บทที่ 8 การฝึกฝนของลูกศิษย์
หลังจากที่ ชิว เหวินเจี้ยนได้สั่งให้ หลิว เฟ่ยหงส์ ฝึกฝนแล้ว ตัวเขาเองก็เข้าไปเก็บตัวฝึกฝนเช่นกันเนื่องจากว่า เวลานี้เขาควรที่จะแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้ถ้าเกิดมีผู้เก่งกาจกว่าเขาเจอตัวขึ้นมา มันจะมีโอกาสที่เขาจะจบชีวิตลงได้ทุกเมื่อ
หลิว เฟ่ยหงส์ นั้นถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ากระดาษแผ่นนี้เขียนอะไรไว้อยู่แต่ว่าเขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะได้ไขความรับของกระดาษแผ่นนี้ที่ท่านอาจารย์ของเขาเป็คนเขียนมันขึ้นมา
หลิว เฟ่ยหงส์ นั้น พึ่งพาตนเองมาโดยตลอดั้แ่เขาเข้าสำนักมาเขาจึงมีความรู้มากกว่าคนอื่นอยู่หลายเท่า
ส่วนเื่ความอดทนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลยเนื่องจากเขาต้องผ่านอะไรมาด้วยตัวเพียงคนเดียวั้แ่เกิดพ่อแม่ของเขานั้นโดนฆ่าตายไปั้แ่เขายังเล็ก ทำให้ หลิว เฟ่ยหงส์ นั้นต้องอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพังมาั้แ่เกิดเขาจึงมีความอดทนที่ไม่มีทางจะแพ้ใครหน้าไหนบนโลกใบนี้
หลิว เฟ่ยหงส์เริ่มใช้พลังทุกส่วนของร่างกายออกมา และเริ่มทำความเข้าใจในกระดาษแผ่นนั้นไปเรื่อยๆแต่ถึงจะอย่างนั้นตัวของเขาเองก็ยังไม่สามารถไขความลับของตัวหนังสือภายในแผ่นกระดาษได้อยู่ดีเขาจึงเริ่มรองผิดรองถูกต่อไป
ณ ที่ด้านหน้าดินแดนเมฆาได้มีทหารกว่า10คนบินมาหายามที่เฝ้าประตูดินแดนเมฆาไว้
ได้มีทหารคนหนึ่งได้กล่าวถามขึ้นมาว่า“เ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็คนที่ทำให้เมืองลับแลนั้นหายสาบสูญไป”
หลังจากที่กล่าวเสร็จ ทหารคนนั้นก็ได้ทำการแผ่จิตสังหารเข้าจู่โจมยามที่เฝ้าดินแดนเมฆาทำให้ยามคนนั้นตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ยามที่เฝ้าดินแดนเมฆาจึงตอบกลับไปว่า “ข้าน้อยไม่รู้เื่เลยขอรับโปรดผู้อวุโสแห่งดินแดนต้องห้ามทั้งหลายไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย แต่ว่าข้าน้อยนั้นพอที่จะได้ยินข่าวมาอยู่บ้างว่าคนที่รับภารกิจกวาดล้างกองโจรที่เมืองลับแลนั้น มันเป็คนของสำนักไร้นาม”
เมื่อทหารทั้ง10กว่าคนได้ยินก็ได้เดินทางกันต่ออย่างรวดเร็ว เขาหายไปต่อหน้าต่อตายามเฝ้าดินแดนเมฆาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว
ยามเฝ้าประตูนั้นระดับพลังของเขาไม่ถือว่าอ่อนด้อยภายในดินแดนเมฆาเลยด้วยซ้ำเขาอยู่ระดับที่5เขตแดนปฐีแท้จริงแต่ว่าเมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าทหารปลายแถวของดินแดนต้องห้ามกลับทำได้เพียงแค่คุกเข่าอ้อนวอนเท่านั้น
เหล่าทหารของดินแดนต้องห้ามรีบเดินทางกันอย่างรวดเร็วเพื่อไปตามหาตัวของคนที่ทำลายกฏของท่านจักรพรรดิ
ซึ่งกฏที่จักรพรรดิของพวกเขาสร้างขึ้นมานั้นคือ
1.ห้ามฆ่าล้างตระกูล
2.ห้ามทำลายกฏของธรรมชาติ
และข้อสุดท้ายเป็ข้อที่ยากที่สุด คือ 3.ห้ามให้เื่พวกนี้มาถึงหูจักรพรรดิของดินแดนต้องห้าม!
