ณ ูเาเฮยเฟิง ในป่าลึก หลินเยี่ยนเก็บตัวฝึกวิชามาสามวันสามคืนแล้ว
เขานั่งขัดสมาธิบนโขดหิน รอบกายมีไอเปลวเพลิงจาง ๆ ไหลเวียน อัคคีทิพย์ทั้งสามชนิดโคจรในร่าง ค่อย ๆ หลอมรวมฤทธิ์ยาสร้างรากฐานทีละนิด ในจุดตันเถียน คอขวดกลั่นลมปราณขั้นสองระดับสูงสุดเริ่มคลายตัว ขาดอีกเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงผ่านได้
“จังหวะนี้แหละ!”
หลินเยี่ยนะโก้อง เร่งพลังิญญาทั้งหมดกระแทกคอขวด
ตูม!
คอขวดพลังแตกกระจาย พลังิญญามหาศาลดั่งน้ำป่าทะลักไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจร
กลั่นลมปราณขั้นสาม!
มิหนำซ้ำ ภายใต้การชุบสร้างของอัคคีทิพย์ทั้งสาม รากฐานเขาแ่ายิ่งนัก พลังิญญาเข้มข้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันไปไกล
“ดีล่ะ ต่อไปก็...”
หลินเยี่ยนกำลังจะปรับลมปราณให้มั่นคง จู่ ๆ คิ้วก็ขมวดมุ่น เขาััได้ว่ามีบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา เป็กลิ่นอายที่เย็นะเื เต็มไปด้วยกลิ่นแห่งความตาย
“กลิ่นอายนี้...”
หลินเยี่ยนลืมตาโพลอง มองไปทางต้นตอของกลิ่นอายนั้น เห็นเพียงหมอกในป่าหนาทึบขึ้นกะทันหัน มองเห็นได้ไม่เกินสิบเมตร ร่างเงาหนึ่งผลุบโผล่ในสายหมอก เดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
พอเงานั้นเข้ามาใกล้ หลินเยี่ยนถึงได้เห็นรูปร่างมันชัดเจน มันคือศพ
พูดให้ถูกคือ ซากศพที่สภาพสมบูรณ์... เป็ศพของเ้าของสุสานในสุสานโบราณนั่นเอง!
“เกิดอะไรขึ้น ศพนี้หนีออกมาเองได้ยังไง”
สีหน้าหลินเยี่ยนเปลี่ยนไปชัดเจน เขาจำได้ว่าทิ้งศพเ้าของสุสานไว้ในโลงหินแท้ ๆ ไฉนมาโผล่ที่นี่ได้ แถมสภาพศพนี้ยังดูไม่ชอบมาพากล มันลืมตาขึ้น ในดวงตาคู่นั้นมีเปลวไฟสีเขียวลุกโชน เหมือนกับผู้พิทักษ์โครงกระดูกในสุสานไม่มีผิด
“ศพคืนชีพ... ไม่สิ นี่มันศพมาร!”
หลินเยี่ยนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว เ้าของสุสานสิ้นใจ ร่างกายดูดซับไอหยินเข้าไปมหาศาล บวกกับสภาพแวดล้อมพิเศษในสุสาน ท้ายสุดจึงกลายเป็ศพมาร ส่วนเขาชิงมรดกเ้าของสุสานมา ทำลายสมดุลของสุสาน ทำให้ศพมารตื่นขึ้นและไล่ตามมา
“บัดซบ...”
หลินเยี่ยนกระชับดาบัเพลิงแน่น เตรียมรับมือเต็มที่ ศพมารตรงหน้า ยามมีชีวิตวรยุทธ์ต้องไม่ธรรมดาแน่ แม้ตายแล้วพลังจะลดทอน แต่แรงกดดันนั้นยังน่าหวั่นเกรง อีกทั้งศพมารไม่รู้เจ็บ ไม่รู้เหนื่อย รับมือยากยิ่งนัก
“โฮก!”
ศพมารคำรามเสียงต่ำ จู่ ๆ ก็พุ่งเข้าใส่หลินเยี่ยน ความเร็วมันน่าใ เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าหลินเยี่ยน กรงเล็บแห้งกรังคว้าหมับที่ลำคอ เล็บแหลมคมดุจใบมีด
“เร็วนัก!”
