บทที่ 13: หมีั์ผู้หิวโหย
ดวงอาทิตย์คล้อยบ่ายทอดเงาของต้นไม้ใหญ่ให้ทอดยาวลงมาบนลานดินที่ตั้งของเตาผิงหินแม่น้ำ อีไลอัสและฟินน์กลับมาถึงไซต์งานก่อสร้างพร้อมกับเสบียงอันล้ำค่ารังผึ้งป่าขนาดมหึมาที่ถูกสอยลงมาอย่างสันติวิธีถูกวางพักไว้บนใบเฟิร์นที่รองรับอย่างระมัดระวังน้ำผึ้งสีเหลืองอำพันที่ไหลเยิ้มออกมาจากรวงส่งกลิ่นหอมหวานที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของดอกไม้ป่าอบอวลไปทั่วบริเวณ
อีไลอัสจัดการนำปลาูเาตัวอวบอ้วนที่ได้จากไซดักปลาเมื่อเช้ามาทำความสะอาดอีกครั้ง เขาก่อไฟในเตาผิงหินที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือแม้จะยังไม่มีกำแพงบ้านล้อมรอบแต่เตาผิงที่ตั้งอยู่กึ่งกลางแปลนบ้านก็ทำหน้าที่เป็ ‘หัวใจ’ ของพื้นที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบอากาศที่ไหลเวียนผ่านปล่องควันช่วยให้การเผาไหม้เป็ไปอย่างราบรื่นและไร้ควันรบกวน
"การทำอาหารก็เหมือนกับงานสถาปัตยกรรมนั่นแหละฟินน์"อีไลอัสฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดีขณะใช้มีดหินที่บิ่นเล็กน้อยบั้งลงบนตัวปลาเป็รอยเฉียง "มันต้องมีการวางรากฐานที่ถูก้าเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม และการควบคุมอุณหภูมิ อย่างแม่นยำ"
“เ้านายพูดอะไรวิชาการอีกแล้วฉันไม่เข้าใจหรอก รู้แค่ว่ากลิ่นมันหอมจนฉันอยากจะกลืนลิ้นตัวเองแล้วเนี่ย!” ฟินน์นั่งน้ำลายสออยู่ข้างๆหางของมันปัดกวาดพื้นดินจนฝุ่นตลบ
อีไลอัสนำปลาเสียบไม้ไผ่สดไปย่างบนไฟอ่อนๆที่ได้จากถ่านระอุ ไม่ใช่เปลวไฟที่ลุกโชนเพื่อให้ความร้อนค่อยๆซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกโดยที่ผิวด้านนอกไม่ไหม้เกรียมไปเสียก่อนระหว่างที่รอให้ปลาสุกได้ที่ สถาปนิกน้อยก็หันมาจัดการกับ ‘ซอสเคลือบ’ ซึ่งเป็ไฮไลท์ของมื้อนี้
เขาใช้กระบะเปลือกไม้ที่ทำความสะอาดแล้วบีบเค้นเอาน้ำผึ้งป่าบริสุทธิ์ออกจากรวงผึ้งน้ำผึ้งสีทองหยดติ๋งลงมารวมกันเป็แอ่งเล็กๆ ที่มีความเหนียวหนืดกำลังดีจากนั้นเขาก็เด็ดผลไม้ป่ารสเปรี้ยวอมหวานลักษณะคล้ายเบอร์รี่ที่เก็บได้ระหว่างทางมาบีบน้ำผสมลงไปเล็กน้อย เพื่อตัดความหวานแหลมและเพิ่มมิติของรสชาติ
"ในโลกเดิมของฉันเมนูปลาย่างเคลือบน้ำผึ้ง ถือเป็อาหารระดับภัตตาคารเลยนะ"อีไลอัสอธิบาย เขาหากิ่งไม้ที่มีใบเรียงตัวกันเป็แผงมาล้างน้ำเพื่อทำเป็ ‘แปรงทาซอส ’ ชั่วคราว"น้ำผึ้งไม่ได้มีดีแค่ความหวาน แต่มันมีคุณสมบัติในการช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้เนื้อปลาไม่แห้งกระด้างเมื่อโดนความร้อน"
เมื่อผิวปลาเริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวขุ่นและส่งกลิ่นหอมของโปรตีนสุกอีไลอัสก็เริ่มลงมือปฏิบัติการทางเคมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเขาใช้แปรงใบไม้จุ่มน้ำผึ้งป่าผสมน้ำเบอร์รี่ แล้วนำไปทาเคลือบลงบนตัวปลาที่กำลังร้อนระอุอยู่บนเตา
ฉ่าาาา...
