หลังจากที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังลงในใจของอาซานและหลิงเอ๋อร์แล้ว ลู่เฟิงก็ใช้เวลาอีกสองสามวันในการสังเกตการณ์และรอคอยโอกาสที่เหมาะสม เขารู้ดีว่าการจะเล่นกับไฟแห่งความปรารถนาของหนุ่มสาวนั้นต้องอาศัยจังหวะและเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ หากรีบร้อนเกินไปไฟอาจจะมอดดับลง แต่หากปล่อยไว้นานเกินไปไฟก็อาจจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้
ใน่เวลาที่รอคอยนี้ ลู่เฟิงได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นกับทั้งสองคน อาซานเริ่มใส่ใจกับการแต่งกายมากขึ้น เขาหวีผมให้เรียบร้อยก่อนออกมาเวรยาม และมักจะหาข้ออ้างต่างๆ เพื่อเดินผ่านครัวบ่อยขึ้น ส่วนหลิงเอ๋อร์ก็เริ่มมีรอยยิ้มบานบนใบหน้าบ่อยครั้งขึ้น นางมักจะเอาขนมหรือน้ำชาไปให้ยามที่กำลังเฝ้าประตูด้วยความเอาใจใส่เป็พิเศษ
ลู่เฟิงยิ้มในใจเมื่อเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ มันเป็สัญญาณที่ชัดเจนว่าคำแนะนำของเขากำลังออกผล หนุ่มสาวทั้งสองคนกำลังค่อยๆ เปิดใจให้กันและกัน แต่ยังคงมีความเขินอายและความลังเลที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพกับความรัก นี่คือจังหวะที่เขารอคอยอยู่ จังหวะที่เขาจะต้องเข้าไปผลักดันให้สถานการณ์เดินหน้าต่อไป
วันหนึ่ง ขณะที่ลู่เฟิงกำลังตัดแต่งกิ่งไผ่ในสวน เขาสังเกตเห็นอาซานเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายใจ ใบหน้าของยามหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวลและความไม่แน่ใจ เขาเดินไปมาหน้าสวนหลายครั้งก่อนที่จะรวบรวมความกล้าเข้ามาหาลู่เฟิง
"ท่านตาหลี่ครับ" อาซานเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า... ข้าได้ทำตามที่ท่านแนะนำแล้วครับ"
ลู่เฟิงหยุดการตัดแต่งกิ่งไผ่แล้วหันมามองอาซานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจ "อ้อ แล้วเป็อย่างไรบ้างล่ะ"
"ข้า... ข้าได้เด็ดดอกบัวมาให้หลิงเอ๋อร์แล้วครับ" อาซานพูดพลางใบหน้าแดงก่ำ "ตอนแรกนางดูแปลกใจมาก แต่พอข้าบอกว่าเห็นดอกบัวบานสวยเลยนึกถึงนาง นางก็ยิ้มให้ข้าแล้วรับดอกบัวไป"
ลู่เฟิงพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก แล้วหลังจากนั้นล่ะ"
"หลังจากนั้นเราก็คุยกันเื่ต่างๆ นานกว่าปกติครับ" อาซานพูดด้วยน้ำเสียงที่เบิกบานขึ้น "นางเล่าให้ฟังเื่บ้านเกิดของนาง และข้าก็เล่าเื่ของข้าให้นางฟังเหมือนกัน มันรู้สึก... รู้สึกดีมากครับ เหมือนกับว่าเราเข้าใจกันมากขึ้น"
"แล้วเ้ารู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้" ลู่เฟิงถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
อาซานก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย "ข้ารู้สึกมีความสุขมากครับ แต่ข้าก็ยังกลัวอยู่ ข้ากลัวว่าข้าจะทำอะไรผิดพลาดแล้วทำให้นางไม่พอใจ"
