เย็นวันนั้นในตอนที่ซึฮากิกลับไปที่เมืองก็ได้พบกับกระต่ายสีขาวกำลังเล่นกับพวกคิโนริอยู่
“เจ้าปุยนี่นา” ฟรานพุ่งเข้าไปหาทันทีทันใดด้วยความคิดถึง
“ปุยเหรอ !” เซนตะโกนลั่นวิ่งเข้าใส่เจ้ากระต่ายสีขาวแต่มันก็บินหลบจนเซนพุ่งหน้าทิ่มพื้นอีกแล้ว
“อย่าทำให้ปุยกลัวสิ” คานะดึงหัวเซนขึ้นมาจากพื้นอีกทั้งยังมองลงต่ำด้วยแววตาเอือมระอา
“ก็แหม ไม่ได้เจอหน้ากันนานก็ต้องคิดถึงสิ”
มีเพียงคนใกล้ชิดเท่านั้นที่ได้เห็นร่างของปุยทำให้ในมุมมองของชาวเมืองเห็นพวกเขาทำตัวแปลก ๆ เหมือนคนบ้ามากกว่า
“เย็นแล้วกลับเข้าบ้านไปช่วยยูกิทำอาหารกันเถอะ” ฟรานลากตัวคานะและเซนไปที่ห้องครัวแต่ไม่ทันไรเซนก็โดนไล่ออกมาเสียก่อน
ระหว่างที่ซึฮากิยืนมองเพื่อน ๆ น้อง ๆ นาธาก็เดินเข้ามายืนเคียงข้าง “ฉันไม่อยากซักไซ้เท่าไรแต่สเตล่าหายไปไหน?”
“เธอโดนสำนักมนตร์ดำกำจัดไปแล้ว นั่นเป็นสาเหตุที่เราต้องรีบกลับมาที่เมืองเพราะเราไม่อยากให้เด็ก ๆ เป็นอะไร”
“เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ เหรอเนี่ย...เสียใจด้วยนะ ฉันเองก็เคยผ่านเรื่องยากลำบากมาเหมือนกันจึงพอจะเข้าใจความรู้สึกอยู่” นาธาตบบ่าซึฮากิเบา ๆ เสมือนการปลอบใจก่อนจะเดินเข้าบ้านไป
หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องที่เราโกหกนะ พอทุกคนเข้าบ้านซึฮากิจึงเดินตามหลังเข้าไปทันที ขณะเดียวกันก็มีสายตาของหญิงสาวแปลกหน้ามองลอดผ่านกลุ่มคนจ้องหน้าซึฮากิ
“อาหารวันนี้คือข้าวเหนียว !” ยูกิมักจะนำเสนออาหารทุกครั้งที่เสิร์ฟให้กิน
“ข้าวเหนียว? ชื่อดูไม่น่ากินเลยเหมือนอะไรที่มันแหยะ ๆ” รอนทำหน้าบูดพร้อมกับเหลือบมองด้วยความสงสัยว่าข้าวเหนียวคือสิ่งใด
“เดี๋ยวก็รู้” ยูกิยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะดีดนิ้วให้คนในครัวเอาอาหารมาเสิร์ฟ ถาดยักษ์ที่มีข้าวเหนียวกองใหญ่วางไว้ทั้งควันร้อน ๆ และกลิ่นข้าวนึ่งสุกใหม่ ๆ ทำให้พวกเด็ก ๆ สนใจขึ้นมาทันที
“มันก็คือข้าวนี่นา...แต่มันเหนียวจริงด้วย” รอนลองใช้ช้อนตักก่อนใครและตามมาด้วยเพื่อน ๆ ของเขา
ยูกิหัวเราะในลำคอหลังจากเห็นปฏิกิริยาของน้อง ๆ “อย่าพึ่งตกใจไปเพราะสูตรพวกนี้ข้าได้มาจากกิ และแน่นอนว่ากินข้าวอย่างเดียวไม่ได้หรอกเพราะเรามี...”
