บทที่ 30 ในฐานะแม่ทัพผู้หนึ่ง
เสียงฝีเท้าม้าศึกควบวิ่งท่ามกลางความมืดดังในป่าใหญ่ใกล้กับลำธารขนาดใหญ่อันเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดที่จะเดินทางในยามค่ำคืนในป่าเพื่อตรงไปยังเมืองหลวน
ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวให้แสงสว่างไม่มากทั้งยามนี้เมฆก็เริ่มเคลื่อนปิดสัมผัสได้ถึงสายลมแห่งสายฝนที่กำลังจะตกในอีกไม่ช้า
แม้สายน้ำจะตรงไปยังเมืองหลวนได้อย่างแม่นยำที่สุดแต่หากฝนตกลงมา การเดินทางยามค่ำคืนก็ดูเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดนัก
ฉึก!
ลูกธนูพุ่งมาจากด้านหน้าผ่านตัวเขาไปปักที่คอม้าของทหารอีกคนจนชายหนุ่มต้องหยุดฝีเท้าม้าอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับลูกน้อยที่เหลือ
เสี้ยววินาทีหางตาก็มองลูกน้อยที่ตกจากหลังม้าที่วิ่งเตลิดหนีไป
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าปลอดภัยขอรับ!” ทหารผู้นั้นตอบกลับ
ทหารที่มากับเฉินจือหานมีเพียงห้าคนเพราะจุดหมายครั้งนี้คือการลากคอรุ่ยอ๋องกลับมาเท่านั้นไม่ใช่การก่อสงครามคนยิ่งน้อยยิ่งดี ยามนี้ทุกคนต่างมองคนละทิศทางเพื่อระวังให้กันและหัน
“ไอ้เฒ่านั่นเหลี่ยมจัดนัก คงศึกษาชัยภูมิแถวนี้มาอย่างดี”หรือไม่ก็มีคนให้ข้อมูลมาอย่างละเอียด
ชายหนุ่มนึกเจ็บใจรุ่ยอ๋องเป็นผู้ส่งสานส์ของฮ่องเต้ไปยังที่ต่างๆเคยนึกสงสัยว่าทำไมรุ่ยอ๋องต้องรับปากทงานที่ต้องเดินทางบ่อยๆแต่ยามนี้กลับรู้สึกชื่นชม อู่หนานฟางฉลาดจริงๆหากตนรู้เส้นทางในแคว้นดีก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแผนที่บ้าบอในมือกองทัพสักนิดทั้งยังสามารถบอกกล่าวกับพวกพ้องด้วยตัวเองได้ทันที
สมเป็นอู่หนานฟาง
“อู่หนานฟาง! ข้ารู้ว่าเจ้ามองข้าอยู่ ข้าอยากคุยกับเจ้า!” เฉินจือหานประกาศเสียงดัง เขามั่นใจว่ารุ่ยอ๋องต้องอยู่ที่นี่รวมถึงหลี่รุ่ยเต๋อ หวงจือเหว่ยและลูกน้องของพวกนั้น แต่จำนวนคงจะไม่เยอะเพื่อให้เหมาะกับการเคลื่อนไหวรวดเร็วในยามค่ำคืน
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหน้าชายหนุ่มมองภาพนั้นเป็นร่างที่คุ้นเคยเดินออกมาหากแต่ใบหน้าของรุ่ยอ๋องกลับดูเย็นชาไม่เหมือนเคย ราวกับคนที่เขาไม่รู้จัก
เฉินจือหานตัดสินใจลงจากหลังม้าพร้อมกับสั่งให้ทหารคนอื่นๆลงมาด้วย แม้เหล่าทหารจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องทำตามไม่นานพวกหลี่รุ่ยเต๋อก็เดินออกมาจากทุกทิศทาง
อ่า...โดนล้อมไว้หมดแล้วสินะ...
ชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งแม่ทัพถอนหายใจยาวก่อนจะมองไปที่หน้าของญาติผู้น้องที่อยู่ตรงหน้า
“ข้าจะไม่ถามเหตุผลของเจ้าแต่กลับไปกับข้าเถิด ข้าจะช่วยให้เจ้าพ้นโทษตาย”
เฉินจือหานพิจารณาปัจจัยแล้วหากการต่อสู้เริ่มขึ้นที่นี่ย่อมไม่เป็นผลดีกับตนเองมากนักไม่ว่าจะเป็นจำนวนทหารที่น่าจะมีน้อยกว่าและหากพลั้งมือฆ่าหลี่รุ่ยเต๋อภายในแคว้นฝู เกรงว่าจะส่งผลร้ายแรงระหว่างแคว้นอาจทำให้เกิดสงครามขึ้นจริงๆ มิใช่การหยั่งเชิงกันเช่นผ่านมา
แม้จะได้เปรียบด้านพื้นที่กว่าเล็กน้อยแต่เรื่องเงื่อนไขอื่นๆ ล้วนแต่จนแต้มการเกลี่ยกล่อมให้รุ่ยอ๋องยอมรับผิดแล้วต่างคนต่างไปย่อมเป็นทางที่เสียหายน้อยที่สุดทั้งแคว้นฝูและลี่
“พ้นโทษตายรึ? เฉินจือหานราวกับเจ้าไม่รู้สึกเสียแล้วว่าโอรสสวรรค์ผู้นั้นร้ายกาจเพียงใด”รุ่ยอ๋องแสยะยิ้มให้เฉินจือหาน ในมุมมองของเขาบุรุษที่นั่งบนบัลลังก์ผู้นั้นไม่ใช่คนที่มีเมตตาการกระทำแต่ละอย่างล้วนแต่กดหัวบุตรที่เกิดจากฮองเอาทั้งสิ้นรวมถึงตัวเขาด้วย
แม้จะแสดงออกมาว่ารักและไว้ใจแต่โอรสสวรรค์ผู้นั้นกลับมีความลับมากมายกับตนดูอย่างเรื่องที่เมืองหลวนและการขนส่งเสบียงทางใต้นั่น ยังไม่เคยบอกกล่าวยังไม่รวมเรื่องกองทัพและการบริหารบ้านเมืองต่างๆ ที่ผ่านมาไหนจะจวิ้นอ๋องพี่ชายของเขาที่ถูกส่งออกไปเรียนห่างใกล้ถูกสั่งไม่ให้ติดต่อมาหาตระกูลเสิ้นอีกแท้จริงแล้วพวกเขานั้นก็เป็นแค่ศัตรูคนหนึ่งที่โอรสสวรรค์อยากผลักให้ไกลจากบัลลังก์ขององค์รัชทายาท
ยังไม่รวมเรื่องของจ้าวหานของตระกูลจ้าวผู้นั้นอีก
เรื่องนั้นเฉินจือหานก็ย่อมรับรู้เช่นกันฮ่องเต้มิได้ไว้ใจฮองเฮาฉันใด ก็มีความรู้สึกกับบุตรที่เกิดจากเสิ้นฮองเฮาฉันนั้น
นี่อาจเป็นบาปกรรมของคนแซ่อู่ที่ว่านั่นระแวดระวังกันเอง ไร้ซึ่งความอบอุ่นในฐานะครอบครัวต่างต้องพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดี พี่ฆ่าน้อง พ่อระแวงลูก
“แต่เจ้าก็ไม่ควรจะทำเช่นนี้หากเจ้าอดทนสักนิด สักวัน ท่านลุงอาจจะเชื่อในตัวเจ้า”
“อดทนรึ! กับหลานสายนอกเช่นเจ้าจะไปเข้าใจสิ่งใด! ข้าอดทนรองมือรองเท้าท่านพ่อมากี่ปีข้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพ่อไว้ใจ แต่กลับไม่เคยได้ความไว้ใจกลับมาเลยสักครั้งคนคนนั้นแสร้งทำดีกับข้า! เพื่อให้ข้าอยู่ในอำนาจเท่านั้น!ไม่เคยเห็นว่าข้าเป็นลูกเลยด้วยซ้ำ!”นั่นคือความอัดอั้นของรุ่ยอ๋อง
ตลอดเวลาตั้งแต่เล็กจนโตเขามักจะเห็นสายตาของความรังเกียจและไม่ไว้ใจจากคนเป็นบิดามาเสมอแต่ตนก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น พยายามทำงานอย่างหนัก
จนกระทั่งจ้าวหานเข้ามาในราชสำนักและวันที่เขารู้ว่าแท้จริงแล้วจ้าวหานคือลูกของหวางเฟยผู้นั้น น้องชายแท้ๆขององค์รัชทายาท เขาก็ได้เห็นความรักของคนเป็นพ่อที่มีต่อลูกจริงๆความเมตตาที่เขาไม่เคยได้รับมันเลย
“ข้าไม่หยุดแค่นี้หรอกนะเฉินจือหาน หากข้าไม่ได้บัลลังก์ข้าก็จะทำทุกอย่างเพื่อกระชากเอาตระกูลอู่ลงมาจากบัลลังก์นั่น!” รุ่ยอ๋องพูดทุกอย่างอย่างเกลียดชังที่ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็คงต้องจัดการเจ้าเสียตรงนี้ อู่หนานฟาง” พูดจบชายหนุ่มก็ชักดาบออกมาเช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่ตรงนั้น
เฉินจือหานพุ่งตรงเข้าใส่อู่หนานฟางอย่างไม่ลังเลด้วยความรวดเร็วของเฉินจือหานทำให้เข้าถึงตัวอู่หนานฟางอย่างง่ายดาย และแทงเข้าที่สีข้างของกบฏอู่หนานฟางเข้าจังๆแต่ยังไม่ทันได้ปิดงานก็รับรู้ถึงใครบางคนที่เข้ามาแทรกจึงใช้เท้าถีบอู่หนานฟางอย่างรุนแรงลอยกระเด็นไม่ให้ขยับตัวไปไหนได้เอง พร้อมกับเป็นแรงส่งให้ตัวเองพ้นจากวิถีดาบของอีกฝ่าย
“อย่างเจ้าต้องเจอกับข้าเฉินจือหาน!” เจ้าของยิ้มที่น่ารังเกียจคำรามเสียงดังของแม่ทัพเฒ่าส่วนทหารข้างหลังก็ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
เสียเปรียบ! แต่ในฐานะแม่ทัพ เขาก็ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ
เคล้ง!
