รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า บนพื้นมันเย็นนะ”หันไปมองน้องสาวที่ยังหัวเราะจนตัวสั่น “น้องรอง อย่าหัวเราะเลย น้องเขาไม่รู้”
“เ้าค่ะๆไม่หัวเราะแล้วๆ”
“พี่... พี่ใหญ่...นี่ไม่ใช่ไข่งูจริงๆ หรือ” เฉียวไป่ค่อยๆลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วขยับเข้าใกล้เฉียวซงอย่างระมัดระวังพร้อมทั้งยื่นศีรษะมองกองเห็ดเยื่อไผ่บนพื้น
“ไม่ใช่ไข่งูจริงๆไม่ต้องกลัว” ฝ่ามือของเฉียวซงตบลงบนหลังของเฉียวไป่เบาๆ สองสามหนแสดงถึงการปลอบขวัญ
“เอาล่ะยังมีของดีอย่างอื่นอยู่อีกนะ”
“พี่รองยังมีของดีอะไรอีกหรือ”หลังจากที่แน่ใจว่าไม่ใช่ไข่งู ความรู้สึกของเฉียวไป่ก็กลับมาสู่สภาวะปกติเขาเปิดตากว้างพร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไก่ป่ากับกระต่ายป่า”ขณะที่พูดก็หยิบไก่ป่าและกระต่ายป่าออกมาจากตะกร้าไม้ไผ่แล้ววางไว้บนพื้น
“ว้าว... พี่รองยอดไปเลยท่านจับมันมาได้อย่างไร” เมื่อได้เห็นไก่ป่าและกระต่ายป่า เฉียวไป่ก็น้ำลายแทบหกพวกเขาไม่ได้กินเนื้อมากว่าครึ่งปีแล้วทำเอาเขาใกล้จะลืมแล้วว่าเนื้อมีรสชาติอย่างไร
คิดไม่ถึงเลยว่าพี่สาวจะจับไก่ป่าและกระต่ายป่าได้ในการขึ้นเขาครั้งแรกแววตาที่เฉียวไป่มองเฉียวซีเต็มไปด้วยความชื่นชม
“เป็เพราะข้าโชคดีด้วยตอนที่พวกมันกำลังวิ่งหนี พวกมันวิ่งชนต้นไม้แล้วสลบไป ข้าจึงจับมาได้สบายๆ”ไม่อาจเอ่ยความจริงออกมาได้ อย่างไรเสียบนร่างกายของพวกมันก็ไม่มีรอยแผลอยู่เลยการบอกว่าพวกมันวิ่งชนต้นไม้แล้วสลบไปจึงพอฟังขึ้น
“เ้าพูดจริงหรือ”เฉียวซงมองน้องสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยเขาเพียง้ารู้ว่าเป็มาอย่างไร
“จริงแท้แน่นอนอย่างไรเสียข้าก็ไม่มีความสามารถจะจับมันได้อยู่แล้ว”เฉียวซีพูดพร้อมใบหน้าที่ดูซื่อสัตย์
เฉียวซงมองร่องรอยของการโกหกบนใบหน้าของเฉียวซีไม่ออกจึงได้เชื่อคำที่น้องสาวเอ่ย น้องสาวช่างโชคดีเหลือเกินเขาไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แต่อย่างไรก็เคยได้ฟังจากพ่ออยู่บ้าง
“น้องรองเ้าตั้งใจจะเอาไปทำอะไรหรือ” นี่เป็สิ่งที่น้องรองหามาจึงควรให้นางตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรดี
“พวกเราเก็บไว้กินเองเถอะยามนี้อากาศหนาวแล้ว ปล่อยเนื้อทิ้งเอาไว้นานๆ ก็คงไม่เสียพวกเราไม่ได้กินเนื้อมานานมากแล้ว ไม่ต้องเอาไปขายหรอก”แม้จะนำไปขายในเมืองก็แลกเงินมาได้ไม่เท่าไร สู้เอามาบำรุงพี่ชายน้องชายไม่ได้เลย
“พี่รองจะมีเนื้อกินจริงๆ เหรอ” เฉียวไป่คิดว่าตนหูฝาดไป จึงถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
