บทที่ 28
รับรู้และควบคุม
"เบื้องต้นพวกเธอต้องฝึกควบคุมพลังของตัวเองให้ได้เสียก่อน..."
ใต้ร่มไม้แสงแดดอ่อนๆเรอานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไกวขึ้นลงเบาๆ พร้อมโต๊ะทรงกลมขนาดเล็ก้ามีตะกร้าสานกับชุดถ้วยน้ำชาวางอยู่ ในมือของเธอง่วนกับการถักผ้าพันคอผืนเล็กพร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดจากมุมปากเป็ระยะ
เด็กน้อยสองคนนั่งอยู่บนผืนหญ้าพื้นที่รอบข้างมีสีเขียวอุดมสมบูรณ์กับสิ่งปลูกสร้างด้านหลังเป็คฤหาสน์หลังโต สายลมอ่อนๆยามบ่ายมันทำให้ทุกคนในที่นั้นรู้สึกสดชื่น ส่วนรินยังคงไม่ไว้วางใจต่อสตรีที่ดูผิวเผินไม่มีพิษภัยนั่งอยู่ในสวนอย่างสบายอารมณ์เธอยืนกอดอกจับตาดูมาสักพักหนึ่งแล้ว
"นี่ นี่เรอา ฉันก็มีพลังเหมือนไอร่าอย่างนั้นเหรอ" จุติมาชี้นิ้วสั้นๆไปทางเด็กสาวผมทองที่นั่งข้างๆ
"ใช่แล้วจ๊ะ...มันอาจไม่เหมือนกันซะทีเดียวแต่เธอก็มีพลังเช่นกัน..." น้ำเสียงของเรอาตอบออกไปอย่างนุ่มนวล จุติมาได้ฟังดังนั้นรู้สึกหัวใจพองโตฮึกเหิมเป็อย่างมาก
"เรามาสู้กัน! ยัยขี้แย" จุติมาวางมาดกวักมือเรียกไอร่าอย่างยียวนกวนโมโหเป็ที่สุด
"แกนั่นแหละ! ที่ร้องไห้จะเป็จะตาย" ไอร่าลุกพรวดจากพื้นปฏิเสธข้อกล่าวหา
"เข้ามาเลยยัยเด็กอวดดี!" ไอร่าวาดฝ่าเท้าใส่จุติมา เด็กน้อยผมแดงะโหลบไปข้างหลังได้ทันท่วงทีแล้วใช้โคนต้นไม้ดีดตัวโจมตีกลับ
เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเด็กน้อยทั้งสองได้รับรู้ข่าวว่าจูเลี่ยนจะไม่อยู่ซักระยะหนึ่ง ทั้งคู่ปล่อยโฮจนสุดกอดกันแน่น แม้มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็แบบนี้กับการจากไปโดยไม่ร่ำลา
พวกเธอใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าจะปรับตัวได้นับเป็โชคดีที่ในเวลาแบบนี้เรอาคอยพูดคุยดูแลอยู่เคียงข้าง โดยเฉพาะจุติมาเธอติดสอยห้อยตามเรอาไปแทบทุกที่ อาจเป็เพราะสิ่งใหม่ๆมากมายเข้ามาในชีวิตจึงทำให้เด็กน้อยผมแดงเหมือนจะปรับตัวได้เร็วกว่าด้วยเหตุนี้ไอร่าจึงถูกล้อเลียนมาได้ซักพัก
"แกต้องเจอแบบนี้!" ไอร่าะโม้วนตัวไปข้างหลังปีกสีเงินถักทองอกออกมาพาร่างเด็กสาวผมทองทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าก่อนกำหมัดแน่นดิ่งลงมาด้วยความเร็วสู่เป้าหมายด้านล่าง มือขวาของเธอเปลี่ยนสภาพเป็วัตถุแหลมคมภายในเสี้ยววินาทีทะลวงหน้าอกเด็กน้อยจนทะลุฝุ่นผงกระจัดกระจายลอยตลบอบอวล เด็กน้อยผมแดงนอนแน่นิ่งพร้อมกับเส้นเืชอนไชเยียวยาาแ ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีร่างนั้นก็เด้งขึ้นมาจากพื้นเธอเอามือเล็กๆปัดถูหน้าอกน้ำตาไหลซึม
"ฮือออ มันเจ็บนะไอร่า ฮืออออ" จุติมาลุกขึ้นยืนวิ่งเข้าหาสตรีบนเก้าอี้โยกในทันที แขนเล็กๆกอดข้างขาเก้าอี้ไว้แน่น
"ฮือออ ไอร่าขี้โกง" จุติมาใช้นิ้วสั้นๆชี้กล่าวหาผู้กำชัยชนะ
"ไม่เป็ไรเด็กน้อย..." เรอาค่อยๆวางเข็มกับด้ายไว้บนตักลูบไปตามเส้นผมสีแดงเบาๆ
"บางทีความเจ็บเพียงเล็กน้อยเป็สิ่งดีเธอควรคุ้นชินกับมัน..."
