แสงสว่าง จากผู้ดูแลมิติแผ่ออกมาห่อหุ้มร่างกายเขาเอาไว้
ความมืดมิดคืบคลานเข้ามาพร้อมนำพาประสบการณ์อันน่าเหลือเชื่อเมื่อทุกอณูของร่างกายถูกแยกออกเป็เสี้ยวเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนล่องลอยอยู่ในอากาศ
เขาพยายามประคองสติไม่ให้หลุดลอยไปเพราะความเวิ้งว้างนี้อาจถึงขั้นทำให้หลงลืมได้แม้กระทั่งเวลา
คังอูจิน! ตั้งสติไว้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนในที่สุดแสงสว่างก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด ตอนที่แสงนั้นแผ่เข้ามากลืนกินตัวเขาโลกทั้งใบก็พลันสว่างขึ้นมาพร้อมกลิ่นขยะที่โชยคลุ้ง
อูย...
เขาโอดโอยอยู่ในใจเมื่อพยายามลืมตามองรอบตัวก็พบว่า้าคือหลังคามุงกระเบื้องลอนเก่า ๆหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งประสาทััที่ปลายนิ้วก็ค่อย ๆ กลับมาทำงานอีกครั้งพอลองใช้มือควานไปรอบ ๆ ถึงได้พบว่าตัวเองอยู่บนถุงกระสอบรีไซเคิลต้นตอของกลิ่นขยะเหม็นหึ่งที่แยกไม่ออกว่าคืออะไร
เรากลับมาแล้วสินะ
เหมือนจะรู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหนเศษเสี้ยวความทรงจำที่เคยจมอยู่ในส่วนลึกของสมองผุดกลับมาอีกครั้ง
เตาเผาขยะของโรงเรียน
เมื่อยี่สิบปีก่อนก็ข้ามไป‘ที่นั่น’ จากที่นี่ แสดงว่ากลับมายังจุดเริ่มต้นอย่างนั้นสินะ
ผ่านไปยี่สิบปี สภาพยังเหมือนเดิมเลยแฮะ
เตาเผาขยะเหมือนจะยังอยู่ในสภาพเดิมแค่ดูเก่าลงไปเล็กน้อย
เขารู้สึกได้ว่าประสาทัักำลังกลับคืนมาจึงรอให้ร่างกายค่อยๆฟื้นตัวทีละนิด
“เฮ้ยไอ้เวร รีบมานี่สิวะไอ้ลูกหมา”
เขาฝืนมองตามเสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก่อนจะเห็นกลุ่มนักเรียนสวมเครื่องแบบแสนคุ้นตากำลังกรูกันมาทางเตาเผาขยะ
ขนาดชุดนักเรียนก็ยังเหมือนเดิมเป๊ะ
ผ่านไปตั้งยี่สิบปีดีไซน์เครื่องแบบนักเรียนควรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วแท้ ๆแต่พอเห็นว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมก็อดดีใจไม่ได้
พอได้เห็นคนตัวเป็ๆ ก็ยิ่งรู้สึกตื้นตันเมื่อคิดว่าตัวเองได้กลับมายังโลกแล้วจริง ๆ
นักเรียนสามคนที่แค่มองผ่านๆ ก็รู้แล้วว่าเป็พวกนักเลงหัวไม้กำลังฉุดกระชากลากถูนักเรียนอีกคนเด็กคนนั้นดูหล่อเหลาและสะอาดสะอ้านเกินกว่าจะเป็เพียงเด็กขี้แพ้ที่มักโดนกลั่นแกล้ง
“ไอ้เวรนี่อัดมันก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“แล้วทำไมฉันต้องยอมพวกแกด้วย”
“ว่าไงนะไอ้เวร”
อยู่ ๆอีกฝ่ายก็เหวี่ยงกำปั้นใส่ จากนั้นนักเรียนทั้งสองคนต่างปล่อยหมัดใส่กันเป็พัลวันกระทั่งพวกเด็กอันธพาลที่ยืนอยู่ข้าง ๆเข้าไปร่วมวงด้วยผลลัพธ์จึงกลายเป็ว่าเด็กคนนั้นถูกรุมอยู่ฝ่ายเดียว
“ไอ้เวรนี่คิดว่ากำลังต่อปากต่อคำอยู่กับใครวะ!”