หลินเยี่ยนรีบเอียงตัวหลบ พร้อมตวัดดาบัเพลิงออกไป
เคร้ง!
คมดาบฟันลงบนแขนศพมาร เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ิัศพมารแกร่งดั่งเหล็กไหล การโจมตีธรรมดาเจาะเกราะไม่เข้าเลยสักนิด
“ว่าแล้วเชียว ร่างผู้ฝึกตนระดับสร้างฐาน ความทนทานเหนือกว่าระดับกลั่นลมปราณไปไกลลิบ”
หลินเยี่ยนไม่ตื่นตระหนก เร่งอัคคีทิพย์ในกาย บนดาบัเพลิงลุกโชนด้วยเปลวไฟสีชาด ในเปลวเพลิงนั้นเจือด้วยสีน้ำเงิน สีส้มเหลือง และสีแดงชาด... สี่ไฟผสาน!
“เข้ามา!”
เขาฟันดาบซ้ำอีกครั้ง ครานี้คมดาบห่อหุ้มด้วยเพลิงร้อนระอุ
ฉัวะ!
เปลวไฟแผดเผาแขนศพมาร ในที่สุดก็ทิ้งรอยไหม้เกรียมไว้ได้
“ได้ผล!”
แววตาหลินเยี่ยนฉายความยินดี แม้กายเนื้อศพมารจะแกร่ง แต่สิ่งที่มันกลัวที่สุดคือไฟ โดยเฉพาะอัคคีทิพย์ ทว่าวินาทีถัดมา ศพมารก็อ้าปาก พ่นไอศพเข้มข้นออกมา ไอศพนั้นจับตัวเป็กลุ่มหมอกสีดำปกคลุมเข้ามา หลินเยี่ยนสูดดมกลิ่นอายนี้เข้าไป พลันรู้สึกหน้ามืดตาลาย พลังิญญาในกายติดขัด
“แย่แล้ว!”
เขารีบถอยกรูด เร่งแก่นแท้แห่งไฟเตาหลอมหลอมละลายไอศพ แต่ไอศพเข้มข้นเกินไป ชั่วครู่ชั่วยามคงหลอมไม่หมดแน่ อาศัยจังหวะที่หลินเยี่ยนเผลอ ศพมารพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้โจมตีโเี้กว่าเดิม กรงเล็บคู่ตะปบพร้อมกัน ปิดทางหนีทุกทิศทาง
“แลกกันไปเลย!”
หลินเยี่ยนกัดฟันกรอด ไม่หลบอีกต่อไป แต่กลับพุ่งเข้าใส่เสียเอง เขาเก็บดาบัเพลิงเข้าฝัก สองมือร่ายคาถา ใช้ออกด้วยกระบวนท่าที่สามแห่งเก้ากระบวนท่าเผา์
“ะเิเพลิง!”
นี่คือกระบวนท่าที่เขาเพิ่งเรียนรู้จากสุสานโบราณ อานุภาพเหนือกว่าสองท่าแรกไปไกล เขากระแทกสองฝ่ามือออกไป อัคคีทิพย์สี่ชนิดทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง รวมตัวกลางอากาศกลายเป็ลูกไฟั์ ลูกไฟนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางร่วมหนึ่งเมตร แผ่ความร้อนน่าสะพรึง ต้นไม้รอบข้างลุกไหม้ในพริบตา
“ไปซะ!”
ลูกไฟหวีดหวิวพุ่งเข้าชนศพมาร ศพมารคิดจะหลบแต่ก็สายไปแล้ว ลูกไฟะเิตูม เปลวเพลิงร้อนแรงกลืนกินมันจนมิด
บึ้ม!
เสียงะเิกัมปนาทะเืป่า แสงไฟพุ่งเสียดฟ้า รอจนเปลวไฟจางหาย หลินเยี่ยนเห็นศพมารล้มลงกองกับพื้น ร่างไหม้เกรียม ไม่ไหวติงอีก
“ในที่สุด... ก็จัดการได้...”
หลินเยี่ยนหอบหายใจหนักหน่วง ท่านี้กินพลังิญญาเขาไปกว่าครึ่ง หากศพมารยังลุกขึ้นมาได้ เขาคงหมดหนทางแล้วจริง ๆ โชคดีที่ศพมารไม่ขยับแล้ว
“ไม่สิ...”