ณ ทางด้านของสำนักไร้นาม
สองพี่น้องหุ่ยนั้นได้เริ่มสนทนากัน
“ท่านพี่ หุ่ย เฟิง ข้านั้น้าจะปรึกษาหารือเื่ที่เราจะเริ่มทำกันสักหน่อย เื่ที่พวกเรานั้นคิดจะสร้างรูปปั้นบูชาคนผู้หนึ่งแล้วจะตั้งไว้ภายในจุดกึ่งกลางของสำนักซึ่งเขานั้นได้ช่วยทำให้สำนักของเรากลับมามีสีสันกันอีกครั้งแล้วเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้นกว่าแต่ก่อนที่เคยเป็มา!!”
หุ่ยเฟิง ก็ได้ตอบกลับไปว่า “ข้าว่าเื่นี้ยังไงพวกเราก็จะต้องทำมันให้สำเร็จเพื่อที่จะได้เป็การตอบแทนผู้มีพระคุณของสำนักเรา”
ตอนนี้ ชิว เหวินเจี้ยนเหมือนจะได้เป็ตำนานของสำนักไร้นามไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ทุกคนภายในสำนักเริ่มที่จะช่วยกันก่อสร้างรูปปั้นของคนผู้หนึ่งขึ้นมาและจะต้องสร้างมันขึ้นมาให้เหมือนกับตัวจริงแบบไม่ผิดเพี้ยนเพื่อที่คนรุ่นต่อไปจะได้เห็นบรรพบุรุษของสำนักไปรุ่นสู้รุ่น
ส่วนทางด้านของ หลิว เฟ่ยหงส์ เขานั้นได้เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้วแต่ว่ามันเสี่ยงเอาการ ถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมาใครจะสามารถช่วยเขาได้อนาคตของเขาอาจที่จะดับวูบไปเลยก็เป็ได้
เหตุผลนั่นก็คือ หลิว เฟ่ยหงส์ได้แปลความหมายตัวอักษรออกมาได้ว่า ผู้คนที่ฝึกวิชานี้จะต้องทำลายพลังยุทธ์ของตนเองทิ้งทั้งหมดถึงจะเริ่มฝึกวิชานี้ต่อได้ นั่นเอง
ถึง หลิว เฟ่ยหงส์คิดว่าตนเองอาจที่จะแปลผิดพลาดไปบ้าง แต่เขาก็้าที่จะลองทำตามความเข้าใจของเขาเองเขาจึงรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือของเขา แล้วได้ทำการเจาะทะลุเข้าไปถึงจุดตันเถียนทำให้พลังยุทธ์ที่ฝึกฝนมาั้แ่เกิดของเขานั้นสูญเปล่าไปโดนปริยาย
หลิว เฟ่ยหงส์ต้องทนทุกข์ทรมานเป็อย่างมาก เืได้ไหลอาบไปทั่วทั้งตัวของเขาแต่เขาก็ยังฝืนนำมือมาปิดปากแผลห้ามเืเอาไว้ แล้วก็ได้เริ่มฝึกวิชาที่ตัวของเขาเองแปลตัวอักษรเ่าั้ออกมาได้
รุ่งเช้าก็ได้มาเยือน นั่นหมายถึงว่าหลิว เฟ่ยหงส์ หมดเวลาที่จะฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว
ชิว เหวินเจี้ยน ที่กำลังเก็บตัวฝึกฝนวิชาอยู่นั้นเขาก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นแล้วเดินตรงมาที่ หลิว เฟ่ยหงส์ ที่ตอนนี้เขานั้นกำลังนอนสลบอยู่กับที่ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนไปไหนได้
ชิว เหวินเจี้ยน ยิ้มอย่างมีความสุขหลังจากนั้นเขาก็ได้คิดในใจว่า‘ไม่เลวถือว่าเป็ลูกศิษย์ที่ดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว กล้าที่จะลองคิดลองทำด้วยตนเอง และที่สำคัญเขาไม่มีความลังเลอยู่ในความคิดเลยแม้แต่น้อยภายในอนาคตข้างหน้าเขาจะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน’
ณที่หน้าประตูสำนักไร้นาม
หน้าประตูทางเข้าของสำนักนั้นมีทหารมากกว่า10คนได้พุ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง
ทุกคนภายในสำนักจึงได้รีบแจ้งข่าวให้ ชิว เหวินเจี้ยน ทราบโดยทันทีเนื่องจากคนพวกนี้ยังไงก็จะต้องอยู่เขตแดนเมฆาขึ้นไปอย่างแน่นอน เพราะว่าพวกมันสามารถบินได้!
