บทที่11ในถ้ำดำมืด
สิ่งที่อยู่ในมือของจ้าวเฟยหลงนั้นมีสีแดงเป็เส้นลวดลายเล็กๆเต็มไปหมด มันส่งพลังออกมาราวกับจะหลอมละลายมือของจ้าวเฟยหลงให้ได้ขณะที่กำลังคิดว่าหินก้อนนั้นคืออะไร
ดวงจิตโลกาก็สั่นะเืแล้วส่งคัมภีร์สีเงินเข้าสู่ห้วงความคิดของเ้าเฟยหลงอีกครั้ง
“คัมภีร์หมื่นสมบัติจ้าวพิภพ”
“นี่คือคัมภีร์ที่รวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวกับแร่ของเซียน์ทั้งชนิด คุณสมบัติ สถานที่พบเจอ วิธีการใช้งาน มีภาพที่มีสีสันคล้ายของจริงภาพเคลื่อนไหวของวิธีการใช้งานอย่างละเอียด” หนุ่มน้อยตื่นตะลึง
“หากคัมภีร์นี้ปรากฏแก่ภายนอกไม่รู้ว่าขุมกำลังอำนาจและสำนักยุทธ์ต่างๆจะยอมเสียเืเนื้อเท่าไรเพื่อแย่งมันมา”
เพราะว่าหากขุมอำนาจใดมีนักหลอมยุทธภัณฑ์อยู่ในอาณัติของตนความเข้มแข็งของพวกเขาจะสูงกว่า ขุมอำนาจที่ไม่มีนักหลอมเป็เท่าตัว
แต่การที่จะหานักหลอมสักคนเป็สิ่งที่หาได้ยากมากเพราะการที่จะมีนักหลอมถือกำเนิดต้องใช้ทรัพยากรมากมายเพื่อฝึกฝนและแน่นอนว่าราคาของทรัพยากรเ่าั้หาได้มีราคาถูกแต่อย่างใด และเหนือสิ่งอื่นใด
เขาหรือเธอผู้นั้นต้องมีปราณธาตุไฟที่แข็งแกร่งเป็อย่างมากเพราะธาตุไฟคือสิ่งสำคัญในการหลอมนั่นเอง
เมื่ออ่านคัมภีร์จบแล้วจ้าวเฟยหลงก็ได้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาก็คือ หินสายโลหิตนั่นเองจ้าวเฟยหลงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งหนึ่ง
“นี่มันย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพานยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย* ชัดๆ”
โชคของข้าตอนนี้ขึ้นดีจริงๆทันใดนั้นดวงจิตโลกาทำการเก็บหินสายโลหิตหนึ่งก้อนทันที
“อ้าว!เอาไปอีกแล้วหรือ”จ้าวเฟยหลงไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่ดวงจิตโลกาแสดงออกมา
หลังจากรวบรวมสิ่งของทั้งหมดแล้วจ้าวเฟยหลง รีบหามองหาถ้ำเพื่อทำการพื้นฟูพลังและพักผ่อนให้แก่ตนเองแต่แล้วราวกับวาสนาต้องกันเขาก็พบกับกระทิงเขาเงินยืนขวางทางเขาไว้พร้อมล้อมหน้าล้อมหลังเอาไว้
สายตาที่ดุร้ายจ้องมองมาที่จ้าวเฟยหลงแบบเอาเป็เอาตายพวกมันปล่อยเขาหนีไปได้ครั้งหนึ่งช่างน่าอับอายยิ่งนักมนุษย์ระดับนักยุทธ์ตัวเล็กๆไม่ต่างจากมดปลวกกลับหนีรอดจากมันมันไปได้
จากวันนั้นพวกมันเฝ้าค้นหาและติดตามเขา จนได้โอกาสมาดักรอตรงนี้
“สหายทั้งหลายข้ากับพวกเ้าหาได้มีเื่แค้นเคืองกัน เหตุใดจึงต้องตามมารบกวนข้าเช่นนี้”