หลินเยี่ยนรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ แม้ศพมารจะล้มลง แต่พลังงานในตัวมันยังไม่สลายไปหมด
นั่นไง วินาทีถัดมา ศพมารลืมตาโพลง แล้วดีดตัวนั่งขึ้น
“เวรเอ้ย ยังไม่ตายอีก!”
หลินเยี่ยนสีหน้าย่ำแย่ ศพมารระดับสร้างฐาน พลังชีวิตเหนียวแน่นกว่าที่เขาคิดไว้มาก แต่คราวนี้ ศพมารไม่ได้โจมตีต่อ กลับจ้องเขม็งไปที่หลินเยี่ยน ปากส่งเสียงแหบพร่า
“มรดก... คืนมา...”
มันพูดได้ด้วย! หลินเยี่ยนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจทันที ศพมารเกิดจากเ้าของสุสาน ยังคงหลงเหลือจิตสำนึกเดิมอยู่บ้าง ที่มันตามมา ก็เพื่อจะแย่งมรดกคืน
“มรดกของเ้า ข้าได้มาแล้ว” หลินเยี่ยนเอ่ยเสียงเย็น “อยากได้คืนรึ ฝันไปเถอะ!”
“มรดก... ของข้า...”
ศพมารตะเกียกตะกายลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซมาหาหลินเยี่ยน แต่เดินได้แค่สองก้าว ร่างกายก็เริ่มพังทลาย เปลวไฟเผาผลาญโครงสร้างภายในจนพรุน มันทนได้อีกไม่นานแล้ว
“คืน... มา...”
ศพมารยื่นมือหวังจะคว้าตัวหลินเยี่ยน ทว่าวินาทีถัดมา ร่างกายมันก็ทนไม่ไหว ล้มครืนลงกลายเป็กองเถ้าถ่าน เหลือเพียงลูกแก้วสีดำขนาดเท่ากำปั้น กลิ้งอยู่กลางกองเถ้า
“นี่มัน... แก่นในของศพมาร!”
ตาหลินเยี่ยนลุกวาว ศพมารเกิดจากผู้ฝึกตนระดับสร้างฐาน แก่นในที่ควบแน่นในกายย่อมแฝงพลังมหาศาล แม้พลังนี้จะมีไอหยินเข้มข้น แต่สำหรับกายาเตาหลอมแล้ว เหมาะที่จะหลอมซึมซับยิ่งนัก เขาเดินเข้าไป เก็บลูกแก้วสีดำเม็ดนั้นขึ้นมา ลูกแก้วเย็นเฉียบแผ่กลิ่นอายความตายเข้มข้น ผู้ฝึกตนทั่วไปหากแตะต้องของสิ่งนี้ เบาะ ๆ ก็ธาตุไฟเข้าแทรก หนักหน่อยก็ตายคาที่ แต่หลินเยี่ยนมีกายาเตาหลอม สิ่งที่ไม่กลัวที่สุดก็คือการหลอมของอัปมงคล
“ดีเลย ใช้แก่นในเม็ดนี้สร้างรากฐานให้มั่นคง”
เขานั่งขัดสมาธิ เริ่มทำการหลอมแก่นใน แก่นแท้แห่งไฟเตาหลอมหมุนวนบ้าคลั่ง ย่อยสลายพลังงานในแก่นในทีละนิด ไอหยินเ่าั้ถูกไฟเตาหลอมชำระล้าง แปรเปลี่ยนเป็พลังิญญาบริสุทธิ์
เวลาผ่านไปทีละวินาที จวบจนฟ้าสาง แก่นในก็ถูกหลอมจนหมดสิ้น
หลินเยี่ยนลืมตา ััถึงพลังที่เปี่ยมล้นในกาย ใบหน้าเผยรอยยิ้มพอใจ กลั่นลมปราณขั้นสาม มั่นคงสมบูรณ์แล้ว! แถมเพราะกลืนกินแก่นใน กายาเตาหลอมของเขาจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ อัคคีทิพย์ทั้งสามในกาย ผสานกันแแ่ยิ่งขึ้น อานุภาพที่ะเิออกมารุนแรงกว่าเดิม
“ดีมาก ข้าในตอนนี้ น่าจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณเจ็ดแปดได้แล้ว”
หลินเยี่ยนลุกขึ้น ยืดเส้นยืดสาย กระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
“ได้เวลากลับค่ายเฮยเฟิงแล้ว”
เขาหันหลังเดินมุ่งหน้าไปทางค่ายเฮยเฟิง ทว่าจังหวะนั้นเอง ไกลออกไปมีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น ไม่ใช่แค่คนเดียว แต่อย่างน้อยเจ็ดแปดคน และกลิ่นอายแต่ละคนก็ไม่ธรรมดา
“หน่วยค้นหาของสำนักชิงอวิ๋นรึ?”