คานะและฟรานช่วยกันยกจานยักษ์อีกจานออกมา ซึ่งแค่เปิดประตูก็มีกลิ่นเตะจมูกสัมผัสได้ถึงความแสบเผ็ดร้อน
“สิ่งนี้คือลาบเนื้อ โดยข้าได้เอาเนื้อไปย่างด้วยไฟปานกลางให้สุกประมาณหนึ่งจากนั้นก็นำมันหั่นเป็นชิ้น ๆ และคลุกเคล้ากับส่วนผสมหลากรสผสมเข้ากับสมุนไพรอยากชนิดก่อนจะจัดลงจานเสิร์ฟ”
“โห่ !” พวกเขาจ้องมองตามตาเป็นประกายเช่นเดียวกับเซนที่โดนเตะออกจากห้องครัวแล้วมานั่งรอกินอย่างเดียว
“ยังไม่หมดหรอก ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากินเยอะเพราะฉะนั้นฉันยังมีอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่างซึ่งได้สูตรมาจากกิอีกเช่นเคย” ยูกิดีดนิ้วให้ฟรานและคานะออกมาเสิร์ฟเล่นเอาบรรยากาศเหมือนภัตตาคารอาหารหรู ๆ ที่มีหัวหน้าเซฟมาแนะนำอาหารถึงโต๊ะ
“เมนูจานที่สองก็คือ...ไก่อบโอ่ง” ยูกิหยิบมีดขึ้นมาและลงมือหั่นเนื้อไก่ทีละส่วนอย่างรวดเร็วจนน้อง ๆ มองตามไม่ทัน พอหั่นเสร็จยูกิก็วางไว้เหมือนเดิมเนียนเหมือนยังไม่ได้ทำอะไรกับมัน
อย่างน้อยพวกเขาก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ไม่จมอยู่กับความทุกข์ที่สูญเสียเพื่อนพ้องไป ปุยกระโดดขึ้นตักของซึฮากิแถมยังเอาหัวดันท้องเหมือนพยายามจะสื่ออะไรบางอย่าง
“ดูสิ ๆ มันอ้อนกิเป็นเหมือนกันนะเนี่ย” เซนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังจากเห็นท่าทางของปุยรวมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ ของซึฮากิที่เผยออกมาโดยไม่รู้ตัว
“อ้อนเหรอ...” พูดไม่ทันขาดคำมันก็กัดเข้าที่มือไปหนึ่งครั้งแม้จะกัดไม่แรงแต่ก็ได้แผล
แปลกแฮะ พึ่งเคยเห็นมันกัดครั้งแรกเลยนะเนี่ย ซึฮากิไม่แม้แต่จะร้องสักคำแต่กลับมองดูรอยกัดสลับกับใบหน้าซื่อ ๆ ของปุยอย่างใจเย็น
[คุณได้รับของขวัญแต่ยังไม่สามารถเปิดได้จนกว่าจะบรรลุเลเวลแปด]
อะไรอีกวะเนี่ย ซึฮากิได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยเพราะจู่ ๆ หน้าต่างสเตตัสก็เด้งขึ้นมาให้ดูพร้อมกับข้อความแปลก ๆ
ไอ้สัญลักษณ์ปรัศนีนี่คงจะเป็นของขวัญที่ว่าสินะ แล้วของขวัญมาจากไหนกันแน่ จากดันเจี้ยนโคลอสเซียมหรือจะเป็นเพราะเจ้าปุยกัดเมื่อกี้หรือเปล่านะ
ทันใดนั้นเจ้าแฟรงค์ก็โผบินเข้าใส่และโฉบปุยออกไปจากตักของซึฮากิ แต่ไม่ทันไรมันก็วางลงกับพื้นและยืนเถียงอะไรกันไม่รู้
“เฮ้ย ! ทำอะไรกันเนี่ย” เซนพยายามจะเข้ามาห้ามทั้งสองตัวแต่ซึฮากิก็กล่าวขัดเสียก่อน
“ไม่เป็นไร พวกมันทะเลาะกันเป็นประจำอยู่แล้ว”
“เอาจริงเหรอ? ก็ได้ ๆ แล้วทั้งสองตัวกินข้าวเหนียวได้ไหม?” เซนเปลี่ยนสีหน้าจากความตื่นตระหนกเป็นความสงสัยและพยายามจะยื่นข้าวเหนียวให้แฟรงค์และปุยกิน
“คิดอะไรพิเรนทร์อีกแล้วเหรอ !” คานะดึงหูเซนให้กลับไปนั่งที่เหมือนเดิมไม่อย่างนั้นเขาก็คงป้อนข้าวเหนียวให้ทั้งสองตัวไปแล้ว
“ถ้าเป็นแฟรงค์ก็คงกินได้ไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นปุยฉันไม่รู้หรอก” ซึฮากิหัวเราะในลำคอตอบกลับ
ช่วงเวลาอาหารช่างผ่านไปเร็วเสียเหลือเกิน รอยยิ้มแห่งความสุขและเสียงอันรื่นเริงที่ได้ยินราวกับเป็นวันปีใหม่ที่ญาติ ๆ ได้มาเฉลิมฉลองด้วยกันค่อย ๆ เงียบลง พอตกดึกก็มีเพียงแสงไฟจากห้องของซึฮากิที่กำลังเขียนแบบแผนในอนาคตต่อ
คงถึงเวลาดึงตัวถั่วเน่ามาอยู่ฝั่งเราแล้ว ดูเหมือนเจ้านั่นจะโกหกเรื่องมือถือระบบใหม่ทำให้ฝั่งอาณาจักรเซียใช้ได้แค่การติดต่อธรรมดา แต่การดึงตัวคนที่สำคัญขนาดนั้นมาคงใช้เงื่อนไขและงบประมาณมากมายพอสมควร
“กิจัง...” ฟรานเคาะประตูเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
ซึฮากิเดินไปเปิดประตูและเหลือบมองผ่านช่องเล็ก ๆ พอเห็นหน้าแล้วจึงถาม “มีอะไรเหรอ?”