ทันทีที่น้ำผึ้งัักับผิวปลาและไอความร้อนปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล ก็เริ่มทำงานอย่างบ้าคลั่ง!น้ำตาลในน้ำผึ้งแตกตัวเมื่อเจออุณหภูมิสูงกว่า 160 องศาเซลเซียสเปลี่ยนจากของเหลวสีทองใสกลายเป็ชั้นฟิล์มสีน้ำตาลไหม้ที่เคลือบเงาวับอยู่บนเกล็ดปลากลิ่นคาวปลาที่หลงเหลืออยู่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นหอมหวานอมควัน ที่รุนแรงและเย้ายวนใจเกินกว่าจะพรรณนา
หยดน้ำผึ้งที่ไหลเยิ้มตกลงไปกระทบถ่านแดงก้นเตาระเหยกลับขึ้นมาเป็ควันอโรมาสีขาวบางๆ ที่ลอยอวลไปทั่วบริเวณไม่ใช่แค่ปลาเท่านั้น แต่อีไลอัสยังนำผลไม้ป่ามาเสียบไม้ย่างและเคลือบน้ำผึ้งด้วยเพื่อให้ความร้อนดึงเอาความหวานตามธรรมชาติของผลไม้ออกมาให้ถึงขีดสุด
"นี่แหละคือ ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งป่าฉบับสถาปนิกผู้พิถีพิถัน!" อีไลอัสประกาศก้อง หมุนไม้เสียบปลาเพื่อตรวจสอบความสุกระดับเพอร์เฟกต์"สีสันระดับโกลเด้นบราวน์ กลิ่นหอมทะลุมิติแค่ดมก็รู้สึกว่าสเตตัสความเหนื่อยล้าได้รับการฟื้นฟูแล้ว!"
ฟินน์แทบจะทนไม่ไหวมันลุกขึ้นยืนสองขาหน้าเกาะต้นขาของเ้านาย ร้องครางหงิงๆ อย่างน่าสงสารที่สุด “เ้านายยย... สุกหรือยังฉันหิวจนตาลายแล้ววว ขอชิมคำนึงนะ นะๆๆ!”
"ใจเย็นๆไอ้หนู รอให้มันระอุอีกสักหนึ่งนาที...แล้วเราจะได้ฉลองมื้อเที่ยงควบบ่ายกัน..."
แต่ทว่า...ในจังหวะที่อีไลอัสกำลังจะดึงไม้เสียบปลาขึ้นจากเตาผิงนั่นเอง
ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสะพรึงกลัวก็บังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
เสียงนกป่าที่เคยร้องประสานเสียงกันอย่างเริงร่าหายวับไปราวกับถูกใครสับสวิตช์ปิดแมลงที่เคยบินตอมดอกไม้ต่างทิ้งตัวลงซ่อนในพงหญ้า ความเงียบสงัดที่ผิดธรรมชาติ แผ่ขยายปกคลุมผืนป่าชั้นนอกอย่างรวดเร็วมันเป็ความเงียบที่หนักอึ้ง กดดัน และทำให้ขนตามร่างกายของมนุษย์ลุกชันโดยสัญชาตญาณ
ฟินน์ที่กำลังะโโลดเต้นหยุดชะงักกึกหูทรงสามเหลี่ยมของมันลู่ไปด้านหลังจนแนบสนิทกับหัวขนสีส้มแดงที่พวงหางพองฟูขึ้นเป็สองเท่ามันแยกเขี้ยวขาววับและส่งเสียงขู่คำรามในลำคอ อย่างดุร้ายที่สุดเท่าที่ลูกจิ้งจอกตัวหนึ่งจะทำได้