เสียงดาบปะทะกันจนเกิดประกายไฟท่ามกลางความมืดอู่หนานฟางที่ถูกถีบเข้าที่ท้องเต็มๆ หมดสติไปทันที ส่วนคนอื่นๆยังคงปะทะกันอย่างดุเดือด
สายฝนค่อยๆตกลงมาพร้อมกับแสงจันทร์อันน้อยนิดที่ค่อยๆ ปรากฏพ้นแนวเมฆทหารของเฉินจือหานล้วนตายไปเกือบหมดรวมทั้งทหารของหลี่รุ่ยเต๋อเช่นกันยามนี้ก็มีเพียงหลี่รุ่ยเต๋อที่สนุกกับการเข่นฆ่าเฉินจือหานและเฉินจือหานที่รู้สึกเจ็บที่หัวไหล่เจียนตายแต่ก็ต้องอดทน
อ่า...บางที เขาอาจจะต้องตายตรงนี้จริงๆ ก็ได้
... ... ...
เรือนสกุลจ้าว
จ้าวอี้หยางที่ได้รับรู้ข่าวที่น่าตกใจทรุดตัวลงหน้าเรือนของตนเองตั้งแต่ตอนนั้นมองดูทหารของพี่ชายค้นเรือนของตนเองอย่างเลื่อนลอย ข้างๆมีจ้าวซินเยว่นั่งให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ทั้งพี่สะใภ้และจ้าวอันซินที่ปลอบอยู่ข้างๆ
จ้าวซินเยว่ที่กลับมายังเรือนก็ฟังทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากพี่ชายพร้อมๆกับจ้าวอี้หยางด้วยหัวใจที่สั่นเครือ ในตอนแรกนั้นพี่ชายของนางคิดว่าชินอ๋องคือกบฏแต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอจึงคิดแผนนี้ขึ้นมากับเฉินจือหานเพื่อยืนยันตัวตน แต่ผลกลับเป็นรุ่ยอ๋องทำให้เรื่องราวไม่คาดคิดมันเกิดขึ้นมากมาย
ตอนที่จ้าวอี้หยางรับรู้ว่ารุ่ยอ๋องผู้นั้นเป็นกบฏนางก็ทรุดลงไปกับพื้นไม่มีน้ำตา แต่ก็รับรู้ว่านางเจ็บปวดเรื่องที่เกิดขึ้นที่สุด
“บางทีการที่เขาเข้าหาข้า อาจจะเป็นเพราะอยากรู้ว่าหลักฐานที่ท่านอาหญิงมีอยู่ที่ไหนและเส้นสายของพี่สามมีมากเพียงใดก็ได้”
จ้าวอี้หยางเล่าว่ารุ่ยอ๋องมักจะตะล่อมถามนางเกี่ยวกับเส้นทางการค้าจ้าวฉางหยาง และเส้นสายอื่นๆแต่นางมักจะปฏิเสธ รวมถึงการถามถึงความเป็นอยู่ของจ้าวอันซินแม้นางจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้เอะใจเลยสักนิด
แท้จริงแล้วนางก็ไม่รู้เลยว่าอู่หนานฟางผู้นั้นรักนางจริงๆ หรือไม่
“เจอแล้วขอรับเป็นกุญแจอยู่ในกล่องเครื่องประดับขอรับ ข้าขอไปตรวจสอบว่าเป็นของที่ใด”ทหารผู้หนึ่งออกมาจากห้องนอนของจ้าวอี้หยางพร้อมกับกล่องที่ใส่ปิ่นที่นางพึ่งจะได้มาโดยในกล่องนั้นมีกลไลที่สามารถเปิดใต้กล่องได้ และมีกุญแจอยู่ในนั้น