“ขอฉันเข้าไปหน่อย”
แม้ซึฮากิจะสงสัยว่ามีเหตุอันใดแต่ก็ยอมให้เข้ามาก่อน
“แล้วมีเรื่องอะไรกันแน่?” ซึฮากิหันหลังกลับไปนั่งทำงานต่อ
“อืม...” เธอกลิ้งไปมาบนที่นอนของซึฮากิก่อนจะพูดต่อ “ไม่มีอะไร”
ก่อนที่ซึฮากิจะได้พูดตอบโต้เธอก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวจนหน้าเกือบชนกัน นัยน์ตาสีม่วงจ้องมองซึฮากิตาไม่กะพริบแถมยังค่อย ๆ เคลื่อนกายเข้าประชิด ริมฝีปากเบาบางเลื่อนขึ้นไปจูบหน้าผากของซึฮากิเล่นเอาทำตัวไม่ถูก
“อย่าฝืนตัวเองล่ะ” พูดจบฟรานก็ออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วแล้วก็โบกมือลาก่อนที่จะปิดประตู
ชอบทำอะไรตามใจจริง ๆ มืออันหยาบกร้านลูบหน้าผากที่ฟรานจูบพลางยิ้มบางไปด้วย
แต่ก็ไม่แย่เท่าไรนะ
1 มิถุนายน พ.ศ.2576
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จพวกเขาจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง โดยเฉพาะแคทเทอรีนที่ต้องไปเล็มหญ้าต่อแถมยังได้นอนในห้องเก็บของและต้องหาซื้ออะไรกินเองไม่ได้ร่วมโต๊ะอาหารเหมือนคนอื่น
“หน็อย อย่าให้ถึงทีฉันบ้างนะ”
“อะไรนะครับ?” ขณะที่แคทเทอรีนกำลังนินทาซึฮากิก็เดินผ่านมาพอดี
“ปะเปล่า ฉันก็แค่บ่นว่าทีหลังพกเก้าอี้มาดีกว่า” ซึฮากิมองดูท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธออยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินออกไป
“เหมือนได้กลับไปเป็นทหารฝึกหัดเลยนะคะ” ทีโอน่านั่งมองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ดูชอบใจเป็นพิเศษ
“เหมือนเหรอ?” สีหน้าหยิกงอของเธอยิ่งทำให้ทีโอน่าหัวเราะเยาะชอบใจ
“ไม่รู้สิ” เธอตอบกลับสั้น ๆ
“ไม่รู้เหรอ ! มาลองทำบ้างนี่มา” แคทเทอรีนวิ่งไล่ทีโอน่าพยายามจะจับมาทำงานด้วยกันแต่อีกฝ่ายก็ไม่นิ่งเฉยทำให้ทั้งสองวิ่งไล่จับกันเหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก
ชาวเมืองต่างก็มองหญิงสาวแปลกตาที่ได้มาอยู่กับกลุ่มผู้นำเมืองด้วยสายตาฉงนว่าพวกเธอเป็นใครกันแน่ หลาย ๆ คนสัมผัสได้ถึงมานาที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวซึ่งมากกว่าใครที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ทำให้ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่
“นั่นมัน...จักรพรรดินีทุ่งสีขาว” ลุงคนหนึ่งพูดขึ้นมาหลังจากที่ได้เฝ้ามองจนแน่ใจ