ลู่เฟิงเดินเข้าไปใกล้อาซานแล้วตบบ่าเขาเบาๆ "ความกลัวเป็เื่ธรรมดา แต่อย่าให้มันมาขัดขวางความสุขของเ้า ถ้าเ้า้าจะก้าวไปข้างหน้า เ้าต้องกล้าที่จะเสี่ยง"
"ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ" อาซานถามด้วยความสงสัย
ลู่เฟิงมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆดำปกคลุม "ข้าหมายความว่า บางทีเ้าควรจะหาโอกาสที่จะได้อยู่กับนางตามลำพังสักครั้ง ในที่ที่เงียบสงบและเป็ส่วนตัว เพื่อที่เ้าจะได้พูดคุยกับนางอย่างจริงจัง"
อาซานเบิกตากว้างด้วยความใ "แต่ครับท่านตา มันจะเหมาะสมหรือครับ ถ้ามีคนเห็นเราอยู่ด้วยกันตามลำพัง มันอาจจะทำให้เกิดข่าวลือได้"
"ก็เพราะเหตุนั้นแหละที่เ้าต้องเลือกเวลาและสถานที่ให้ดี" ลู่เฟิงพูดพลางยิ้มลึกลับ "ข้าเห็นว่าศาลาร้างกลางสวนเป็ที่ที่เหมาะสม มันอยู่ลึกเข้าไปในสวน ไม่ค่อยมีใครเข้าไปวุ่นวายในยามค่ำคืน และมีดอกราตรีบานอยู่รอบๆ กลิ่นหอมของมันจะทำให้บรรยากาศดูโรแมนติก"
อาซานฟังแล้วใจเต้นแรง "แต่ข้าจะชวนนางไปที่นั่นได้อย่างไรครับ ข้าไม่อยากให้นางคิดว่าข้ามีเจตนาไม่ดี"
ลู่เฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "เ้าไม่ต้องชวนนางโดยตรง ข้าจะช่วยเ้า ข้าจะไปบอกนางว่าเ้าจะไปรอนางที่ศาลานั้นในคืนเดือนมืด เพื่อที่จะได้พูดคุยเื่สำคัญ นางจะต้องสนใจและไปแน่ๆ"
"จริงหรือครับท่านตา" อาซานถามด้วยความหวัง
"แน่นอน ข้าเห็นแล้วว่านางมีใจให้เ้า นางจะต้องไปแน่" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ "แต่เ้าต้องเตรียมตัวให้ดี แต่งกายให้สะอาดสะอ้าน และที่สำคัญที่สุดคือเ้าต้องพร้อมที่จะบอกความรู้สึกที่แท้จริงของเ้ากับนาง"
อาซานพยักหน้าอย่างตั้งใจ "ข้าเข้าใจแล้วครับ ข้าจะเตรียมตัวให้ดีที่สุด"
หลังจากที่อาซานเดินจากไปแล้ว ลู่เฟิงก็ยิ้มอย่างพอใจ เขารู้ว่าขั้นตอนแรกของแผนการกำลังจะสำเร็จลุล่วง ตอนนี้เขาต้องไปหาหลิงเอ๋อร์เพื่อปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความคาดหวังในใจของนางเช่นกัน
ลู่เฟิงเดินไปยังครัวอย่างเงียบๆ เขาเห็นหลิงเอ๋อร์กำลังล้างจานอยู่ ใบหน้าของนางดูเบิกบานกว่าปกติ และมีรอยยิ้มบางๆ อยู่บนริมฝีปาก ลู่เฟิงรู้ว่านั่นเป็ผลมาจากการที่อาซานให้ดอกบัวกับนาง
"หลิงเอ๋อร์" ลู่เฟิงเรียกเบาๆ
หลิงเอ๋อร์หันมาแล้วยิ้มให้เขา "ท่านตาหลี่เ้าค่ะ มีอะไรให้ข้าช่วยหรือเ้าคะ"
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากมาขอบคุณเ้า" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
"ขอบคุณข้าเหรอเ้าคะ ข้าทำอะไรให้ท่านหรือ" หลิงเอ๋อร์ถามด้วยความสงสัย
"เ้าทำให้อาซานมีความสุขมาก" ลู่เฟิงพูดพลางยิ้ม "เขามาหาข้าเมื่อสักครู่ เล่าให้ฟังว่าเ้ารับดอกบัวที่เขาให้อย่างดีใจ และพูดคุยกับเขาอย่างเป็มิตร"
หลิงเอ๋อร์ใบหน้าแดงก่ำทันที "ข้า... ข้าแค่ทำตามธรรมดาเ้าค่ะ พี่อาซานเป็คนดี ข้าก็เลยรู้สึกดีกับเขา"
"ข้าเห็นด้วยนะ" ลู่เฟิงพูดต่อ "และข้าก็เห็นว่าเ้าเองก็มีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้เขาเหมือนกัน"