“ฮึก! เขาไม่เคยรักข้าเลยหรือ”จ้าวอี้หยางที่เห็นเช่นนั้นก็ก้มหน้าลงด้วยความเสียใจในที่สุดน้ำตาที่ปิดกั้นไว้ก็ไหลรินลงมา หากบุรุษผู้นั้นรักนางคงไม่มีสิ่งของที่จะพานางไปถึงโทษตายพวกนี้อยู่กับนาง บางทีหากนางไร้ประโยชน์กุญแจดอกนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่รุ่ยอ๋องใช้ทำลายนางกับตระกูลจ้าวก็เป็นได้
จ้าวอันซินโอบกอดหลานสาวที่ร้องไห้ตัวโยนอย่างรู้สึกเห็นใจไม่นานนัก ก็พบกับเอกสารอื่นๆ ในกล่องเครื่องเขียนและกระดาษที่รุ่ยอ๋องนำมามอบให้
“อย่าพึ่งคิดมากไปรอได้ตัวอู่หนานฟางกลับมา ก็จะรู้ว่าเขาทำเช่นนี้ทำไม” จ้าวอันซินปลอบหลานสาวที่ใจสลายด้วยท่าทางอ่อนโยนส่วนจ้าวซินเยว่แม้นางเองจะร้อนใจแต่ก็แสดงอะไรออกมาไม่ได้
“อย่างไรก็ห้ามใครออกจากจวนจนกว่าจะได้คำตอบจะดีที่สุดจ้าวอี้หยางก็คงไม่พ้นผู้สมรู้ร่วมคิดจนกว่าจะจับมันได้”แม้จะปวดใจแต่จ้าวหานก็ต้องทำหน้าที่
“มู่จางเจ้าไปกับข้า ตามไปสมทบกับเฉินจือหาน” มู่จางพยักหน้ารับก่อนที่บุรุษทั้งสองคนจะควบม้าออกไปทิ้งให้ทหารเก็บหลักฐานเอาไว้และเฝ้าจวนเพื่อไม่ให้ใครเข้าออกจวนได้
ไม่นานนักฝนก็เริ่มตกลงมาใบหน้าสวยของจ้าวซินเยว่มองออกไปเบื้องนอกที่ไม่มีทั้งแสงจันทร์และดวงดาว
ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนานเหลือเกิน...
... ... ...
รองแม่ทัพและทหารมือดีอย่างมู่จางเร่งรีบควบมือไปตามเส้นทางน้ำท่ามกลางสายฝน สายน้ำในลำธารเริ่มไหลเชี่ยว
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดที่เกิดการต่อสู้กัน ภาพตรงหน้าคือเฉินจือหานในสภาพหอบหายใจแรง ในมือถือดาบแทงเข้ากลางลำตัวของหลี่รุ่ยเต๋อที่ยืนตาเหลือบหมดลมหายใจทันทีข้างๆลำธาร จนดาบค่อยๆ หล่นจากมือ
ราวกับภาพทุกอย่างมันช้าลงทำให้ทั้งสองคนที่ตามมารู้สึกโล่งใจ แม้จะบาดเจ็บ แต่เฉินจือหานก็เก่งกาจหากสู้กันจริงๆ คงจะไม่แพ้ แต่ว่า...
บุรุษใต้หน้ากากหวงจื่อเหว่ยที่ยังมีแรงมากพอลุกขึ้นและพุ่งตัวเข้าใส่เฉินจือหานจากด้านหลังโดยที่เฉินจือหานที่ยังไม่ทันได้ดึงดาบออกจากร่างของหลี่รุ่ยเต๋อไม่มีทางเลยที่จะปกป้องตัวเองได้
เปรี้ยง!
ตู้ม!
เสียงฟ้าผ่าและเสียงของร่างที่ร่วงลงสู่ลำธารที่ไหลเชี่ยวดังขึ้นพร้อมกัน
... ... ...