ชิว เหวินเจี้ยน พอได้ทราบข่าว เขาก็ไม่มีท่าทางผิดปกติแต่อย่างใดเขาเพียงแค่กล่าวอย่างผ่อนคลายว่า “หลิว เฟ่ยหงส์ ตื่นมารับภารกิจแรกของเ้าได้แล้ว”
หลิว เฟ่ยหงส์ สะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือขอรับอาจารย์ จะให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ”
ชิว เหวินเจี้ยน จึงได้ออกคำสั่งในทันที
“ไม่ต้องถามให้มากความเพียงแค่เ้าตามข้ามา และเตรียมตัวรอรับคำสั่งจากข้าก็พอ”
ทั้งสองคนจึงได้เดินตรงไปที่หน้าประตูของสำนักก็ได้เห็นทหารมากกว่า10คนมายืนล้อมยามเฝ้าประตูเอาไว้
เมื่อเหล่ายามเฝ้าประตูเห็น ชิว เหวินเจี้ยน และ หลิว เฟ่ยหงส์เดินตรงมา พวกเขาก็ได้ทำความเคารพก่อนที่จะเริ่มบอกเล่าเกี่ยวกับ ที่ทหารพวกนี้มายังสำนักไร้นามนั้นเพื่อจะมาขอพบคนที่ทำลายเมืองลับแลนั่นเอง
หลิว เฟ่ยหงส์ จึงออกตัวเปิดปากพูดภายในทันที “พวกเ้า้าอะไรกันทำไมถึงจะต้องมาตามหาคนผู้นั้นที่สำนักของข้ากันหละ อีกอย่างข้ากำลังรีบข้าขอเตือนให้พวกเ้ารีบไปให้พ้นหน้าของข้าเสียจะดีกว่า”
เมื่อเหล่าทหารนับ10คนได้ยินดังนั้น ก็เกิดอาการโกรธขึ้นมา
มีทหารคนหนึ่งที่อยู่ในขั้น3 ขอบเขตก่อตั้งเมฆา ได้เปิดปากขึ้น “เ้ารู้ตัวหรือไม่ที่กำลังจะรนหาที่ตาย”
ทหารคนนั้น จึงได้หยิบกระบี่ออกมาจากแหวนมิติ เป็กระบี่ระดับพิเศษ ดูไปแล้วช่างวาววับเหลือเกินส่วนเื่ อาวุธระดับพิเศษ นั้นคือสิ่งที่หายากเป็อย่างมากในดินแดนเมฆาทั่วทั้งดินแดนเมฆามีด้วยกันทั้งหมด3ชิ้นเท่านั้น แต่ละสำนักมีกันอยู่คนละเล่ม ซึ่งได้อยู่ที่ประมุขของแต่ละสำนักนั่นเอง
“เ้านั้นช่างเป็คนที่อวดดีเหลือเกินน้อยคนนักที่จะกล้าพูดกับพวกเราเช่นนี้”
ตายยยยย!!!
ทหารคนนั้น ได้จับกระบี่พุ่งเข้าไปหา หลิว เฟ่ยหงส์ อย่างรวดเร็วเป็ความเร็วของระดับก่อตั้งเมฆา
ยามและคนในสำนักไร้นามที่มองดูอยู่นั้นมองตามกันแทบไม่ทันเขาพุ่งเข้าใส่ หลิว เฟ่ยหงส์ รวดเร็วเป็อย่างมาก เหล่าผู้คนในสำนักทำได้เพียงแค่ภาวนาให้ชิว เหวินเจี้ยน ข้างๆเขาเข้าไปช่วยได้ทันเวลา
แต่พอกระบี่ของทหารคนนั้นกำลังที่จะเสียบทะลุคอหอยของ หลิว เฟ่ยหงส์นั่นเอง เขาก็ได้หยุดลง
หัวของทหารที่ได้พุ่งเข้ามาหา หลิว เฟ่ยหงส์ นั้นหลุดออกจากบ่าในทันทีโดยที่ ชิว เหวินเจี้ยน นั้นไม่จำเป็ที่จะต้องเป็คนลงมือด้วยตนเอง
หลังจากที่ฆ่าทหารแห่งดินแดนต้องห้ามไปแล้ว หลิว เฟ่ยหงส์ก็ได้เดินเข้าไปหยิบกระบี่ขึ้นมา และกล่าวว่า
“เป็กระบี่ที่ดีข้านั้นจะส่งคืนให้กับพวกเ้า แต่ว่าพวกเ้าจะต้องไสหัวกลับไปให้ไวที่สุด ก่อนที่ข้าจะเริ่มหมดความอดทน” หลิว เฟ่ยหงส์ะโเสียงดังเพื่อเป็การข่มขวัญศัตรู