จุติมาเหลือบมองไอร่า ซึ่งตอนนี้เป็เด็กน้อยผมทองกำลังกวักมือยิ้มเยาะ
"ส่วนเธอ..." เรอามองไปยังไอร่าที่ตอนนี้หดปีกอันน่าภาคภูมิใจเข้าสู่แผ่นหลังตามเดิม
"เธอใช้การเคลื่อนไหวมากจนเกินไป ในการต่อสู้จริงเมื่อเธอขยับคู่ต่อสู้ควรได้รับาเ็ในทันที จุดเด่นของเธอนั้นคือความเร็วและความคล่องตัวที่ทำให้คู่ต่อสู้นั้นคาดไม่ถึง"
"นี่ นี่ เรอา ทำยังไงฉันถึงจะมีปีกงอกออกมาเหมือนไอร่าเหรอ" จุติมาแทรกขึ้นมาด้วยความอยากรู้ สายตาวิงวอนมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สนทนา เป็ครั้งแรกสตรีที่ดูสุภาพมีสีหน้าครุ่นคิดตาม
"มันก็เหมือนตอนขยับแขนขานั่นแหละ!" ไอร่าตอบทันควันพร้อมทำทีผิวปากมองไปทางอื่น จุติมาเอียงคอคิดตามคำตอบ แต่สำหรับเรอาแล้วเธอแทบลืมไปแล้วว่าพลังนั้นมีการใช้อย่างไรมันผ่านมาเนิ่นนานจนมันเป็เื่ปกติสำหรับชีวิตเธอ
"พลังนั้น...มีอยู่สองอย่าง อย่างแรกพลังโดยธรรมชาติ" เรอาส่งยิ้มให้เด็กน้อยที่ตั้งใจฟังเป็พิเศษ
"เหมือนเมื่อครู่ที่ร่างกายของเธอรักษาาแด้วยตัวของมันเอง เธอไม่ได้จงใจจะใช้มันแต่ร่างกายก็ตอบสนองไปเอง...นั่นเป็สิ่งพิเศษที่คนแบบพวกเราทุกคนมี"
จุติมาเข้าใจส่วนนี้ได้ไม่ยาก ั้แ่จำความได้ไม่ว่าเกิดาแใดบนร่างกายมันกลับหายอย่างน่าอัศจรรย์ ยกเว้นรอยแผลตัวอักษรบนหลังเพียงที่เดียว เธอจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและหลายครั้งที่เธอฝันร้ายพอตื่นขึ้นมาทั่วแผ่นหลังมักเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน
"อย่างที่สอง พลังในการเปลี่ยนร่างกายเป็รูปแบบเกราะ"
"เรอาก็ทำได้อย่างนั้นเหรอ ฉันนึกว่าเรอาทำไม่ได้เสียอีก เคยเห็นแต่เส้นๆที่มันออกมาจากใต้กระโปรง" ว่าแล้วจุติมาพยายามจะเปิดกระโปรงเรอาเพื่อหาเ้าเส้นที่ว่าแต่มืออันนุ่มนวลก็กดชายกระโปรงไว้อย่างรู้ทัน
"ใช่แล้ว...ฉันทำได้ แต่พอดีว่าฉันอยู่ในร่างนั้นฉันไม่สวยเท่าไหร่" เรอาตอบพร้อมดันแขนจุติมาออกไปเบาๆ สีหน้าเธอดูวิตกเล็กน้อย
"สาวน้อย..." เรอามองไปทางไอร่า
"ถ้าไม่เป็การรบกวนช่วยแปลงส่วนหนึ่งของร่างให้เป็เกราะได้หรือไม่ แต่ทำแบบช้าที่สุดเท่าที่เป็ไปได้" จุติมาเปลี่ยนเป้าหมายทันทีคราวนี้วิ่งเข้าไปใกล้ไอร่าแทน
"ถ้าแค่นิดหน่อยก็ได้..." ไอร่าดูเขินนิดหนึ่งแสร้งมองไปทางอื่นแต่ก็ยอมทำตาม แขนขวาของเธอมีเส้นเืเส้นเล็กๆชอนไชออกมาตามรูขุมขนโดยมีจุติมามองอย่างตั้งใจ มันขดผสานกันจนเป็ปม นิ้วมือทั้งห้าของเธอแยกออกจากกัน แล้วพันหมุนวนยาวออกไปข้างหน้ากลายเป็วัตถุทรงแหลม จุติมาถูกเ้าสิ่งนี้จ้วงแทงเป็ประจำ เด็กน้อยผมแดงอ้าปากค้างถึงความมหัศจรรย์ของร่างกายเป็ครั้งแรกเธอไม่เคยสังเกตมันใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน
"สำหรับพวกเราแล้วมันเหมือนกับคำถามที่ว่า ทำไมเธอถึงขยับนิ้วมือนิ้วเท้าได้นั่นก็เพราะมันเป็ส่วนหนึ่งของเรา เธอรับรู้ว่ามันมีอยู่และควบคุมมัน" ยิ่งเรอาพยายามอธิบายเท่าไหร่เด็กน้อยผมแดงได้แต่พยายามคิดตาม มันอาจเป็เื่ที่เข้าใจยากสำหรับเธอในตอนนี้ จุติมารู้ว่ามีอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากร่างกายของเธอชอนไชหมุนวนอยู่ในร่าง แต่เธอพยายามหลีกหนีมันมาโดยตลอดด้วยความหวาดกลัว ทุกครั้งที่เธอปล่อยใจไปกับมันมักจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นเสมอซึ่งมันมาพร้อมกับความทรมานคล้ายผลึกกลางหลังจะฉีกร่างของเธอเป็ชิ้นๆ
"ว่ายังไงริน ดูพวกเธอจะมีความสุขดี" หัวหน้าเทียก้าวออกมาจากหัวมุมคฤหาสน์แบบไม่ให้สุ้มให้เสียง แล้วยืนข้างๆริน ทำให้เธอรู้สึกใเล็กน้อยกับการมาแบบไม่คาดคิด
"ท่านเทีย!"
"ทำตัวตามสบายเถอะสาวน้อยฉันแค่ผ่านมาเฉยๆ" หญืงชราหัวหน้าภาคีเอลิสมองไปยังคนทั้งสามที่อยู่ไม่ไกล เรอาสังเกตการมาเยือนของสตรีผู้นี้ได้จึงค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้โค้งให้หนึ่งที เหมือนเป็การขอบคุณอะไรหลายอย่างสำหรับ่อาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงชรายิ้มแย้มโบกมือให้เบาๆเป็เชิงให้ทำตัวตามสบาย
"ฉันเห็นเธอแล้วมันทำให้นึกถึงใครบางคน..." สายตาของหัวหน้าภาคีจับจ้องเด็กน้อยผมแดงไม่ขาดสาย
"โดยเฉพาะสีผมของเธอช่างเหมือนกันไม่มีผิด..." หญิงชราถอนหายใจดั่งชีวิตของเธอเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง ไม่รู้ว่าจะได้เฝ้าดูโลกใบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนกับอายุขัยที่มากขึ้นในไม่ช้ามันก็จะหมดลง
"เธอก็เหมือนกัน..." มือเหี่ยวย่นแตะบนไหล่ของรินแล้วตีเบาๆ
"หาความสุขให้ตัวเองเสียบ้าง" หัวหน้าเทียอมยิ้มอย่างอารมณ์ดีพร้อมเดินจากไป แต่ต้องค่อยๆหันกลับมาเหมือนนึกอะไรได้
"เมื่อกี๊...ฉันไปเดินเล่นในตลาดมา เห็นเ้าั์นั่นเมาอยู่แถวท่าเรือั้แ่หัววันเรียกหาเธอไม่ขาด เฮ้อ...คนหนุ่มสมัยนี้ชอบทำอะไรน่าอับอายเสียจริง" หญิงชราพูดแบบไม่ใส่ใจปัดมือไปมาพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัย รินหน้าแดงก่ำยืนตัวเกร็งทำอะไรไม่ถูก มันเป็ความรู้สึกน่าโมโหก็ไม่เชิงเธอรู้สึกร้อนรนทั้งที่เธอเองไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย
"เฮ้อ...ชีวิตหนุ่มสาวนี่มันดีจริงๆ" หัวหน้าเทียเดินบ่นอุบอิบจนหายลับไปจากสายตา
รินมองรอบๆแล้วจึงเบ่งพลังะโไปเหนือฟากฟ้าเท้าสองข้างประทับบนกำแพงหิน แล้วกระโจนต่อไปยังจุดที่เป็บริเวณท่าเรือ ก่อนถึงจุดหมายเพียงเล็กน้อยเธอหดขาของเธอกลับเป็ปกติเดินวนไปมารอบๆทำตัวให้กลมกลืนที่สุดเท่าที่เป็ไปได้ มือขวาปัดเส้นผมสั้นๆที่เกือบจะติดหนังหัวตรวจเช็คสภาพความเรียบร้อยของตัวเอง ผู้คนบริเวณนั้นต่างโบกไม้โบกมือทักทายเธอ รินพยายามปั้นสีหน้าทักทายตอบทุกคนเท่าที่เป็ไปได้แต่สายตายังคงสอดส่ายหาชายคนดังกล่าว