หลิงเอ๋อร์ก้มหน้าลงด้วยความเขินอาย "ข้า... ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรเ้าค่ะ"
"ไม่ต้องพูดอะไรหรอก" ลู่เฟิงเดินเข้าไปใกล้นางมากขึ้น "แต่ข้าอยากจะบอกเ้าว่า อาซานเขามีเื่สำคัญอยากจะคุยกับเ้า เขาขอให้ข้ามาบอกเ้าว่าในคืนเดือนมืดนี้ เขาจะไปรอเ้าที่ศาลาร้างกลางสวน"
หลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความใ "เื่สำคัญเหรอเ้าคะ เื่อะไรหรือ"
"นั่นเ้าต้องไปถามเขาเอง" ลู่เฟิงพูดพลางยิ้มลึกลับ "แต่ข้าคิดว่ามันเป็เื่ที่เ้าอยากจะได้ยิน"
หลิงเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ใจของนางเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความกังวลปนกัน "แต่... แต่มันจะเหมาะสมหรือเ้าคะ ถ้าข้าไปพบเขาตามลำพังในยามค่ำคืน"
"ไม่มีอะไรไม่เหมาะสมหรอก" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่ปลอบใจ "เ้าทั้งสองเป็คนดี และข้าเชื่อว่าอาซานไม่มีเจตนาไม่ดีกับเ้าแน่ๆ นอกจากนั้น ศาลาแห่งนั้นก็อยู่ในคฤหาสน์ ไม่ใช่ที่ไกลโพ้น"
หลิงเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "งั้น... งั้นข้าจะไปเ้าค่ะ"
"ดีมาก" ลู่เฟิงยิ้มอย่างพอใจ "แต่จำไว้นะ อย่าไปบอกใครเื่นี้ เพราะบางคนอาจจะไม่เข้าใจ"
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ข้าจะไม่บอกใคร"
หลังจากที่ได้วางแผนเรียบร้อยแล้ว ลู่เฟิงก็รู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเอง เขาได้สร้างสถานการณ์ที่จะทำให้หนุ่มสาวทั้งสองคนได้พบกันในสถานที่ที่เหมาะสม และในเวลาที่เขาสามารถควบคุมได้ ตอนนี้เขาต้องเตรียมตัวสำหรับการแสดงที่จะเกิดขึ้นในคืนนั้น
วันต่อมา ลู่เฟิงใช้เวลาในการสำรวจศาลาร้างกลางสวนอย่างละเอียด เขา้าให้แน่ใจว่าทุกอย่างเป็ไปตามแผนที่เขาวางไว้ ศาลาแห่งนี้เป็สถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับแผนการของเขา มันอยู่ห่างจากเรือนหลักพอสมควร มีพุ่มไม้หนาทึบรอบๆ ที่เขาสามารถซ่อนตัวได้ และที่สำคัญที่สุดคือมันมีทางเข้าออกหลายทาง ทำให้เขาสามารถเข้าออกได้โดยไม่ถูกสังเกต
เขาเดินรอบๆ ศาลาหลายครั้ง จดจำตำแหน่งของพุ่มไม้แต่ละต้น ทางเดินแต่ละสาย และจุดที่เขาจะซ่อนตัวเพื่อสังเกตการณ์ เขายังตรวจสอบดอกราตรีที่บานอยู่รอบๆ ศาลา กลิ่นหอมหวานของมันจะช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและทำให้หนุ่มสาวทั้งสองคนรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
ในขณะที่เขากำลังวางแผนอยู่นั้น เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เขารีบซ่อนตัวหลังพุ่มไผ่ใหญ่และมองออกไปดู เขาเห็นอาซานเดินเข้ามาในสวนด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายใจ ยามหนุ่มมองไปรอบๆ ราวกับว่ากำลังมองหาใครสักคน
"ท่านตาหลี่" อาซานเรียกเบาๆ "ท่านอยู่ที่นี่หรือครับ"