“แน่นอนจ้ะต่อให้เอาไปขายก็ขายได้ไม่กี่ตัง สู้เราเก็บไว้กินเองไม่ได้หรอก”
“ว้าว... เยี่ยมไปเลยมีเนื้อกินแล้ว” เมื่อเฉียวไป่ได้ยินว่าจะมีเนื้อกินแล้ว เขาก็ดีใจจนะโโลดเต้นไปทั่วครัว
“น้องสามเบาเสียงลงหน่อย” เมื่อเฉียวซงได้เห็นน้องชายดีใจ เขาก็ดีใจเช่นกันแต่สิ่งที่ควรเตือนก็ยังจำเป็ต้องเตือนอยู่ดีใช่ว่าทุกคนในหมู่บ้านจะเป็คนดีเสียทั้งหมด ยังมีพวกอันธพาลอยู่อีกหากถูกพวกเขาได้ยินเข้า ไม่แน่ว่าเนื้อเหล่านี้อาจไม่เหลือเลยก็ได้ใครใช้ให้ครอบครัวพวกเขาไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเลยเล่า
“ใช่แล้วข้าจะไปจุดไฟ” อย่าดูถูกเฉียวไป่เชียว เขาเป็คนเฉลียวฉลาดมากสมองของเขาไวมากทีเดียว
“น้องรองให้ข้าจัดการไก่ป่ากับกระต่ายป่าเถอะ ส่วนเห็ดเยื่อไผ่เ่าั้เ้าคิดจะทำยังไงกับพวกมันหรือ”
“ข้าอยากจะลองเพาะมันดูหากสำเร็จเราเอาไปขายให้กับร้านอาหารใหญ่ๆ ในเมืองน่าจะขายได้ราคาดี”นางไม่รู้จักโลกนี้สักเท่าไร ไม่รู้ว่าพวกเขามีอาหารเช่นนี้หรือไม่หากมีจะพูดง่ายหน่อย หากไม่มี ถ้า้าให้เขาซื้อจำต้องทำอาหารออกมาเสียก่อน การจะทำอาหารนั้นไม่ใช่ปัญหาทว่าปัญหาคืออายุของนาง ไม่อาจรู้ได้ว่าพวกเขาจะเชื่อนางหรือไม่ อย่างไรเสียยามนี้จะคิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ ทุกปัญหาล้วนมีทางออกเสมอ
“เห็ดนี่เพาะได้หรือ” เฉียวซงมองไปที่กองลูกกลมๆ สีน้ำตาลนั้นหลายหนเหตุใดจึงรู้สึกว่าจุดนี้ไม่น่าเชื่อถือกันนะแต่เขาก็ไม่อยากโต้แย้งคำพูดของน้องสาว เพราะไม่้าจะทำนางเสียใจ
“อย่างไรก็ต้องลองดูก่อนหากประสบความสำเร็จแล้ว จากนี้ไปชีวิตของพวกเราก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้”เวลานี้เฉียวซีมั่นใจเป็อย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดสามารถสกัดฝีเท้าของนางได้นางไม่ได้ขอให้พวกตนร่ำรวยขึ้นมาในทันทีนางหวังเพียงว่าครอบครัวของตนจะมีอยู่มีกิน ให้พี่ชายใหญ่ได้เรียนหนังสือต่อให้น้องชายคนเล็กได้มีความรู้ความสามารถมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ความปรารถนาของพ่อ แม้พ่อจะไม่อยู่แล้วนางก็จะทำความปรารถนาของพ่อให้สำเร็จให้ได้
“ได้สิหากเ้า้าอย่างไรก็ทำเช่นนั้นเถิด” ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ขอเพียงน้องสาวไม่ขึ้นเขาเพียงลำพังคนเดียว จะอย่างไรย่อมดีกว่าทั้งนั้นพ่อและแม่ต่างก็ไม่อยู่แล้ว เขาต้องรับภาระหนักในการดูแลน้องๆแต่ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนเขาก็ไม่กลัว