จ้าวเฟยหลงเอ่ยออกมาถามเหล่ากระทิงเขาเงิน แต่ในใจคิดถึงวิธีหลบหนีได้หลายร้อยวิธีแล้วเพราะหลังจากการต่อสู้กับ
เหยี่ยวมงกุฏทองแล้วร่างกายและปราณสูญเสียไปมากแล้วยังไม่ได้ฟื้นฟูสักนิด
หากต้องปะทะกับกระทิงเขาเงินอีกละก็เกรงว่าคงต้องจบชีวิตอย่างอนาถ
กระทิงเขาเงินคำราม “กรร!” เสียงดังลั่นตอนนี้พวกมันพร้อมจะสังหารจ้าวเฟยหลงแล้ว
“เสียงแบบนี้คงแปลว่าฆ่าซินะ”
จ้าวเฟยหลงคว้าเอาะเิควันที่เก็บมาได้จากรังนกออกมาแล้วขว้างลงบนพื้นกลุ่มควันหนาแน่นลอยขึ้นทำให้ไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ชัดเจนเขาจึงถือโอกาสนี้ใช้ท่วงท่ายาตราเทพหงส์เพลิงวิ่งหนีหลบออกมาจากวงล้อมของกระทิงเขาเงิน
มนุษย์ตัวจ้อยนี้มีลูกไม้เยอะดีทีเดียวแต่รอบนี้กระทิงเขาเงินเตรียมตัวมาดีพวกมันให้เพื่อนอีกสองตัวซุ่มอยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลังหากเ้ามนุษย์ตัวน้อยออกมาทางใดก็ให้วิ่งตามและส่งเสียงบอก
ดังนั้นเมื่อจ้าวเฟยหลงหลบออกมาก็ถูกพบเห็นและติดตามทันที
“พวกมันฉลาดกว่าที่ข้าคิดเอาไว้”
จ้าวเฟยหลงวิ่งเข้าไปในถ้ำที่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบหนีจากฝูงกระทิงเขาเงินแต่พวกมันยังวิ่งตามเขาเข้ามาในถ้ำหมายจะสังหารอย่างไม่มีลดละ
หลังจากวิ่งลึกเข้าไปในถ้ำพลันแสงสว่างอยู่ที่ปลายทางก็ปรากฏความหวังกลับมาหาจ้าวเฟยหลงอีกครั้ง
“ทางออก! หึหึข้าจ้าวเฟยหลงไม่มีทางตายเพราะกระทิงหน้าโง่อย่างพวกเ้าหรอก”
ฝูงกระทิงต่างไม่พอใจอย่างมากพวกมันไล่ต้อนจนมนุษย์ตัวน้อยจะจนมุมอยู่แล้วกลับมีทางออกโผล่มาได้อย่างไรแบบนี้์กลั่นแกล้งชัดๆ
จ้าวเฟยหลงวิ่งมาถึงปลายทางที่เป็ประตูแสงสว่างแต่ทว่ารอยยิ้มแห่งความหวังกลับหดหายไปในทันที
“มารดามันเถอะโว้ย! สุดทางกลับเป็หน้าผาลึก”
นี่มันตลกร้ายเหลือเกินดีใจไม่ทันไรกลับต้องกลุ้มใจอีกแล้วกระทิงเขาเงินวิ่งตามมาสีหน้าบ่งบอกถึงการหยอกล้อชัดเจนวิ่งหนีพวกมันแทบตายสุดท้ายกับติดที่หน้าผา
จ้าวเฟยหลงนิ่งสงบหันมาบอกกับกระทิงเขาเงินด้วยเสียงดัง
“หากข้าไม่ตายข้าจะกลับมาตอบแทนให้พวกเ้าอย่างสาสม”
พูดเสร็จเขาก็พุ่งทะยานออกนอกถ้ำร่างกายลอยลมต่ำลงเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว
“หากยังตกลงไปเร็วขนาดนี้ร่างกายข้าคงแหลกสลายยามร่างกระแทกพื้นเป็แน่”
เร็วเท่าความคิดเขาปักดาบเพลิงตะวันเขากับหน้าผา แล้วค่อยๆตกลงมาตามหน้าผานั้นรอยดาบยาวลากผ่านหน้าผาลงมาจนลงมาถึงพื้นด้านล่าง