“เ้านาย...หนีเร็ว... กลิ่นนี่มัน... ตัวอันตราย!” เสียงของฟินน์ในหัวของอีไลอัสสั่นเครือมันไม่ใช่ความใธรรมดาแต่มันคือสัญชาตญาณความหวาดกลัวต่อผู้ล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงดังแว่วมาจากพุ่มไม้ทึบทางทิศตะวันตกทุกครั้งที่เท้าของสิ่งมีชีวิตปริศนาััพื้นแผ่นดินเบื้องล่างจะเกิดแรงสั่นะเื เล็กน้อยส่งผ่านมาถึงฝ่าเท้าของอีไลอัส กลิ่นสาบสัตว์ป่าที่รุนแรงและดิบเถื่อนลอยปะปนมากับกลิ่นหอมของน้ำผึ้งย่าง
อีไลอัสยืนตัวแข็งทื่อมือที่จับไม้เสียบปลายังสั่นระริก สมองของเขาพยายามประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง
"แรงสั่นะเืระดับนี้...น้ำหนักตัวต้องไม่ต่ำกว่าเจ็ดถึงแปดร้อยกิโลกรัม!นี่มันไม่ใช่หมูป่าหรือหมาป่าทมิฬแล้ว!"
ต้นไม้ขนาดเท่าลำแขนที่ขวางทางอยู่ถูกบดขยี้และหักโค่นลงราวกับกิ่งไม้แห้งเสียงพุ่มไม้ถูกแหวกออกอย่างรุนแรง...
และแล้วเ้าของแรงสั่นะเืนั้นก็ก้าวออกมาสู่ลานดินเบื้องหน้าเตาผิงหิน
อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่จนสุดปอดดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ ‘หมีั์อสูร’ ขนาดมหึมา!
มันไม่ใช่หมีสีน้ำตาลตามสวนสัตว์ในโลกเก่าแต่มันคืออสูรกายแห่งผืนป่าที่หลุดออกมาจากตำนานปรัมปราลำตัวของมันยืนสี่ขาเทียบเท่ากับความสูงของชายฉกรรจ์ แต่เมื่อมันหยุดยืนและค่อยๆยกตัวขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง... ความสูงของมันพุ่งทะยานทะลุสองเมตรครึ่ง! บดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเป็เงามืดทาบทับลงมาบนร่างของเด็กชายวัยสิบสองปี
กล้ามเนื้อที่อัดแน่นอยู่ใต้ขนสีน้ำตาลเข้มหยาบกระด้างนั้นดูทรงพลังจนน่าขนลุกกรงเล็บที่อุ้งเท้าหน้าของมันโค้งงอ หนาเตอะ และแหลมคมราวกับเคียวเหล็กกล้าที่สามารถตบต้นไม้ให้หักสะบั้นได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ไอพลังเวทมนตร์ ที่แผ่ออกมาจากตัวมันให้ความรู้สึกหนักอึ้งและกดดันมันคือสัตว์อสูรระดับ A ผู้ปกครองผืนป่าชั้นกลาง ที่แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดกล้าต่อกร
ฟินน์ตัวสั่นงันงกแต่มันก็ยังใจกล้าก้าวออกมายืนขวางหน้าอีไลอัสไว้ แม้ขนาดตัวของมันจะเล็กกว่าอุ้งตีนของหมีั์เสียอีก
“จะ... เ้านาย!วิ่ง! รีบวิ่งไปซ่อนในเพิงหมาแหงนเดี๋ยวนี้!”