“จักรพรรดินี ! หมายถึงผู้นำของอาณาจักรนอดคนนั้นเหรอ” เพื่อนข้าง ๆ อุทานเสียงดังจนคนรอบ ๆ หันมาสนใจ
“ใช่ ฉันมั่นใจเลย...ผมสีขาวดั่งหิมะที่มักจะอยู่กับสาวใช้คนสนิทและเธอก็เหมือนที่ฉันเคยเห็นเลย”
“จักรพรรดินี...” เพื่อน ๆ ของเขาต่างก็มองตาค้างเพราะสิ่งที่เห็นคือหญิงสาวสองคนกำลังเล่นวิ่งไล่จับเหมือนเด็ก ๆ สลัดคราบความเป็นจักรพรรดินีไปหมดสิ้น
จักรพรรดินีเนี่ยนะมาอยู่ที่นี่ หญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาได้ยินจึงต้องหยุดดูให้แน่ใจ
เธอจริง ๆ ด้วย อย่าบอกนะว่าเจ้าซึฮากิมันทำอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว
“อ้าวแม่หนูวีด้า วันนี้มาไวเหมือนกันนะจ๊ะ” หญิงสูงวัยคนหนึ่งกล่าวทักทาย
“สวัสดีค่ะ พอดีว่าช่วงนี้มีการสอบก็เลยต้องมาช่วยเตรียมสถานที่ค่ะ” วีด้ายิ้มทักทายกับคนอื่นเป็นปกติแต่ในใจก็ยังเจ้าคิดเจ้าแค้นซึฮากิไม่หาย
“อ้อเหรอ เดินทางดี ๆ ล่ะ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอโบกมือลาพร้อมด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
เจ้าซึฮากิพาคนมาเพิ่มเรื่อย ๆ เลยแฮะ ก็ว่าทำไมถึงไล่เราออกไปหาที่อยู่เองแล้ว พอคิดเช่นนั้นเธอเลยเผลอกำมือแน่นจนขวดน้ำที่ถืออยู่ระเบิด
ชีวิตประจำวันของชาวเมืองก็ยังดำเนินต่อไป ต่างคนต่างทำงานของตนเองพอเลิกงานก็มาสังสรรค์กันสนุก
โครงสร้างของเมืองถือว่าดีแล้ว ส่วนเรื่องคนงานถึงจะมีคนว่างงานอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะอาชีพใหม่ ๆ กำลังจะเกิดขึ้นอีก รวมกับการเพิ่มโรงเรียนสอนงานซึ่งจะช่วยให้พวกเขาหาเส้นทางของตนเองได้ ส่วนอัตราการขยายตัวของเมืองก็สมดุลกับประชากรที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ต้องเร่งการสร้างที่พักอาศัย
“เห็นกิทำงานแล้วง่วงจริง ๆ” เซนนั่งมองอยู่ไม่ห่างได้แต่หมุนตัวไปมารอเวลา
“ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องตามมา” พูดเสร็จเขาก็หันกลับไปทำงานต่อ
“โธ่...ฉันมาก็คิดว่าเผื่อได้ช่วยอะไรบ้าง แต่ดู ๆ แล้วคงไม่มีสินะ” เซนกระโดดขึ้นจากที่นั่งอยู่ ยืดเส้นยืดสายเตรียมพร้อมออกกำลังแต่ทันใดนั้นซึฮากิก็พูดขัดเสียก่อน
“ฉันมีคนที่น่าสนใจอยู่ด้วย นายจะลองไปประลองกับเธอสักหน่อยไหมล่ะ?”