“กวนประสาทชะมัดมาโรงเรียนก็หัดสงบเสงี่ยมบ้างสิ”
เขามองพวกเด็กอันธพาลรุมสหบาทานักเรียนเพียงคนเดียวอย่างสนุกสนานด้วยความสนใจไม่รู้ทำไมถึงนึกย้อนไปยังความทรงจำในอดีตบางทีอาจเป็เพราะเขาได้เผชิญประสบการณ์อันแสนโหดร้ายมาตลอดยี่สิบปีถึงได้มองว่าเด็กพวกนี้น่ารักไปได้
พวกเด็กอันธพาลรุมเตะต่อยอยู่อย่างนั้นจนถึงจุดที่เกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะสิ้นใจถึงได้ยอมรามือพร้อมหอบหายใจ
ด้านนักเรียนที่เป็ฝ่ายถูกรุมใช้แขนป้องกันศีรษะตัวเองเอาไว้ตลอดเวลาที่เกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นจึงทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและแผลปริแตกถึงอย่างนั้นแววตาของเขาก็ยังคงเปล่งประกายอย่างคนไม่ยอมจำนน
อีซูฮยอกซึ่งเป็หัวโจกของพวกอันธพาลไม่ชอบใจสายตาเช่นนั้นของโดแจมินเอาเสียเลย
เวลานักเรียนคนอื่นในโรงเรียนมองเขาก็เป็ต้องพากันหลบเลี่ยงเพราะหวาดกลัวหรือไม่ก็มองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยากันทั้งนั้นแต่หมอนี่กลับกำลังมองเขาด้วยสายตาท้าทายแบบนั้น
“เฮ้อให้ตายสิวะแจมิน แกเจ็บใช่ไหม โคตรเจ็บเลยใช่ไหมล่ะแล้วใครเขาบอกให้แกทำตัวขัดหูขัดตาล่ะวะ มีหน้าที่เรียนหนังสือก็เรียนไปเงียบๆดีกว่าเนอะ”
“หุบปากเหอะไอ้เวร”
ทำตัวขัดหูขัดตา?แจมินที่เอาแต่เรียนหนังสือเงียบ ๆ มาตลอดไม่เคยทำอะไรขวางหูขวางตาเลยสักครั้ง หากจะมีปัญหาอะไรก็คงจะเป็เื่ที่เขาหน้าตาดีเกินไปก็เท่านั้น
ผู้หญิงที่อีซูฮยอกชอบแอบหลงรักแจมินนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาต้องมารองรับฝ่าเท้าพวกอันธพาลแบบนี้
“เฮ้อสงสัยต้องเล่นให้น่วมจริง ๆ ถึงจะตั้งสติได้ละมั้ง พวกแกจับตัวมันไว้อย่าให้ขยับ!”
ระหว่างที่พวกลูกสมุนกดตัวแจมินไว้กับพื้นอีซูฮยอกก็เตะผ่าอากาศด้วยท่าทีข่มขู่ดูแล้วเขาคงตั้งใจจะเตะศีรษะอีกฝ่ายเหมือนเตะลูกฟุตบอลแน่ ๆ
ในตอนนั้นเองที่ประสาทััทั้งหมดของอูจินฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์
“อาพอกันทีเถอะ”
เสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้อีซูฮยอกและพรรคพวกรีบหันซ้ายหันขวาด้วยความใก่อนจะเห็นชายคนหนึ่งที่สวมชุดประหลาด ๆกำลังยันตัวลุกขึ้นจากบนกองถุงกระสอบรีไซเคิล
“เวรเอ๊ยอะไรเนี่ย อยู่ตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่วะ”
“ฮะเวรเหรอเด็กอมมือพวกนี้ทักทายสุดยอดรุ่นพี่ผู้ยิ่งใหญ่ดุจผืนฟ้าด้วยคำว่าเวรเนี่ยนะ”
อูจินปีนลงจากกองถุงกระสอบมายืนบนพื้น
อาได้กลับมาเหยียบพื้นโลกในรอบยี่สิบปีสินะ
ถึงจะเป็เด็กอันธพาลก็เถอะแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ยังเป็เด็กอยู่ดีเหล่าเด็กน้อยที่สับสนมึนงงมองสำรวจเขาไปมาเดิมทีแล้วพวกเด็กอันธพาลค่อนข้างให้ความสำคัญกับลำดับขั้นในโรงเรียนเหนือสิ่งอื่นใด...