วิ่งงั้นหรือ? อีไลอัสยิ้มฝืดเฝื่อนอยู่ในใจเขาวิเคราะห์หลักความน่าจะเป็ตามหลักชีววิทยาของสัตว์นักล่า"ความเร็วสูงสุดของหมีป่าตอนชาร์จเข้าหาเหยื่อ สามารถพุ่งทะลุ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง...ร่างกายเด็กสิบสองขวบที่มี่ขาสั้นจุ๊ดจู๋แบบนี้ต่อให้สับตีนแตกก็คงโดนตะปบหลังหักภายในสามวินาทีแถมเพิงหมาแหงนกะโหลกกะลานั่นก็คงโดนตบปลิวเป็เศษไม้ขีดไฟแน่นอน"
เขาถูกต้อนให้จนมุมการต่อสู้ทางกายภาพคือการฆ่าตัวตาย การหลบหนีคือความล้มเหลวที่รออยู่เบื้องหน้า
หมีั์อสูรทิ้งตัวลงยืนสี่ขาอีกครั้งมันก้าวอาดๆ เข้ามาใกล้ เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่ชุ่มไปด้วยน้ำลายมันอ้าปากกว้างราวกับเตรียมจะส่งเสียงคำรามข่มขวัญเหยื่อให้ราบคาบ
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังจะมาเยือนนั้นเอง...สายตาของสถาปนิกผู้ช่างสังเกตและเ้าระเบียบอย่างอีไลอัสกลับจับความผิดปกติบางอย่างได้
เขาสังเกตเห็น ‘จุดโฟกัส ’ ของสายตาหมีั์
ดวงตาสีดำขลับของอสูรระดับA ตัวนี้...ไม่ได้จ้องมองมาที่ตัวเขา หรือฟินน์เลยแม้แต่นิดเดียว!
สายตาของมันจับจ้องเขม็ง และเบิกกว้าง ไปยังทิศทางของ... ‘เตาผิงหิน’
ไม่สิ...มันกำลังจ้องมองไปที่ ‘ปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งป่า’ ที่อีไลอัสเพิ่งจะดึงขึ้นมาจากเตาต่างหาก!
จมูกสีดำขนาดใหญ่ของหมีั์ขยับฟุดฟิดอย่างรุนแรงมันสูดดมกลิ่นควันอโรมาและกลิ่นคาราเมลของน้ำผึ้งย่างเข้าไปเต็มปอด น้ำลายหยดแหมะลงจากมุมปากเป็สายยาวกระทบพื้นดิน
และแทนที่มันจะคำรามด้วยเสียงกึกก้องเพื่อประกาศอาณาเขตสิ่งที่ดังออกมากลับเป็...
โครกกกกกก! ครากกกก!
เสียงฟ้าร้องสั่นะเืเลื่อนลั่นไม่ได้มาจากคอหอยแต่มันดังกึกก้องมาจาก ‘กระเพาะอาหาร’ขนาดั์ของมัน! มันคือเสียงท้องร้องที่ดังที่สุดและน่าเกรงขามที่สุดเท่าที่อีไลอัสเคยได้ยินมาในชีวิต
สถาปนิกน้อยกะพริบตาปริบๆความหวาดกลัวที่เคยเกาะกุมหัวใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและตรรกะแบบมนุษย์เงินเดือน
"เดี๋ยวนะ..."อีไลอัสหรี่ตามองประเมินสถานการณ์ใหม่ทั้งหมด "ท่าทางแบบนี้...แววตาแบบนี้... มันไม่ได้มาเพื่อ ‘ล่า’ เหยื่อ แต่มันมาเพื่อ ‘หาของกิน’ ต่างหาก! กลิ่นปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งป่า ของฉันมันรุนแรงพอที่จะลากจูงสัตว์อสูรระดับสูงให้ออกมาจากป่าชั้นกลางได้เลยงั้นเหรอ!"
ในวินาทีนั้นภาพแปลนบ้านหินที่ยังสร้างไม่เสร็จและภาพความเหนื่อยล้าตอนที่เขาพยายามยกท่อนซุงโอ๊กเหล็ก จนหลังแทบหัก ก็แวบเข้ามาในหัว
‘ถ้าฉันไม่สามารถสร้างรถเครนจักรกลได้...ฉันก็ต้องหา เครื่องทุ่นแรงชีวภาพ หรือใครสักคนที่มีพละกำลังมหาศาล...มาช่วยฉันยกคานไม้นี้ขึ้นเสาเอกให้ได้!’
อีไลอัสมองรูปร่างอันใหญ่โตมโหฬารกล้ามเนื้อหลังที่บึกบึนและพละกำลังมหาศาลที่สามารถยกท่อนซุงหนักอึ้งขึ้นพาดบ่าได้อย่างชิลๆ ของหมีั์ตรงหน้า...นี่มันไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่นี่มันคือ ‘รถเครนเคลื่อนที่’ เกรดพรีเมียมที่์ส่งมาให้ชัดๆ!