“เอาสิ !” เซนตอบแทบจะทันที
“สมกับเป็นนายจริง ๆ ส่วนเธอคนนั้นจะรออยู่ที่ลานประลองหลัก อาจจะพูดไม่เข้าหูหน่อยแต่เธอเป็นคนที่เชื่อใจได้”
เชื่อใจแล้วก็เป็นผู้หญิง “ฉันขอไปดูด้วยคน” ฟรานพยายามเก็บอาการสงสัยไว้แต่มันแสดงออกผ่านแววตาและท่าทางหมดแล้ว
เซน คานะและฟรานมุ่งหน้าไปยังลานประลองที่อยู่ห่างออกไปจากเขตที่อยู่อาศัย ที่นั่นมีหญิงสาวผมสั้นนั่งแกว่งเท้ารออยู่ ทันทีที่สบตากันเธอก็ยิ้มเยาะกวนประสาทเหมือนอยากให้ใช้อารมณ์ในการประลองเสียมากกว่า
“เธอคือคนที่กิแนะนำมาสินะ ถ้างั้นมาประลองกันเลยดีกว่า” เซนกระโดดไปกลางลานประลองพร้อมกับดาบยักษ์อาวุธประจำตัว
“นายเลเวลตั้งเจ็ดส่วนฉันเลเวลหกเอง ถ้าไม่ว่าอะไรนายช่วยอ่อนให้หน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา ! แล้วจะให้ทำยังไง?” เซนถามกลับ
หญิงสาวผมสั้นกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ห้ามใช้เวทมนตร์เพลิง”
“เอาสิ” เซนตอบทันทีทันใดจากนั้นก็ใช้เพียงเสริมกำลังและเวทมนตร์สนับสนุนเท่านั้น
เซนควงดาบโชว์ลีลาให้ดูเป็นขวัญตาแต่อีกฝั่งกลับมองต่ำเหมือนเห็นคนบ้าทำอะไรแปลก ๆ พอเห็นว่าเซนพร้อมสู้เธอจึงหยิบมีดสั้นออกมาจากไหนไม่รู้และตั้งท่าพร้อมปะทะเช่นกัน
“ถ้าทั้งสองพร้อมแล้ว...เริ่มได้” คานะเป็นคนให้สัญญาณ
เซนกระโจนเข้าใส่ด้วยการเหวี่ยงดาบยักษ์สุดแขนฟันลงตรง ๆ แยกพื้นเป็นสองซีกแต่ที่ตรงนั้นกลับไม่มีใครอยู่
“ไวจริง ๆ” เซนสัมผัสถึงคนที่อยู่ด้านข้างได้จึงบิดดาบเป็นแนวนอนและเหวี่ยงฟันทั้งอย่างนั้นแต่เธอคนนั้นก็หายไปอีกแล้ว
“ทำไมเธอถึงไม่สวนกลับเลยล่ะ ทั้ง ๆ ที่มีเวลาตอบโต้ขนาดนั้นแต่ก็เลือกที่จะรอเซนเคลื่อนไหวก่อนแล้วจึงหลบ” คานะถาม
“นั่นสิ หรือว่าเธอตั้งใจยั่วยุอยู่กันแน่?” วิธีการเคลื่อนไหวแบบนั้นหรือว่าเธอจะเป็น
ผ่านไปหลายนาทีจนเซนเริ่มหงุดหงิดเหมือนเป็นลิงที่โดนหยอกล้ออยู่ในกรงขัง เขาจับดาบแน่นยิ่งขึ้นและหมุนตัวเหวี่ยงคลื่นมานาออกไปรอบ ๆ กินรัศมีไปกว่าสิบเมตรแต่ก็ยังทำอะไรแม่สาวคนนั้นไม่ได้
“หน็อย ! จะเอาแต่หลบไปถึงไหน?” เซนตะโกนเสียงดังและหยุดเหวี่ยงดาบมั่ว ๆ
เสียงหัวเราะคิกคักของหญิงสาวกรอกหูเซนจนน่ารำคาญ พอเซนจะจับตัวเธอก็กระโดดหนีออกไปเสียก่อน “แหม ๆ อารมณ์ร้อนเชียวนะ พอใช้เวทมนตร์เพลิงไม่ได้ก็เป็นแค่หุ่นซ้อมหรือเนี่ย” ยิ่งเธอหัวเราะเยาะเซนก็ยิ่งคิ้วขมวด
“ปัดโธ่เอ๊ย !” เซนรวบรวมมานาเพื่อเสริมกำลังดาบให้เสมือนค้อน จากนั้นก็ฟาดลงพื้นทำให้ลานประลองเละเทะจนเดินยังลำบาก
ทำลายพื้นยืนเพื่อให้เคลื่อนไหวได้ลำบาก ถึงจะเป็นเซนที่ชอบพุ่งเข้าใส่แต่ประสบการณ์คงบอกให้ทำสินะ
หญิงสาวผมสั้นยิ้มบางเหมือนรอเวลานี้มานานแล้ว พอพื้นดันขึ้นมาเธอก็ทำเป็นโดนกระแทกจนกระเด็นออกจากลานประลองไปอย่างกับจะยอมแพ้อ้อม ๆ
“ยอมแล้ว ๆ ฉันสู้ไม่ไหวจริง ๆ” เธอกล่าวเช่นนั้นด้วยท่าทางร่อแร่ปลอม ๆ ที่พวกคานะดูออกทันที
เซนถึงกับถอนหายใจเพราะเหมือนตนเองยังไม่ได้ทำอะไรสักเท่าไร “นี่ฉันชนะแล้วเหรอ?”