ทหารที่เหลืออยู่จึงได้คุกเข่าลง โดยไม่มีความโกรธหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยแล้วเริ่มเล่าเื่ที่จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ้าที่จะขอพบตัวคนที่ทำลายเมืองลับแล
ทหารที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มได้กล่าวว่า “เป็ท่านเองอย่างนั้นหรือขอรับที่เขาล่ำลือกันว่าเป็คนทำลายล้างเมืองลับแลให้หายไปอย่างไม่เหลือซากข้าน้อยอยากที่จะเชิญท่านนั้นไปเป็แขกคนสำคัญของดินแดนต้องห้าม ได้โปรดท่านจะกลับไปกับพวกข้าได้หรือไม่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าจะพาไปลุมกินโต๊ะจีนหละสิไม่ว่า” เป็เสียงของ ชิว เหวินเจี้ยน นั่นเองที่ดังสอดแทรกขึ้นมา
เหล่าทหารได้หันควับมาทาง ชิว เหวินเจี้ยน โดยพร้อมเพียงกันทันที
“เ้าเด็กบัดซบนี่มันเป็ใครกันถึงได้กล้ามาสอดแทรกเวลาที่คนอื่นเขากำลังพูดคุยกันอยู่ รนหาที่ตายโดยแท้”
ทหารที่เป็หัวหน้ากลุ่มลุกยืนขึ้น แล้วได้เดินตรงเข้ามาหา ชิวเหวินเจี้ยน อย่างช้าๆ
ชิว เหวินเจี้ยน ยืนอยู่กับที่เฉยๆเพื่อที่จะรอดูว่า ทหารคนนี้กำลังจะทำอะไร
แต่ก่อนที่หัวหน้าของกลุ่มทหารจะได้เดินเข้าไปใกล้ชิดตัว ชิวเหวินเจี้ยน ก็ได้มี หลิว เฟ่ยหงส์ พุ่งเข้ามาหยุดข้างหน้าของ ชิว เหวินเจี้ยน
หลิว เฟ่ยหงส์ ได้กล่าวถาม ชิว เหวินเจี้ยน โดยส่งเสียงให้ทุกคนได้ยินว่า“ท่านอาจารย์จะให้ข้าทำอย่างไรดีกับพวกทหารเหล่านี้ ฆ่าพวกมันให้หมดซะเลยท่านคิดว่าดีหรือไม่ขอรับ”
เมื่อทหารทุกคนได้ยินก็ถึงกับหวาดผวา คนผู้นี้เป็ถึงอาจารย์ของคนที่เก่งกาจเช่นนี้ได้ไม่ไช่ว่าเขาจะแข็งแกร่งเป็อย่างมากหรอกหรือ
หัวหน้าของกลุ่มทหารได้ออกหน้ากล่าวขึ้น “ข้าน้อยนั้นมีตาหามีแววไม่ข้าน้อยขอประทานโทษด้วยขอรับ ได้โปรดเดินทางไปที่ดินแดนต้องห้ามกับพวกเราด้วยขอรับข้าน้อยขอรับรองความปลอดภัยว่าท่านจักรพรรดินั้น้าขอพบตัวของพวกท่านจริงๆ”
หัวหน้าของกลุ่มทหารคนนี้ให้ความเคารพ ชิว เหวินเจี้ยน เท่ากับจักรพรรดิของเขาเลยทีเดียว เนื่องจากความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากตัวของเขานั้นคล้ายๆกันเป็อย่างมากมันทั้งทรงพลัง และมีความเก่าแก่มาจากยุคสมัยก่อน
ถึงแม้ว่าร่างกายของ ชิว เหวินเจี้ยน จะดูภายนอกเป็เพียงแค่เด็กอายุ12ปีแต่ถ้าสามารถมีพลังบรรลุถึงขั้นที่จักรพรรดิของดินแดนต้องห้ามมี แล้วหละก็ มันก็ไม่ไช่เื่ยากที่จะทำให้ร่างกายของเขานั้นดูเด็กลงได้เพราะเนื่องจากจักรพรรดิของพวกเขานั้น ก็ได้ใช้ร่างกายที่ดูเหมือนเด็กอายุเพียง21ปีเท่านั้น