“ช่างหัวมันสิรุ่นพี่แล้วไง”
...ซะที่ไหนล่ะ
“ไม่ต้องยุ่งแล้วจะไปไหนก็ไปซะเข้าใจไหม อยู่ ๆ มีไอ้เวรที่ไหนเข้ามาสอใส่เกือกได้วะเนี่ย บอกเลยนะลุงเดี๋ยวนี้เด็ก ม.ปลายไม่กลัวอะไรกันแล้วจะไปไหนก็ไปเถอะครับ”
อีซูฮยอกไม่มีความเกรงกลัวใดๆพอเด็กคนอื่นที่คอยสังเกตการณ์อยู่เห็นท่าทีเช่นนั้นก็พลอยสลัดสีหน้างุนงงทิ้งตามไปด้วย
อีซูฮยอกทึกทักไปตามที่เห็น
หมอนี่ไม่ใช่ครูแต่กลับอยู่ในโรงเรียนในเวลาแบบนี้ทั้งยังมาอยู่ที่เตาเผาขยะนี่อีก เขาต้องเป็คนบ้าในละแวกนี้ไม่ผิดแน่แถมเสื้อผ้าก็เก่ากึกอีกต่างหาก
“เฮ้อทำไมมารยาทเด็กสมัยนี้ถึงเป็แบบนี้ไปได้ขนาดอยู่ต่อหน้ารุ่นพี่ที่แก่กว่าตั้งยี่สิบปีเชียวนะ”
หลังได้ยินอูจินพึมพำออกมาอย่างนั้นอีซูฮยอกก็ยิ่งแน่ใจคนที่ดูจะอายุอานามคราวนักศึกษามหาวิทยาลัยเอาแต่พล่ามอะไรยี่สิบปี ๆ อยู่ได้ดูทรงแล้วคงเป็พวกไม่เต็มเต็งแน่
เขามั่นใจอย่างนั้น
“ถ้าไม่อยากโดนดีก็ไสหัวไปซะไอ้ลูกหมา”
หากเป็คนสติไม่สมประกอบแค่ทำให้กลัวสักหน่อยก็คงหนีเตลิดเปิดเปิงไปแล้วแต่นี่อย่าว่าจะใกับมือที่เงื้อขึ้นมาขู่เลยอูจินกลับทำสีหน้าเหลือเชื่อแทนเสียอย่างนั้น
“เฮ้อเด็กพวกนี้นี่ไม่ไหวเลยแฮะ”
อูจินยื่นมือออกมาด้านหน้าอีซูฮยอกเห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหยง
“...”
“...”
อูจินตกตะลึงหลังยื่นมือออกมาทำไมเวทพันธนาการถึงใช้ไม่ได้กันล่ะอีซูฮยอกขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่กำลังสับสนงุนงง
“เวรอะไรของมันวะเนี่ย”
“อ้าวทำไมเป็งี้ล่ะ พันธนาการ!”
อูจินที่ยังงุนงงไม่หายยื่นมือออกมาพร้ะโกนร่ายเวทอีกหลายต่อหลายครั้งทว่ากลับไม่มีเวทมนตร์ใด ๆสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้เห็นเลยอีซูฮยอกเริ่มพ่นคำด่าอีกครั้ง
“เวรเอ๊ยใหมด ไอ้โอตาคุ[1] นี่”
ชัดเลย
อีซูฮยอกรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่เผลอใคนสติไม่เต็มเต็งไปครู่หนึ่งเขาจึงพุ่งตัวไปแล้วเหวี่ยงกำปั้นใส่อีกฝ่ายอย่างอดไม่ไหว
ทว่ายังไม่ทันที่กำปั้นของอีซูฮยอกจะพุ่งมาถึงอูจินก็เอียงศีรษะหลบไปด้านข้างได้เสียก่อน
“ฮะไอ้เวร นี่แกหลบเหรอ”
“ไอ้หมอนี่คิดจะลองดีงั้นเหรอ จัดการมันเลย!”