“ใช่ ๆ นายชนะแล้ว เพราะยังไงนายก็ออมมือให้ฉันก็เลยสู้มาได้นานถึงขนาดนี้” ไม่ทันไรเธอก็ลุกขึ้นมาจากสภาพร่อแร่กลับเป็นเหมือนปกติ
“เหรอ...” เซนยังคงสับสนว่าการประลองเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่
“ว่าแต่เธอเป็นใคร?” ฟรานตรงเข้ามาถามทันทีแถมยังจ้องมองตาเขม็งเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
หญิงสาวผมสั้นกระตุกยิ้มเหมือนกำลังท้าทายแววตาของฟราน “ลองทายดูสิ”
พอได้ยินเช่นนั้นฟรานจึงยกมือกำลังจะจิ้มตาแต่ก็ยั้งมือไว้ไม่ให้โดน พอได้เห็นปฏิกิริยาอันเรียบนิ่งของหญิงสาวผมสั้นเธอจึงลดมือลง
“ก็พอจะรู้แล้ว...แล้วฉันต้องเรียกเธอว่าอะไร?” ฟรานถามต่อทันที
“อืม...เรียกฉันว่าซีโร่ก็แล้วกัน” ด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานราวกับได้เจอดาราในดวงใจทำให้เซนและคานะสงสัยว่านั่นเป็นการกวนประสาทหรือจริงใจกันแน่
“ซีโร่สินะ เป็นคนที่อารมณ์ดีใช้ได้เลยนะเนี่ย” เซนยืนกอดอกคิดไม่ตกว่ากิริยาท่าทางเหล่านั้นเป็นของจริงหรือไม่
“ขอบคุณที่ชม แต่ก่อนอื่นพวกนายช่วยเดินหลบไปทางซ้ายหน่อย” แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี และเพียงแค่หนึ่งวินาทีก็มีกระสุนเพลิงพุ่งผ่านพวกเขาไปพอดีซึ่งถ้าไม่หลบก็คงโดนเต็ม ๆ ไปแล้ว
“โห่ ! เด็ก ๆ พวกนั้นทำได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?” เซนชะเง้อคอมองไปยังสถานที่สอบที่อยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตร
เด็กคนอื่นก็สอบกันปกติมีเพียงแค่กลุ่มของคิโนริที่โตกว่าในเรื่องการฝึกเวทมนตร์ทำให้แสดงศักยภาพออกมาได้ดีเกินคาด
“คะ...คิโนริได้เต็ม” แม้แต่อาจารย์ผู้สอนยังสั่นกลัวในพลังของเด็กสาวตัวน้อย เป้าสอบที่ทำมาจากท่อนไม้หนาห้าสิบเซนติเมตรโดนกระสุนเพลิงเจาะทะลวงและยังพุ่งต่อไปไกลอีกหลายร้อยเมตร
“เฮ้ !” หลังจากนั้นไม่นานพวกเซนก็วิ่งตามมาดูการสอบ พวกเขายืนอยู่ห่าง ๆ เพื่อไม่ให้ไปรบกวนสมาธิเด็ก ๆ เหล่านั้น
แล้วนั่นใครอีกล่ะเนี่ย วีด้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อาจารย์จ้องมองซีโร่ไม่ละสายตา อาจจะเพราะการแต่งหน้าแต่งตัวที่โดดเด่นแถมยังอยู่กับพวกเซนเหมือนเป็นพวกพ้องคนใหม่
“วันนี้มีแค่เท่านี้นะคะ ทุกคนทำข้อสอบได้ดีมากเลยค่ะเพราะฉะนั้นอาจารย์จะให้วันหยุดเพิ่มอีกสองวัน พวกเธอจะได้ไปพักผ่อนหรือเที่ยวเล่นกับครอบครัว” อาจารย์อลิสยิ้มเบิกบานหลังจากได้เห็นผลงานการสอนของตนเอง เธอโอบกอดเหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยทีละคนเป็นการโบกลาก่อนแยกย้ายกลับบ้าน