บริเวณนี้มีสภาพเป็บึงมีต้นไม้สูงใหญ่และโบราณปกคลุมอาณาเขตกว้างใหญ่มีหมอกลงจัดตลอดทั้งวัน
พื้นที่นี้อันตรายทุกย่างก้าวแม้แต่สัตว์ก็น้อยนักที่จะกล้าเข้ามาอาณาเขตแถวนี้
“ทำไมที่นี่จึงเงียบเชียบขนาดนี้ไม่มีแม้เสียงนกร้องสักตัว”
จ้าวเฟยหลงแปลกใจยิ่งนักแต่ตอนนี้เขาเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้มาทั้งวัน้าพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูตนเองอย่างเร่งด่วนจึงทำการเจาะถ้ำเล็กๆแล้วนำก้อนหินมาปิดปากถ้ำ จากนั้นนำเอาดวงจิตอสูรของลิงกำปั้นศิลาออกมาหนึ่งดวงเพื่อดูดซับปราณ
ในตอนแรกเขาคิดว่าดวงจิตอสูรหนึ่งดวงของลิงกำปั้นศิลาจะเพียงพอต่อการฟื้นฟูแต่เขาพบว่าหลังจากเลื่อนขั้นแล้วความ้ายิ่งมีมากขึ้น ทำให้ตอนนี้ต้องใช้อีกสิบดวงเพื่อทำให้เขากลับมาพร้อมสมบูรณ์อีกครั้ง
รุ่งเช้าจ้าวเฟยหลงออกเดินทางตามหาสมุนไพริญญาที่เหลืออีกหนึ่งอย่างก็คือ
“ใบต้นกล่อมิญญา”
เขาใช้เวลาเจ็ดวันเดินอยู่บึงใหญ่นี้เพราะว่าต้นกล่อมิญญาจะเกิดได้ในบริเวณที่มีหมอกหนาแน่นตลอดปีไม่ว่าจะเป็ฤดูใดก็ตามและบึงนี้ก็เป็เช่นนั้น
“เอ๊ะ!! ข้าเดินลุยน้ำใบบึงนี้มาเจ็ดวันแล้วมิเคยได้พบเห็นสัตว์อสูรใดๆเลย แต่ทางข้างหน้าเหตุใดจึงมีโครงกระดูกเต็มไปหมด”
จ้าวเฟยหลงก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังเต็มที่ไม่ว่าสิ่งใดรอเขาอยู่คงต้องเป็อะไรที่ไม่ธรรมดาแน่นอนแต่เขาก็หาได้หวาดหวั่นหากข้าไม่อาจผ่านความยากลำบากนี้ได้คงไม่มีหน้าออกจากหุบเขาแห่งนี้
ครึ่งชั่วยาม*ต่อมาสายตาของจ้าวเฟยหลงก็ปะทะเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ขึ้นบนเนินเตี้ยๆรอบๆเนินเป็บึงกว้างทั้งต้นของมันเต็มไปด้วยใบสีที่มีสีขาวสดใสแต่ว่าให้ความรู้สึกเย็นเยียบเข้าลึกถึงิญญา พลังของิญญาไหลเวียนทั่วทั้งต้น
ต้นไม้นี้ว่ากันว่ารากของมันยาวลึกไปถึงแดนยมโลกดูดซับพลังิญญาจากที่นั่นนำมาหล่อเลี้ยงตนเองหากนำมาหลอมโอสถจะสามารถบำรุงิญญาหรือรักษาิญญาที่เสียหายได้
“ต้นกล่อมิญญา!!!ในที่สุดข้าก็หาเจอซักที สมุนไพริญญาอันสุดท้าย มาหาข้าซะดีๆ”
จ้าวเฟยหลงก้าวท้าวเร็วขึ้น หมายจะเข้าไปที่ต้นกล่อมิญญาให้เร็วที่สุดแต่ก่อนที่จะไปถึงโคนต้นพลังลมปราณที่เฉียบคมฟาดฟันมาที่เขาหมายจะผ่าให้ร่างของเขาเป็สองซีกในพริบตาแต่จ้าวเฟยหลงใช้ท่วงท่ายาตราหงส์เพลิงพลิ้วกายลมได้ทันอย่างเฉียดฉิว
“โฮก!!!”