"ฟินน์...ถอยออกมาก่อน" อีไลอัสกระซิบเสียงแ่เบาเอื้อมมือไปแตะหลังลูกจิ้งจอกอสูรให้หลบมาอยู่ด้านหลังของเขา
“เ้านายจะทำอะไร!จะสู้กับมันเหรอ! อย่าบ้าตายนะ!”
"ฉันไม่ได้จะสู้...ฉันกำลังจะเจรจาธุรกิจ ต่างหากล่ะ"
อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อระงับความตื่นเต้นที่เริ่มก่อตัวขึ้นเขารู้ดีว่าการกระทำต่อไปนี้คือการเดิมพันด้วยชีวิตหากเขาคำนวณสัญชาตญาณสัตว์ป่าผิดพลาดแม้แต่มิลลิเมตรเดียวเขาอาจจะกลายเป็อาหารว่างแทนปลาย่างก็ได้
เด็กชายค่อยๆย่อตัวลงนั่งคุกเข่าอย่างเชื่องช้า เพื่อแสดงท่าทีว่าไม่ได้เป็ภัยคุกคาม เขาใช้ใบเฟิร์นใบใหญ่ที่สะอาดมาปูรองบนแผ่นกระดานไม้เรียบๆทำเป็ ‘จานเสิร์ฟ’ชั่วคราว จากนั้นก็ค่อยๆรูดเอาเนื้อปลาูเาที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งป่าสีเหลืองทองเงาวับ ร้อนระอุและส่งกลิ่นหอมหวนที่สุด ลงไปจัดวางบนใบเฟิร์นอย่างสวยงาม
เขาไม่ลืมที่จะหยิบผลไม้ป่าย่างเคลือบน้ำผึ้งวางเคียงคู่กันไปเพื่อให้เป็เซตอาหารมื้อสมบูรณ์แบบ
หมีั์อสูรชะงักฝีเท้ามันเอียงคอมองการกระทำของมนุษย์ตัวจิ๋วด้วยความฉงนแต่จมูกของมันยังคงโฟกัสอยู่ที่อาหารบนจานไม้ไม่วางตาเสียงท้องร้องของมันยังคงดังประท้วงอย่างต่อเนื่อง
อีไลอัสช้อนสายตาขึ้นสบตากับสัตว์อสูรระดับA ไม่มีรังสีอำมหิตไม่มีการแผ่จิตสังหาร มีเพียงความสงบนิ่งและรอยยิ้มบางๆของนักเจรจาต่อรองผู้ถือไพ่เหนือกว่า (ในแง่ของเสบียง)
เขาค่อยๆวางแผ่นไม้ที่รองรับปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งลงบนพื้นดิน...
จากนั้นสถาปนิกในร่างเด็กชายก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง ค่อยๆ ดัน... และ ‘เลื่อน’ จานไม้นั้นไถลไปบนพื้นดิน ข้ามเขตแดนแห่งความหวาดกลัวตรงเข้าไปหาอุ้งเท้าขนาดั์ของหมีอสูรอย่างช้าๆ... ช้าๆ...
"นายคงจะหิวมากสินะพ่อหนุ่มรถเครนกำยำ..." อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเป็มิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้"สนใจจะรับ ‘สวัสดิการอาหารกลางวัน’ ฟรีๆ... แลกกับการมาเป็ลูกบ้านและผู้ช่วยในไซต์งานก่อสร้างของฉันไหมล่ะ?"
จานปลาย่างเคลือบน้ำผึ้งหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าหมีั์กลิ่นหอมหวานลอยคลุ้งเตะจมูกอสูรร้ายอย่างจัง
ความเงียบเข้าปกคลุมลานดินอีกครั้ง...เป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยความลุ้นระทึกว่า การทูตเชิงอาหาร ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐอิสระเฮเซลบรุคจะจบลงด้วยความอิ่มหนำสำราญ... หรือจะจบลงด้วยคราบเืกันแน่!