พอเด็ก ๆ กลับบ้านกันหมดก็เหลือแค่พวกคิโนริที่กำลังมุ่งตรงมาหาพวกเซน พวกเขาทักทายกันอย่างสนิทสนมโดยเฉพาะเซนและรอนที่มีจิตใจมุ่งมั่นเหมือนกัน
“พี่กิไม่ได้มาด้วยเหรอคะ?” คิโนริถาม
“พี่กิเขาต้องทำงาน ดังนั้นวันนี้เราไปฝึกกระบวนท่าใหม่กันดีกว่า” เซนตอบ
“ค่ะ !” หลังจากนั้นพวกเธอก็พากันไปซ้อมที่ลานประลองเละ ๆ ก่อนหน้านี้
อีกด้านหนึ่งซึฮากิก็ยังทำงานขยันขันแข็งไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาตระเวนไปทุกเขตเพื่อทักทายและตรวจสอบการทำงานรวมถึงการพิจารณาคนงานด้วยว่าทำได้ดีหรือไม่
“สวัสดีครับคุณซึฮากิ” เอลฟ์หนุ่มหัวหน้างานกล่าวทักทาย
“อืม...ไม่ต้องสุภาพนักหรอก วัสดุไม่ขาดใช่ไหม?”
“ครับ ความเร็วการผลิตของโรงงานมีมากพอจนเอาไปขายได้เลยครับ”
“ดี ๆ เพราะฉันกำลังจะสร้างทีมใหม่เพื่อไปสร้างถนนทางใต้ ก็เลยต้องการคนคุมงานเพราะฉะนั้นนายพอจะมีใครแนะนำไหม?”
“คนคุมงาน อืม...มีอยู่คนหนึ่งที่มักจะถามโน่นนี่บ่อยก็เลยให้เขามาช่วยคุมงานด้วย” เขาชำเลืองมองเอลฟ์หนุ่มที่กำลังตรวจสอบวัสดุอยู่ไม่ห่าง พอเห็นว่าอยู่ตรงนั้นเอลฟ์หัวหน้างานจึงพาซึฮากิไปหา
“เดฟ !”
“ครับ !” เขาตอบรับโดยที่ยังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
“คุณซึฮากิเขาอยากได้คนคุมงานน่ะ และในนี้นายก็น่าจะรู้เรื่องเยอะสุดแล้วดังนั้น...อยากลองไปทำไหม?”
“อะไรนะครับ?” เขาวางข้าวของลงและรีบขยับกายมายืนตรงหน้าเหมือนไม่แน่ใจเรื่องที่ได้ยิน
“ฉันบอกว่านายจะไปเป็นคนคุมงานถนนเส้นใหม่ไหม เนี่ยคุณซึฮากิมาหาถึงที่เลยนะ”
เดฟเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังหัวหน้างาน แววตาสงสัยค่อย ๆ เข้าใจว่าเขาคนนั้นคือใคร
“สะสวัสดีครับ” เดฟก้มหัวลงเล็กน้อยกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนเหมือนกลัวจะโดนต่อว่า
“เงยหน้าขึ้น”
“ครับ” พอซึฮากิสั่งเขาก็ทำตามทันที
นี่เราเหมือนจักรพรรดิที่ใครไปไหนก็ต้องกลัวแล้วหรือยังไงเนี่ย อืมหน่วยก้านก็ไม่ได้แย่แถมตอนทำงานก็ดูตั้งใจดี
“หยิบสมุดรายงานเมื่อกี้ขึ้นมาใหม่” ซึฮากิพยายามใช้เสียงให้เบาลงเพื่อให้เดฟรู้สึกผ่อนคลาย
“คะครับ” แต่การเปลี่ยนระดับเสียงกลับทำให้เขาระแวงยิ่งกว่าเก่า
หลังจากที่เดฟหยิบปากกาและสมุดรายงานขึ้นมา ซึฮากิก็ได้ลากตัวไปหาที่นั่งใกล้ ๆ ก่อนจะยิงคำถามมากมายจนพ่อหนุ่มเอลฟ์แทบจะสติหลุด
“ก็ใช้ได้ ถ้ายืนยันว่าจะไปฉันก็จะจัดเวลาสอนงานให้”
ซึฮากิพาเดฟมาหาหัวหน้างานที่เป็นคนแนะนำเพื่อให้ปรึกษากันก่อน พอทั้งสองคุยกันเสร็จสรรพจึงมายืนต่อหน้าซึฮากิเพื่อให้คำตอบ
“ผมจะไปครับ” แววตามุ่งมั่นมาพร้อมกับน้ำเสียงหนักแน่นทำให้ซึฮากิพยักหน้าตอบรับ
“ฉันจะส่งแผนการเรียนไปให้ ส่วนเรื่อง...”