เสียงของสัตว์อสูรดังขึ้น พลันร่างขนาดใหญ่พุ่งขึ้นจากในบึงน้ำสาดกระเซ็นราวฝนตกจากฟ้าดวงตาของจ้าวเฟยหลงเบิกกว้างอย่างกับว่าไม่เชื่อในสิ่งที่ตนมองเห็นในตอนนี้จะเป็สิ่งที่เกิดขึ้นจริง
“จระเข้เกราะเหล็กราชันสัตว์อสูรระดับสอง”
หนุ่มน้อยจ้องมองไม่กระพริบตามันคือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งทรงพลัง หนังของมันแข็งเหมือนเหล็กกล้า หางฟาดหนึ่งทีอากาศต้องบิดเบี้ยวฟันอันแหลมคมกัดขาดได้แม้กระทั่งก้อนเหล็กหนา
“เ้านี่คงเป็ผู้อารักขาต้นกล่อมิญญานี้ซินะ”
จ้าวเฟยหลงจ้องมองราชันสัตว์อสูรตัวแรกที่เขาได้พบเจอ มันชั่งแตกต่างกับสัตว์อสูรระดับสองทั่วไปยิ่งนักพลังที่แผ่ออกมากดดันทำให้หายใจได้ยากลำบาก
จระเข้เกระเหล็กก็ได้จ้องมองมาที่ตัวจ้าวเฟยหลงเช่นกันสายตาของมันมีความยินดีที่ไม่สามารถปกปิดได้
หากผู้ฝึกตนสามารถใช้ดวงจิตของสัตว์อสูรมาเพิ่มพลังบ่มเพาะของตนเองได้สัตว์อสูรก็สามารถใช้ตันเถียนของมนุษย์มาเพิ่มการบ่มเพาะของตนให้รวดเร็วขึ้นได้เช่นกัน
มันจึงดีใจมากที่มีมนุษย์ตัวน้อยเข้ามาหามันถึงที่
เมื่อผลประโยชน์อยู่ต่อหน้าทั้งสองฝ่ายจึงไม่รีรออีกต่อไป จ้าวเฟยหลงะโเข้าไปประชิดตัวจระเข้เกราะเหล็กออกหมัดทันทีตรงไปที่เป้าหมายก็คือส่วนหัวของจระเข้เกราะเหล็ก
แต่คู่ต่อสู้เป็ถึงราชันระดับสองพลังอำนาจย่อมไม่ธรรมดามันกลิ้งตัวหลบหมัดของเขาแล้วใช้หางอันทรงพลังฟาดใส่หมัด เสียงปะทะกันของหมัดและหางดังลั่นบึง
การต่อสู้ด้วยพลังกายผ่านไปครึ่งเค่อปรากฏว่าทั้งสองทำได้เพียงสร้างรอยถลอกให้แก่กันและกันเท่านั้นทำให้จ้าวเฟยหลงอดยิ้มที่มุมปากไม่ได้
“พลังกายของข้าตอนนี้แม้แต่ราชันสัตว์อสูรระดับสองก็มิอาจทำอันตรายได้”
จ้าวเฟยหลงหยิบดาบออกมาจากถุงหนังสัตว์อสูรใช้ท่วงท่า ัพฤษาสยบโลกา เข้าต่อสู้กับจระเข้เกราะเหล็กตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะตัดสินผลแพ้ชนะหากใช้กระบวนท่าเกรงว่าปราณอาจไม่เพียงพอที่จะเป็ผู้ชนะในศึกนี้
จระเข้เกราะเหล็กเห็นมนุษย์ตัวน้อยถือดาบวิ่งเข้ามาหาก็ให้รู้สึกถึงอันตรายอย่างบอกไม่ถูกทั้งวิธีเคลื่อนไหว วิถีของดาบ มันไม่เคยพบมาก่อน แต่กลับให้ความรู้สึกกดดันและสูงส่งยิ่งนักทว่ามันก็หาได้ย่อท้อราชันอสูรระดับสองจะมาพ่ายแพ้แก่นักยุทธ์ธรรมดาได้อย่างไร