ลู่เฟิงออกมาจากที่ซ่อนพลางยิ้ม "ข้าอยู่นี่ มีอะไรหรือ"
"ข้า... ข้ากังวลเื่คืนนี้ครับ" อาซานพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับหลิงเอ๋อร์ดี ข้ากลัวจะทำให้นางไม่พอใจ"
"สงบใจเถอะ" ลู่เฟิงเดินไปตบบ่าอาซานเบาๆ "เ้าแค่พูดตามใจจริงก็พอแล้ว บอกนางว่าเ้ารู้สึกอย่างไรกับนาง และถามนางว่านางรู้สึกอย่างไรกับเ้า"
"แต่ถ้านางปฏิเสธล่ะครับ" อาซานถามด้วยความกังวล
"ถ้านางปฏิเสธ เ้าก็ต้องยอมรับ" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "แต่ข้าเชื่อว่านางจะไม่ปฏิเสธหรอก ข้าเห็นสายตาที่นางมองเ้า มันไม่ใช่สายตาของคนที่ไม่มีความรู้สึก"
อาซานหายใจเข้าลึกๆ "ข้าหวังว่าท่านจะพูดถูก"
"ข้าพูดถูกแน่นอน" ลู่เฟิงยิ้มอย่างมั่นใจ "แต่จำไว้ เ้าต้องเป็สุภาพบุรุษ อย่าทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ให้นางรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ"
อาซานพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ข้าเข้าใจแล้วครับ ข้าจะทำตามที่ท่านแนะนำ"
หลังจากที่อาซานเดินจากไปแล้ว ลู่เฟิงก็กลับไปที่เรือนพักของตัวเองเพื่อเตรียมตัวสำหรับคืนนั้น เขาเลือกชุดสีดำที่จะช่วยให้เขาซ่อนตัวได้ดีในความมืด และเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ที่เขาอาจจะต้องใช้ เขารู้สึกตื่นเต้นกับการแสดงที่จะเกิดขึ้น มันเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาได้รู้สึกถึงความสนุกสนานแบบนี้
เมื่อค่ำคืนมาถึง ลู่เฟิงแอบออกจากเรือนพักและเดินไปยังศาลาร้างกลางสวนก่อนเวลานัดหมาย เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไผ่ใหญ่ที่ให้เขามองเห็นศาลาได้อย่างชัดเจน แต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นเขาได้ เขานั่งรออย่างอดทนพลางคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ไม่นานนัก เขาก็เห็นเงาของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในสวน เป็อาซานที่แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ดูสะอาดสะอ้าน ผมของเขาถูกหวีจัดทรงอย่างเรียบร้อย และใบหน้าของเขาดูตื่นเต้นแต่ก็กังวลในเวลาเดียวกัน อาซานเดินไปยังศาลาแล้วยืนรอด้วยท่าทีที่ไม่สบายใจ เขามองไปรอบๆ อยู่เรื่อยๆ ราวกับว่ากำลังมองหาหลิงเอ๋อร์
ประมาณสิบนาทีต่อมา เงาอีกตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เป็หลิงเอ๋อร์ที่เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง นางสวมชุดสีขาวที่เรียบง่ายแต่สวยงาม ผมยาวของนางถูกผูกเป็มวยต่ำ และใบหน้าของนางดูเขินอายแต่ก็มีความตื่นเต้นแฝงอยู่ เมื่อนางเห็นอาซานยืนรออยู่ นางก็หยุดเดินและยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ลู่เฟิงมองดูฉากนี้ด้วยความพึงพอใจ ทุกอย่างเป็ไปตามที่เขาวางแผนไว้ หนุ่มสาวทั้งสองคนกำลังยืนห่างกันประมาณสิบก้าว ทั้งคู่ต่างก็ดูประหม่าและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความคาดหวัง
ในที่สุด คืนเดือนมืดที่ไร้แสงดาวก็มาถึง ลู่เฟิงรู้ว่านี่คือคืนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการเริ่มต้นบทเรียนแรกของเขา เขาแอบไปบอกอาซานว่าในคืนนี้หลิงเอ๋อร์จะไปรอเขาที่ศาลาร้างกลางสวน เพื่อที่จะได้พูดคุยกันตามลำพัง แน่นอนว่าอาซานดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบกลับไปเตรียมตัวและแต่งกายให้ดูดีที่สุดเท่าที่ยามหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้
จากนั้น ลู่เฟิงก็ไปหาหลิงเอ๋อร์ที่กำลังทำงานอยู่ในครัว เขาแสร้งทำเป็เดินผ่านไปมาแล้วเอ่ยขึ้นลอยๆ ว่า "คืนนี้อากาศดีนะหลิงเอ๋อร์ ข้าเห็นว่าที่ศาลากลางสวนมีดอกราตรีบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่ว น่าเสียดายที่ไม่มีใครไปชื่นชมความงามของมันเลย"
หลิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงระเรื่อ นางรู้ดีว่าคำพูดของท่านตาหลี่นั้นมีความหมายแฝงอยู่ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะลองไปดูสักครั้ง หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว นางก็แอบย่องออกจากเรือนพักของสาวใช้และมุ่งหน้าไปยังศาลาร้างกลางสวน
ศาลาร้างแห่งนี้ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนของคฤหาสน์ตระกูลเว่ย มันเป็สถานที่ที่เงียบสงบและไม่ค่อยมีใครเข้ามาวุ่นวายในยามค่ำคืน เมื่อหลิงเอ๋อร์ไปถึงก็เห็นอาซานยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ดูสะอาดสะอ้าน ผมเผ้าถูกหวีจัดทรงอย่างเรียบร้อย ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาคมคายภายใต้แสงจันทร์สลัวๆ
"พี่อาซาน..." หลิงเอ๋อร์เอ่ยเรียกเบาๆ
อาซานหันมาเห็นนางก็ยิ้มกว้าง "เ้ามาแล้วหรือหลิงเอ๋อร์ ข้านึกว่าเ้าจะไม่มาเสียอีก"
"ข้า... ข้าแค่มาเดินเล่นน่ะเ้าค่ะ" หลิงเอ๋อร์พูดแก้เกี้ยว
ทั้งสองคนยืนเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครกล้าที่จะเริ่มบทสนทนาก่อน บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยความประหม่าและเขินอาย ในที่สุด อาซานก็เป็ฝ่ายรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น
"หลิงเอ๋อร์ ข้า... ข้ามีเื่อยากจะบอกเ้ามานานแล้ว"
หลิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจของนางเต้นระรัว "เื่อะไรหรือเ้าคะ"
"ข้า... ข้าชอบเ้านะหลิงเอ๋อร์" อาซานพูดออกมาในที่สุด "ข้าชอบเ้ามาั้แ่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าเ้าแล้ว ข้ารู้ว่าข้าเป็แค่ยามต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับเ้าเลย แต่ข้าก็อดที่จะรู้สึกแบบนี้ไม่ได้จริงๆ"
คำสารภาพรักของอาซานทำให้หลิงเอ๋อร์ใจนทำอะไรไม่ถูก นางไม่เคยคิดว่าเขาจะกล้าพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ นางก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาเขา "ข้า... ข้าก็..."