“แย่แล้ว !” ขณะที่กำลังจะนัดแนะการเรียนก็มีเสียงของใครบางคนตะโกนขัดเสียก่อน
“มีอะไรวะ?” หัวหน้างานขมวดคิ้วสงสัยเพราะเห็นท่าทางร้อนรนของคนงานคนนั้น
“เอ่อ...มีพวกคนที่อ้างว่าเป็นขุนนางเดินทางมา แล้วก็พยายามจะฝ่าแนวกั้นของถนนพวกเราก็เลยต้องคอยห้ามไว้”
“ให้ตายสิ พวกมันไม่ใช่คนที่นี่แน่ ๆ เพราะเราประกาศไปทุกเมืองแล้ว”
“ครับ พวกเขาน่าจะเป็นคนจากอาณาจักรเซียนะครับ”
หัวหน้างานเดาะลิ้นหงุดหงิด “นำทางไป !”
พวกเขาพากันไปที่สุดขอบถนนที่กำลังสร้างซึ่งมีกลุ่มคนกับรถม้าหรูหราจอดรออยู่ ขณะที่เดินเข้าไปหาก็ยังมีเสียงทะเลาะต่อว่ากันไม่หยุดจนหัวหน้างานต้องเข้าไปยืนคั่นกลางเพื่อลดอารมณ์ร้อนที่กำลังเดือด
“แล้วนี่แกเป็นใครอีกเนี่ย?” ชายคนหนึ่งพูดด้วยภาษาอาณาจักรเซียแต่โชคดีที่เอลฟ์ส่วนใหญ่พูดได้หลายภาษา
“ฉันคือเมนเดล เป็นหัวหน้างานก่อสร้างถนน”
“เมนเดลสินะ ถ้าไม่เอาที่กั้นออกไปฉันก็จะฝ่ามันไปเอง” เขาตะเบ็งเสียงข่มแต่เมนเดลก็หาสนใจไม่
“ทางนี้ใช้ไม่ได้ครับ เราก็มีป้ายบอกให้ใช้ทางข้าง ๆ ทำไมถึงไม่ใช้ล่ะ?” เมนเดลชี้นิ้วไปยังถนนรุกรังที่อยู่ข้าง ๆ พร้อมกับส่งสายตาข่มกลับ
“มีทางดี ๆ ให้ใช้แล้วทำไมต้องไปใช้ทางเละเทะแบบนั้นด้วยล่ะ?”
“ก็ทางนี้ยังสร้างไม่เสร็จ พวกคุณก็ไปใช้อีกทางก่อนสิวะ !”
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะไอ้พวกหูยาว !”
ไป ๆ มา ๆ เมนเดลก็ใส่อารมณ์เถียงกลับจนลามไปสู่การทะเลาะกันเกือบได้ใช้กำลังอีกด้วยถ้าซึฮากิไม่ออกมาพูดคุยแทน
“มาจากตระกูลอะไร?” มาถึงซึฮากิก็ถามชื่อเสียงเรียงนามก่อนเลย
“อลาสกัน พวกฉันต้องการมาดูเมืองเอลโฟเรียที่เป็นต้นกำเนิดตู้เย็น และฉันก็พกเงินมาเพื่อเจรจาขอซื้อ...”
“กลับไป” ซึฮากิพูดขัดเสียก่อนทำเอาชายหนุ่มหน้าเสีย
“ได้ยินชื่ออลาสกันแล้วยังกล้าทำเช่นนั้นอีกเหรอ !” ขณะที่เขากำลังจะใช้เวทมนตร์จู่โจมซึฮากิก็ใช้มานาของตนเองแทรกขัดกระบวนการทำให้เวทมนตร์แตกกระจายไป
“ถ้ายังไม่หยุดก่อความวุ่นวาย...หัวของพวกนายก็คงไม่อยู่บนบ่าอีกแล้ว”