หนังที่หนาราวกับเหล็กกล้าคือเครื่องป้องกันชั้นดี คลุมด้วยพลังลมปราณย่อมป้องกันได้ดีกว่าหนังหนาๆธรรมดาเมื่อดาบของเ้าเฟยหลงฟาดฟันลงมาก็ไม่อาจเป็ได้มากกว่ารอยบากบนหนังของมันเท่านั้นมันยกขาหน้าขึ้นฟาดลงมาที่จ้าวเฟยหลงความรุนแรงของพลังลมปราณแยกน้ำในบึงที่มันพาดผ่านเป็สองฝั่ง เสียงแหวกลมดังสนั่น
แม้แต่จอมยุทธ์ขั้นเก้าหากต้องรับกระบวนท่านี้เกรงว่าการหลบหนีออกมาก็ยังต้องาเ็เก้าในสิบส่วน
จ้าวเฟยหลงใช้ท่วงท่ายาตราเทพหงส์เพลิง หลบออกมาได้แบบหวุดหวิด แต่จระเข้เกราะเหล็กเหมือนจะรู้ทางะโเข้ามาใกล้แล้วใช้ปากที่มีฟันแหลมคมกัดไปที่เขาทันทีหวังจะทำให้ร่างขาดเป็สองท่อน
เมื่อฟันอยู่ห่างจากเขาประมาณหนึ่งชุ่น*จ้าวเฟยหลงนิ่งสงบรวบรวมพลังลมปราณแสดงท่าัพฤษาสยบโลกา เมื่อดาบฟันออกมาปราณดาบก่อตัวตามแนวดาบที่ฟันออกไปรวมตัวกันกลายเป็ัเขียว เรียกเอาพลังฟ้าดินมาใช้งานเกิดพลังมหาศาลร้องคำรามเสียงดังราวกับฟ้าจะถล่มพุ่งเข้าหาจระเข้เกราะเหล็กสิ่งรอบข้างที่อยู่ใกล้ปราณดาบนี้ไม่สามารถทนทานความรุนแรงได้สลายไปราวกับฝุ่นที่ปลิวไปกับลม ร่องลึกเกิดขึ้นตามรอยที่ปราณดาบเคลื่อนไปห้วงอากาศฉีกขาด แผ่นดินสั่นไหว
ตูม! ควันลอยคลุ้งหนาแน่นแต่ไม่นานลายสมก็พัดพาไป ทำให้มองเห็นหางของจระเข้เกราะเหล็กหล่นอยู่ที่พื้นและมองเห็นตัวของมันที่ไร้หาง อยู่ใกล้ๆกับต้นกล่อมิญญา เืไหลออกเต็มลำตัวอาการสาหัสยิ่งนัก
“บ้าจริง!ข้ายังไม่สามารถใช้วิชายุทธ์ระดับเทพได้เต็มที่หรือนี่ ขนาดคิดไว้อย่างดีแล้วแต่มันยังมีช่องว่างทำให้มันหลบหนีออกไปได้”
ตอนนี้จ้าวเฟยหลงใช้พลังปราณไปส่วนใหญ่แล้วแต่หลังจากทะลวงสู่ขั้นเก้าผลกระทบจากการวิชายุทธ์ระดับเทพก็ลดลงพอเหลือที่จะทำการโจมตีได้อีกหนึ่งครั้ง
เมื่อาเ็สาหัสจระเข้เกราะเหล็ก ไม่อาจนิ่งเฉยต่อไป มันรวบรวมพลังลมปราณอย่างเงียบๆและเมื่อพร้อมปากของมันอ้าออกอย่างฉับพลันปล่อยลำแสงสีแดงออกมาสายหนึ่งเป้าหมายอยู่ที่จ้าวเฟยหลง
เหมือนจะรอจังหวะนี้อยู่จ้าวเฟยหลงใช้มือขวาแทนดาบวาดปราณออกมาเป็รูปดาบ สูงราวสามจั้งส่องแสงสีทองอร่ามเต็มไปด้วยความสูงส่งของเทพั เพียงััพลังลมปราณนี้จระเข้เกราะเหล็กก็เกิดความเกรงกลัวเข้าไปถึงิญญา ร่างกายแข็งค้าง เพราะพลังลมปราณนี้มาจากวิชาวัฏฏะปราณเทพันั่นเอง