อาซานเห็นนางเงียบไปก็ใจเสีย "เ้า... เ้ารังเกียจข้าหรือหลิงเอ๋อร์"
"ไม่ใช่นะเ้าคะ" หลิงเอ๋อร์รีบปฏิเสธ "ข้า... ข้าก็รู้สึกดีกับพี่เหมือนกัน"
คำตอบของหลิงเอ๋อร์ทำให้อาซานดีใจจนแทบจะะโโลดเต้น เขายื่นมือไปจับมือนางเบาๆ "จริงหรือหลิงเอ๋อร์ เ้าไม่ได้โกหกข้านะ"
หลิงเอ๋อร์ส่ายหัวช้าๆ พลางยิ้มบางๆ ให้เขา ทั้งสองคนจ้องตากันอย่างหวานซึ้ง บรรยากาศเริ่มเต็มไปด้วยความโรแมนติก อาซานค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้หลิงเอ๋อร์ เขาไม่เคยจูบใครมาก่อนในชีวิต แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงความรู้สึกของเขาออกมา เขาจึงค่อยๆ ประทับริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากของหลิงเอ๋อร์อย่างเคอะเขิน มันเป็เพียงการััที่แ่เบาและเงอะงะ แต่สำหรับหนุ่มสาวผู้ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน มันกลับเป็ััที่หวานล้ำและน่าตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น
หลิงเอ๋อร์เองก็ใไม่แพ้กัน นางไม่เคยถูกชายใดล่วงเกินเช่นนี้มาก่อน แต่นางก็ไม่ได้ผลักไสเขาออกไป นางกลับหลับตาพริ้มและปล่อยให้เขาััริมฝีปากของนางต่อไป อาซานเมื่อเห็นว่านางไม่ปฏิเสธก็เริ่มได้ใจ เขากระชับอ้อมแขนที่โอบรอบเอวนางให้แน่นขึ้น และเริ่มใช้มืออีกข้างลูบไล้ไปตามแผ่นหลังของนางอย่างแ่เบา
แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากที่ไม่ไกลนัก เสียงนั้นทำให้หลิงเอ๋อร์ใจนผงะถอยหลังออกมาทันที นางรีบดึงมือออกจากอาซานแล้วมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
"ใครน่ะ" นางกระซิบถาม
อาซานเองก็ใไม่แพ้กัน เขารีบหันไปมองตามเสียงนั้น แต่ก็ไม่เห็นใครเลย "ข้าไม่เห็นมีใครเลยนะหลิงเอ๋อร์ เ้าอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้"
"ไม่จริงหรอกเ้าค่ะ ข้าได้ยินเสียงคนเดินจริงๆ" หลิงเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ "เรากลับกันเถอะเ้าค่ะ ถ้ามีคนมาเห็นเราอยู่ด้วยกันสองต่อสองในที่แบบนี้มันจะไม่ดี"
"แต่หลิงเอ๋อร์..." อาซานพยายามจะรั้งนางไว้ แต่หลิงเอ๋อร์ก็ไม่ฟัง นางรีบวิ่งหนีกลับไปที่เรือนพักของตัวเองทันที ทิ้งให้อาซานยืนอยู่คนเดียวด้วยความหงุดหงิดและผิดหวัง
แน่นอนว่าเสียงฝีเท้าที่หลิงเอ๋อร์ได้ยินนั้นไม่ใช่เสียงของใครอื่นนอกจากลู่เฟิงนั่นเอง เขายืนแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลจากศาลานัก เขารู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเองที่สามารถขัดจังหวะหนุ่มสาวทั้งสองคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขารู้ดีว่าการสร้างความค้างคาใจและความกระสันนั้นเป็วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมจิตใจของคน และตอนนี้ทั้งอาซานและหลิงเอ๋อร์ต่างก็กำลังตกอยู่ในสภาวะนั้นอย่างเต็มเปา
'บทเรียนแรกจบลงแล้ว... บทเรียนต่อไปจะต้องเข้มข้นกว่านี้อีก' ลู่เฟิงคิดในใจพลางแสยะยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย เขารู้สึกสนุกกับการเล่นเกมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และเขาก็แทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นว่าหนุ่มสาวผู้ไร้เดียงสาทั้งสองคนนี้จะดิ้นรนอย่างไรในเกมของเขา