ที่มุมสุดเฮเด้นกำลังง่วนกับการถักแหจับปลา ข้างตัวมีขวดสุราวางไว้เขาหยิบมันขึ้นมาซดเป็ระยะ รินยืนสังเกตอยู่สักพักก่อนกลั้นใจเดินเข้าไปหาในทันที เป็จังหวะเดียวกันกับที่ชายร่างโตหันมาพอดิบพอดีทำให้รินสะดุ้งเล็กน้อย
"ว่าไง?" มือของเฮเด้นยังคงขยับจับปลายเชือกเล็กๆไว้ แหขนาดใหญ่กำลังถูกมือกำยำถักทอสานเชือกไปมา มันถูกขึงไว้บนไม้ทั้งสองข้างด้วยท่าทางขะมักเขม้นของเขาทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกทำตัวไม่ถูก
"พอดีฉันแค่เดินผ่านมาน่ะ...กำลังจะไปแล้ว..." รินพยายามกลบเกลื่อนโดยการบิดแขนยืดเส้นยืดสายแววตาแสร้งมองไปทางอื่น
"ไปไหน?" เฮเด้นยังคงจับปลายเชือกเล็กผูกเป็ปม คิ้วขมวดเข้าหากันดั่งงานตรงหน้านั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด
"จะไปไหนมันก็เื่ของฉัน! นายไม่เกี่ยว!" รินรู้สึกโมโหขึ้นมาทันทีต่อท่าทีเมินเฉย กล้ามเนื้อบนแผ่นหลังขยับขึ้นลงตามการเคลื่อนของแขนกับรอยแผลเป็จำนวนมากมันทำให้เธอเบี่ยงสายตาไปทางอื่น เฮเด้นเอามือลูบเคราไปมาเหมือนนึกอะไรได้
"เมื่อครู่หัวหน้าบอกว่าพักนี้เธอดูเศร้าๆ เหมือนคิดอะไรอยู่คนเดียว..." เขาเอียงคอนึกถึงใบหน้าสตรีชราลอยมาแต่ไกล สองมือดึงพิสูจน์ความแข็งแรงของผลงานตนเอง
"ฉันเลยบอกไปว่าถ้าเธอมีปัญหาอะไรมาหาฉันได้ทุกเมื่อ...ฉันยินดีรับฟังทุกอย่าง"
รอยยิ้มเล็กๆของเขาแสดงถึงความพึงพอใจต่อผลงานของตนพร้อมหยิบขวดสุราข้างกายซดอึกใหญ่ดั่งเป็รางวัล
"ว่าแต่...แล้วเธอเป็อะไรหรือเปล่า..." เฮเด้นเกาหัวเพราะอากาศชายทะเลมันทำให้เขารู้สึกเหนียวไปทั้งตัว เขาหันร่างกำยำที่ชโลมไปด้วยเหงื่อเข้าหา
รินใบหน้าแดงเรื่อกำมือสองข้างไว้แน่น อะไรหลายอย่างที่ว้าวุ่นในจิตใจเหมือนกับเธอกำลังคิดอะไรไปเองอยู่คนเดียว เธอแทบไม่กล้าสบตาเฮเด้นทั้งที่ไม่ว่าภารกิจไหนจะมีเขาเป็คู่หูมาโดยตลอด เธอเลือกจะมองไปทางทะเลสุดลูกหูลูกตาแล้วแสร้งมองไปรอบๆ
"ไม่เป็ไรทั้งนั้นแหละ!!!" อยู่ดีดีรินก็ะโดังลั่น เฮเด้นสะดุ้งเล็กน้อยเขาััได้ถึงอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆลงๆจนน่าผิดสังเกต
"เห็นเธอดูสดใสก็ดีแล้ว...ฉันก็คิดไปว่าเธอมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่คนเดียวเสียอีก ออกมาเดินรับลมบ้างจะได้รู้สึกดี" เฮเด้นยิ้มเจื่อนๆแล้วหลับตาหันใบหน้าไปทางกระแสลมเอื่อยๆดั่งการสาธิตวิธีการผ่อนคลาย
เมื่อเฮเด้นลืมตาขึ้นมารินก็หายไปจากจุดที่ควรอยู่ ด้วยร่างที่ดูเล็กบอบบางกับผมที่สั้นทำให้เธอดูเหมือนเด็กผู้ชายไปโดยปริยาย เขาเกาหัวด้วยความมึนงงเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นในใจพลางคิดหรือว่าเขาจะทำอะไรผิดไป