พวกเด็กอันธพาลที่เหลือวิ่งเข้าใส่ทันทีหลังได้ยินคำสั่งอันเกรี้ยวกราดของอีซูฮยอก
อะไรกันเนี่ย ไม่รู้สึกถึงพลังเวทเลย
อูจินสับสนไม่น้อยที่อยู่ๆเวทมนตร์ซึ่งเปรียบเสมือนมือเท้าของตัวเองตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมากลับไม่ตอบสนองแม้แต่นิดแต่ถึงจะสูญเสียพลังเวทไปเขาก็ไม่ได้อ่อนปวกเปียกถึงขนาดจะโดนกำปั้นเด็กม.ปลายเ้าปัญหาอัดง่าย ๆ
เป็เื่ปกติของโลกฝั่งโน้นที่นักเวทจะมีความสามารถทางกายภาพด้อยกว่านักรบแต่หากเทียบกับที่นี่แล้วถือว่านักเวทมีสมรรถภาพร่างกายยอดเยี่ยมมากในระดับที่หน่วยคอมมานโดยังเทียบไม่ติด
ต้องมีพละกำลังแข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะเอาชีวิตรอดในสถานที่ที่มีแต่สัตว์ประหลาดแบบนั้นได้
อูจินขยับตัวหลบกำปั้นของพวกเด็กอันธพาลที่พุ่งเข้าใส่ด้วยท่าทีเอือมระอาแล้วสวนหมัดชกเข้าไปที่ลิ้นปี่ของเ้าพวกนั้นเบา ๆ คนละที
“อึก”
หมัดของอูจินส่งเหล่าเด็กอันธพาลลงไปนอนกลิ้งกับพื้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาทำให้แจมินลืมกระทั่งความเ็ปจากร่างกายตัวเองแล้วมองอูจินตาค้างอยู่อย่างนั้น
“สะสุดยอด”
อูจินยกมือขึ้นนวดขมับหลังจัดการพวกน่ารำคาญให้ลงไปนอนกองกันเรียบร้อยแล้วนี่เป็นิสัยที่มักทำไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อความคิดมากมายในหัวกำลังตีกันยุ่งเหยิง
“เอาเถอะไม่น่าเป็อะไรหรอกมั้ง”
อาจเป็เพราะผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายมิติเขาไม่รู้เลยว่าพลังเวทหายไปถาวรหรือแค่ถูกผนึกเอาไว้กันแน่แต่นี่อาจเป็เื่ที่เขาไม่จำเป็ต้องใส่ใจแล้วก็ได้
ที่นี่คือกรุงโซล
ที่แห่งนี้ไม่มีภัยคุกคามจากพวกสัตว์ประหลาดทั้งยังไม่จำเป็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไปแล้วด้วย
ละมั้ง...
พวกเด็กอันธพาลนอนสำลักสองสามทีก่อนจะลุกขึ้นอย่างเงียบๆเมื่อเผลอสบตากับอูจินเข้าก็รีบพากันหนีเตลิดไปอูจินไม่มีทั้งความคิดและเหตุผลที่จะไล่ตามจึงปล่อยพวกเขาไปทั้งอย่างนั้น
“ขะขอบคุณครับ”
แจมินเดินมาหาอูจินก่อนจะค้อมศีรษะลงแม้คนตรงหน้าจะเป็คนแปลก ๆ แต่งตัวก็แปลก ๆแต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็คนช่วยเขาเอาไว้
“อาไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก แต่ว่าฉันขอถามอะไรหน่อยสิ”
พอได้ยินอูจินพูดอย่างนั้นแจมินก็พยายามเรียบเรียงเื่ราวในหัวทันทีคำถามที่ตามมาหลังช่วยเด็กคนหนึ่งเอาไว้จากการถูกพวกเด็กอันธพาลรุมกระทืบคงหนีไม่พ้น‘ทำไมถึงโดนอัด’ ละมั้ง
ถ้าเป็ผู้ใหญ่ทั่วไปก็คงถามอย่างนั้น
“ตอนนี้วันที่เท่าไหร่แล้วเหรอ”
“ครับ?”
“ฉันถามว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่”
“เอ่อวันที่ 10 กันยาครับ”
“ปีอะไร”
“ปี 2015ครับ”
“หา?”
อูจินใจนพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่งเขาถูก ‘เรียก’ ไปยังโลกฝั่งโน้นในปี 2010 เป็่ที่เขายังเรียนอยู่ชั้นม.ปลายปีสุดท้าย
“เฮ้อนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย”
ระยะเวลายี่สิบปีที่เขาถูกดึงตัวไปกลับกลายเป็ว่าโลกนี้เพิ่งผ่านไปเพียงห้าปีเท่านั้นอูจินยกมือขึ้นนวดขมับพลางจัดระเบียบความคิด
“นี่ถือว่าเป็เื่ที่ดีแล้วหรือเปล่านะ”
เขาเคยคิดว่าเวลาผ่านไปแล้วยี่สิบปีอย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ ดังนั้นการจะตามหาครอบครัวอีกครั้งจึงเป็สิ่งที่เลือนรางสำหรับเขาเหลือเกินแต่ถ้าเป็่เวลาเพียงห้าปีละก็เป็ไปได้ว่าครอบครัวของเขาอาจจะยังอยู่ที่บ้านหลังเดิม
ลองคิดดูแล้วสถานการณ์ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไร
อูจินมองไปรอบ ๆเผื่อมีอะไรที่ใช้ส่องแทนกระจกได้บ้างแต่ก็ไม่พบก่อนที่สายตาจะหันมาเห็นแจมินเข้า
“นี่นายว่าฉันดูเหมือนอายุเท่าไหร่”
“ครับ?”
ควรต้องเอาสำนวนหนีเสือปะจระเข้มาใช้กับสถานการณ์นี้หรือเปล่านะนี่เขาคงไม่ได้รอดจากพวกเด็กอันธพาลเพื่อมาเจอคนบ้าแทนหรอกมั้ง
แจมินลังเลว่าควรจะตอบอีกฝ่ายกลับไปว่าอะไรดีแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตอบไปตามสิ่งที่ตัวเองเห็น
“ประมาณยี่สิบสองมั้งครับ”
“เหรอ”
ร่างกายก็เด็กลงด้วยงั้นเหรอ พอเวทมนตร์หายไปหมดก็เลยได้ความเยาว์วัยกลับมา? ไม่สิ หรือว่าร่างกายฟื้นสภาพขึ้นมาใหม่กันนะ
อูจินตัดสินใจว่าจะค่อยๆ คิดไปทีละนิด ตอนนี้เขาต้องจัดการแก้ไขเื่เร่งด่วนก่อน
หวนคืนมายังจุดเริ่มต้นในรอบยี่สิบปีแต่เวลาบนโลกกลับเพิ่งผ่านไปแค่ห้าปี
การตามหาครอบครัวเป็สิ่งที่เขาต้องทำก่อนเป็อันดับแรกแน่นอนว่าเขาจำเบอร์โทรศัพท์บ้านไม่ได้แล้วรวมถึงเบอร์โทรศัพท์ของสมาชิกในครอบครัวด้วย โชคดีที่เขาเคยเรียนม.ปลายที่โรงเรียนนี้มาก่อน เส้นทางกลับบ้านจึงยังพอหลงเหลืออยู่ในความทรงจำ
ถ้าครอบครัวเขายังไม่ย้ายไปที่ไหนเสียก่อนก็อาจเป็ไปได้ว่าวันนี้คงได้พบหน้ากันอีกครั้ง
ปัญหาตอนนี้ก็คือเขาจะกลับไปถึงบ้านได้อย่างไร
ระยะทางไกลเกินกว่าจะเดินเท้าไปได้บ้านของเขาอยู่ห่างออกไปประมาณเจ็ดสถานีรถไฟใต้ดินทันใดนั้นอูจินก็หันไปเห็นแจมินที่กำลังมองเขาด้วยสายตาไม่ไว้วางใจเข้าพอดี
“ขอยืมเงินหน่อยสิ”
“ครับ?”
“บอกว่าขอยืมค่ารถหน่อยไง”
[1] คำที่มีความหมายในเชิงลบ ใช้เรียกบุคคลที่หลงใหลหรือคลั่งไคล้บางสิ่งในระดับหมกมุ่น โดยมักใช้เรียกผู้ที่สนใจแอนิเมะหรือมังงะญี่ปุ่นมากเป็พิเศษ และมีนิสัยเก็บตัวจนแบ่งแยกออกจากสังคม