ลำแสงจากปากของจระเข้เกราะเหล็กพุ่งเข้าปะทะกับปราณดาบของจ้าวเฟยหลงเกิดแสงจ้าสว่างส่องไปทั่วบึงที่มืดครึ้มกลับมองเห็นได้ทั่วไปราวกับมีพระอาทิตย์ได้กำเนิดในบึงแห่งนี้อีกดวงแล้ว
ทันทีที่ปะทะกันปราณดาบฟันเข้าไปที่ลำแสงเหมือนดั่งมีดผ่าเต้าหู้ลำแสงจากปากของจระเข้เกราะเหล็กแตกกระจายไปทั่ว เหมือนผลึกใสถูกขว้างขึ้นไปในอากาศแล้วร่วงหล่นลงมาแต่ปราณดาบไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น ยังพุ่งต่อไปยังตัวของจระเข้กระเหล็กผ่าลงบนส่วนหัวของมันเสียงโหยหวนดังขึ้นสั่นสะท้านไปทั่วแต่เพียงไม่นานก็เงียบหายไป
“คราวนี้ข้าแทบเอาตัวไม่รอดปราณที่มีถูกใช้ออกไปจนเกือบหมด ระดับราชันสัตว์อสูรไม่อาจมองข้ามได้จริงๆ”
จ้าวเฟยหลงมีสภาพที่น่าเวทนานักหากใครมาพบเขาในตอนนี้ก็คงต้องเข้าใจว่าเป็ขอทานข้างถนนแน่ๆเพราะเสื้อผ้าฉีกขาด ผมเพ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวสกปรกมอมแมมยิ่งนัก
“ขอเก็บเ้าก่อนแล้วกันนะ”
จ้าวเฟยหลง เดินไปเด็ดเอาใบต้นกล่อมิญญาสองสามใบแล้วเก็บไว้ในถุงหนังแต่เพียงหันหน้าไปทางซากของจระเข้เกราะเหล็กเพื่อจะเก็บเอาส่วนต่างๆของมันเขารู้สึกเหมือนโดนบางสิ่งดึงรั้งเขาไว้ทำให้ต้องหันกลับไปมอง
สิ่งที่เขาเห็นก็คือมีพลังสายหนึ่งกำลังดึงเอาทั้งต้นของต้นกล่อมิญญาขึ้นมาไม่นานต้นไม้ทั้งต้นก็ลอยมาตรงหน้าเขาแล้วก็หายเข้าไปในดวงจิตโลกา “เ้านี่มันโลภมากจริงๆ”จ้าวเฟยหลงเริ่มชินกับนิสัยของดวงจิตโลกา
จากนั้นเขาจัดการกับร่างของจระเข้เกราะเหล็กแน่นอนว่าดวงจิตอสูรระดับราชันอสูรเป็สิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้
“ด้วยดวงจิตนี้ข้าจะสามารถทะลวงสู่ระดับจอมยุทธ์ได้ไหมนะ”
จ้าวเฟยหลงครุ่นคิดแต่ก็เก็บสมาธิกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เร่งออกเดินทางกลับถ้ำั
*ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพานยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย-พยายามหาแทบตายไม่เจอ พอเลิกสนใจกลับได้มาง่าย
*ชุ่น – ระยะความยาว ประมาณ 1นิ้ว