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าลงดังสนั่นจ้าวซินเยว่ที่นอนไม่หลับอยู่แล้วสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมกับมองออกไปเบื้องนอก
“ขอบใจเจ้ามากนะซินเยว่ที่มาอยู่เป็นเพื่อนข้า”จ้าวอี้หยางที่เริ่มตั้งสติได้เอ่ยกับจ้าวซินเยว่ที่นางก็กังวลเรื่องเฉินจือหานอย่างไม่ปิดบัง
“ไม่เป็นไรเลยอี้หยางอย่างไรเจ้าก็เป็นทั้งพี่สาวและสหายที่ดีที่สุดของข้า” คนตอบส่ายหน้าเบาๆแล้วพูด้วยรอยยิ้มที่ฝืนใจพอๆ กับอีกคน
“แม่ทัพต้องไม่เป็นอะไรแน่ก็คนๆ นั้น เก่งกาจที่สุดแล้ว เชื่อข้าเถอะ คนเช่นเฉินจือหานคงไม่พาตัวเองไปตายด้วยเรื่องเพียงเท่านี้” จ้าวอี้หยางคิดเช่นนั้นจริงๆชื่อเสียงความเจ้าเล่ห์ของเฉินจือหานนั้นมากมาย ยิ่งรู้จักยิ่งมั่นใจ
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”จ้าวซินเยว่ตอบด้วยแววตาเป็นห่วง มือบางกำมือตัวเองแน่น
หวังว่าท่านจะรักษาคำพูดของตัวเองนะ...
... ... ...
แสงสีทองของวันใหม่ส่องประกายเข้ามาภายในห้องนอนของเรือนจ้าวอี้หยางเสียงของนกยามเช้าปลุกให้สรรพสิ่งรับรู้ถึงวันใหม่ภายนอกต้นไม้ใบหน้ามีชีวิตชีวามากขึ้น พร้อมกับหญิงสาวที่ไม่ได้หลับเลยตลอดทั้งคืนเพื่อเฝ้าจ้าวอี้หยางที่ร้องไห้ทั้งคืนจนหมดสติไป
“คะคุณหนูเจ้าคะ” อาจิงที่นางทักทายนางด้วยน้ำเสียงที่ดูสั่นเครือดวงตากลมสั่นไหวพร้อมน้ำตาที่คลอเล็กน้อย
“ร้องไห้ทำไมหรือ”จ้าวซินเยว่เห็นบ่าวน้อยของตนเองทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“มีอะไรกันหรือ”จ้าวอี้หยางที่พึ่งตื่นด้วยเสียงของนายบ่าวก็ถามด้วยความสงสัยไม่ต่างกัน
“ฮึก! คุณหนู ทำใจดีๆ ไว้นะเจ้าคะ... ท่านแม่ทัพ... ”เสี่ยวโยว่พูดไม่ทันจบจ้าวซินเยว่ก็ลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกก็พบกับจ้าวหานที่มาถึงพอดี
“มาอยู่นี่เองข้ามีเรื่อง...”
“พี่ใหญ่เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”จ้าวซินเยว่ถามอย่างตรงไปตรงมาด้วยท่าทางร้อนในอกที่สุดในชีวิตที่นางเคยแสดงออกมาจ้าวหานเห็นก็ชะงักเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมาไม่เบาไม่ดัง แต่ชัดเจนทุกคำพูด
“เฉินจือหานตายแล้วตอนนี้กำลังหาร่างที่พัดไปกับแม่น้ำ”
จ้าวซินเยว่หอบหายใจแรงใบหน้าสวยหลับตาลง หัวใจของนางรู้สึกจุกจนเจ็บ ร่างกายมันสั่นสะท้านไปหมด
ตายหรือ?... คนคนนั้นน่ะหรือ?... ท่านทิ้งข้าหรือ?… แม้แต่ศพ ท่านก็ไม่คิดจะกลับมาหรือ เฉินจือหาน...
คำพูดด่าทอเฉินจือหานผุดขึ้นมาในใจมากมายก่อนที่มันจะแปลเปรียบเป็นความเสียใจ
นางรู้อยู่แล้วแท้ๆว่าหากปล่อยไป เขาจะตาย แต่ทำไม ทำไมนางถึงยอมปล่อยเขาไปทำไมนางถึงเชื่อในคำพูดของคนคนนั้น!
“ทำไมกันฮึก! บ้าที่สุด คนบ้า!...”ร่างบางทรุดลงกับพื้นจนเข่ากระแทกกับพื้นเสียงดังจ้าวหานจำต้องนั่งลงประคองน้องสาวตัวเองมากอดปลอบ
“แม้คนคนนั้นจะบ้าแต่เฉินจือหานผู้นั้นก็รักเจ้าที่สุด เท่าที่บุรุษคนหนึ่งจะรักเจ้าได้”
แม้ฟ้าหลังฝนจะสดใสเพียงใดแต่มันก็มืดมนสำหรับสตรีสกุลจ้าวอยู่ดี
#####