หลินเยี่ยนหรี่ตา มุมปากยกยิ้มเ็า
“มาได้จังหวะ กำลังกลุ้มเลยว่าจะไปลองวิชาใหม่ที่ไหนดี”
เขาไม่หนี แต่กลับยืนนิ่งรออยู่กับที่ ไม่กี่อึดใจ ร่างเงาเจ็ดสายก็พุ่งออกจากป่า ล้อมกรอบเขาไว้ทุกทิศ หัวหน้ากลุ่มเป็ชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบปี วรยุทธ์กลั่นลมปราณขั้นเก้า เอวคาดกระบี่ยาว แววตาคมกริบดุจมีด
“เ้าคือหลินเยี่ยน?”
“ข้าเอง” หลินเยี่ยนตอบเสียงเรียบ “สำนักชิงอวิ๋นคราวนี้ส่งคนมาตายกี่คนล่ะ”
“สามหาว!” ชายกลางคนโกรธจัด “แค่กลั่นลมปราณขั้นสาม ยังกล้าปากดี! พี่น้อง ลุยพร้อมกัน! ฆ่ามันได้ หินิญญาแสนก้อนก็เป็ของเรา!”
เจ็ดคนลงมือพร้อมกัน สารพัดอาคมถล่มลงมาดั่งห่าฝน หลินเยี่ยนยืนนิ่ง มองการโจมตีเ่าั้ สีหน้าไร้อารมณ์
“ะเิเพลิง!”
เขากระแทกสองฝ่ามือ ลูกไฟั์ก่อตัวกลางอากาศ ลูกไฟครานี้ ใหญ่และร้อนแรงยิ่งกว่าตอนสู้กับศพมาร เพราะเขาเข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
บึ้ม!
ลูกไฟะเิ เปลวเพลิงกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เสียงกรีดร้องระงมไปทั่ว รอจนแสงไฟจางลง ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นทั้งเจ็ด เหลือเพียงหัวหน้าขั้นเก้าคนนั้นที่ยังหายใจรโรยริน
“เป็... เป็ไปได้ยังไง...”
เขานอนกองกับพื้น ร่างกายถูกเผาไหม้เกรียม แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ หลินเยี่ยนเดินไปตรงหน้า ก้มมองลงมา
“กลับไปบอกอวิ๋นชางฉง ข้าจะไปเยือนถึงที่ ไปเอาชีวิตสุนัขของมัน”
พูดจบ เขาก็ฟาดฝ่ามือลง ปลิดชีพอีกฝ่ายทันที กวาดถุงสมบัติทั้งเจ็ดมาเรียบ หลินเยี่ยนก็หันหลังเดินจากไป
ณ หลังูเาเฮยเฟิง ทิ้งไว้เพียงศพไหม้เกรียมเกลื่อนกลาด และชื่อของหลินเยี่ยน จะสั่นะเืสิบแปดเมืองอีกครั้ง
กลั่นลมปราณขั้นสาม กวาดล้างหน่วยเจ็ดคนจนเหี้ยน แถมหนึ่งในนั้นยังเป็ยอดฝีมือขั้นเก้า ผลงานศึกนี้ ดีพอจะให้ทุกคนรู้จักเขาใหม่
คนโหดหลินเยี่ยน นับแต่นี้ จะไม่ใช่ศิษย์ฝ่ายนอกที่ใครจะมารังแกได้อีก เขาคือผู้แข็งแกร่งตัวจริง คนโหดที่กล้าเป็ศัตรูกับสำนักชิงอวิ๋นทั้งสำนัก