“ขอบคุณพี่ใหญ่มากนะ”เวลานี้จะเอ่ยอะไรล้วนไม่จำเป็ทั้งสิ้นขอเพียงมีผลสัมฤทธิ์ออกมาและพูดจายามมีผลสัมฤทธิ์เ่าั้จึงจะถูกต้อง
ในบ้านมีทั้งหมด 4ห้อง ห้องโถง 1 ห้องห้องเดิมซึ่งเคยเป็ห้องของพ่อกับแม่และกลายเป็ห้องของพี่ชายน้องชายในตอนนี้ 1ห้อง ห้องของนาง 1 ห้อง และยังมีห้องที่เดิมใช้เก็บสิ่งของต่างๆ อีก 1 ห้องตอนนี้โดยพื้นฐานแล้วถือว่ายังว่างอยู่ เมื่อเป็เช่นนี้ห้องนี้จะสามารถให้นางใช้เพาะเห็ดได้พอดี
“พี่ใหญ่อย่างไรเสียห้องเก็บของก็ยังว่างอยู่ หากข้าจะนำมาเพาะเห็ด ท่านจะคิดเห็นเช่นไร”เื่นี้ยังจำต้องปรึกษาพี่ชายใหญ่เสียก่อน
“แล้วแต่เ้าเถิด”อย่างไรเสียห้องนั้นก็ยังว่างอยู่ น้องรองคิดอยากจะทำสิ่งใดก็ให้นางทำเสียเถิด
“ขอบคุณพี่ใหญ่มาก”เมื่อกล่าวว่าจะทำแล้วก็ต้องทำ เฉียวซีพุ่งเข้าไปในห้องเก็บของในนั้นมีกองฝุ่นสะสมอยู่ ทั้งยังมีหยากไย่มากมายใช้ไม้กวาดในมือทำความสะอาดเล็กน้อยก็พอ โชคดีที่ในห้องนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดมีเพียงชั้นวางที่สูงพอๆ กับตัวนางสองชั้น คิดดูแล้วน่าจะเป็ชั้นที่เมื่อก่อนพ่อของนางเคยใช้วางหนังสือยามนี้สามารถนำมาเพาะเห็ดเยื่อไผ่ได้พอดี
คืนนี้ดูจะไม่สามารถจัดการได้แล้วแต่นางไม่ได้ร้อนรน อย่างไรพรุ่งนี้ก็ยังต้องไปป่าไผ่อีกครั้งหากว่าหาได้ก็เพาะพร้อมกันเสียเลย หากหาไม่ได้ก็เพาะเพียงเห็ดที่หาได้คืนนี้เสีย
เมื่อจัดการเรียบร้อยเฉียวซีก็กลับไปที่ครัว ไก่ป่าและกระต่ายป่าถูกพี่ชายจัดการเรียบร้อยแล้วเขาใช้ฟางผูกพวกมัน แล้วแขวนผึ่งลมไว้บนขื่อเป็ที่เรียบร้อย
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วหลังจากที่สามพี่น้องล้างหน้าล้างตา ทั้งสามก็กลับห้องและนอนหลับไป
เช้ามืดวันถัดมาสามพี่น้องต่างตื่นแต่เช้า แทะเคี้ยวมันเทศหยิบตะกร้าไม้ไผ่และมุ่งหน้าไปยังป่าไผ่ ทั้งสามคนต่างพากันคึกคักฮึกเหิม
เมื่อหากันสามคนทำให้หาได้ไวขึ้นมากหลังจากหากันทั้งเช้า ป่าไผ่กว้างใหญ่ก็ถูกพวกเขาสำรวจจนครบ แต่หาเจอเพียง 4เหง้าเท่านั้น แม้จะไม่มาก แต่ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านและกินอาหารกลางวันเสร็จเฉียวซงก็ไปที่ไร่นา เฉียวซีพาเฉียวไป่เริ่มต้นลงมือเพาะปลูกเห็ดเยื่อไผ่ขุดดินอุดมสมบูรณ์ที่เชิงเขามาจำนวนหนึ่ง โรยลงบนชั้นไม้ปูใบไม้และกิ่งไม้ผุที่นำกลับมาจากป่าไผ่ลงไปบนนั้น แล้วนำเชื้อเห็ดเยื่อไผ่ใส่ลงไปสุดท้ายจึงนำดินโรยลงไปบางๆ อีกชั้นหนึ่ง
เมื่อไร้เทคโนโลยีของเทียนเฉาจึงทำได้เพียงเพาะเห็ดเยื่อไผ่ด้วยวิธีดั้งเดิมเช่นนี้คัดเห็ดเสียที่ปนมาออก แล้วเพาะเลี้ยงไว้ในห้อง